ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

พระเทพกิตติปัญญาคุณ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2

PDF
"สร้างคนนั้นสร้างยาก เรื่องเสนาสนะไม่ยาก ใครมีเงินก็สร้างได้ แต่ความสำคัญต้องสร้างคนก่อน" หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้กล่าวถ้อยคำประโยคนี้ และท่านก็ได้ปฏิบัติตาม ความตั้งใจของท่านด้วยความมุ่งมั่น จริงจังมาตลอดชีวิต ท่านได้ก่อกำเนิดศาสนทายาท ผู้เป็นกำลังสำคัญทั้งในการเผยแผ่และธำรง พระพุทธศาสนาให้เจริญยั่งยืนจำนวนมากมาย โดยเฉพาะต้นกล้าแห่งธรรมของท่านต้นนี้ที่เจริญเติบโตแผ่ขยายเป็นร่มเงาแห่งธรรมอันยิ่งใหญ่ เป็นที่พักพิงใจของพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนจำนวนมากทั่วประเทศ บุคคลยุคต้นวิชชาที่จะกล่าวถึงนี้ก็คือ พระเดชพระคุณพระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือหลวงพ่อกิตติวุฑโต ผู้ก่อตั้งจิตตภาวันวิทยาลัย จ.ชลบุรี อันเป็นสถานที่ฝึกอบรมพระภิกษุ สามเณร ในการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งคนทั่วประเทศต่างรู้จักกันดี พระเดชพระคุณพระเทพกิตติปัญญาคุณได้ถ่ายทอดเรื่องราวเมื่อครั้งเคยอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ให้ฟังด้วยความเมตตาว่า เริ่มต้นชีวิตที่อาตมารู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยนั้นยังเป็นเด็กหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเคยไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดบางปลา อ.บางเลน คือหลังจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านบรรลุธรรมที่วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียงแล้ว ท่านได้เห็นภาพของบุคคลที่จะบรรลุธรรมตามท่านได้ มีพระ ๓ รูปและคฤหัสถ์อีก ๔ คน แล้วอาตมาก็มารู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนท่านไปวัดผาสุการาม ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า วัดใหม่ อยู่ที่บางเลน โดยวัดใหม่แห่งนี้หลวงพ่อท่านได้ส่งลูกศิษย์รุ่นแรกของท่านคือ พระอาจารย์สังวาลย์ (เป็นพระภิกษุ ๑ ใน ๓ ที่บรรลุธรรมที่วัดบางปลา) ไปเป็น เจ้าอาวาส แล้วหลวงพ่อไปวางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างโบสถ์ และได้มอบพระของขวัญให้พระอาจารย์สังวาลย์ไปลังหนึ่ง พระของขวัญรุ่นที่ ๒ สำหรับให้เป็นของขวัญแก่ผู้บริจาคทรัพย์สร้างโบสถ์ หลังจากหลวงพ่อท่านมอบพระของขวัญ วางศิลาฤกษ์แล้ว งานก็หยุดชะงักไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน อยู่ในสภาพอย่างนั้น เพราะหลวงพ่อท่านเริ่มอาพาธ อาตมาเองสมัยเป็นฆราวาส ไม่ค่อยอยู่บ้าน ออกไปค้าขาย จนกระทั่งกลับมาบ้านพออายุครบบวช เกณฑ์ทหาร โยมทางบ้านก็ขอให้บวช ลูกชายทุกคนต้องบวชเป็นพระ โยมตั้งใจไว้อย่างนั้น ลูกผู้ชายต้องบวชพระทุกคน อย่างน้อย ๑ พรรษา แต่ที่นี้แรกๆ อาตมาเองไม่ชอบบวช ยังไม่ยอมบวชโยมก็อ้อน วอนขอให้บวช สาเหตุที่ไม่ยอมบวชก็เพราะว่าอาตมาเข้าวัดมาตั้งแต่เด็ก อายุ ๘ ขวบก็เข้าวัด ไปวิ่งเล่นเป็นเด็กวัด คุ้นเคยกับวัดอยู่แล้วและชอบอ่านหนังสือธรรมะมาตั้งแต่เด็ก เดิมอำเภอบางเลนนี้ชื่อ อำเภอบางปลา และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางเลน พอปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นปีที่อาตมาบวช ตอนนั้นคิดว่าเมื่อโยมปรารถนาอย่างนั้นก็ควรบวชจึงหาวัดบวช แต่ไม่ชอบใจสักวัดคือ วัดแถบลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีนั้นก็ยังไม่ชอบใจ เพราะว่าถ้าบวชแล้ว ต้องมีการเรียน การปฏิบัติ วัดบ้านนอกแถวนั้นไม่มี วันหนึ่งได้นึกถึงเพื่อนรุ่นน้องซึ่งบวชอยู่ที่วัดปากน้ำ จึงไปเยี่ยมชื่อพระปักษี อยู่คณะภาวนา มีหลวงพี่ประดิษฐ์เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อนพาไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็พาอาตมาเที่ยวชมจนทั่ววัด เราก็ดูว่าวัดนี้มีการศึกษาและมีการปฏิบัติสมาธิด้วยจึงตัดสินใจบวชวัดปากน้ำฯ ตอนนั้นอายุ ๒๐ ปี ครบบวชพอดี ย่าง ๒๑ ปี หลวงพี่ประดิษฐ์ท่านบอกว่า ถ้าบวชที่นี่จะจัดการให้ ท่านช่วยเป็นธุระดูฤกษ์ดูยามให้ พอเราตกลงใจจะบวชที่วัดปากน้ำฯ ท่านเป็นธุระให้พร้อมเสร็จบวชแล้วก็ศึกษาและปฏิบัติธรรม บวชครั้งนั้นมีพระธีรสารมุนี วัดอัปสรสวรรค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปัญญาภิรัตกับพระครูพิพัฒนธรรมคณี เป็นพระคู่สวด เจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.๙) เจ้าคณะภาค ๗ องค์ปัจจุบันก็บวชพรรษาเดียวกัน ในทุกๆ วัน อาตมาก็ได้ปรนนิบัติหลวงพ่อท่าน ต้องเข้าเวรอยู่คณะภาวนา ก็ต้องไปนั่งในโรงงาน นั่งภาวนาและปรนนิบัติดูแลหลวงพ่อซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก เพราะหลวงพ่อท่านไม่รบกวนใคร ท่านช่วยเหลือตัวเองบางวันเดินจงกรม วันไหนแข็งแรงท่านก็เทศน์สอน ตอนที่อาตมาบวชนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็อาพาธแล้ว อาพาธหนัก อาตมาได้สนทนาอะไรกับหลวงพ่อไม่มากเพราะท่านอาพาธ ตอนอาพาธพระที่ท่านอยู่คณะภาวนา ก็หมุนเวียนกันไปปรนนิบัติหลวงพ่อท่านจนถึงวันมรณภาพ อาตมาก็ได้ทำความสะอาดร่างของท่าน พอตอนหลวงพ่อสิ้นก็ปลงผม และได้เก็บเกศาของท่านไว้ ซึ่งตอนปลงผมก็ร่วมกันหลายองค์ พอมรณภาพแล้ว หมอก็ฉีดยาให้ ผิวพรรณท่านเปล่งปลั่งสมบูรณ์งาม ภาพงามมาก เหมือนนอนหลับปลงผมใหม่ เปลี่ยนจีวรใหม่คลุมด้วยผ้าแพรสีทอง ตอนนั้นสมเด็จป๋าวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ) ยังเป็นพระธรรมวโรดม เป็นประธานกรรมการ จัดงานร่วมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ รดน้ำท่าน นำร่างท่านลงหีบ อาตมามีโอกาสได้ปรนนิบัติท่านทั้งขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และมรณภาพแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นพระเถระที่มีเมตตาธรรมสูงและเสียสละ หน้าท่านดุ ตาดุ แต่ไม่มีอะไร ท่านใจดี ตาท่านมีอำนาจ โดยเฉพาะทานบารมี ถึงแม้ท่านสิ้นแล้ว ยังเลี้ยงพระได้เหมือนเดิม ใหม่ๆ ก็วิตกกันว่าพระเณรจะลำบาก แต่ปรากฏว่าไม่ลำบาก โยมมาเลี้ยงพระปกติ และดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย วิธีการดูแลพระเณรของหลวงพ่อ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ ใครถนัดเรื่องการศึกษาก็ให้รับผิดชอบด้านการศึกษา โดยมากหลวงพ่อท่านจะชอบส่งเสริมการศึกษาโดยเฉพาะภาษาบาลี ท่านสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น พร้อมกับส่งลูกศิษย์ไปเรียนที่วัดเบญจมบพิตรฯ ก็มีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ องค์ปัจจุบันและท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม จบประโยค ๙ ทั้งคู่ อีกองค์หนึ่งชื่อสว่างปัจจุบันก็สึกไปแล้ว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) สมัยที่ท่านไปเรียนอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ นั้น ท่านเคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๔ (ปลด กิตติโสภโณ มหาเถระ) ดำรงตำแหน่งอยู่ระยะหนึ่งแล้วก็กลับมาช่วยวัดปากน้ำฯ เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรม พระ-เณรที่วัดปากน้ำฯ ในสมัยนั้นมีจำนวนมาก ตอนที่อาตมาอยู่นั้นมีเยอะที่สุด พระเณร ๖๐๐ กว่ารูป ส่วนเจ้าคุณพระธรรมวโรดม ให้เป็นอาจารย์ใหญ่สอนปริยัติธรรมอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ หลวงพ่อวัดปากน้ำได้คัดเลือกพระที่จะเป็นหลักแทนท่านไว้ ๕ องค์ ซึ่งเป็นการมองการณ์ไกลและการวางแผนในระยะยาวของท่านก่อนที่จะมรณภาพ คือ ๑.พระภาวนาโกศลเถระ (ธีระ คล้อสุวรรณ) หรือหลวงพ่อเล็ก ซึ่งหลวงพ่อมอบหมายให้แจกพระของขวัญ และสอนวิชชาธรรมกาย และต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาหลวงพ่อเล็กเป็นพระที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ฝึกเคี่ยวเข็ญด้านการปฏิบัติวิชชาธรรมกายมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามณร (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ๒.พระภาวนาโกศลเถระ (วีระ คณุตฺตโม) เป็นพระเชื้อสายญี่ปุ่น เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ องค์ปัจจุบัน ๓.พระราชโมลี (พระณรงค์ ฐิตญาโณ) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดราชโอรส ซึ่งเคยดูแลด้านการก่อสร้างในวัดปากน้ำฯ มาก่อน (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ๔.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ ป.ธ.๙) เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ องค์ปัจจุบัน และเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายคันถธุระ ๕.พระธรรมวโรดม (บุญมา คุณสัมปันโน ป.ธ.๙) อยู่ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามหลวงพ่อวัดปากน้ำส่งไปเรียนที่วัดเบญจมบพิตรฯ ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรมอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ และดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรฯ อาตมาอยู่วัดปากน้ำฯ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๓ ตอนนั้น สมเด็จป๋ารักษาการเจ้าอาวาส เหตุที่ข้ามมาอยู่วัดมหาธาตุฯ นั้นก็เพราะอาตมาต้องมาช่วยสอนพระอภิธรรมที่วัดมหาธาตุฯและสอนพระไตรปิฎกที่มหาจุฬาฯ ที่แผนกธรรมวิจัย จึงได้ขออนุญาตสมเด็จป๋าฯ สมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) เพราะไม่อยากนั่งรถเมล์ข้ามไปข้ามมา สมเด็จป๋าๆ จึงอนุญาตให้ย้ายมาอยู่วัดมหาธาตุฯ อยู่ที่นั่นตลอด อาตมาสนใจเรื่องพระอภิธรรมมานานแล้ว แต่ก่อนนี้มีโครงการสอนพระอภิธรรมช่วยกันกับท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ ตอนนั้น สมเด็จเกี่ยว (สมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.๙ วัดสระเกศ) ท่านอยู่แผนกธรรมวิจัย อยู่มหาจุฬาฯ ตอนเป็นพระราชาคณะมาช่วยกันแต่ก่อน พระจะรวมกัน มีอะไรก็ช่วยกัน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริม ในการเรียนภาษาบาลีมาก ใครอยากปฏิบัติก็สอนปฏิบัติ และให้สนใจภาวนา เรียนด้วยปฏิบัติด้วยทั้งสองอย่าง เจตนาของท่านคืออยากให้พระอยู่ ไม่อยากให้พระลาสิกขา พระลาสิกขาหลวงพ่อท่านไม่ชอบ ท่านจะให้โอวาทอยู่เรื่อยๆ ว่า "หนองน้อยก็รอยตีนโค รอยตีนโค ใครหรือจะโผล่ข้ามพ้น" เวลาลงโบสถ์ทุกครั้ง หลวงพ่อท่านก็จะให้โอวาท การเผยแผ่ธรรมะของหลวงพ่อสมัยนั้นโดยมาก หลวงพ่อจะปักหลักสอนอยู่ที่วัดปากน้ำ แต่พระที่มาส่วนมากถ้ามาจากภาคอีสานก็ไปโฆษณาภาคอีสาน มาจากภาคเหนือก็ไปโฆษณาทางภาคเหนือ พระที่วัดปากน้ำฯ จึงมาจากทุกภาค บอกต่อๆ กันไป นี้ก็สัมฤทธิ์ผลสมดังที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้อธิษฐานไว้ว่า "บรรพชิตที่ยังไม่มาก็ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข" ตอนนั้นพระพิมลธรรม (อาส อาสภมหาเถระ) ท่านเป็นสังฆมนตรีปกครองเป็นผู้ปกครองที่สั่งแล้วต้องปฏิบัติตาม ท่านอยากให้หลวงพ่อวัดปากน้ำไปปฏิบัติวิปัสสนาแบบยุบหนอพองหนอ หลวงพ่อท่านก็ไป ท่านถามว่าถูกหลักสติปัฏฐานหรือไม่ หลวงพ่อท่านก็ตอบว่าใช่ ถูกหลักสติปัฏฐาน ๔ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านส่งเสริม ท่านไม่โจมตีหรอก ใครชอบทางไหน ก็ไปทางนั้น สำนักปฏิบัติธรรมที่มาคู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำคือหลวงพ่อลี วัดอโศการาม ซึ่งสอนแบบให้บริกรรม "พุทโธ" หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านคิดจะสร้างบารมีอย่างเดียว อย่างมหาจุฬาฯ ตอนนั้นก่อตั้งใหม่ๆ ยังไม่เป็นรูปร่าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็มาช่วยหาทุน ในการก่อสร้างมหาจุฬาฯ สมัยนั้นท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม(ช้อย ฐานทัตโต ป.ธ.๙) เป็นปฐมนายก พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตโต) ท่านนิมนต์หลวงพ่อวัดปากน้ำไปเทศน์ที่วัดมหาธาตุฯ อยู่เป็นประจำเพราะท่านศรัทธาหลวงพ่อวัดปากน้ำ เวลาไปเทศน์หลวงพ่อท่านก็ลงเรือข้ามฟากไป ไปขึ้นที่ท่าเตียน ปากคลองตลาด พระพิมลธรรม (ช้อย) ท่านส่งเสริมหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ไปสอนพระเณรในวัดนำนั่งภาวนาในโบสถ์ภาวนา "สัมมา อะระหัง" มากันหมดทั้งวัด ตอนนั้นรู้สึกว่าเจ้าคุณโชดกก็มาอยู่วัดมหาธาตุฯ แล้ว แต่ว่าไปเรียนอยู่ที่พม่า ตอนนั้นคงยังเป็นพระเด็กๆพรรษาน้อย ท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นท่านยังคะนอง ตอนหลวงพ่อมาสอน "สัมมา อะระหัง" ที่วัดมหาธาตุฯ ฟังแล้วก็ขำ จึงหัวเราะคิกคิกออกมาเบาๆ และตอนหลวงพ่อวัดปากน้ำสอน พระพิมลธรรม (ช้อย) จะมาฟังด้วย ใครหัวเราะท่านดุเลย ตวาดดุเลยให้ตั้งใจฟัง ท่านศรัทธาหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก สมัยนั้นดีมาก มาในภายหลังสมัยพระพิมลธรรม (อาส) ซึ่งเป็นผู้ที่ส่งให้เจ้าคุณโชดกไปเรียนที่พม่า เพราะเป็นคนขอนแก่นด้วยกัน ไปเรียนวิปัสสนาแล้วกลับมาสอนที่นี่ ช่วงนั้นสมเด็จพระสังฆราชอยู่วัดเบญจมบพิตรฯ ซึ่งท่านก็สนับสนุนวิชชาธรรมกาย ยุคนั้นสำนักปฏิบัติที่เป็นที่รู้จักอีกที่ คือวัดมหาธาตุฯ ปฏิบัติแบบยุบหนอ พองหนอ ส่วนเรื่องเจ้าคุณโชดกนั้นก็ไม่มีอะไรหรอก คือเจ้าคุณโชดกท่านมาทีหลังก็ต้องการให้หลวงพ่อวัดปากน้ำช่วยโฆษณาด้วย เพราะสมัยนั้นคนจะโจมตีว่าเป็นของพม่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ส่งเสริม ให้ท่านไปปฏิบัติท่านก็ไป ไปทดลอง ไปปฏิบัติ แล้วท่านก็บอกว่าดีท่านไม่โจมตีเพราะท่านไม่ทำร้ายใคร ส่วนทางนั้นจะไปโฆษณาอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายออกไปต่างประเทศทั่วโลก ก็ส่งลูกศิษย์ของท่านไปองค์หนึ่งชื่อพระใหญ่ ไปอังกฤษ ได้คนอังกฤษมาบวชคนหนึ่งชื่อศาสตราจารย์ วิลเลี่ยม ออกัสต์ เพอรฟิสต์ บวชแล้วได้ฉายาว่า "กบิลวฑฺโฒ" ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฝรั่งเข้ามาบวชในประเทศไทย แต่ตอนหลังพระใหญ่ทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงที่ไม่ดี เลยพลาดไป หลวงพ่อท่านเสียใจเรื่องนี้มาก ตอนหลังพระใหญ่ก็สึก สึกไปแล้วก็กลับมาบวชใหม่อีก ตอนนี้มรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านต้องการเผยแผ่ไปทั่วโลก ตอนนั้นก็เข้าอังกฤษแล้วชาวอังกฤษก็เริ่มรู้จักกันแล้ว เหตุที่อาตมาได้มาก่อตั้งจิตตภาวันวิทยาลัยก็เพราะว่ามีโครงการเกิดขึ้นในภายหลังโครงการนั้นก็คือ เราจะสร้างพระออกเผยแผ่ธรรมะตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้คณะสงฆ์ช่วยในการอบรมเยาวชน เพราะปัญหาศีลธรรมเสื่อม สมเด็จป๋าฯ วัดพระเชตุพนฯ ท่านก็ปรึกษา อาตมาก็เลยเสนอว่า ควรจะสร้างพระออกเผยแผ่ให้มากขึ้น สมัยท่านก็เคยทำแต่น้อยไม่มีเพิ่มเติม ส่วนมากองค์ไหนที่ทำได้ก็ช่วยกัน ทัศนะของอาตมาคือต้องการเอาพระรุ่นใหม่มาฝึก ฝึกแล้วก็ออกทำงานเผยแผ่กันให้มากขึ้น พระเทพกิตติปัญญาคุณหรือหลวงพ่อกิตติวุฑโฒ เป็นพระมหาเถระผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา กอปรด้วยเป็นผู้ที่ทรงภูมิรู้ ภูมิธรรมและความสามารถท่านได้ทุ่มเท อุทิศทั้งชีวิตและสติปัญญาของท่านเพื่อเผยแผ่และปกป้องพระพุทธศาสนา ปัจจุบันแม้วัยของท่านจะล่วงเข้า ๖๖ ปีแล้วแต่พระเดชพระคุณท่านยังคงมุ่งมั่นสืบสานปณิธานเจริญรอยตามหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในการสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาอย่างไม่ย่อท้อโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย แม้บางคราวจะมีลมพายุโหมพัดมาบ้าง แต่ก็เพียงทำให้กิ่งใบแห่งกล้าธรรมต้นนี้เป็นเพียงความเคลื่อนไหว ไหวพลิกระริกใบล้อเล่นกับสายลมเท่านั้น แต่ความมุ่งมั่นในการรังสรรค์กล้าธรรมต้นต่อไปของท่านยังคงยืนหยัดมั่นคงเป็นดุจต้นไม้ใหญ่ที่พายุใดๆ ก็ยากที่จะสั่นคลอน