ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2

PDF
จากการเดินทางไปสัมภาษณ์บุคคลยุคต้นวิชชาหลายๆ ท่านต่างกล่าวถึง แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น และแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นศิษย์คนสำคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นหัวหน้าเวรทำวิชชาที่คลุกคลีอยู่ด้วยกัน ทั้งแม่ชีจันทร์ และแม่ชีทองสุขนั้น กล่าวกันว่าเป็นสหธรรมิกคู่บุญกันเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะพักอยู่ด้วยกันแล้ว ยังมีสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างแน่นแฟ้น มีทั้งความเป็นศิษย์ อาจารย์ เพื่อน และพี่น้องที่ดีต่อกัน ไม่เคยทอดทิ้งกันเลยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ท่านทั้งสองจะต่างกันด้านบุคลิก และมีความเป็นมาที่ต่างกันก็ตาม แต่ทั้งสองท่านก็ร่วมใช้ชีวิตในโรงงานทำวิชชามาด้วยกันจวบจนหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ละสังขารไป จึงทำให้ประวัติบุคคลยุคต้นวิชชาทั้งสองท่านนี้เป็นชีวิตที่น่าเจาะลึกและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ชีวิตแม่ชีทองสุข คุณแม่อาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น เกิดเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๓ ณ บ้านสะพานเหลือง (บริเวณที่ตั้งโรงงานยาสูบ ๒ ในปัจจุบัน) เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรสาวของนายร่ม นางวัน (ไม่ทราบนามสกุล) บิดามารดานั้นนับได้ว่าเป็นผู้มีฐานะดีผู้หนึ่ง ซึ่งมีบุตรธิดารวม ๕ คน โดยคุณแม่อาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น เป็นลูกคนที่ ๓ จากที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในครอบครัว ต่อมามรสุมร้ายแห่งชีวิตก็ย่างกรายเข้ามาอย่างไม่คาดคิด ดังที่คุณแม่อาจารย์ทองสุขได้เล่าให้ศิษย์ฟังว่า "เกิดขั้นต้นเป็นเชื้อเจ้า ข้างพ่อเป็นลูกเศรษฐีแต่เดิมมาตอนเล็กๆ จะมาเกิด แม่มีเชื้อเจ้าแต่ทีนี้ยากจนลง จึงต้องล้มสกุลเจ้าจากที่มีเชื้อวังหน้าก็พากันอพยพมาอยู่สวนบางกะเจ้า เพราะกลัววงศ์สกุลของเจ้าจะตกต่ำ ฝ่ายพ่อเป็นลูกเศรษฐี ปู่ชื่อด้วงเป็นเศรษฐีที่หัวลำโพง มีที่ดินมากมายเงินทองก็มาก ทองคำก็ใส่กระจาดกระเดียดเชียว เงินก็ตวงเป็นกระบุง ขันใส่บาตรก็เป็นทองคำ เกิดมาก็มีพี่เลี้ยงนางนม มันเป็นกรรมพออายุได้ ๕ ขวบพ่อก็ตาย พ่อตายได้เดือนหนึ่งแม่ก็ตายอีก ตอนนั้นน้องยังเล็ก กินนมอยู่ น้องคนเล็กได้สัก ๒ เดือน พอแม่ตายแล้วเครื่องแต่งเนื้อแต่งตัวที่แม่แต่งให้ ผู้ใหญ่ปู่กับย่าเขาก็ถอดเอาไปหมด แล้วเขาก็มาขนเอาของออกจากบ้านไป จำได้ว่าเงินทองของแม่ที่มีอยู่ ย่าเขาเอาตวงกะลาแล้วก็นับ จำได้ว่าตอนแม่เสียนั้นเข้าใจว่าแม่นอนหลับ แม่หมดลมเวลาประมาณ ๒ ยาม ปู่กับย่าก็อุ้มเอาตัวฉันกับน้องมาที่บ้านปู่ มดมันตอมแม่ต่อยปากต่อยตาสำคัญว่าแม่นอนหลับไม่รู้ว่าแม่เสีย ก็มาเช็ดถูหน้าปัดมดให้แม่ แล้วก็ลงมาวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่อย่างนั้น พอตกเย็นเขาก็รดน้ำรดท่าเอาแม่ใส่โลง พอสวดเสร็จก็เอาแม่ไปไว้ที่วัดไตรมิตรหรือวัดสามจีน ไปนั่งรอแม่ที่หัวสะพาน เมื่อไหร่แม่จะมา แม่ไปไหน ไม่กลับมาสักที ก็จูงน้องไป มีพี่ชายหนึ่งคน พี่สาวหนึ่งคน มีน้องรองลงมาอีกสองคน ก็คอยแม่และพ่อไม่เห็นมาสักที ต่อมาลุงก็เอาพี่สาวกับน้องไป ฉันไม่รู้ว่าเขาเอาพี่สาวกับน้องไปเข้าใจว่าเขาพาไปเที่ยว ก็คอยเอาไปวันหนึ่งก็แล้ว สองวันก็แล้วจนเดือนหนึ่งก็แล้ว เขาก็ไม่เอาพี่สาวกับน้องมาส่งนั่งน้ำตาไหลคอยดูพี่สาวกับน้องที่หัวสะพาน มีขนมก็เก็บเอาไว้ให้น้อง คอยน้องเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เห็นมา ที่แท้ลุงเขาเอาไปแล้ว น้องคนนั้นเป็นน้องชายที่รักมากที่สุด ตัวของฉันเองประมาณ ๕ ขวบ มีแม่นมชื่อ หุ่น พอหมดบุญพ่อกับแม่แล้ว แกก็รับขนมเขามาขาย แม่นมยังนึกถึงบุญคุณพ่อกับแม่ของฉัน เห็นนั่งหน้าจ๋อยอยู่แกก็สงสารเป็นห่วง หาบขนมไปมือหนึ่งจับคานไว้ มือหนึ่งก็จูงเราไป ก็เดินตามต๊อกๆ เขาไปขายที่ไหนก็เดินตาม นุ่งผ้าซิ่นผืนหนึ่ง บางทีเอาผ้าซิ่นสะพายบ่า เราก็เดินแก้ผ้าไป หิวโหยจะขอขนมแม่นมกินก็ไม่พูด เดินไปแดดก็ร้อนจะขอขนมกินก็ไม่ขอ สอนตัวเองว่าเราไม่มีพ่อแม่ เราหิวก็ทนเอาไม่ขอเขากิน แม่นมก็ไม่รู้ว่าเราหิว พอถึงเวลาก็ส่งข้าวเหนียวหน้ากุ้งให้ แล้วแกก็วางถาด นั่งลงให้กินข้าวเหนียวสองห่อ แกหาน้ำมาให้กินแล้วก็จูงต่อไปอีก หาบไปจูงไปร้องขายขนมไปด้วยจนกว่าจะเย็นจนกว่าจะหมดกลับมาก็อาบน้ำอาบท่า ทาขมิ้นให้แล้วก็เอาไปส่งเรือนปู่ ปู่พอเห็นหลานนั่งหน้าจ๋อยก็บอกกับแม่หุ่นว่า อย่าเอามันไปเลยแดดมันร้อนสงสารมันหน้าดำหน้าแดงกลับมาก็นั่งทำตากะหลกๆ แม่หุ่นก็ไม่กล้าเอาไป เอาขนมเปียกปูนไว้ให้หนึ่งห่อแล้วก็หาบของไปขาย วันหนึ่งปู่กับย่าไม่อยู่ ลุงเขาก็เอาน้องมาล่อให้ฉันไปอยู่ด้วย ให้ไปอยู่กับลุงอีกคนหนึ่ง ใหม่ๆ เขาก็เลี้ยงดีประมาณเดือนหนึ่งก็มีความสุขอยู่ เขาจะให้เราคุ้นกับบ้าน อยู่ประมาณเดือนป้าสะใภ้ก็ใช้ตักน้ำ ๕ ขวบเท่านั้นก็ตักไหเล็กๆ ที่จะพอไหวเอามาใส่โอ่งให้เขาทีละนิดๆ บางครั้งน้ำก็เต็มโอ่ง ใช้ให้กวาดบ้านถูบ้าน ไกวน้องจนประมาณ ๗ ขวบ ลูกเขาก็โตพอประมาณ ๒ ขวบกว่า ถ้าลูกเขาร้องไห้ ป้าสะใภ้ก็มาตี เขาหาว่าเรารังแกลูกเขาแต่ที่ไหนได้เรากลัวเขาแทบตาย ของอะไรที่เขาไม่ส่งมาให้กับมือก็ไม่กล้ากินของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากข้าว เขาเรียกให้กินจึงจะคว้าชามไปคดข้าวกิน ป้าสะใภ้ดุแท้เชียว ไม่เคยเห็นคนดุร้ายปานยักษ์เช่นนี้ ก็สอนตัวเองว่าของสิ่งอันใดเขาไม่หยิบมาส่งให้ถึงมือแล้วเราไม่ต้องกินของเขานะสอนตัวเองมาตั้งแต่เด็ก มาอีกวันหนึ่งลูกเขาตื่นมามันขี้อ้อนร้องไห้จ้าเชียว เขาก็หาว่าเรารังแกลูกเขาร้องไห้ เขาจับได้ก็หักคอเชียว เผอิญน้องชายของลุงอีกคนเดินผ่านมาเห็นป้าสะใภ้กำลังหักคอ เขาก็ว่า "เอ้อ...ไปหักคอลูกเขาอย่างนั้นถ้าเผอิญลูกเขาตายไปละก็ ปู่เขาเป็นเศรษฐีนะ ถ้าเขารู้ว่าหักคอหลานเขาตาย เขาฟ้องเอานะจะบอกให้" ตั้งแต่นั้นมาป้าสะใภ้ไม่กล้าหักคอใช้แต่ตบหน้าหรือตีเอา ก็ร้องไห้เวลาเจ็บแล้วก็สอนตัวเองว่าเราพ่อแม่ก็ไม่มี ใครเล่าจะเวทนาเรา สอนตัวเองได้แค่นี้ อีกวันหนึ่งลูกเขาร้องไห้จะกินมะพร้าวอ่อนบนต้น เขาก็ใช้ให้ขึ้นไปบนต้นมะพร้าว จะนุ่งผ้าขึ้นไปก็กลัวผ้าซิ่นจะไปเกี่ยวกับหนามเสี้ยน กลัวผ้านุ่งจะถูเอาตกลงมา ต้องแก้ผ้าขึ้นเวลานั้นประมาณ ๗ ขวบขึ้นไปก็เพียรใช้ปลอกใส่เท้า ปลอกกล้วยผูกเป็นเปลาะมะพร้าวสูงโขอยู่ไม่ใช่เตี้ย ขึ้นไปบนยอดมะพร้าวแล้วปลิดลูกมะพร้าวโยนลงมาข้างล่างได้สัก ๕-๖ ลูก ขาลงลงไม่ได้กลัวจะตก ขึ้นไปบนยอดมะพร้าวอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ลุงน้องชายลุงที่เลี้ยงเรามาเจอเข้า เขาก็แหงนขึ้นมองดูยอดมะพร้าวกลัวเราจะตกลงมาตาย ก็ไปเอาผ้ามาพาดรับจึงลงมาได้ ต้องกวาดบ้านถูบ้านให้เขา ลูกเขาวางไม่ได้ต้องใส่เอวไว้ ถ้าวางเข้าร้องแม่เขาได้ยินก็จะตีเราอุ้มใส่เอวปวดท้อง เยี่ยวก็ต้องยืนเยี่ยว ถึงเวลาบางทีแม่เขาก็เลี้ยง เราก็ไปสีข้าว ตัวนิดเดียวต้องกลิ้งครกมารองเท้าจะสีง่ายๆ สีข้าวถ้าสีไม่เสร็จก็ไม่ได้กินข้าว พอหิวก็ต้องไปเอาข้าวที่สีมาเป่าเอาแกลบออกแล้วก็กิน กินข้าวกล้องแล้วก็กินน้ำตามไป พอพระเคาะระฆังต้องลุกขึ้นหุงข้าว ตัวก็เล็กเวลาจะดงหม้อข้าว หม้อข้าวเดือดทีพลั่กๆ หม้อมันใหญ่เราจะยกยังไง ต้องเอาน้ำใส่ลงไปแล้วมันก็ไม่เดือดเราก็ยก ต้องขึ้นไปยืนบนหัวเตาไฟถึงจะยกได้ เสร็จแล้วถ้ามีปลาก็ปิ้งปลาไว้ให้ แกงไม่เป็นถ้ามีหม้อแกงก็อุ่นให้ ตีสี่พอสว่างก็คว้าไม้คานไปหาบน้ำตามเขา ทำน้ำตาลมะพร้าวมาเทใส่กะทะให้ มาติดไฟกะทะใหญ่เอาน้ำตาลใส่กล่องให้เอากระบอกมาล้างแล้วก็ขึ้นมากินข้าว สายเชียวไส้คอดไส้กิ่วเชียว บางทีมีใครมาจ้างขึ้นมะพร้าวเราก็เอาลูกเขาไปด้วย เลี้ยงลูกให้เขาเพื่อไม่ให้มาตีเรา ไปรับจ้างขึ้นหมาก ๘ ต้นเฟื้องหนึ่ง กว่าจะได้เฟื้องหนึ่งเกือบตายเอาน้องให้คนจ้างเขาอุ้มไว้เก็บตังค์ไว้ทีละเฟื้อง บางทีรับจ้างเขาได้สลึงบ้างเฟื้องก็เก็บเอาไว้ เวลาป้าสะใภ้ไปตลาดเราก็ฝากสตางค์ ที่รับจ้างขึ้นมะพร้าวมาเอาไปฝากป้าสะใภ้ซื้อเสื้อซื้อผ้านุ่ง เขาซื้อกางเกงขาก็วยมาให้ผ้าดิบย้อมดำนุ่ง เสื้อก็ซื้อเสื้อร้อยแขนไหมพรมดูแล้วน่าทุเรศเหลือเกิน แขนเหมือนเสื้อแขนยาว เสื้อชั้นในนะป้าสะใภ้เขาซื้อมาให้ลูกขอทานยังแต่งดีกว่าเรา ก็ดำริในใจว่าเขาซื้อเสื้อมาให้เราเหมือนกับมาใส่ให้สุนัข เราก็นึกในใจแต่ไม่กล้าพูดกลัวเขา แล้วก็เอากางเกงมานุ่งมันอยู่อย่างนั้นเขาก็ไม่ซื้อให้ บางทีปีหนึ่งนุ่งกางเกงขาก๊วยสองตัวผลัดขาดแล้วก็ขาดอีก ผีแกล้ง แล้วพอนอนกลางคืนก็มุ้งเล็กๆ นอนอยู่คนเดียว บ้านเขาหลังใหญ่สองคนผัวเมียกับลูก เขาก็นอนในห้องใส่กลอน เรานอนข้างนอกที่หอนั่งคนเดียว มุ้งก็หลังสั้นนอนไปยุงกินริ้นกัดแช๊ด เขาไม่ปรารมภ์ เขาจะมาดูว่าจะหลับจะนอนยังไง ผ้าผ่อนมันจะมีไม่มีไม่ปรารมภ์ ใจดำแท้เชียวป้าสะใภ้ประดุจประดังว่าน้องๆ ยักษ์ นอนกลางคืนจะเป็นผีหรือเทวดาก็ไม่ทราบจับเราลากเราทุกวัน ลากไปประมาณสักครึ่งเส้นเอาไปทิ้งตูมทางโน้น เราก็ร้องเสียงกรี๊ดรู้ว่าผีมันลากทุกคืน ร้องกรี๊ดแล้วก็คลานเข้ามุ้ง ลุงเขาก็ลุกขึ้นมาถามว่า "มึงร้องทำไม" เราไม่พูด ถามชะให้ตายเราก็ไม่พูด เขาตีตีจนแตก บางทีจนเลือดไหล ทนเอา ร้องไห้ก็ร้องไม่ดังที่ไม่ตอบเขาเพราะว่าอะไร เพราะเรากลัวผีจะว่าเราปากบอน ทนมันเอาไม่พูดจะตีก็ให้ตีไป พอเข้านอนคลุมโปงเลยทนร้อนกลัวแต่ผี ผีสงสาร มีวันหนึ่งฝนตกใหญ่ ฝนตกกลางคืนผีมันสงสาร เป็นความจริงพูดแล้วก็ไม่น่าเชื่อ ผีมันรองน้ำให้เต็มทุกโอ่งๆ ถูกระดานครัวไว้ให้ใหม่เอี่ยมเชียว เช้าขึ้นน้ำเต็มทุกโอ่ง ครัวก็เอากากมะพร้าวถูไว้ให้เลี่ยม ป้าสะใภ้เขาก็ชมหลานเรามันขยันเหลือเกิน กลางคืนมันรองน้ำให้เต็มทุกโอ่งกระดานมันกูสะอาด เราไม่พูดสักคำนึกในใจว่าจ้างก็ไม่ลุกหรอก กลัวผี ไอ้ผีสิมันทำให้ นึกในใจผีมันเวทนาสงสารกระมังมาทำให้หนหนึ่ง หนที่ ๒ - ๓ ผีมันก็ทำให้ วันหนึ่งพระเคาะระฆังผีมันนอนอยู่ข้างๆ มุ้ง เราก็นึกว่าลุงเขามานอนเราก็ดีใจเข้าไปเบียดเขายิกๆ เชียว เดี๋ยวมากระชากหมอนที่หัวไปแล้วไปนอนสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ พอเคาะระฆังต้องลุกขึ้นหุงข้าวตีสี่ แล้วพอจุดตะเกียง อ้าว...ไม่มีใคร มีแต่หมอน ผีดุจริงเชียว พอลุงหุงข้าวก็ตำครกเปล่าทุกคืน ตำทำไมตำเป็นเพื่อนผีเพราะกลัว พี่น้องข้างแม่ชื่อยายจับ แกก็ถามว่าปุ๋ยทำอะไร แกงอะไรเสียงโขลกน้ำพริกทุกคืน "เปล่าค่ะ โขลกครกเปล่าๆ" แกก็หัวเราะนิ่งไปไม่ถามว่าอะไร ป้าสะใภ้ถ้าไม่ได้ดังใจก็เอาสากกระเบือตีหัวป๊อก ๆเสมอกันอย่างนั้น ไม่ต้องนับตีด้วยสากกระเบือ ไม้ตับปลาดุ้นฟืนตีจริงเชียว ถ้าขี้เกียจเหมือนเด็กสมัยนี้ตายเชียวกระดูกออกนอกเนื้อ วันหนึ่งเขาใช้ให้เก็บผักตำลึงในสวนยาง แค่นี้ก็ไม่ถูกใจให้ไปเก็บมาอีก เก็บมาแค่นั้นก็ไม่ถูกใจ เขาเอามะพร้าวที่ปอกแล้วทุ่มใส่หัวโพละเลือดไหล เราก็เอามือลูบเลือดน้ำตาไหล วันหนึ่งลุงไปปากลัด พระประแดง เราไปเล่นกับเพื่อนกับพี่น้องกันห่างๆ ประมาณ ๓ ชั่วโมงเห็นจะได้ ป้าสะใภ้ไม่พูดไม่เรียกไม่บอกเล่า ปัดโธ่! ตั้งแต่อยู่กับเขาเพิ่งจะไปเล่น ปกติเราไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนคนอื่นเขา พอสามีเขากลับมาจากปากลัด เมียเขาก็บอกกับผัวเขาเชียวว่าเราไปเล่น ๓ ชั่วโมงแล้วยังไม่กลับบ้าน ลุงไม่ฟังเสียงเชื่อเมียเขาก็ไปเรียกเอาไม้ไปด้วยตั้งใจตีเราให้ตายคาที่ เขาไล่กวดเราตั้ง ๓ ขนัดสวน วิ่งหนีถ้าไม่หนีคงตาย วิ่งไปเจอบ่อไปจนมุมตรงบ่อ เขาจับได้ตีเพี้ยะ เพี๊ยะหนึ่งเลือดกระฉูด ตีใกล้ๆ ท่าน้ำเขาลากมาตีท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตีอยู่ตั้งชั่วโมงเขาก็ยังไม่พัก เกือบสลบแล้ว จะเป็นว่าพี่น้องคนใดจะมาห้ามปรามก็ไม่มี ป้าสะใภ้ก็นั่งดูผัวเขาตี ยายพิมเห็นว่าเราทำงานงกๆ ไปเที่ยวเล่นวันเดียวเท่านั้น แกก็เลยบอก "ไอ้ทิดสุข มากูจะช่วยตี" แกก็ลากไม้มา ยายพิมแกเห็นว่าเรานะ เลือดสาดหมดทั้งตัวแกตีแปะๆ ทิ้งไม้แล้วแกก็ไป ลุงเขาก็ตีต่อแล้วก็โยนลงไปในแม่น้ำ เราก็ตะกายขึ้นมา เขาก็ตีอีกโยนลงไปในแม่น้ำอีก น้องสาวของแม่ท้องเดียวกันเขาก็ไม่พูดอะไรไม่มีใครห้ามปรามเกือบสลบ ป้าสะใภ้นึกละอายใจขึ้นมาพาไปอาบน้ำทาขมิ้น มันแสบเนื้อสั่นดิ้กๆ แล้วก็จูงมือมาบนเรือนสลบเลยตั้งแต่เย็นจนสองยามจึงฟื้นขึ้นมา อีกวันหนึ่งลูกของเพื่อนลุงเขาเอามาฝากไว้ หิดมันกินหรืออะไรไม่รู้เน่าหมดทั้งตัว ป้าเขาให้กินข้าวที่ตำกับมะพร้าวคั่วให้กินทุกวัน ถ้ามีปลาแห้งก็ให้บ้างเราก็ดูเด็กคนนั้น แหม...จะให้กับข้าวกินให้ชื่นใจบ้างไม่ได้หรือ เด็กเป็นผู้ชายไว้หางแกละ เราก็สงสารไปลงกุ้งที่ท้องร่องมาก็รีบแกง "นี่แกงส้มนะ ตักให้คดข้าวให้รีบๆ กินนะ เอ็งรีบๆ กิน เดี๋ยวป้าสะใภ้มาเห็นเขาจะตีข้า" ไอ้เด็กคนนั้นก็รีบกิน กินได้สักครึ่งท้องป้าสะใภ้มาเจอะเข้า เขาไปบอกกับผัวเขา ลุงมาถึงก็ว่า "มึงรักไอ้แกละนั้นหรือ มึงจะเอามันเป็นผัวหรือ เด็กตัวนิดเดียวมึงจะเอาอะไรปรนนิบัติมัน" ว่าไปโน่น เราก็ไม่ว่าอะไรเถียงเขาได้เสียเมื่อไหร่ จะได้ตบลิ้นห้อย เขาก็ลงโทษไม่ให้กินข้าวเราก็หิวเพราะทำงานนี่ก็ไปฟันมะพร้าวอ่อนมาอันหนึ่งสัก ๗ - ๘ ลูก เอาน้ำทิ้งกินเนื้อหมด กินจนอิ่มแล้วเอาเปลือกหมกท้องร่อง ไม่ให้กินข้าวก็ไม่ทุกข์ กินมะพร้าวอิ่มแล้ว ต้องตำข้าวสารทุกวันเอาปี๊บรองสองใบตัวจะได้สูงจะได้ตำข้าวเสร็จ ตำไม่เสร็จก็กินข้าวสารอย่างที่บอก ถ้าเทน้ำตาลล้างกระบอกเสร็จแล้วถ้าโดนตำอีกวันนั้นจะไม่ได้กินข้าวต้องกินข้าวสาร เป่าข้าวสารเอารำออกแล้วก็กินข้าวสารถึงเพียงนั้น ป้าสะใภ้ทารุณอยู่อย่างนั้นเวลาประมาณนานหลายปี วันหนึ่งผีหลอกขนาดหนัก เป็นพระใส่หมวกเจ๊กครองผ้าเดือนหงายพอจะมองเห็นบ้าง นอนที่หอนั่งเราก็ตกใจผีมันเดินเข้ามาหาในมุ้ง เราก็ร้องกรี๊ดผีก็หายไป ลุงก็มาตีเราเกือบตาย ถามเท่าไหร่ ก็ไม่พูดคราวนี้เอามุ้งเอาม่านขึ้นไว้ เปิดหน้าต่างไว้ คราวนี้ผมยาวเชียวชะโงกหน้าต่างมาหลอก จะตายก็ตายเถอะไม่เสียดายแล้วชีวิต อยู่ก็ทรมานพ่อแม่ก็ไม่มี ใครก็ไม่เมตตาเราตายก็ตายเถอะ รุ่งขึ้นอีกวันเจ็บแทบตายผมไม่มี กล่าวถึงแม่ที่ตายไปน้องกับพี่ก็ลำบากเหมือนกันแต่ไม่เท่ากับเรา แม่เป็นปีศาจมาฉุดน้าสาว "กองๆ ลูกกูนะมึงเลี้ยงไม่ได้ กูจะเอาลูกกูไป" เป็นปีศาจมาพูด พอรุ่งขึ้นอีกวันน้องชายที่ชื่อสำเภา ตกลงไปในท้องร่องนอนบนเรือแต่ตกลงไปในท้องร่องน้ำสัก ๓ นิ้วเห็นจะได้ คว่ำหน้าตายได้ไม่มีใครรู้ น้องนอนกับพี่สาวบนเรือตกลงไปตาย เช้ารุ่งขึ้นพี่สาววิ่งมาบอก "ปุ๋ยๆ น้องตายแล้ว" พอเขาบอกน้องตายแล้วเกือบจะเป็นลม วิ่งมาดูร้องไห้เกือบจะเป็นลม ไหนจะห่วงบ้านกลัวป้าสะใภ้จะมาตีเราอีก พอตกบ่ายลุงเขาเอาน้องมาห่อเมาะ เขาจะเอาไปเผา เวลาเขาเอาไฟใส่จะเผาเราจะกระโดดขึ้นไปบนเชิงตะกอนว่า โอ...ตัวเราทำไมไม่ตาย ทำไมน้องจึงตาย นึกในใจว่าให้น้องมาเอาพี่ไปอีกคน ความรักน้องถึงเพียงนั้น ตัวของเราไม่โตเท่าไหร่ พอเผาน้องกลับมาอีก ๔ - ๕ วัน ปู่มาจากกรุงเทพถามหาพี่สาว ปู่บอก "ไม่ได้เอ็งเอาหลานข้ามานานแล้ว ข้าจะเอาหลานของข้ากลับไปบ้าง" ปู่นึกเป็นห่วงแก่มากแล้วถือไม้เท้ามา ลุงเขาก็จัดแจงเอาเราเข้าครัว "ถ้าปู่มึงเขาถามว่าจะมาเอามึงไปมึงจะว่ายังไง มึงจะบอกว่าจะอยู่กับลุงหรือจะอยู่กับปู่ ถ้าถามทุกข์สุขมึงต้องบอกว่ามึงอยู่สบาย ถ้ามึงบอกว่าจะไปอยู่กับปู่จะตีให้ชักเชียว" เขาเอาเข้าไปหาปู่เราก็บอกว่า "ฉันไม่ไปหรอก ฉันจะอยู่กับลุง" เพราะกลัวเขาจะตีสลบอีก ปู่ก็เอาแต่พี่สาวมากรุงเทพฯ ประมาณ ๑๕ วันปู่ก็ตาย ปู่ตายก็มีหนังสือมาบอกว่าให้เอาหลานไปเผาปู่ ลุงจึงจำเป็นต้องให้ไปเพราะว่าความเป็นความตายมันเป็นใหญ่ เขาก็ให้ไป ให้เงินไป ๓ บาท เงินของเราก็มีมาบ้าง เขาให้นุ่งผ้าสีดอกมะขามใส่เสื้อชั้นในยังกับเสื้อชั้นนอก น่าเกลียดทุเรศทุรังความที่ป้าสะใภ้ใจร้ายขนาดนั้นให้ซื้อกับข้าวมาฝากด้วยให้เงินไป ๓ บาท เราก็ไป พี่น้องข้างพ่อก็แลเห็นเด็กม่อกล่อก ม่อกแล่กเชียว อย่างกับขี้ข้า เขามองดูแล้วบอกว่า ผ้าไม่มีจะนุ่งหรอกหรือ ก็บอกว่ามีอย่างนี้นุ่งมามีผ้าแถบไปผืน เขาก็ให้ผ้าขาวนุ่งไปเผาศพปู่ที่วัดไตรมิตร (วัดสามจีน) ไปเผาแล้วก็ซื้อกับข้าวกับปลาใส่คอเรือไว้พอกลับมาจากเผาปู่ก็มาไหว้ที่หอนั่งพระ ปู่เป็นเศรษฐีมีหอพระที่บูชาอยู่หลังหนึ่ง แต่คนเดินผ่านไปมาต้องผ่านหอนั่งเราก็อธิษฐานเรียกพ่อแม่ปู่ย่าตายายให้มาช่วย ลูกอยู่ที่นั้นป้าสะใภ้ทารุณนัก กว่าจะได้กินได้นอน หวงแหนได้รับความลำบากที่สุด ขอให้ปู่ย่า พ่อแม่กับพระช่วยด้วย พอพูดแล้วก็ยืนอยู่หน้าหอพระ ใครๆ เดินร้องเรียกหาก็ไม่เห็นเรา ลุงเผาแล้วเราก็จะกลับบ้าน อาก็เดินไปหลีกไปหลีกมาก็ไม่เห็น เรายืนจ๋อยเราเห็นเขาเดินไปเดินมา อาก็ถือว่าร่ำรวยเหมือนกัน ลุงก็ด่าข้างอา ด่าท้าทายว่าเอาไปคนหนึ่งแล้วยังไม่พออีกหรือจะเอาอีกคนหรือ พี่น้องข้างพ่อก็บอกว่าข้าไม่ได้ชักชวนหลานเอ็งไว้ ความจริงเขาก็ไม่ได้ชวน ก็ด่าท้าทายอา อาก็เคืองขึ้นมาก็บอกว่า เอ้า...ถ้าไม่ชอบใจก็ไปฟ้องเอา ถ้าขืนด่าจะเอาอิฐทุ่มให้เรือแพแตก หัวร้างข้างแตกเดี๋ยวนี้ อาได้ท้าทายไปเหมือนกันเพราะว่าลุงได้ล่วงเกินพี่น้องข้างพ่อมาก ตกลงลุงเห็นว่าเขาเอาจริงก็เลยกลับบ้าน ครูก็ออกมาจากหน้าพระเขาถาม "มึงไปไหนมา เขาเรียกหามึงได้ยินไหม" บอก "ได้ยิน" "ทำไมมึงไม่ขาน" ไม่ตอบ "มึงไปอยู่ไหนเขาถึงไม่เห็นมึง" "ก็ยืนอยู่หน้าพระใครๆ หลีกฉันไปหลีกฉันมาไม่เห็นฉันต่างหาก" เขาไม่ให้อยู่บ้านเขา เขาไล่เชียวนะ พี่น้องพ่อไล่หมดกี่คนกี่คนเขาก็ไล่หมด พี่สาวของพ่อท้องเดียวกันเขาไล่เขาไม่ให้ขึ้นบ้าน เอาอีกแล้วกรรมของเราอีกแล้วเขาไม่ให้ขึ้นบ้านแล้วนี่ เราก็ไม่ขึ้น นอนใต้ถุนเลยมีเรือนผูกอยู่ เด็กมันเล่นหอยแครงใส่ไว้ครึ่งคอเรือ นอนบนหอยแครงนั่นนะกลางคืนยุงก็กัด กรุงเทพฯ ยุงมันชุมก็แก้เอาผ้าสีดอกมะขามนุ่ง ยุงก็ชุม อยู่อย่างนั้นทุกวันอยู่เกือบประมาณเดือนหรือเดือนหนึ่ง นอนอยู่ใต้ถุนทุกวันนอนบนหอยแครง ถึงเวลากินข้าวพี่สาวก็เอาชามใส่ข้าวเชียวนะมีอะไรก็หยอดๆ แล้วก็ส่งมาที่เขาเทน้ำคร่ำ ส่งมาให้ ก็เรียกน้องให้มารับชามข้าว ก็รับชามข้าวนั่งกินอยู่ใต้ถุน พอกินเสร็จแล้วล้างถ้วยล้างชามส่งให้เขาไปทางช่องนั้นอย่างนั้นทุกวัน พี่สาวเอาข้าวลอดร่องให้กินทุกวันมีสตางค์หรือมีขนมพี่สาวก็เอามาแบ่งให้กิน ทีนี้เราก็นึกในใจว่า แหมเรานี้แสนที่จะทรหดแสนที่จะลำบากจะเป็นพี่น้องคนใดเขาก็ไม่เมตตาเราเลย จะไปขึ้นบ้านใครเขาก็ขับไล่เราทุกวันเราจะอยู่ไปไย อยู่ไปก็ลำบากเปล่าๆ จะไปอยู่ไปกินที่ไหนเขาก็ไม่ให้เราขึ้นบ้าน เราต้องนอนใต้ถุนอยู่กับหอยแครงทุกวัน เราจะทรมานชีวิตอยู่ได้หรือ อย่างนี้ทีนี้ทำไง คว้าผ้าแถบไปเลยจะไปผูกคอตาย แล้วเดินไปหลังบ้านปู่ก็มีลูกอาอยู่คนหนึ่งกำลังเลี้ยงน้อง ถามจะไปไหน เอ็งเอาผ้าห้อยคอเอ็งจะไปไหน เราเดินไปหลังบ้านไปหาต้นไม้ใหญ่จะผูกคอตายแล้ว เอ็งจะไปไหนนั่นนะ เราก็ตอบไปว่าเรานะไม่ร่ำรวยเหมือนอย่างกับเจ้านี่ เจ้านะร่ำรวยกินก็เป็นสุขนอนก็เป็นสุข ข้าทาสหญิงชายก็มีใช้ เรานี้ยากจนเรากินก็ต้องกินใต้ถุน เรานอนก็ต้องนอนใต้ถุน เราจะไม่อยู่เราจะตายแล้ว เราจะไปฆ่าตัวตาย บอกกับพี่น้องเช่นนั้น แล้วเราก็เดินไปหลังบ้าน ไอ้พี่น้องลูกของอานั่นนะมันรีบวิ่งขึ้นไปเอาเงินมาบาทหนึ่ง จะไปขโมยเตี๋ยเขามายังไงก็ไม่รู้ มันบอกว่า เอ็งอย่าไปฆ่าตัวตายนะน้าเขาบอกว่าฆ่าตัวตายตกนรกนะเอ็ง ไม่มีจะกินไม่มีจะใช้ให้บอกกับเราเถอะเราจะไปหาสตางค์หาเงินที่เตี๋ยเก็บไว้ในหีบมาเลี้ยงเอ็งเอง นางเยื้อนได้บอกอย่างนั้นเป็นพี่น้องกันเป็นลูกของอา ตัวของครูก็เลยวางท่า อ๋อ...เขายังเมตตาเรา เออนี่มันดีนะ ยังเด็กอยู่ด้วยกันมันมีอะไรก็จะถาม "เอ็งมีกินหรือเปล่าล่ะ" เราถ้ายังอิ่มอยู่ก็บอกว่าไม่เอาหรอกว่าอย่างนั้น อยู่อย่างนั้นมาอีกสัก ๓ วัน ถ้านะเป็นเทวดาก็คงดลบันดาลให้เราพ้นจากกองทุกข์ เผอิญวันนั้นเรานอนอยู่ยุงกินเต็มเลย อาลงมาดูกล้วยในโอ่ง เขาก็ต้องเดินผ่านเรือนนั้นมา เขาก็เห็นเรานอนอยู่ เทวดาเขาคงบันดาล เขาก็ถามว่า ปุ๋ยนอนอยู่ที่นี่หรอกหรือ ก็บอกตอบกับอาเขาว่า ชั้นได้นอนอยู่ที่นี่นานแล้วก็ไม่มีใครเขาเมตตาเขาไม่ให้ชั้นขึ้นเรือน ชั้นไม่มีที่จะอยู่ก็ต้องนอนอยู่ที่นี่ แล้วอาก็ได้ถามว่า "ใครเอาข้าวให้เอ็งกินเล่าทุกวัน" พี่สาวเอาลอดร่องมาให้มื้อละชาม ตอบกับอาอย่างนั้น "เอาเถอะเอ็งก็ได้รับความลำบากมามากอาจะเลี้ยงเอ็ง ขึ้นไปนอนบนเรือนกับอาเถอะ แม่เอ็งก็มีความดีกับพี่น้องข้างพ่อ แม่เอ็งดีมาก อาก็นึกถึงความดีของแม่เอ็งที่ดีกับอาไว้มาก" อาก็เอาขึ้นไปบนเรือน แหมดีใจเกือบตายประจบประแจงเขาไม่ต้องให้เขาใช้เราทำเองทั้งสิ้น ลูกของอาก็เลี้ยง ตักน้ำตำข้าวหุงข้าวทุกอย่างทำเสร็จไม่ต้องให้อาเขาใช้ ทีนี้ใครเขาก็เสียดาย รู้อย่างนี้เราเอามันไว้ไม่ดีเหรอ สอนตัวเองนะเรานะได้รับความลำบากถึงเพียงนี้ หลังจากที่ต้องผจญกับความลำบากมากมายในวัยเด็กแล้ว ครั้นต่อมาจึงได้แต่งงานกับนายชื้น สำแดงปั้น ผู้เป็นศัลยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมีบุตรร่วมกัน ๒ คนคือ ๑.นายชิต สำแดงปั้น ๒.นายช้วน สำแดงปั้น ในขณะที่ชีวิตกำลังมีความสุข ความอบอุ่นกับครอบครัวแต่อนิจจาเวรกรรมก็ต้องทำให้ชีวิตต้องลำเค็ญอีกวาระ เมื่อสามีอันเป็นที่รักได้ถูกพญามัจจุราชพรากไปอย่างไร้ความปราณีทิ้งลูกน้อยไว้ ๒ คน จึงต้องรับภาระกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกน้อยตามลำพัง แต่เนื่องเพราะสามีประกอบความดีไว้แต่ปางก่อน ครั้งเมื่อยังเป็นศัลยแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาล ท่านผู้อำนวยการจึงได้อนุเคราะห์ให้ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนั้น แต่เนื่องจากคุณแม่อาจารย์ทองสุขเล็งเห็นว่าการทำงานในที่นั้นไม่ยั่งยืนนักจึงได้ออกมาทำการค้าขายเพื่อหากำไรเลี้ยงลูกน้อยทั้ง ๒ จวบจนอายุได้ ๓๐ ปีเศษ แม่ชีทองสุขทำการค้าก็เพียงแต่พอกินพอใช้เท่านั้น ไม่ร่ำรวยอะไรเพราะขาดทุนรอน ในขณะที่ทำการค้าอยู่นั้นก็ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องการเจริญวิปัสสนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน จึงคิดอยากจะศึกษาดูบ้าง จึงได้ปลีกเวลามาศึกษาเท่าที่จะสามารถหาเวลามาศึกษาได้ วันไหนว่างก็จะมาอยู่เสมอ การค้าขายก็ยังไม่ทอดทิ้งเพราะมีหน้าที่เลี้ยงลูกทั้ง ๒ อยู่ ทำอยู่อย่างนี้นานพอสมควรอยู่ต่อมาก็เข้าถึงธรรม ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวของแม่ชีทองสุขต่อไป คงต้องแนะนำให้รู้จักกับแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง เพราะในเรื่องนี้จะกล่าวถึงแม่ชีจันทร์หลายตอนทีเดียว แม่ชีจันทร์ หรือแม่อาจารย์ลูกจันทร์ ขนนกยูงนี้เป็นผู้ที่สนิทสนมและใกล้ชิดผูกพันกับแม่ชีทองสุขมาก เป็นทั้งศิษย์อาจารย์ เป็นทั้งเพื่อนพี่น้องกันเลยทีเดียว ที่บอกว่าเป็นทั้งศิษย์อาจารย์กันนั้นตามประวัติกล่าวว่าตอนที่แม่ชีจันทร์ ออกจากบ้านที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อตามหาพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วสาเหตุที่ตามหาก็เนื่องจากว่า มีอยู่คราวหนึ่งพ่อกับแม่ของแม่ชีจันทร์ทะเลาะกันเพราะพ่อกินเหล้าเมา แม่ก็ได้ว่าข้างพ่อไปว่า"ไอ้นกกระจอก อาศัยรังเขาอยู่" ฝ่ายพ่อพอได้ยินก็โกรธจัดเพราะว่าพื้นเพเดิมนั้นมีฐานะยากจนกว่าแม่ของแม่ชีจันทร์ พ่อก็ได้ถามบรรดาลูกๆ ว่า "มึงได้ยินที่แม่มึงด่าพ่อไหม" แม่ชีจันทร์ก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องทะเลาะกันจึงตัดบทไปว่า "แม่ไม่ได้ว่าอะไรพ่อหรอก" พ่อจึงโกรธและพูดด้วยความโมโหว่า "ลูกทุกคน เอ็งว่าแม่ไม่ได้ด่าพ่อ ให้มันหูหนวก ๕๐๐ ชาติ" แม่ชีจันทร์เชื่อว่าคำพ่อคำแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์มาก จึงตั้งใจว่าจะขออโหสิกรรมกับพ่อก่อนที่พ่อจะสิ้นใจ แต่ปรากฏว่าวันที่พ่อสิ้นใจนั้นแม่ชีจันทร์ออกไปตรวจท้องนาตั้งแต่เช้าตรู่ พอกลับมาถึงบ้านก็รู้ว่าพ่อสิ้นใจแล้ว โดยพี่ๆ น้องๆ ต่างขอขมาพ่อกันหมดยกเว้นแม่ชีจันทร์ที่กลับมาไม่ทันขอขมา ความรู้สึกนี้ฝังใจแม่ชีจันทร์มาโดยตลอด ตั้งใจว่าจะต้องขอขมาพ่อให้ได้ จนวันหนึ่งก็ได้ยินข่าวว่าวัดปากน้ำมีการสอนธรรมะและถ้าเข้าถึงธรรมก็จะสามารถไปนรกสวรรค์ได้ แม่ชีจันทร์จึงมุ่งมั่นที่จะมาวัดปากน้ำ ตามประวัติกล่าวว่า แม่ชีจันทร์นั้นเด็ดเดี่ยวมาก ไม่มีความอาลัยใยดีกับสมบัติใดใดเลย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือไร่นาต่างๆ มุ่งมั่นบ่ายหน้ามาสู่วัดปากน้ำอย่างเดียว แต่เนื่องจากว่าในสมัยนั้นการที่ใครจะมาอยู่วัดปากน้ำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขณะนั้นวัดปากน้ำมีทั้งพระและแม่ชีอยู่กันมากอยู่แล้วใครๆ ต่างก็อยากมาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปทั่วประเทศ แม่ชีจันทร์จึงตัดสินใจยอมตนเป็นคนรับใช้คหบดีท่านหนึ่งซึ่งเป็นอุปัฏฐากวัดปากน้ำ เพื่อที่จะได้มีโอกาสได้ไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำบ้างคหบดีท่านนี้คือ คุณนายเลี๊ยบ บ้านอยู่แถวสะพานหัน ณ บ้านหลังนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นสายสัมพันธ์ฉันอาจารย์กับศิษย์ของแม่ชีทองสุขและแม่ชีจันทร์โดยแม่ชีทองสุข (ขณะนั้นยังไม่ได้บวชเป็นแม่ชี) ได้มาสอนสมาธิที่บ้านคุณนายเลี๊ยบเป็นประจำ คุณนายเลี๊ยบก็ได้เรียกให้แม่ชีจันทร์ขึ้นไปนั่งสมาธิด้วยกันบนดาดฟ้า มีความเมตตาเอ็นดู แม่ชีจันทร์เป็นพิเศษ เพราะแม่ชีจันทร์นั้นท่านเป็นคนขยัน นับแต่ได้รับหน้าที่ท่านก็รับผิดชอบการงานทุกอย่างจนหมดจด บ้านช่องสะอาดเรียบร้อย ถึงกับได้รับการไว้วางใจให้เก็บรักษากุญแจกำปั่นด้วย แม่ชีจันทร์พอได้นั่งสมาธิกับแม่ชีทองสุขแล้ว ด้วยอุปนิสัยเป็นคนเอาจริงเอาจังของท่านจรดจ่ออยู่กับธรรมภายในทุก วันอยู่ตลอดเวลา จนผ่านไป ๒ ปี ก็ได้เข้าถึงพระธรรมกาย หลังจากนั้น แม่ชีทองสุขก็ได้ต่อธรรมะให้และให้แม่ชีจันทร์ใช้ธรรมกายไปตามพ่อ แม่ชีจันทร์ก็ได้พบพ่อซึ่งถูกทรมานอยู่ในนรก เพราะเวรจากการที่ดื่มสุรา ได้อาราธนาพระธรรมกายช่วยพ่อให้พ้นจากนรกและได้ขออโหสิต่อพ่อเป็นผลสำเร็จสมความตั้งใจ ต่อมาแม่ชีจันทร์กับแม่ชีทองสุขได้มาปรึกษากันว่าจะไปบวชที่วัดปากน้ำแม่ชีทองสุขจึงพาแม่ชีจันทร์มากราบฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พอหลวงพ่อเห็นแม่ชีจันทร์ท่านก็พูดว่า "มึงมันมาช้าไป" ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับแม่ชีจันทร์มาก ว่าทำไมหลวงพ่อจึงกล่าวเช่นนั้น และหลวงพ่อก็ให้แม่ชีจันทร์เข้าโรงงานทำวิชชา เรียนรู้ธรรมะชั้นสูงเลย โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบเหมือนคนอื่นๆ หลังจากอยู่วัดปากน้ำได้ ๑ เดือน แม่ชีจันทร์กับแม่ชีทองสุขก็ได้บวชเป็นแม่ชีพร้อมกัน การบวชในยุคนั้นยากมาก ผ้าขาวที่ใช้ใส่ตอนบวชนั้นก็ต้องเช่าเขามา จึงทำให้แม่ชีจันทร์และแม่ชีทองสุขนั้นสนิทสนมผูกพันกันมาก แม่ชีจันทร์จึงรู้จักแม่ชีทองสุขดีเป็นพิเศษกว่าแม่ชีคนอื่นๆ แม่ชีทองสุขเข้าถึงธรรมเพราะขัดกระโถนในเรื่องเหตุที่เข้าถึงธรรมนั้นแม่ชีจันทร์ ขนนกยุง ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับแม่ชีทองสุขได้เล่าให้ฟังไว้ในหนังสือวิปัสสนาบันเทิงสารว่า "พี่สุขเขาพิลึกล่ะ ก่อนจะได้ธรรมะก็ต้องเทกระโถนน้ำหมากหมดศาลาเลย ตอนนั้นเขาเป็นแม่ค้าขายมะพร้าว พอได้ยินข่าวว่าหลวงพ่อสอนธรรมะก็อุตสาห์มาเรียนทิ้งลูก ๒ คน ไว้บ้านตอนนั้นลูกก็ยังไม่โตเท่าไหร่ ใครๆ ที่มาเรียนพร้อมกันก็ได้ธรรมะหมด เหลือแต่พี่สุขเท่านั้นนั่งเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ได้ วันหนึ่งน้ำขึ้นเต็มฝั่ง พี่สุขเขาก็โมโหตามน้ำขึ้นมาเชียวไหมล่ะ ใครๆ จะห้ามเขาเขาก็ไม่เชื่อใครหรอก เขาคว้ากระโถนน้ำหมากเลอะๆเทอะๆ ในศาลาหลังเก่าไม่รู้กี่ใบๆ ขนเอาไปลงคลองขัดไปเขาก็ว่าคาถาของเขาไปเสียงพึมพำว่า "กิเลสมันหนานัก ขัดมันเสียบ้างเจ็บใจนัก ใครเขาได้กันหมดเหลือคนเดียว เจ็บใจต้องขัดมันออกเสียไอ้กิเลสนี้" วันนั้นกระโถนขาวสะอาดหมดทั้งศาลาเลย เขาได้ธรรมะแปลกประหลาดกว่าใครหมด ใครๆ เขาโดยมากก็นั่งเข้าที่ได้ธรรมะแต่พี่สุขเขาเดินแล้วได้ไม่ใช่เดินจงกลมจงแบนอะไรหรอก เขาก็มานั่งเรียนตั้งแต่เช้าก็ไม่เห็นอะไร เขาหิวข้าวก็ค่อยๆ เดินไปซื้อข้าวที่ประตูน้ำ ขณะที่เดินนั้น ใจเขายังผูกพันอยู่กับธรรมะ เขาสัมมาอะระหังไปเรื่อยๆ และค่อยๆ เดินไปเงียบๆ พอจนถึงท่าน้ำเขาก็เห็นแสงสว่างวูบขึ้นหน้าเขาแล้วจึงเห็นองค์พระ เขาบอกว่าเขาตกใจยืนตะลึงอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจิตก็รู้ว่านั้นพระธรรมกายแน่แล้ว ก็ปลื้มใจ บอกไม่ถูก ค่อยๆเดินไปซื้อข้าวกินได้ ๒-๓ คำก็เลิก ค่อยๆ เดินกลับมาศาลาบอกอาจารย์ผู้หญิงดูเหมือนชื่อบุญช่วยอาจารย์ซักไซร้ไล่เรียงว่าเห็นข้างนอกหรือข้างใน ซักอยู่นานจึงบอกว่าใช่พระธรรมกายแล้ว ให้พี่สุขนอนค้างศาลาอีก ๑ คืนและได้สอนวิชชาต่อให้และต่อมาอาจารย์ก็ขอรัตนะ ๗ ให้ พี่สุขเขาได้ธรรมะก่อนแล้วจึงมาบวช เมื่อบวชใหม่ๆ ยังไม่มีบ้านอยู่ หลวงพ่อให้อยู่ในโรงงาน นอนตรงใกล้ๆ พระเจดีย์สำเภานั่นแหละ แม่ชีจันทร์เล่าต่อไปว่า พี่สุขน่ะธรรมะเชี่ยวเหมือนกัน เมื่อมาบวชใหม่ๆ เขาอยู่เวรตอนดึกด้วย หลวงพ่อท่านให้ฉันไปเรียกเขาทุกคืน ฉันก็ต้องเดินไปเรียกเขา เขานอนขี้เซาจนน่าโมโห เวลาร้องเรียก "พี่สุขพี่สุข ลุกขึ้นเถอะหลวงพ่อเรียกแล้ว" เขาตื่นแล้วก็ทำบิดขี้เกียจ ยกแขนซ้าย อึ้ด! แล้วก็หลับต่อไปอีก ฉันก็ต้องเรียกเขาอยู่นั่นแหละ พอตื่นอีกที ก็ยกแขนขวายืดตัว ร้องอื้ด! แล้วก็หลับอีก อย่างนี้เป็นปีๆ ไม่ใช่วันสองวัน เราไม่เรียก หลวงพ่อก็ดุเรา คืนหนึ่ง ฉันโมโหเต็มที่พอเรียก เขาตื่นล้างหน้าล้างตาแล้วเดินไปเข้าเวรด้วยกัน เขาไม่รู้หรอกว่าฉันโมโหเขาสุดขีดแล้ว พอนั่งเข้าที่หลวงพ่อก็ให้เขาทำงานช่วยคนโน้นคนนี้ เวลานั้นวิชชาเขาเก่งพอดู ส่วนฉันกายมนุษย์ยังโมโหไม่หาย พอเข้าที่กายธรรมกับกายทิพย์ก็ทำงานอย่างเย็นๆ แต่กายมนุษย์ยังไม่หมดโมโห ก็เลยบ่นพี่สุขว่า "ไอ้พี่สุขบ้า ไอ้พี่สุขบ้า" ต้องให้เดินตามทุกคืน คืนละ ๒-๓ หน มืดก็มืด ยิ่งกลัวงูอยู่ด้วย ว่าเขาจนพอใจแล้วก็หายโมโห จึงเข้าที่ต่อไปทำงานตามที่หลวงพ่อท่านใช้ พอเช้าเท่านั้นแหละ ห้องฉันแทบพังทีเดียว พี่สุขทำท่าเหมือนงิ้วตอนออกหน้าไก่ เขาว้ากและกระทืบเท้ามือหนึ่งเท้าสะเอว มือหนึ่งชี้หน้าฉันว่า "ไอ้จันทร์ สำคัญนัก เมื่อคืนมาด่าฉันทำไม" ฉันจะตอบว่าไม่ได้ด่าก็กลัวศีลจะขาดไปอีกข้อหนึ่งเลยว่า "ก็อยากเรียกไม่ตื่นทำไมล่ะ เลยโมโหขึ้นมาบ้างซี่ นอนบิดขี้เกียจอยู่ได้เป็นปีๆ" "เออๆ แล้วฉันจะตายแกต้องมาขอสะมาอภัยฉันนะไม่งั้นแกจะต้องมีโทษ" เมื่อตอนเจ็บหนักตอนนั้น ก็ให้ฉันโทรเลขไปบอกให้ครูเธียรมาขออภัยเหมือนกัน เกี่ยวข้องกันคือ ครูเธียรเป็นศิษย์พี่สุขเคี่ยวเข็ญจะให้เขาได้ธรรมะ ด่าว่าเขาทุกวันทุกคืน เขาอดโมโหไม่ไหวเลย เดินกระทืบเท้าและว่าในใจ พี่สุขก็รู้เรื่องมานานแล้ว ก็ยังจำได้ให้โทรเลขไปเรียกตัวขอสะมาอภัยก่อนตายจากไป "พี่สุขล่ะ เขาเป็นคนซน และไม่กลัวอะไรๆ หมด" วันหนึ่ง หลวงพ่อบอกว่า ไปตรวจเมืองนรกมาเท่านั้นแหละ พี่สุขเขาก็ถามใหญ่เชียวว่า เมืองนรกเป็นอย่างไร? จะไปทางไหน? ไปอย่างไร? หลวงพ่อก็บอกให้ พี่สุขเขาก็อยากไปมั่งทีเดียว เขามาชวนฉันว่า "จันทร์ คืนนี้ เราส่งกายทิพย์ไปเยี่ยมเมืองนรกกันเถิด อยากดูคนที่ตายไปแล้ว เขาจะไปอยู่กันยังไง ฉันว่าฉันไม่อยากไป ไม่ชอบดูยมบาล เขาถามว่า ทำไม ฉันว่าฉันกลัวยมบาลแกหักคอ เขาก็บอกว่า เขาไม่กลัว ฉันห้ามเขาเท่าใดๆ เขาก็ไม่เชื่อ จนวันหนึ่งได้ข่าวว่าเขาไปจริงๆ และไปเถียงกับลูกน้องยมบาล ไปเยี่ยมเมืองนรก แม่อาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น ตั้งแต่รู้ข่าวว่าหลวงพ่อ ท่านไปเทศน์โปรดสัตว์นรก และรู้ช่องทางที่จะไปแล้วก็เริ่มทำสมาธิ และฝึกหัดม้าแก้วคล่องแคล่วอยู่ทุกวัน รอโอกาสที่จะหนีหลวงพ่อไปนรกบ้าง วันหนึ่ง สบเหมาะหลวงพ่อท่านถูกนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ แม่อาจารย์สั่งเพื่อนในห้องฝึกหัดกรรมฐานว่า "อย่าให้ใครมายุ่งยิ่งกับร่างกายฉันนะ" แล้วก็เข้าที่ทำ "สัมมา อะระหัง" เดินฌานจนดิ่งเงียบสงบดีแล้ว จึงอธิษฐานขอไปเยี่ยมเมืองนรกบ้าง แล้วก็ขึ้นขี่ม้าห้อออกไปจากวัด อาจารย์เล่าว่าพริบตาเดียวเท่านั้น ถึงแล้วเมืองนรกนี้ไม่ไกลเลย รูปร่างของเมืองมองเห็นกำแพงแต่ไกล เป็นกำแพงเก่าๆ มีคนเฝ้าแต่ม้าห้อเร็วเหลือเกิน พอคนอ้าปากถามเท่านั้น อาจารย์ยังไม่ทันตอบว่ากระไรม้าก็กระโดดพรึบไปแล้ว ภายในกำแพงมองเห็นบ้านเรือน ๒-๓ หลังแต่เป็นหลังใหญ่ๆ ผู้คนมีทั้งหญิงและชายร่างกายหน้าตาเหมือนมนุษย์เราดีๆ นี่เอง แต่ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นหนึ่งติดตัว อาจารย์บ่นกับม้าดังๆ ว่า "พวกนี้บัดสีจริงๆ ดูซิ เดินแก้ผ้าล่อนจ้อน ไม่อับอายใครๆ บ้างเลยแน่ะ! ว่ายังหันมามองทำตาโตทะเลิ่ก ทะลั่กอีก ไม่รู้จักอายจริงๆ เห็นไหมวิ่งมากันใหญ่แล้ว ม้าร้องว่า "หนีเถอะๆ" "ไปหนีมันทำไม" "ประเดี๋ยวมันจะจับเราแก้ผ้าบ้างนะซีอาจารย์ บอกไม่เชื่อหนีเถอะน่ะ" ม้าร้องเตือน พอดีพวกในเมืองนรกก็วิ่งมาถึง ต่างตนเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง อีก ๔-๕ ตนเข้าจับม้าไว้ อีก ๔-๕ ตน ฉุดแขนอาจารย์ให้ลงจากหลังม้า อาจารย์ไม่ยอมลง พวกเขาก็พากันออกแรงอุ้มให้ลงอาจารย์บอกว่า โมโหจริงๆ จะใช้จักรแก้วขว้างมัน มันก็จับมือไว้ ม้าก็ดิ้นทั้งเตะทั้งโขก แต่สู้พวกเมืองนรกไม่ไหว เขาพากันฉุดอาจารย์ ผ่านไปตามบ้านเก่าๆ โกโรโกโส เหมือนกระท่อมจวนจะพังหลายหลัง อาจารย์ก็มองเข้าไปในกระท่อมเหล่านั้น บางแห่งก็แลเห็นผู้หญิงเปลือยกายอยู่กับสุนัขตัวผู้ บางแห่งก็แลเห็นคนผู้ชายเปลือยกายอยู่กับสุนัขพันธุ์ใหญ่ตัวเมีย ในสภาพที่นอนอยู่ในที่เดียวกัน เหมือนสามีภรรยา และบางแห่งก็แลเห็นคนอยู่กับหมู ม้า แพะ แกะ โค กระบือ อาจารย์มองแล้วแปลกใจและตกใจ จึงถามพวกนรกที่ฉุดไปว่า "ทำไมพวกนั้นจึงอยู่กับหมา เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน" สัตว์นรกตอบว่า "มันชอบของมันอย่างนั้น ก็ต้องตามใจมัน" อาจารย์ถามอีกว่า "แล้วนี่พวกแกจะจับกุมฉันไปไหน ?" เขาตอบว่า "นายสั่งให้จับไปให้นาย" แม่อาจารย์จึงออกอุบายว่า "ไม่ต้องจับมือถือแขนดอก ปล่อยเถอะฉันเดินไปดีๆ เอง ฉันนึกออกแล้ว นายของพวกเธอชื่อยมบาล เป็นเพื่อนสนิทกับหลวงพ่อฉันเอง ฉันตั้งใจจะมาเยี่ยม ปล่อยฉันเถอะ" พวกสัตว์นรกยอมฟัง จึงปล่อยมือ อาจารย์เดินตาม เขาก็พาเดินตรงไปยังเรือนหลังใหญ่ ท่าทางโอ่โถงกว่าทุกๆ แห่งที่ผ่านมา มองเห็นทหารถือขวานเล่มใหญ่เท่าหมอนอิง ยืนท่าทางขึงขังอยู่หน้าสองตน ข้างในมิโต๊ะตัวใหญ่ มีคนนั่งอยู่ ๓ คน คนกลางอายุประมาณห้าสิบเศษๆ หวีผมตั้ง อ้วนล่ำใหญ่โตผิวดำเป็นประกาย หน้าผากกว้างจมูกแบนใหญ่ ไม่สวมเสื้อ แต่นุ่งผ้าอย่างดีคนนั่งข้างขวากำลังเปิดบัญชีเล่มใหญ่ ได้ยินเสียงบอกวันเกิด วันตายของผู้ที่ถูกจับมา เขาตะโกนบอกดังๆ อาจารย์ได้ยินแล้ว แล้วอยากรู้เรื่องจึงบอกกับพวกนั้นว่ายมบาลไม่ว่าง ฉันจะนั่งอยู่ข้างๆ ศาลนี่แหละ ไว้ท่านว่างแล้วฉันจึงจะเข้าไปหา พวกแกไปทำอะไรก่อนก็ไปเถอะ ฉันไม่หนีหรอก เพราะฉันไม่ได้ถูกจับเข้ามา พวกนั้นก็เชื่อจึงปล่อยมือ แม่อาจารย์ก็เข้าไปนั่งแอบข้างประตู เพื่อจะดูว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร สักครู่หนึ่งก็แลเห็นพวกทหารผีจับผู้ชายคนหนึ่งไปมัดมือด้วยโซ่ ที่คอก็มีโช่เส้นใหญ่สวมอยู่ เขาถูกลากครึ่งจูงเข้ามาที่หน้าบัลลังก์ เสมียนคนนั่งทางขวามือถามชื่อและวันเกิดแล้วยมบาลว่าใช่ตัวจริงแล้วยมบาลพยักหน้า เสมียนที่นั่งทางซ้ายมือก็ถามขึ้นว่า แกประพฤติตัวเลวทรามมาก ข่มขืนผู้หญิงใช่ไหม คนโทษตอบว่า "เปล่า" ในทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงสาวสองคนวิ่งมาจากห้องทางด้านหลังมาชี้หน้าผู้ชายที่ถูกจับมาแล้วร้องว่า "แกโกหก ต่อหน้ายมบาลแกยังกล้าโกหก" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หันมาฟ้องยมบาลว่า "ท่านเจ้าค่ะ ไอ้คนนี้แหละที่บังคับหนูกินยาเม็ดๆ ไป ๔-๕ เม็ด แล้วบังคับหนูนอนแล้วทำร้ายหนูค่ะ" แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้รำพันว่า "โธ่! หนูอุตส่าห์ยอมลำบากมาทนเป็นลูกจ้างมันเพื่อจะเอาเงินไปให้แม่ซื้อยารักษาตัว มันยังแกล้งทำหนูได้" พอชายคนนั้นจะเถียงอีก เขาก็สะดุ้งขึ้นจนสุดตัวเหมือนถูกทำร้าย เขาร้องโอ้ย! เสียงดังลั่น แล้วในทันใดนั้น ปากของเขาก็ฉีกออกไปลักษณะของแผลเหมือนถูกเสือตะปบ เลือดออกท่วมปากทันที เสียงเขาร้องครางอย่างเจ็บปวดและว่า "ผมทำผิดแล้ว ขอโทษด้วยๆ" ยมบาลร้องสั่งทันทีว่า "เอาไป เอามันไป ปากแข็งนัก ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ กลางวันให้เอาหอกแทงปากทะลุถึงท้อง กลางคืนให้นอนกับหมาป่า" แล้วยมบาลหันมาพูดกับหญิงสาวอย่างมีเมตตา "เจ้าเป็นคนดีมีกตัญญูต่อพ่อแม่ แต่มีกรรมเก่ามาตามทัน จึงต้องเสียชีวิตก่อนอายุขัยเราจะให้เจ้าไปพักที่ปราสาทก่อน รอกำหนดที่จะจุติไปชั้นดาวดึงส์ ไปเถิดไปสู่ที่เป็นสุข" แม่อาจารย์ทองสุขเล่าว่า พอยมบาลให้พรเสร็จเท่านั้น แทบไม่น่าเชื่อ แม่อาจารย์ต้องกระพริบตาดูใหม่อีกทีว่า จะใช่ผู้หญิงคนนั้นหรือไม่เพราะรูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆ กันกับคนเก่าแต่ทุกอย่างสวยขึ้น ละเอียดขึ้นเสื้อผ้าหยาบๆ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นสวมมาแต่แรกก็กลับเป็นใหม่และสวยงามขึ้นหลายสิบเท่า แต่การตัดเย็บเป็นแบบเก่าเท่านั้นเอง แต่สวยงามขึ้นมากแล้วก็มีผู้หญิงสวยๆ มาต้อนรับเชื้อเชิญให้ไปอยู่ด้วยกัน พอเขาไปกันแล้วแม่อาจารย์ทองสุขก็นึกในใจว่า ไปเป็นสุขๆ เถอะแม่คุณ คนมีความกตัญญูเลี้ยงพ่อแม่ รักษาพ่อแม่ตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า จะให้เขาเขียนลงในหนังสือด้วย คนอื่นๆ จะได้รู้ทั่วๆ กันจะได้ทำความดีต่อพ่อแม่ด้วย นึกแล้วก็คอยดูต่อไป สักประเดี๋ยวหนึ่ง ก็มีทหารของยมบาล ๔ ตน ฉุดกระชากลากชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเข้ามา เสมียนก็บอกความผิดว่า คนทั้งสองนี้หนีพ่อแม่ไปทำความผิดด้วยกัน พ่อแม่ว่ากล่าวก็เลยกินยาตายทั้งคู่ เสียงยมบาลถามว่า "ทำไมจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน" เขาตอบว่า "เรารักกันมากครับ พ่อแม่ไม่ยอม เราจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน คิดว่าจะได้มาอยู่ด้วยกันในเมืองนี้" "สัตว์ผู้โง่เขลา!" ยมบาลดุเสียงดังแล้วว่า "เจ้าคิดว่าเจ้าทำความชั่วแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกันอย่างสบายในเมืองเรา เจ้าเป็นคนไม่มีความกตัญญู ทำให้พ่อแม่ทุกข์โศก บาปของเจ้าไม่เสมอกัน เจ้าจะอยู่ภูมิเดียวกันอย่างไรได้" ยมบาลว่าแล้วก็หันหน้าไปถามเสมียนว่า บาปของมันต่างกันอย่างไรบ้างเสมียนก้มหน้าลงอ่านในสมุดเล่มใหญ่ที่สุดแล้วบอกว่า คนผู้ชายนั้นขโมยเงินพ่อแม่ และสูบยาเสพย์ติดด้วย ไม่เคยทำบุญทำทานเลย ส่วนผู้หญิงนั้น เวลาแม่ว่าก็ด่าแม่และกระทืบเท้าไม่ค่อยทำบุญ แม่เรียกให้ลุกขึ้นหุงข้าวใส่บาตรก็ไม่ยอมทำให้ แต่เคยช่วยคนแก่ที่เป็นลม โดยให้ยาและพาส่งให้หมอรักษาจนหาย ยมบาลสั่งเสียงดังว่า "แยกมันไปคนละขุม" พวกทหารก็ตรงเข้ากระชากมือออกจากกันแล้วลากไปโดยเร็ว เสียงคนทั้งสองร้องเรียกหากันอย่างโหยหวน พอยมบาลลุกขึ้น จะกลับเข้าข้างใน ก็สั่งทหารที่เฝ้าหน้าศาลว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญมาแอบดูอยู่คนหนึ่ง จงอนุญาตให้แกดูจะได้จำไปบอกเล่าแก่ชาวมนุษย์ จะได้ไม่กล้าทำบาปหยาบช้า นรกกี่ขุมๆ ก็เต็มล้นหมดแล้ว เพราะคนใจบาปมากเหลือเกิน สั่งแล้วก็เข้าไป ทหารก็ให้ผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางจัดจ้าน เหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ในเมืองนรกคนหนึ่งมาพาแม่อาจารย์ บอกว่า ไปเที่ยวดูขุมต่างๆ กันเถอะ แม่อาจารย์อยากดูอยู่แล้วก็รีบลุกขึ้นตามเขาไปอย่างว่าง่าย เขาพาเดินมาถึงห้องขังที่มีคนอยู่กับหมา แม่อาจารย์จึงถามเขาว่า "ทำไมจึงเอาคนไปไว้กับหมา" เขาตอบว่า "คนเหล่านี้มีโทษ ในเรื่องขืนใจหมา คือหมาบางตัวก็มีจิตใจดี ซื่อตรงต่อสามีหรือภรรยาของมัน แต่คนต้องการอยากจะได้ลูกไว้ขาย ก็บังคับหรือล่อให้มันกินยาเพิ่มความกำหนัด แล้วบังคับให้ผสมพันธุ์กับตัวอื่นๆ ที่มันไม่รัก ทำให้มันได้รับความเจ็บปวด ครั้นเวลามันตายมันก็มาฟ้อง จึงต้องจับขังไว้กับหมา หมามันจะกัดทุกวันและทุกเวลาที่จะนอนหลับ" อาจารย์ฟังแล้วตกใจ มองไปก็แลเห็นคนที่ถูกจับขังอยู่กับหมานั้นต้องเที่ยวหลบเขี้ยวหมาอยู่อย่างวุ่นวาย เพราะหมาตัวใหญ่เกือบเท่าลูกม้าและดุร้ายมาก กัดตามหน้าและคอของคน อาจารย์เห็นแล้วมีความกลัวจึงถามว่า "หมาตัวนี้หรือที่ถูกข่มเหง" ผู้หญิงผู้คุมตอบว่า "ไม่ใช่ นี่เป็นหมาของยมบาลมีไว้สำหรับลงโทษผู้ทำผิด ไม่ใช่หมาคู่เวรคู่กรรมกัน" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วนึกในใจว่า เมื่อขามาผ่านกรงขังเห็นคนอยู่กับม้าบ้าง แพะบ้าง สัตว์ต่างๆ บ้าง ถ้าจะมีกรรมเพราะขืนใจมัน ก็เป็นอาชีพที่ทุจริตเหมือนกัน แล้วแม่อาจารย์ก็เดินตามเจ้าหน้าที่เขาต่อไป พอถึงทางเลี้ยวจะออกไปทางเก่าก็ปะทะเข้ากับคนกลุ่มใหญ่ แม่อาจารย์ตกตะลึง มองดูคนเหล่านั้น เห็นหัวแตกก็มี แขนหัก ขาหัก อกทะลุไม้ปักอกก็มี อีกคนหนึ่งมีอะไรวงกลมๆ ทับหรือกระแทกติดอยู่ที่หน้าอก โลหิตโชกไปหมดทั้งตัว เสียงเจ้าหน้าที่ถามว่าอะไรกัน ทำไมจับมาพร้อมกันมากมาย เสียงทหารผีตอบว่า "มันไปเที่ยวสำมะเลเทเมา รถคว่ำเลยจับมาเป็นหมู่ใหญ่" เสียงผู้คุมหญิงพูดว่า ดีเหมือนกันไม่ต้องจับทีละคนๆ พอคนพวกนายทหารของยมบาล จับพวกรถคว่ำมามากมายและแต่ละคนก็หัวแตก แขนหัก อกทะลุ ร้องโอดครวญโวยวาย แม่อาจารย์รู้สึกตกใจกลัวจึงบอกเจ้าหน้าที่ผู้หญิงซึ่งยมบาลสั่งให้พาเที่ยวดูสัตว์นรกนั้นว่า แหม!น่ากลัวจริงๆ ตายเป็นหมู่ๆ อย่างนี้ เขามีบาปหนักอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นเขาก็ตอบว่าเดินเลี้ยวไปทางช้ายมือประเดี๋ยวก็รู้ เพราะเมืองนี้เป็นวงกลม เดินให้อ้อมไปประเดี๋ยวก็จะพบศาลตัดสินผู้ที่ถูกจับมาใหม่ เหมือนอาจารย์เข้ามา เจ้าหน้าที่พาอาจารย์เดินผ่านไปหลายแห่งพอมาถึงหน้าศาลก็หยุด แม่อาจารย์ทองสุขมองไปในศาลแลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด บัลลังก์ก็สวยงามใหญ่โตเป็นสง่า เสมียนซ้ายขวาแต่งตัวเหมือนข้าราชการ นายทหารผู้ใหญ่ นั่งวางท่าสง่าหนวดโง้ง ทหารรักษาประตูมีเป็นกองร้อยล้วนเข้มแข็ง ถืออาวุธ ยมบาลแต่งตัวเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน สวยงามมากเป็นสง่าน่ากลัว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด อาจารย์จึงถามเจ้าหน้าที่ว่า นี่เป็นศาลใหม่หรือ เขาตอบว่า ไม่ใช่ เป็นศาลเก่า แต่วันนี้สัตว์ผู้ถูกจับมาใหม่คงจะเป็นเจ้านายใหญ่นายโตทางเมืองมนุษย์ ยมบาลจึงเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างในศาลให้ดูน่าสะพรึงกลัว ใหญ่โตเต็มไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ และเกียรติศักดิ์เพื่อให้ผู้ถูกจับมาจะได้เกรงขาม ยมบาลท่านแปลงตัวได้ทุกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติก็ได้ ให้แปลกประหลาดพิสดารก็ได้ ถ้าจับคนใจร้ายดุดันเป็นจอมโจรมา ท่านก็แปลงตัวเป็นดุร้ายหน้าตาเหมือนยักษ์ ทำอำนาจตวาดและกระทืบบาทดังสนั่นหวั่นไหว ให้ดูน่ากลัว ยิ่งกว่าจอมโจรนั้นๆ หลายพันเท่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการปราบพยศสัตว์ต่างๆ เสียแต่แรกพบ มนุษย์ทุกคนเมื่อไปสู่เมืองของยมบาลแล้ว ถึงจะเคยใหญ่โตแค่ไหน ยมบาลหรือเจ้าหน้าที่ในเมืองนั้นก็เรียกว่า "สัตว์นรก" ทั้งนั้น และการลงโทษก็ไม่เห็นแก่หน้ากัน ถึงเป็นญาติกันมาก็ไม่ผ่อนผันทุกคนต้องได้รับโทษไปตามกรรม แม่อาจารย์ฟังเจ้าหน้าที่เขาอธิบายแล้วจึงว่า เธอจะไปไหนก่อนก็ไปเถิด ฉันจะแอบดูยมบาลท่านตัดสินพวกรถคว่ำก่อนถึงจะกลับ แล้วก็ค่อยๆเดินกลับไปนั่งที่เก่า สักครู่หนึ่งก็แลเห็นยมทูตพาพวกที่ตายเพราะรถคว่ำเข้ามาเป็นแถว เสมียนขวา-ช้ายก็เปิดบัญชี ถามชื่อและสถานที่อยู่เพื่อสอบดูว่าจะใช่ตัวคนหมดอายุจริงหรือไม่ คนแรกมีไม้กลมๆ อาจารย์ดูเป็นนานจึงรู้ว่าเป็นพวงมาลัย อัดแน่นติดกับหน้าอก เลือดหยดมาเป็นทาง ยมบาลสอบถามได้ความว่า เขาเป็นคนมียศใหญ่ในเมืองมนุษย์ ขับรถส่วนตัวพาเพื่อนๆ ไปหานางโลม และกินเหล้าเมาจึงขับรถชนรถคันอื่น ตัวเขาเองถูกพวงมาลัยกระแทกเข้ากับอกจึงตาย เสมียนเปิดบัญชีแล้วว่าอาชีพของเขาทำราชการก็ไม่สุจริต มีการโกงกินกับพ่อค้า ค้าของร้ายคืออาวุธประหัตประหาร แอบขายปืนเถื่อนทำให้ผู้ร้ายชุกชุม ตัวเขาเองเคยสั่งลูกน้องให้แอบฆ่าคนแล้วยังไม่ได้รับโทษทางเมืองมนุษย์เลย ยมบาลทรงพิโรธตวาดว่า "เจ้าสัตว์ผู้มัวเมา เจ้ากระทำความผิดอย่างมากมาย เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร ข้าเห็นเจ้าอ้าปากอยู่ตลอดเวลา" ชายคนนั้นตอบว่า "ผมไม่ได้ทำผิด ถ้าทำผิดศาลทางเมืองมนุษย์เขาก็ตัดสินลงโทษแล้ว" เสมียนตอบว่า แกต้องมีความผิดแน่ เพราะผู้ตรวจสอบความประพฤติของมนุษย์มารายงานทุกครั้ง แต่ชายผู้นั้นก็ยังปฏิเสธอยู่นั่นเอง เสมียนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่อีกพวกหนึ่งไปตามโจทก์มา คราวนี้มีคนมากลุ่มใหญ่ มีผู้หญิงชี้หน้าว่าชายผู้นั้นล่อลวง ล่อลวงว่าจะให้ทำงานและจะให้เงินเดือนและผลที่สุดก็ทำลายความบริสุทธิ์ ทำลายแล้วก็ให้ลูกน้องพาไปเข้าช่องหาเงินต่อไป อีกคนหนึ่ง สวยมาก เข้ามายืนยันว่าชายผู้นั้นหลอกลวงว่าจะเอาไปให้เจ้านาย แต่ผลที่สุดก็ทำลายเสียก่อนแล้วจึงนำไปส่ง ได้รับความทารุณจนต้องกินยาตาย พวกผู้ชายก็มายืนยันว่า ชายคนนี้มีการค้าของผิดกฎหมายและแอบฆ่าเขาเพื่อเป็นการปิดปาก เมื่อมีโจทก์มายืนยันเข้าจริงๆ จังๆ ชายคนนั้นก็เถียงไม่ได้ ยมบาลจึงให้ไปลงขุมซึ่งมีไฟนรกไหม้อยู่ตลอดวันตลอดคืน พอชายคนนั้นถูกทหารของยมบาลพาตัวไปแล้ว ทหารก็พาตัวคนโทษมาใหม่อีกคนหนึ่ง แม่อาจารย์เห็นแล้วตกใจ เพราะว่าเป็นทิดสึกใหม่ ผมยังสั้นเกรียนอยู่ จึงตั้งใจคอยฟังดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกัน ก็ได้ยินเสียงยมบาลตวาดว่า "สัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมบวชแล้ว จึงยังทำชั่ว เวลาอุปัชฌาย์อาจารย์สอนให้ปลงอศุภ พิจารณา เกศา โลมา นะชา ทันตา ตะโจ ไม่ได้ทำดอกหรือ" เขาบอกว่า "ผมว่าตามเมื่อเวลาจะบวชเพียงครั้งเดียว บวชแล้วไม่ได้เคยเข้ากรรมฐานพิจารณาตัวเลย พอลาสิกขาบทเพื่อนชวนไปหานางโลมและเสพสุรา จึงไปกับเพื่อน พอดีรถชนกันเลยคอหักตาย ยมบาลท่านก็สอนว่า นี่แหละ เข้าใกล้พระธรรมแต่ไม่ทำตาม จึงเป็นอย่างนี้ ตลอดเวลาที่บวชก็มีความผิดต้องสังฆาทิเสสบ่อยๆ ไม่สำรวมระวังในพระวินัยของพระสงฆ์ ผิดแล้วไม่สารภาพรับผิด จึงต้องลำบากมาก แล้วแม่อาจารย์ทองสุขก็แลเห็นยมบาลท่านหันไปพูดอะไรค่อยๆ กับเสมียนอยู่หลายคำ แล้วจึงได้ยินท่านสั่งว่า กรรมของสัตว์ผู้นี้ยังไม่หมด มาก่อนเป็นเวลา ๒ ปี เจ้าจงรับเป็นคำสัจว่า จะกลับไปสั่งสอนคนอื่นๆ ให้ประพฤติตัวอยู่ใน ศีล ๕ - ศีล ๘ ได้หรือไม่ ทิดสึกใหม่ก็รีบรับคำ ยมบาลท่านใจดี ท่านบอกว่า ให้ทหารพาไปดูขุมนรกที่ลงโทษคนกินเหล้าและบ้ากามให้ดูนานๆ แล้วรีบพาไปส่งเพราะร่างจะเน่าเสียก่อน ยังเหลืออีก ๒ ปี แต่ถ้าทำดีจะได้อยู่ถึง ๒๐ ปี อายุ ๔๔ จึงค่อยมาใหม่ พอทหารพาทิดสึกใหม่ออกไป ทหารอีกพวกหนึ่งก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา เสมียนฟ้องว่า เป็นคนมีสามีแล้ว แต่ยังแอบไปหาชู้ตามโรงแรม ยมบาลถามว่าจริงหรือ ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "จริงค่ะ" ยมบาลท่านตวาดว่า "เจ้าสัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมเจ้าทำผิดอย่างเลวทรามอย่างนั้น เจ้าไม่กลัวต้องขึ้นต้นงิ้วหรือ ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "กลัวมากค่ะ แต่สามีสอนว่า เวลาทำบุญทอดกฐินให้เอาขวานไปถวายพระด้วย หนามงิ้วมันกลัวคมขวาน ถ้ายมบาลให้ขึ้นต้นงิ้วก็ให้เอาขวานไปถากด้วย" ยมบาลท่านตวาดว่า"เจ้าพูดเหลวไหลทำไมผัวเจ้าจึงสอนอย่างนั้น" ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า "เพราะผัวของเธอให้เธอออกไปหาเงินตามโรงแรมเอามาใช้จ่ายในบ้านด้วยเขาไม่มีงานทำ และเงินก็ไม่มีใช้ เขาก็ป่วยไข้และติดยาเสพย์ติด ลูกก็ถูกครูเร่งเงินค่าเล่าเรียน ไม่มีให้เขา เขาก็จะไม่ให้สอบ" แม่อาจารย์ฟังแล้วก็ยกผ้าเช็ดปากขึ้นเช็ดน้ำตา ตั้งใจว่าจะต้องช่วยสร้างโรงเรียนเด็กคนจนให้สำเร็จจนได้ ยมบาลท่านฟังหญิงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีสามีแล้ว แต่ยังชอบขายตัวตามโรงแรม ครั้นหญิงนั้นให้การว่า สามียากจนไม่มีงานทำและทั้งติดยาเสพย์ติด ลูกก็ต้องค้างค่าเล่าเรียน สามีจึงใช้ให้ไปขายตัวเอามาเลี้ยงครอบครัว แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วแอบเช็ดน้ำตา สงสารหัวอกลูกผู้หญิงต้องลำบากถึงเพียงนี้ ใครเลยหนอจะอยากทำชั่ว ความจำเป็นผัวเขาใช้ก็ต้องทำ กำลังเป็นห่วงสงสารว่า ผู้หญิงคนนั้นจะต้องไปถูกลงโทษอยู่กับพวกขึ้นต้นงิ้ว ก็พอดีได้ยินเสียงยมบาลท่านหันไปถามเสมียนที่จดความประพฤติว่า "ดูทีหรือว่าผัวยอมให้ทำจริงหรือไม่"เสมียนดูละเอียดแล้วตอบว่า "ผัวยอมเป็นบางครั้ง แต่บางครั้งก็ไปขายตัวเอง" ยมบาลจึงถามว่า "บางครั้งก็ไปขายตัวเองจริงหรือไม่" หญิงนั้นตอบว่า "จริงเจ้าค่ะ เมื่อลูกคนเล็กเจ็บหนักเป็นโรคปอดบวม พ่อเขาก็ไม่อยู่ ดิฉันไม่มีเงินให้หมอ ก็จำต้องทำชั่ว เมื่อพ่อเด็กเขากลับมาดิฉันก็บอกเขาและขอโทษเขาแล้ว เขาก็ไม่ถือโทษดิฉันค่ะ" ยมบาลฟังแล้วนิ่งอึ้งพลางให้เสมียนดูในด้านการกุศลต่อไปว่าหญิงนั้นทำบุญไว้บ้างหรือเปล่า เสมียนบอกว่า "เคยช่วยงานก่อสร้างโรงเรียนและโบสถ์วิหารหลายครั้ง และเคยส่งเสียให้ยายบ้างเมื่อมีเงิน ให้ลูกเลี้ยงเรียนหนังสือเหมือนลูกของตัวเอง" ยมบาลฟังแล้วจึงว่า "เจ้าว่าเจ้าทำชั่วเพราะผัวยอมให้ทำและเจ้าทำบุญมาหลายครั้ง จงไปอยู่ทางเรือนพักชั่วคราว ประกอบแต่ความดีและจะได้ไปเกิดใหม่ จะมีความสุขไม่ยากจน เจ้าจงทำแต่ความดี อันเป็นกุศลเถิด" ยมบาลสั่งสอนด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง หญิงนั้นก้มลงกราบแล้วกราบอีก จึงค่อยๆ ลาจากไปกับเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็นำชายหนุ่ม ๒ คน เข้ามาแข้งขาหักมาทั้งคู่ ได้ความว่าเป็นพี่น้องกัน เสมียนรายงานว่า สองคนพี่น้อง พ่อแม่ให้เรียนหนังสือก็ไม่ขยันเรียนให้บวชก็ไม่ยอมบวช เอาแต่เที่ยวเตร่ กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง สูบยาเสพย์ติด เวลาขอเงิน แม่ไม่ให้ก็ทำท่าทางจะเตะบ้างจะชกบ้าง ว่าแม่เจ็บๆ แสบๆ งานการไม่ช่วยทำเลย มีแต่รบกวนพ่อแม่ทุกวัน จนพระภูมิทนไม่ไหว ต้องฟ้องร้องเทพผู้ไปตรวจกรรมมนุษย์เสมอ บางครั้งของแม่จัดหาไว้ใสบาตรก็แอบกินเสียก่อน และไม่ชอบให้แม่ทำบุญหาว่าแม่ชอบพระ ถูกยาเสน่ห์ พูดให้แม่เสียหาย ฯลฯ ยมบาลถามว่า "เจ้าผู้โง่เขลา ทำอย่างนี้จริงหรือไม่" เขาทั้งสองนิ่งไม่รับแต่ก็ไม่เถียงยมบาลท่านจึงว่า "นี่แหละกรรมของเจ้าทันตาเห็น เจ้าอยากจะเตะแม่เมื่อขอเงินไม่ได้ จึงต้องขาหัก อยากชกแม่ก็ต้องเป็นคนแขนหัก เจ้าเป็นคนอกตัญญู จงไปอยู่ขุม "ยันตปาสาณนรก" เถิด เจ้าจะต้องอยู่ระหว่างหินใหญ่ทั้งสอง ซึ่งหินใหญ่คู่นี้จะกระทบกระแทกกันตลอดวันตลอดคืน เจ้าอยู่ระหว่างกลางเมื่อหินกระแทกกันครั้งไร เจ้าพี่น้องก็จะต้องแหลกละเอียดไปด้วย เมื่อหินห่างกันออกมา เจ้าจะกลับเป็นร่างกายสมบูรณ์ดีอย่างเก่า แล้วก็ต้องถูกหินกระแทกละเอียดไปอีกอย่างนี้เป็นเวลาพันปีมนุษย์"นี่แหละคือผลแห่งความอกตัญญูต่อพ่อแม่ เจ้าจะต้องรับโทษอย่างนั้น พอเจ้าหน้าที่พาชายหนุ่มสองคนนั้นออกไปแล้ว เจ้าหน้าที่อีก ๒ คน ก็ฉุดผู้หญิงพวกหนึ่งเข้ามาเป็นจำนวน ๕ คน ล้วนแต่หน้าฉีก ปากฉีกเลือดออกแดงฉานไปทั้งนั้น แม่อาจารย์ทองสุขเบือนหน้าหนีไม่อยากมอง ในใจก็นึกว่า แม่พวกนี้แต่งตัวก็ยั่วยวน นี่ไปยั่วยวนกับอะไรมา จึงหน้าตาเป็นอย่างนี้ เสียงร้องโอดครวญดังลั่นไปทั้งศาล ได้ยินเสียงยมบาลท่านตวาด หันไปดูก็เห็นท่านยืนกระทืบเท้ามองไปที่เท้าแล้วตกใจ ทำไมเท้ายมบาลจึงโตเท่าเกือบรถยนต์ กระทืบลงไปทีเดียวศาลแทบพัง รู้สึกตัวโยกเหมือนแผ่นดินไหว พวกผู้หญิง ๕ คนนั้นหยุดเงียบทันทีไม่กล้าร้อง ไม่กล้าเถียงอีกต่อไป เสมียนเขารายงานว่า คน ๕ คนนี้ ชอบกินเหล้าประพฤติตัวเป็นคนเสเพล ยุแหย่ให้ผู้อื่นกินเหล้าเมายาแล้วทำชั่ว ยมบาลท่านสั่งให้ไปอยู่นรกขุม "ตามโทพนรก" ในขุมนี้ อาจารย์ทองสุขเล่าว่า เมื่อเดินกลับได้แลเห็นสัตว์นรกต้องดื่มน้ำทองแดง ซึ่งละลายออกมาด้วยไฟเผาและสัตว์นรกก็ต้องดื่มอย่างกระหาย กินแล้วก็ตายไป ตายไปแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ และต้องกินน้ำทองแดงตลอดปีตลอดชาติ จนกว่าจะหมดเวร ซึ่งเห็นแล้วแทบสลบแทนสัตว์นรกนั้นๆ พอหมดพวกรถคว่ำตายแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่พาผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาอายุประมาณ ๖๐ ปี ท่าทางหยิ่งๆ เสมียนบอกว่า ชายคนนี้เป็นคนฉ้อโกงที่ดินของราษฎร พวกราษฎรจนๆ ไปพึ่งพาอาศัยขอยืมข้าวเปลือกไปตกกล้าเพื่อจะได้ทำนา เขาก็ให้พักอาศัยค้างคืนอยู่ในบ้านของเขาและใช้อำนาจทำมิดีมิร้ายแก่หญิงเป็นกำไรเสียก่อน การให้ยืมข้าวถัง ๔ ถัง ต้องใช้ ๑๒ ถังบ้าง ๑๖ ถังบ้าง แล้วแต่คนไหนสวย ไม่สวย ถ้าสวยหน่อยยอมเสียตัวให้ก็คิดเอาข้าวน้อยหน่อย เขาออกเงินกู้ให้กู้ยืม ชาวนามากู้ยืม ๒,๐๐๐ บาท ต้องลงในใบกู้ว่า ๔,๐๐๐ บาท ถ้าตรงไหนเป็นนาดี เวลาเจ้าของจะเอาเงินไปไถ่คืน เขาก็ไม่ต้อนรับ ทำเป็นว่าไม่อยู่บ้าง ไม่ให้พบบ้าง จนหมดกำหนด เขาก็ริบเอาเสียเลย เขาโกงด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบายต่าง ๆ จนมีที่ดินหลายหมื่นไร่ กรรมตามทัน ทำให้ตัวเองเป็นโรคที่กินข้าวไม่ได้ ต้องนอนกินรำมาแล้ว ๓-๔ ปี จึงตาย คนโกงที่ดินรีดนาทาเร้นจากคนยากจน จนมั่งมี มีนาตั้งหลายหมื่นไร่แต่เมื่อจวนจะตายก็เป็นโรคเบาหวานอย่างหนัก กินข้าว กินขนมไม่ได้ต้องกินรำแทนข้าว ครั้นเมื่อตายแล้วก็ต้องไปพบยมบาล พวกภูตฤทธิ์ฉุดกระชากลากไปเหมือนคนต้องโทษหนัก ยมบาลท่านให้เสมียนเปิดบัญชีอ่านความชั่วของเขาให้ตัวเขาฟังเอง เขาฟังแล้วทำหน้าตาเฉยบอกว่าเขาไม่ได้โกงพวกราษฎรเจ้าของที่ดินเขามีจำนำไว้แล้วไม่มาไถ่เอง พอเขาพูดจบประตูทางด้านขวามือก็เปิดออก มีคนทั้งผู้หญิงผู้ชายเดินออกมาหลายร้อยคน จนแน่นศาลไปหมด คนเหล่านั้น แต่งตัวเหมือนชาวนา พูดเสียงคล้ายๆ คนจังหวัดราชบุรี เมืองเพชร บ้านโป้ง และทางหนองปลาดุก แม่อาจารย์ทองสุขเล่าว่า พวกเจ้าของนาที่ตายไปด้วยความอดอยากยากจนเพราะถูกโกงที่ดินหมดก็พยาบาท จึงแอบคอยดูว่าเมื่อไรคนโกงคนนั้นจะย่างเหยียบเข้ามาในแดนตัดสินบ้าง เขาคอยโอกาสอยู่ไม่นานคนโกงก็เข้ามา เขาจึงรุมฟ้องยมบาลว่า คนโกงคนนั้นได้โกงเขาอย่างไร ใช้อุบายต่างๆ กันอย่างไร นอกจากโกงที่ดินแล้ว ยังเคยแอบฆ่าคนเสียหลายศพ เพราะไม่ชอบใคร พอบอกว่า "ไม่อยากเห็นหน้า" เท่านั้น เป็นอันรู้กัน ลูกน้องของเขาจะไปจัดการยิงหรือแทงให้ทันที คนที่ถูกฆ่าตายเล่าให้ยมบาลฟังว่า ตัวเขาชื่อ ฮวด ได้ถูกคนโกงคนนั้นใช้ให้ไปฆ่าคน แต่ไม่ไป เขาพูดตอบดีๆ ว่า "นาย อย่าให้ผมทำเลย ผมมีลูกแล้วสองคน กำลังเล็กๆ อยู่ แม่มันก็ขี้โรค หาเลี้ยงลูกไม่ไหว" ผมตอบเขาดีๆ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็ให้ลูกน้องมายิงผมตาย เพราะใครรู้เรื่องเขาแล้วถ้าเขาใช้ไม่ทำก็ต้องตายเหมือนกัน ยมบาลฟังโจทย์ฟ้องแล้วก็หันไปถามเสมียนว่า เรื่องที่นายฮวดฟ้องนี้มีอยู่ในบัญชีหรือไม่ เสมียนคนนั่งทางช้ายมือเปิดบัญชีไปอีก ๓-๔ หน้าแล้วตอบว่า มี เป็นเรื่องจริง ที่นายฮวดกล่าว ยมบาลหน้าบึ้งตึงทันที ตวาดว่า"เจ้ามนุษย์คนชั่ว เจ้าก่อกรรมทำเข็ญถึงเพียงนี้ ดูซิวิญญาณมาคอยเจ้าอยู่แน่นศาลไปหมด เจ้าจงไปสู่กรรมของเจ้าในบัดนี้" พอยมบาลท่านสั่งเท่านั้น ก็มีเปรตตนใหญ่ยื่นมือมากางออกข้างละยาวเลยวา รวบเอาตัวคนโกงไปทันที แม่อาจารย์ทองสุขเห็นแล้วกลัวจนตัวสั่น พอดีจิตเต้นตึ้กขึ้นก็รู้ว่าหลวงพ่อคงเรียกแล้ว จึงรีบลุกขึ้นค่อยๆ เดินแอบย่องออกไปหาเจ้าหน้าที่ผู้หญิง บอกกับเขาว่า หลวงพ่อเรียกแล้วจะขอลากลับไปก่อนไว้หลวงพ่อเผลอหรือท่านไม่ใช้จึงจะแอบหนีมาใหม่ เจ้าพนักงานคนนั้นก็ใจดีพาเดินมาส่ง จึงเดินมาด้วยกันตามทางตรง พอจะออกประตูก็แลเห็นเปรตตนหนึ่งสูงใหญ่ เดินคอแข็งเหมือนแบกอะไรไว้บนหัว แม่อาจารย์ทองสุขจึงเงยหน้าขึ้นมองจนคอตั้งบ่า จึงได้สังเกตเห็นว่า เปรตนั้นแบกแผ่นดินใหญ่เท่าบ้านไว้บนหัว พลั้งปากออกไปว่า "นั่นแบกแผ่นดินไว้จะไปขายที่ไหน" เปรตตนนั้นไม่ตอบ แต่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงตอบแทนว่า "ไม่ใช่เขาจะเอาแผ่นดินไปขาย เปรตตนนั้นเมื่อเป็นมนุษย์อยู่ เป็นผู้มีความโลภโกงกินที่ดินของวัด ตายแล้วจึงต้องมาตกนรก ครั้นพ้นโทษหนักแล้วก็ต้องมารับโทษเบาคือ เป็นเปรตเดินแบกแผ่นดินอย่างนี้ อีก ๕,๐๐๐ ปีมนุษย์ จึงจะหมดกรรม" แม่อาจารย์ทองสุขเล่าว่า ฟังแล้วคออ่อน แผ่นดินเท่าบ้าน เปรตเดินแบกอยู่ ๕,๐๐๐ ปีน่ากลัวคอจะหักเสียวันละหลายๆ ร้อยครั้ง ครั้นเดินมาพ้นเขตนรกแล้วทางก็ราบรื่นสดสวยไปด้วยดอกไม้ใบไม้ การปลูกและดูแลรักษาดีมาก มีเรือนหลังสวยๆ เป็นแถวทุกๆ เรือนน่ารักกะทัดรัดน่าอยู่ มีสวนดอกไม้อยู่หน้าบ้านเหมือนๆ กัน เรือนทุกหลังมีผ้าบังตาสวยๆ อยู่ที่หน้าต่างเหมือนในเมืองมนุษย์ด้วย แม่อาจารย์บอกว่าคนที่อยู่ในเรือนเหล่านั้น รูปร่างสวยงาม สะอาด หน้าตาผ่องใสน่ารักเล่นกันเป็นหมู่ ดูผิวหน้ายิ้มแย้มเหมือนผู้มีความสุขเมื่อแลเห็นแม่อาจารย์เดินผ่าน เขาก็มองและยิ้มแย้มด้วยดี แม่อาจารย์ถามเจ้าหน้าที่ผู้หญิงว่า คนเหล่านี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายดูมีความสุข เขาเป็นอะไรจึงไม่ต้องโทษ เจ้าหน้าที่ตอบว่า "คนเหล่านั้นพ้นโทษแล้ว กำลังรอเวลาจะจุติ" แม่อาจารย์ถามว่า "จะจุติที่ไหน" เจ้าหน้าที่ตอบว่า "บางคนจะจุติเป็นมนุษย์และบางคนจะจุติไปเป็นเทวดานางฟ้า" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วสงสัยจึงถามว่า "คนที่จะไปจุติเป็นมนุษย์กับคนที่จะจุติไปเป็นเทวดานางฟ้านั้นต่างกันอย่างไร" พนักงานหญิงในยมโลกตอบว่า "ต่างกันที่บุญกุศลซึ่งได้ทำมาแล้วแต่ชาติก่อน แม้คนที่จะไปเกิดในเมืองมนุษย์ด้วยกัน ก็ยังแตกต่างกันอีกเป็นหลายสิบจำพวก บางคนไปเกิดในตระกูลพ่อแม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยอย่างมหาศาล แต่เมื่อได้เข้าไปในท้องแม่แล้วพอโตหน่อยก็ต้องกลายเป็นคนพิการไป หรือบางคนไม่พิการแต่ประพฤติตัวเหลวไหล ใช้จ่ายเงินทองที่พ่อแม่ให้อย่างย่อยยับหมด ตัวเองกลับต้องลำบากยากจนลงอีกก็เคยมีเสมอ บางคนไปเข้าท้องคนชาวนาอย่างยากจน แต่พอโตขึ้นมีคนไปรับเลี้ยงให้เล่าเรียนดีก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตมีความสุขสำราญ ทุกชีวิตเป็นไปตามกรรมของเขาที่ได้สร้างสมมาทั้งสิ้น" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วจึงว่า "ถ้าอย่างนั้นพวกที่จะได้ไปเกิดเป็นเทวดานางฟ้า จึงจะสวยกว่าพวกที่ไปเกิดเป็นคนในเมืองมนุษย์กระมัง" เจ้าพนักงานหญิง ผู้นั้นตอบว่า "ถ้าพูดอย่างทั่วๆ ไป ไม่เจาะจง ก็ว่าสบายกว่ากันหลายร้อยเท่า แต่วิญญาณที่ฉลาดบางดวงก็ไม่อยากไปจุติในสวรรค์ ยังคงอยากไปเข้าท้องมนุษย์อยู่นั่นเอง เพราะในเมืองสวรรค์นั้น มีความสุขสบายอยู่มากก็จริง แต่ความหลงระเริงยังมีมาก หลงในความสนุกสนาน หลงในอำนาจถือตัวเป็นใหญ่ หลงติดในสมบัติต่างๆ ลืมตัวไม่คิดถึงความจริง อริยสัจ เมื่อถึงคราวหมดบุญจะจุติจึงได้คิดและเสียใจ แต่ก็ช่วยไม่ได้เสียแล้วเป็นเสียอย่างนี้ ร้อยก็เกือบทั้งร้อย คนที่มีความทุกข์เช่นคนในเมืองมนุษย์ก็มีประโยชน์ดีอย่างหนึ่งเหมือนกันเพราะเมื่อเกิดทุกข์ก็ย่อมดิ้นรนจะหาทางปลดเปลื้องความทุกข์ จึงเป็นเหตุให้บางคนเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อุตสาห์บำเพ็ญความดีไปก็อาจจะได้เข้าถึงขั้นพระอริยะบุคคล เป็นพระโสดาบันหรือสูงกว่านั้นขึ้นไปได้ง่ายกว่า พวกติดสุข หลงสุขในทางกามมารมณ์บนสวรรค์" แม่อาจารย์ทองสุขเดินคุยมากับเจ้าพนักงานหญิงในยมโลก โดยผ่านบ้านเรือนที่สวยงามและมีผู้คนที่รื่นเริงสนุกสนานมาเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง จึงออกจากประตูกำแพงแลเห็นม้าแก้วคอยอยู่ข้างนอกก็แปลกใจว่าทำไมม้าจึงมารอรับได้อย่างถูกต้องเพราะไม่ใช่ประตูเดียวกับที่เข้าไป เจ้าพนักงานหญิงคนนั้นก็รู้ใจจึงบอกว่าได้ให้ม้ามารอรับอยู่ทางประตูนี้เอง และบอกกับแม่อาจารย์ทองสุขว่า "ให้บอกหลวงพ่อด้วย ชีบุญขอฝากกราบหลวงพ่อด้วย" แม่อาจารย์ทองสุขฟังแล้วประหลาดใจร้องว่า "อ้อ นี่เป็นแม่ชีบุญมาหรือ ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยชิ แหม จำได้ก็ไม่บอก นึกแล้วเชียวว่า หน้าเหมือนใครที่รู้จักกันนานแล้ว" พนักงานหญิงจึงว่า "จะเล่าให้ฟังอย่างสั้นๆ นะเพราะเดี๋ยวหลวงพ่อจะคอยนาน เมื่อฉันบวชอยู่นั้นก็พยายามทำความดี ปฏิบัติธรรมอย่างหลวงพ่อ ท่านเคยชมว่าฉันเรียบร้อยและซื่อตรงนั่นแหละ แต่ความชั่วของฉันมีมาแต่ก่อนบวช สามีของฉันเขาชอบตีไก่เล่นพนันแทงม้า บางทีก็ให้ฉันฆ่าไก่ตัวที่แพ้มาต้มข่าให้กิน ฉันก็คอยยินดีทำให้เขาด้วย เลยเป็นคนหลงไปเกือบ ๑๐ ปี จึงได้คิดหนีสามีเข้าวัดโกนหัวนุ่งขาวบวชเรียนกับหลวงพ่อ ครั้นฉันตายแล้วต้องชดใช้กรรมอยู่นาน เมื่อกรรมหนักเบาแล้วก็ต้องมาเป็นพนักงานอยู่อย่างนี้ ต้องเห็นคนต้องโทษร้องครวญครางอยู่ทุกวัน เพราะโทษที่ชอบดูไก่ตีกันซึ่งเป็นการทรมานสัตว์ เอาเถอะ รีบกลับไปเถอะ หลวงพ่อท่านเรียกแล้ว" โคตรทอง - กระบองเพชร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างแม่ชีทองสุขเรียนใหม่ๆ ท่านบอกว่า ในขณะนั้นมันช่างอยากรู้อยากเห็นไปเสียทั้งนั้น พอว่างงานคืนไหนอยู่เวรและหลวงพ่อไม่อยู่ไปกิจนอกวัด แม่อาจารย์ทองสุขก็มักจะฉวยโอกาสเถลไถลออกไปข้างนอกเรื่องที่เคยทำ ไปเที่ยวหาเรื่องมาหัวเราะกันเสมอ การไปเที่ยวไหนๆ ขณะที่ทำสมาธินั้น แม่อาจารย์ทองสุขก็มักปกปิดหลวงพ่อเพราะกลัวท่านดุว่า ไม่ตั้งใจรักษาคนไข้ หรือช่วยเหลือบ้านเมืองตามที่ท่านสั่งให้ช่วย เช่น น้ำท่วมเรือกสวนไร่นาของราษฎรทำให้เสียหาย ท่านก็สั่งให้พวกที่ได้วิชชาธรรมกายทดน้ำแยกแผ่นดินให้น้ำแห้ง ถ้าฝนแล้ง ท่านก็สั่งให้ทำวิชชาช่วยให้ฝนตก แม้ศัตรูมาทิ้งระเบิดก็สั่งให้ครูจันทร์ขึ้นป้องกันปัดลูกระเบิดไปลงน้ำทะเล ฯลฯ วันหนึ่ง แม่อาจารย์ทองสุขทำสมาธิแล้วก็หนีไปเที่ยว การเที่ยวคืนนั้นได้รับความตกใจเป็นอันมาก ครั้นพอดึกออกจากสมาธิแล้ว ใจยังเต้นตึกๆ อยู่ ก็พอได้ยินหลวงพ่อถามอย่างดังๆ ว่า "ไอ้สุข เอ็งไปไหนมา?" แม่อาจารย์ทองสุขสะดุ้งเฮือกขึ้นทั้งตัว พนมมือตอบอ้อมแอ้มอยู่ในคอว่าอะไรตัวเองก็บอกไม่ถูก เสียงหลวงพ่อดุดังลั่น "สุขเอ็งละชักจะเหลวไหลมากไปแล้ว เอ็งคิดว่าพ่อไม่รู้หรือว่าเอ็งจะไปขโมยทองเขามา" "ใครบอกหลวงพ่อ" "เจ้าของเขามาฟ้องล่ะซี เอ็งขโมยเขาจริงไหมล่ะ" "ลูกไม่ได้ขโมย คิดว่าไม่มีเจ้าของก็จับดูหน่อยเท่านั้นแหละ แหม!ต้องมาฟ้องด้วย" แล้วนึกในใจว่า "ไอ้ยักษ์บ้า" "เอ็งมันโง่ โง่แล้วยังอยากหนีเที่ยว เมื่อคืนถ้าพ่อไม่ห้ามมัน เอ็งก็หัวบี้แบนแล้ว ซุกชนไม่เข้าเรื่อง เป็นผู้หญิงยิงเรือทำอวดดีไปเถอะ" เสียงหลวงพ่อบ่น แล้วก็หันไปสั่งงานคนอื่นต่อไปว่า "เขามาบอกว่าทางราชบุรีฝนแล้งจริงๆ ใครอยู่เวรช่วยเร่งฝนให้เขาหน่อย" พอออกจากเวรกลับบ้านพักแต่เช้า แม่อาจารย์ทองสุขบอกว่า "โมโหก็โมโห ขันก็ขัน" ท่านเล่าว่า เมื่อหลวงพ่อดำริเรื่องโรงเรียนนั้นราคาโรงเรียนเป็นเงินเกือบ ๓ ล้าน ลูกศิษย์ลูกหาก็ท้อใจ กลัวจะไม่สำเร็จ บางคนก็พากันคัดค้านว่าหลังใหญ่ไป จะหาเงินที่ไหนกันราคาตั้ง ๓ ล้านบาท เวลานั้นเองเงินแสนก็ยังไม่มี หลวงพ่อท่านก็ว่า "ไม่เป็นไรดอกไอ้สุข โคตรทอง มี เอ็งยังไม่เคยเห็น พ่อเห็นแล้ว" พอได้ยินคำว่า "โคตรทอง" เท่านั้น แม่อาจารย์ทองสุขก็ตาโต หูผึ่งต่อจากนั้นมาก็คอยหนีหลวงพ่อเสมอ เพราะอยากเห็นโคตรทอง แต่หนีไปเที่ยวในขณะเข้าฌานนั้น ๖ ครั้งแล้วก็ยังไม่ได้พบโคตรทองเลย ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน วันหนึ่งได้ปัญญาฉลาดขึ้น จึงแอบถามม้าแก้วของหลวงพ่อว่า พาหลวงพ่อท่องเที่ยวไปนั้น เคยเห็นโคตรทองอยู่ที่ไหน ม้าแก้วประจำองค์หลวงพ่อก็ตอบว่า "อยู่ในถ้ำ" "ในถ้ำไหน" แม่อาจารย์ซักใหญ่ "ในถ้ำไปทางทิศตะวันออก ถ้าพบพระภูมิขี่เสือให้ถาม พระภูมิจะบอกให้" อาจารย์จำได้แม่น คืนหนึ่ง หลวงพ่อไม่อยู่ ก็จัดแจงเข้าที่ พอจิตนิ่งดี ก็ถอดจิตออกจากร่าง เนรมิตร่างรูปเหมือนกายมนุษย์ขี่ม้าแก้วประจำตัวที่พระพรหมให้ แล้วเหาะไปทางทิศตะวันออก ไปไกลมากแล้วจึงนึกถึงพระภูมิขี่เสือ ไม่ทราบว่าชื่ออะไรและอยู่ตรงไหนแต่พอนึกถึงสักครู่เดียวก็เห็นถนัด จึงชักม้าเข้าไปถามว่า ถ้ำที่มีโคตรทอง อยู่ทางไหน พระภูมิใจดีก็ชี้ทางให้ อาจารย์ขอบใจ แล้วขี่ม้าวิ่งห้อไปตามทางที่พระภูมิชี้มือบอกมา พักใหญ่ก็แลเห็นภูเขาดำทะมึนขวางหน้า เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นปากถ้ำใหญ่โต ขนาดรถยนต์คันใหญ่เข้าได้ จึงหยุดม้า แอบข้างหลืบเขาเพื่อหาช่องทางจะเข้าไปในถ้ำ สักครู่หนึ่งก็แลเห็นยักษ์ ๒ ตนเดินออกมา ยักษ์ตนหนึ่งปิดประตู อีกตนหนึ่งเอาป้ายสีขาวๆ มีตัวหนังสืออยู่ ๓ แถวแขวนไว้ที่หน้าถ้ำ แล้วก็พากันเหาะไป อาจารย์ดีใจมาก พูดกับม้าว่า "พ่อม้าแก้วเราเข้าไปเถอะ" เมื่อไปถึงหน้าถ้ำก็เอาป้ายที่มีตัวหนังสือนั้นออก แล้วลองผลักประตูแต่ผลักไม่ออก พยายามผลักอีกหลายครั้งก็ไม่ได้ผล พอได้ยินเสียงลิงร้องเจี๊ยกๆ โผล่หน้าอยู่ตรงเหนือประตูถ้ำ อาจารย์จึงเงยหน้าขึ้นพูดกับลิงว่า "กุญแจอยู่ที่ไหน ช่วยหยิบทีเถอะพ่อลิง" ลิงนั้นดูจะรู้ฟังหรือไม่ก็คงเดาเก่ง หายไปสักอึดใจหนึ่ง ก็เอากุญแจดอกใหญ่มาส่งให้ อาจารย์จึงไขกุญแจประตูก็เปิดออกโดยง่ายจึงเดินเข้าไปในถ้ำ เดินลึกเข้าไปเป็นห้องใหญ่ชั้นที่ ๓ มีแสงสว่างเหลืองอร่ามไปทั้งห้อง กลางห้องทองก้อนใหญ่เกือบเท่าสุมไก่ตะเภาคงจะเป็นโคตรทอง อาจารย์นึกในใจ ก้อนใหญ่เหลือเกิน ล้อมรอบนั้นเป็นก้อนเล็กๆเท่าบาตร เท่าชามอ่าง เท่าขันล้างหน้า มีหลายสิบก้อน ทุกๆ ก้อนมีผ้าหรือกระดาษขาวๆ มีตัวหนังสือเขียนไว้บนผ้าหรือกระดาษขาวแล้วปิดไว้ที่ก้อนทองเหล่านั้นทุกๆ ก้อน อาจารย์เข้าไปยืนใกล้ๆ เอามือจับก้อนทองเหล่านั้นแล้วถามว่า "ทองของใคร?" ถามถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่มีเสียงตอบจึงคิดว่า ทองมาซ่อนอยู่ในถ้ำเฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ควรจะเอาไปซื้อขายให้เป็นเงินตราเอามาสร้างโรงเรียนให้หลวงพ่อจะมีประโยชน์กว่า คิดแล้วมองดูทองก้อนใหญ่ก็รู้สึกว่าใหญ่เกินไป คิดกะเอาแต่ก้อนกะดูพอดีๆ กับราคาโรงเรียนของหลวงพ่อที่จะสร้าง จึงหยิบก้อนเท่าขันล้างหน้า ลองยกดูหนักมากแต่พอแบกไหว จึงแบกออกมาจากถ้ำ ขึ้นมาได้ก็บอกกับม้าว่า "กลับกันเถอะ" อาจารย์เล่าว่า พอขี่ม้าได้ ไกลโขอยู่เกือบถึงตรงพระภูมิขี่เสือ ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกมาทางด้านหลังว่า “ขโมยๆ หยุดก่อน!" จึงหยุดม้า มองไปเห็นยักษ์ตัวใหญ่ๆ ถือกระบองตะโกนไล่มา พอทัน ยักษ์ก็เอ็ดตะโรว่า "ทำไมขโมยทองเขามา" "ฉันไม่ได้ขโมย ฉันถามหาเจ้าของก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จึงนึกจะเอาไปขายเอาเงินสร้างโรงเรียนให้หลวงพ่อ" "เอาไปไม่ได้ ก้อนนี้ไม่ใช่ก้อนที่เขาจะทำบุญกับหลวงพ่อ" "รู้ได้ยังไง" "ก็เขามีหนังสือเขียนไว้ไม่เห็นหรือ ทำไมไม่อ่าน" "ก็มันกระดิกหูเสียเมื่อไหร่ล่ะ" "อ้อ ! อ่านหนังสือไม่ออกหรือ ถ้าอย่างนั้นจะยกโทษให้ เอาทองคืนมาเสียดีๆ" "เป็นอะไรจึงจะมาเอาทองคืน" "เป็นผู้รักษาทองเหล่านี้ไว้รอเจ้าของ" "เป็นของใครบ้าง" อาจารย์ถามต่อไป ยักษ์ตอบว่า "ทองเหล่านี้เป็นของผู้ใจบุญได้ร่วมสร้างกุศลไว้ เป็นการสร้างทีละเล็กทีละน้อย จึงรวมเป็นก้อนใหญ่" "เป็นของใครบ้างล่ะ" "ของใครหรือคณะไหนก็มีชื่ออยู่ทุกก้อนที่ผ้าขาวผูกอยู่นั้น อย่าถามมากเลย ส่งคืนมาเถิด ไม่ใช่ของตัวอย่าเอาไป" อาจารย์ลังเลไม่รู้ว่ายักษ์พูดจริงหรือว่าจะขโมยต่อไป ในขณะที่ยังไม่ส่งทองคืนให้นั้น ยักษ์อีกตนหนึ่งก็ตามมาถึง ยักษ์ตนนี้ขี้โมโห พอเห็นทองอยู่ในมืออาจารย์เท่านั้นก็ร้องว่า "ขโมย เอาให้ตายเสียเลย" แล้วก็ยกกระบองเพชรฟาดลงตรงศีรษะอาจารย์โดยแรง อาจารย์ตกใจเพราะไม่เคยพบยักษ์เลย พอพบก็จะรบกันโดยไม่รู้ตัวจึงยกทองขึ้นรับ กระบองก็ฟาดลงตรงทองๆ ก็กระเด็นหลุดจากมือกลิ้งไปตามพื้นดิน ยักษ์ก็ยกกระบองขึ้นฟาดซ้าย ฟาดขวาอีกหลายครั้ง ม้าก็พาอาจารย์หลบกระบองยักษ์เป็นพัลวัน แล้วร้องขึ้นสุดเสียงให้ยักษ์ตกใจและวิ่งราวกับลมพัดพาอาจารย์หนีรอดมาได้พักหนึ่งแต่ยักษ์ก็เหาะตามมาอย่างรวดเร็ว กระบองนั้นตรงเข้าตีหัวม้าและจะตีศีรษะอาจารย์ให้แตกทำลายไป แม่อาจารย์เล่าว่า พอกระบองยักษ์จะมาตีหัวท่านๆ ก็ได้ยินเสียงตวาดว่า "หยุด" กระบองก็หยุดตีและกลับเข้าไปอยู่ในมือยักษ์ แม่อาจารย์ทองสุขได้โอกาสก็รีบกระตุกบังเหียนม้าหนีกลับมาวัด พอถึงก็รีบกลับเข้าร่างเดิม กำลังเหนื่อยที่หนียักษ์มา ตกใจเต้นตึ้กๆ ก็พอได้ยินเสียงหลวงพ่อดุขึ้นว่า "ไอ้สุขเอ็งไปไหนมา" และดุว่าเหลวไหลไปลักทองเขามาดังที่ได้เล่ามาแล้ว แม่อาจารย์เล่าว่า ครั้งนั้นหลวงพ่อนั่นเองตามไปช่วยไว้ พอท่านตวาดเท่านั้นยักษ์ก็หยุดไล่ตี แม่อาจารย์ทองสุขคงสงบเรียบร้อยอยู่หลายวัน วันหนึ่งหลวงพ่อมีแขกมาก แม่อาจารย์ทองสุขยังเจ็บใจยักษ์ไม่หาย ตั้งแต่ถูกไล่ตีด้วยกระบองเพชรแต่ครั้งนั้น แล้วก็พยายามปลุกจักรแก้วที่พระพรหมให้ตอนที่ได้ธรรมกายนั้นให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น และพยายามทดลองให้ปราบมารต่างๆ ทั้งมารที่หลวงพ่อใช้ให้ปราบและมารที่เข้ารังแกเวลาเข้าฌาน หัดใช้จนชำนิชำนาญอยู่อย่างเงียบๆ ไม่บอกให้ใครๆ รู้ แม้แต่คุณครูจันทร์ ซึ่งเป็นผู้สนิทสนมและอยู่ใกล้ชิดก็ไม่บอก เพราะถ้าบอกแล้วคุณครูจันทร์จะห้ามปรามไม่ให้ไปซุกชนต่างๆ นานา แม่อาจารย์เล่าว่า เวลานั้นกำลังเรียนใหม่ๆ ใจอยากแต่จะทดลองดูว่าอะไรมีจริงหรือไม่จริง และนิสัยของท่านเองก็ชอบบู๊อย่างผู้ชายอกสามศอกอยู่แล้ว จึงไม่กลัวใคร อยากจะลองสู้ดูสักตั้งเรื่อยไป ดังนั้น ด้วยความแค้นใจที่ยักษ์บังอาจเอากระบองไล่ตีหัว จึงแอบหนีหลวงพ่อไปหาเรื่องกับยักษ์อีกครั้ง อาจารย์เล่าว่า พอเรียกพ่อม้าแก้วมา บอกว่าให้พาไปที่ถ้ำยักษ์เท่านั้น ม้าก็สั่นหัวบอกว่าไม่อยากไป กลัวกระบองเพชรของยักษ์ แม่อาจารย์ต้องทำโกรธแล้วว่า "อะไรพ่อม้าแก้วเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังกลัวกระบองยักษ์ ฉันเป็นผู้หญิงยังไม่กลัวเลย" ม้าแก้วก็ตอบว่า "ไม่กลัวแล้วอย่าวิ่งหนีนะ" อาจารย์ทองสุขรับว่า "เออ ทีนี้ละไม่หนีแน่ๆ" ม้าแก้วจึงยอมไปด้วยอาจารย์ขี่ม้าพอเต็มเหยียดก็ถึงพระภูมิขี่เสือ พอพระภูมิแลเห็นเข้าท่านก็หัวเราะเอิ๊กๆ แล้วว่า "มาอีกแล้ว หัวโนยังไม่เข็ด" แม่อาจารย์ตอบว่า "ชั่ง หัวโนก็หัวฉัน ไม่ใช่กงการอะไรของตาพระภูมิ ระวังเถอะลงจากเสือเมื่อไหร่ เสือมันจะขบหัวเอา" ว่าต่อล้อต่อเถียงกับพระภูมิแล้ว ก็ห้อม้าไปเลย ไปพักหนึ่งก็แลเห็นถ้ำของยักษ์ ม้าแก้วมาถึงแล้ว บอกว่า อย่าเข้าไปเลยสู้มันไม่ไหว แต่อาจารย์ไม่เชื่อจะเข้าไปแก้แค้นยักษ์ให้ได้ ม้าจึงแนะอุบายว่า ถ้าจะเข้าไปจริงๆ ก็ให้แปลงตัวเสียก่อน แม่อาจารย์ถามว่าจะแปลงเป็นตัวอะไรดี ม้าเสนอว่าให้แปลงเป็นยักษ์ตัวโตๆ แม่อาจารย์ก็เห็นจริงด้วยจึงทำสมาธิ อธิษฐานจิตสักครู่ก็กลายเป็นยักษ์ตัวโตจริงๆ แล้วถามม้าแก้วว่า "เป็นยักษ์ตัวโตสมใจหรือยังล่ะทีนี้" ม้าแก้วตอบว่า "ฮี้ ยังไม่ได้ความเลย ยักษ์อย่างนี้ไม่มีใครกลัวหรอก เชื่อเถอะ" "ทำไมล่ะ" อาจารย์ถาม "ก็ดูตัวเองซี มันน่ากลัวเมื่อไหร่ เขี้ยวก็สั้นยังกะเขี้ยวหมู" "บ้า! ม้าบ้า! อาจารย์ตวาดม้าแล้วก็ก้มดูตัว "ต๊ายตาย! จริงๆ น่ะแหละ มันกลายเป็นยักษ์ผู้หญิงไป หน้าอกยานเท้งเต้งเหมือนแม่ลูกอ่อนเชียว" ที่เป็นดังนี้เพราะอาจารย์สร้างมโนภาพขึ้นจากภาพยักษ์ปีขาลซึ่งเห็นในหนังสือพรหมชาติมิ่งขวัญของปีขาลซึ่งเป็นยักษ์ผู้หญิงยืนอยู่ใต้ต้นขนุนสำปะลอ จึงจำเอามาติดหูติดตา เมื่อจิตเพ่งไปที่รูปยักษ์ผู้หญิงแปลงตัวแล้วจึงเหมือนรูปนั้น คราวนี้อาจารย์จึงสำรวมจิตทำสมาธิแล้วสร้างมโนภาพรูปยักษ์ขึ้นใหม่ แต่จะนึกถึงใครก็นึกไม่ออก มีใจโกรธแค้นยักษ์ที่เอากระบองมาไล่ตี ใจก็นึกถึงยักษ์ตนนั้นอยู่จิตจึงไปเพ่งเอายักษ์ตนนั้นเข้า เมื่อแปลงกายเสร็จ ม้าแก้วเห็นแล้วตกใจ ทำท่าจะเผ่นหนี บอกว่า นึกว่าไอ้กระบองเพชรมาแล้ว คราวนี้เป็นยักษ์ผู้ชายค่อยดูน่ากลัวหน่อยเพราะไม่มีโตงเตงที่หน้าอก ยักษ์อาจารย์ก็ชอบใจ ทำแกว่งกระบองเพชรแล้วขึ้นนั่งหลังม้าแก้วอย่างองอาจ ตรงไปที่ประตูถ้ำ คราวนี้ไม่เห็นตัวหนังสือที่ยักษ์เคยแขวนไว้ จึงเอากระบองเคาะปากถ้ำ ๓-๔ ครั้ง สักประเดี๋ยวหนึ่งประตูก็เปิดออก อาจารย์ยกกระบองขึ้นเตรียมตัวจะคอยตีหัวยักษ์แก้แค้น แต่ต้องยกกระบองค้างเพราะคนที่มาเปิดประตูเป็นยักษ์ผู้หญิงหน้าตาสวย เขี้ยวยังไม่งอก อุ้มลูกเล็กๆ น่าเอ็นดูออกมาด้วย พอแลเห็นอาจารย์ก็ดีใจ ร้องบอกลูกว่า "พ่อกลับมาแล้วๆ" เด็กลูกยักษ์ก็ส่งมือมาให้อาจารย์อุ้ม อาจารย์เป็นคนรักเด็กก็เลยเอากระบองเหน็บเข็มขัดแล้วรับลูกยักษ์มาอุ้มแล้วก็เดินตามแม่ยักษ์เข้าไปในถ้ำ อาจารย์ว่า ในถ้ำนั้นกว้างขวางมาก มีห้องหับสลับซับซ้อน เป็นที่อยู่ของยักษ์หลายตน แต่อยู่เป็นส่วนๆ สามีของนางยักษ์คงจะเป็นนายใหญ่จึงดูห้องหับใหญ่โตและมีเครื่องใช้มาก ห้องนอนมีเตียงเป็นแท่นหินกว้างขวางสวยงามนอนได้ราวๆ ๗ คนขนาดมนุษย์ ถ้าเป็นยักษ์รูปร่างใหญ่ก็คงนอนได้ราวๆ ๓-๔ คน พ่อแม่ลูก มีโต๊ะทำงาน สร้างด้วยหินเหมือนกัน มีไฟใช้ด้วยแต่ไม่ใช่ไฟฟ้าหรือตะเกียงเป็นไปตามอำนาจของยักษ์ จะนึกให้สว่างก็สว่าง ไม่ต้องการให้สว่างก็มืด อ่างล้างหน้าก็เป็นหิน เปลเด็กก็เป็นหิน โต๊ะอาหารเก้าอี้นั่งก็เป็นของที่ทำด้วยหินทั้งนั้น แต่ยักษ์แข็งแรงก็ยกไหวทุกอย่าง นางยักษ์ตนนี้เป็นยักษ์สุภาพเรียบร้อยเหมือนหญิงไทยผู้ดี พูดจาอ่อนหวาน ลูกก็ไม่ดื้อ พออาจารย์นั่งพัก นางยักษ์ก็เอากระบองไปเก็บให้และเอาเสื้อผ้ามาให้ผลัดเปลี่ยน นางยกอาหารมาวางให้รับประทาน อาจารย์บอกว่านึกรักนางยักษ์ จะถามเรื่องส่วนตัวอะไรมากก็กลัวนางสงสัยว่าไม่ใช่สามี จึงตีขลุมเลยตามเลย กินขนมยักษ์เสียอิ่ม ขนมนั้นคล้ายๆ ขนมเปียกใส่ถั่ว มีกล้วยมีขนุนด้วย อาจารย์ก็กินอร่อยไปทุกๆ อย่าง ลูกยักษ์ก็สนิทสนมนอนเล่นกินอยู่ด้วย อาจารย์รู้เรื่องโคตรทองจึงถามนางยักษ์ "ทองก้อนใหญ่นั้นมีของใครบ้าง" "หลายเจ้าของด้วยกัน พี่จำไม่ได้หรือ" "จำได้" อาจารย์ตอบ "แต่อยากจะทดลองความจำของเธอบ้างไหนลองบอกซิว่า เป็นของใครบ้าง" "ของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นก้อนใหญ่มากกว่าเพื่อนไงล่ะ พี่ลืมแล้วหรือ?" นางยักษ์ตอบเรียบร้อย "ท่านเอามาฝากไว้แต่เมื่อไหร่" "เมื่อชาติก่อนๆ ท่านเคยทำไว้กับลูกศิษย์มาก รวมกันเข้าเป็นทองก้อนใหญ่ เมื่อท่านทำบุญใหญ่ท่านก็ดึงสายสมบัติเก่ามาให้ไปเชื่อมกับสายสมบัติใหม่ ผู้คนที่มาช่วยทำบุญก็จะได้รวยขึ้น จะมีเงินทำบุญอีกต่อไป" "แล้วก้อนอื่นๆ ล่ะ เป็นของใครบ้าง" "เป็นของวัดอื่นๆ ก็มีอยู่หลายก้อน จำไม่ค่อยได้หมด พี่ไปอ่านดูแล้วกัน หัวหน้าเก่าเขาเขียนบอกไว้ทุกๆ ก้อน" นางยักษ์ตอบ "เป็นของผู้หญิงมีบ้างไหม?" อาจารย์ถามเพราะอยากรู้ว่าของอาจารย์มีหรือไม่ ด้วยอาจารย์กำลังสร้างสำนักกรรมฐานอยู่ที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ยักษ์ตอบว่า ของแม่ชีทองสุขอยู่ก้อนเล็กๆ จำได้ว่าเอาไว้ข้างๆของอีกคนหนึ่ง เป็นทองก้อนใหญ่เพราะทำไว้หลายชาติแล้วแต่นึกไม่ออก อาจารย์อยากเห็นทองของตัวเองว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร จึงชวนนาง ยักษ์ให้ไปดู นางยักษ์ก็พาไปที่ห้องเก็บทองชื่งอาจารย์เคยมาพบโดยบังเอิญแล้วครั้งหนึ่ง "ไหนก้อนไหนของแม่ชีทองสุข" "ก้อนเล็กๆ อยู่ติดกับก้อนใหญ่ขนาดกลางนั่นไงล่ะ" อาจารย์ก็หยิบขึ้นมาดูพลางนึกในใจว่า "ของเราก้อนนิดเดียวจะพอสร้างสำนักกรรมฐานสัมมาอะระหังได้เชียวหรือ อย่าเลย กลับไปเมืองมนุษย์คราวนี้ต้องเร่งสร้างกุศลให้มากจะได้มีทองเป็นทุนสำรองไว้ก้อนใหญ่ถึงคราวอดอยากยากแค้นจะได้มีกินและจะได้สร้างสำนักให้เสร็จทันตา เห็นคิดแล้วก็วางทองก้อนเล็กของตนลงไว้ที่เดิม อาจารย์ถามหาของคนอื่นๆ อีก ๒-๓ คน อยากจะดูแล้วจะได้กลับมาเล่าให้เจ้าของฟังให้ทั่วๆ กัน แต่เสียงม้าแก้วร้องลั่นอยู่นอกถ้ำเหมือนจะเตือนให้รีบกลับ คงจะมีเหตุการณ์อะไรไม่ดี อาจารย์จึงบอกนางยักษ์ว่าจะออกไปดูซิเผื่อเพื่อนมาหา แล้วบอกนางยักษ์ว่า ไม่ต้องไปส่งเดี๋ยวจะลำบาก สั่งเสียนางยักษ์แล้วก็รีบออกมา พบม้าแก้วๆ บอกว่าให้รีบหนีเร็วๆ ยักษ์กลับมาแล้ว มากับเพื่อนด้วย ๓-๔ ตน รูปร่างใหญ่ทั้งนั้น ถ้ารบกันจะแพ้ อาจารย์ก็รีบขึ้นหลังม้าแก้วๆ ก็พาห้อกลับ ใจอาจารย์นั้นยังอาลัยอาวรณ์นางยักษ์และลูกเล็กๆ ที่สนิทสนมด้วยอย่างแปลกประหลาด เป็นการจากมาอย่างคิดถึงเหมือนจากคนรัก พอถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญก็รีบลงจากหลังม้าเห็นกายเนื้อของตนยังอยู่ในท่าเข้าที่ทำสมาธิอยู่ก็รีบไปอยู่ในกายเนื้อทันที ขณะที่ใจเต้นตึกๆ กลัวหลวงพ่อจะรู้นั้น ก็ได้ยินหลวงพ่อบ่นว่า "ไอ้สุข มาหรือยัง ไอ้คนนี้ชักจะซุกชนใหญ่แล้ว ประเดี๋ยวต้องมีโจทก์มาฟ้องอีก" "สุข ไอ้สุข" เสียงหลวงพ่อร้องเรียกใน ๑๐ นาทีต่อมา "เจ้าขา" อาจารย์ขานไม่ค่อยจะมีเสียง "เอ็งไปหาเรื่องที่ไหนมา" "ป-ล-ะ-เ-ป-ล่-า อ้อ ไปนิดเดียวค่ะ" "ไปไหน?" "อ้า ไปนิดเดียวค่ะ" "เอ็งนี่จะเหลวไหลอีกแล้วนะ" เสียงหลวงพ่อบ่นลอดมาตามฝาห้องที่กั้น อีกนานหลายอึดใจ จึงมีเสียงดุว่า "ไอ้สุข เอ็งไปเป็นชู้กับเมียเขาหรือ เขาฟ้องมาแน่ะ" "เปล่าค่ะหลวงพ่อ ลูกเปล่าจริงๆ ค่ะ" เสียงหลวงพ่อท่านหัวเราะหึอยู่นาน จึงได้ยินท่านถามใหม่ว่า "สุขเอ๋ย สุข เอ็งอยากเป็นผู้ชายไหมล่ะ" "อยากเจ้าค่ะ" อาจารย์ตอบด้วยความดีใจ "เดินเครื่องเข้าสิไอ้สุข เก็บให้หมดเลย" "เจ้าค่ะ" ตั้งแต่วันนั้นมา แม่ครูจันทร์เล่าให้ฟังว่า ใครทำเสียงดังไม่ได้ แม่อาจารย์ทองสุขโกรธนัก มาถามตอนหลังได้ความว่า เข้าที่ทำสมาธิ "เดินเครื่อง" เพื่อจะให้ร่างกายกลับเป็นชาย เปลี่ยนแปลงเพศ อุบาสิกาผู้หนึ่งซึ่งได้ปลงผมบวชวันเดียวกับแม่อาจารย์ทองสุขได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องการจะเปลี่ยนแปลงเพศนี้ ได้มีการทำจริงๆ และทำอยู่นานหลายเดือนสาเหตุที่คิดจะเปลี่ยนเพศหญิงให้เป็นเพศชายนี้ เนื่องจากหลวงพ่อเป็นห่วงลูกผู้หญิงว่าจะถูกคนข่มเหง ตอนดึกๆ เปลี่ยนเวรเข้าห้องทำสมาธินั้น ท่านเอาใจใส่ สั่งให้ระวังประตูปิดเปิด อย่าให้ใครแปลกปลอมเข้าไปในห้องทำสมาธิได้ ในห้องทำสมาธิซึ่งเรียกว่า "โรงงาน" นั้น ทางฝ่ายหญิงมีประตูออกทางด้านหลังศาลาเรียนธรรมหลังเก่า ส่วนทางฝ่ายชายมีประตูออกทางด้านหน้าโบสถ์ ภายในโรงงานนั้นหญิงชายจึงไปมาหาสู่กันไม่ได้ เพราะมีฝาห้องกั้นตลอด แต่เวลาหลวงพ่อท่านสั่งงานจะได้ยินเสียงท่านลอดมาตามฝาห้องซึ่งตอกตะปูไว้ด้วยฝีมือห่างๆ เวลาจำเป็นก็แอบดูหลวงพ่อสอนและสั่งงานได้เพียงนัยน์ตาเท่านั้นเอง หลวงพ่อท่านเป็นห่วงทางประตูผู้หญิงเกรงจะมีคนร้ายลักลอบเข้าไปทำความเสียหาย จึงสอนวิชาแปลงเพศให้ ท่านบอกว่า ให้เดินเครื่องเก็บให้หมด คือ หมายความว่าให้เก็บเพศหญิงให้หมดก่อน เมื่อเก็บหมดแล้ว จึงจะเดินอีกเครื่องหนึ่ง ปล่อยเพศชายที่ต้องการให้ปรากฏออกมา เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ได้มีการสอนกันตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เวลานั้น มีอุบาสิกาเรียนอยู่ประมาณสิบกว่าคนเป็นเรื่องที่น่าขบขันมาก ที่ไม่มีใครเขาอยากแปลงเพศเลยเพราะทุกคนพอใจในเพศหญิงของตนอยู่แล้ว เมื่อหลวงพ่อถามว่า "เปลี่ยนหรือยังๆ" ก็จะมีคนตอบค่อยๆ ว่า "ยังเจ้าค่ะๆ" นอกจากแม่อาจารย์ทองสุขคนเดียวเท่านั้น ที่มีคำตอบที่แปลกที่สุด คุณครูลูกจันทร์เล่าว่า "ไม่มีใครเขาอยากเป็นหรอกผู้ชายน่ะ มีแต่พี่สุขคนเดียวเท่านั้น เขาอยากนักอยากหนาอุตส่าห์เดินเครื่องอยู่ได้ตั้งหลายเดือน พอหลวงพ่อถามเขา ๆ ก็ตอบว่า "เกือบแล้วค่ะๆ" ตอนนั้นใครจะเข้าไปยุ่งกับเขาไม่ได้ เขาเคร่งจังเลย ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรของเขาล่ะ" "ของคนอื่นเก็บไม่ได้แต่ของพี่สุขเขาเก็บได้ พี่สุขบอกว่าหน้าอกของผู้หญิงแห้งลงไปมาก จนวันหนึ่งเขาจึงตั้งใจทำมากยิ่งขึ้นตอนดึกรู้สึกว่าได้ผล เก็บเกือบหมดแต่พี่สุขเกิดตกใจ เห็นท่าทางมันจะเป็นจริงขึ้นมา เลยเกิดกลัวหลวงพ่อจะบอกให้ใครๆ รู้เพราะเป็นของแปลกประหลาดมาก ยิ่งคิดเขายิ่งตกใจ เลยเดินเครื่องกลับเป็นผู้หญิงอย่างเก่า แต่เช้ามืดรีบบอกว่า "นี่ๆ จันทร์ เมื่อคืนตกใจเกือบตายแน่ะ" "ตกใจอะไรล่ะพี่สุข" "มันจะเป็นจริงๆ น่ะซี" "อ้าว ก็ดีแล้วไงล่ะ พี่สุขอยากเป็นผู้ชายไม่ใช่เรอะ" "อยากเป็นก็อยากเป็น แต่เผื่อเป็นจริง ใครๆ มา หลวงพ่อมิจับฉันแก้ผ้าให้ใครๆ ดูเรอะยะ" "ก็จะเป็นไรไปล่ะ เป็นผู้ชายไม่เห็นจะต้องอายเลยนี่นา" "โอ๊ย! ไม่น่าอายแกก็ทำเถอะ ฉันไม่เอาละ เมื่อคืนมันจะเป็นจริงๆ ฮึ ! เป็นออกมาหน่อยแล้วซี” "แล้วพี่สุขทำยังไงล่ะ" คุณครูจันทร์ถามพลางหัวเราะพลาง "ฉันก็รีบตาเหลือก เดินเครื่องกลับน่ะซี ขืนปล่อยไว้ช้าเดี๋ยวเลยกลับไม่ได้ ฉันมิได้เป็นคนแปลกประหลาดอยู่คนเดียวหรือ เดี๋ยวใครมันจะได้เอาไปออกงานภูเขาทอง อายเขาตายกัน" คุณครูจันทร์หัวเราะเสียงหายแล้วบ่นว่า "พี่สุขล่ะพิลึกเดี๋ยวก็อยากเป็นผู้ชาย เดี๋ยวก็กลัวหลวงพ่อจับแก้ผ้าอวดแขก เดี๋ยวก็กลัวออกภูเขาทอง" เรื่องราวความซุกซนต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคแรกๆ ที่ได้ธรรมะซึ่งเกิดขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วแม่ชีทองสุขก็มักจะนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าให้กับเหล่าศิษย์ฟัง แต่หลังจากนั้นแม่ชีทองสุขก็เป็นผู้ที่เคารพเชื่อฟังในคำสั่งของหลวงพ่อด้วยความศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น ดังที่คุณแม่อาจารย์ทองสุขได้เล่าให้ศิษย์ฟังตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้าทองสุข สำแดงปั้น จะกล่าวถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ที่มีแก่เรา มีคุณแก่ศิษย์สุดจะพรรณนา ศิษย์บางคนไม่รู้คุณครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์จะว่ากล่าวสั่งสอนก็หวังว่าจะให้ศิษย์ดี ศิษย์ได้ธรรมะ จะให้ศิษย์เชี่ยวชาญ นั่งว่านั่งสอน ทุกสิ่งทุกประการที่จะสอนให้ลูกศิษย์มีธรรมะเชี่ยวชาญ ในทางเล่าเรียนศึกษาพระธรรมของพระพุทธเจ้าละเอียดลุ่มลึกมากที่สุดที่จะละเอียดได้ อากาศนี่ว่าละเอียดลึก ธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระอาจารย์ (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) สั่งสอนให้แก่ศิษย์ละเอียดลุ่มลึกกว่านักเพราะฉะนั้น พระคุณของพระอาจารย์เป็นล้นพัน ที่จะมีแก่เรา ตัวของดิชั้นเองก็เหมือนกัน เคยพยศกับพระอาจารย์เหมือนกันเคยออกฤทธิ์แต่ไม่ออกต่อหน้าหรอก ออกลับหลัง กลัวเวลาอาจารย์จะใช้ให้ไปประกาศศาสนา อาจารย์ก็ได้พูดสั่งสอน พูดดี พูดอ้อนวอนว่าจะให้ศิษย์ไปประกาศศาสนาก็เพื่อจะให้สมบัติแก่ลูกศิษย์จะได้บุญกุศลต่อไปภายภาคเบื้องหน้า ก็อุตส่าห์อบรมสั่งสอน จะให้ศิษย์ทำความดี ให้ออกประกาศศาสนา ก็สั่งสอนอยู่กินเวลา ๒ อาทิตย์กว่าเห็นจะเกือบเดือน สั่งสอนอย่างโน้นอย่างนี้ สารพัดที่พระอาจารย์จะสั่งสอน ตัวดิชั้นเองก็รู้สึกว่าตัวจะผิดมาก ได้ออกฤทธิ์กับพระอาจารย์ พระอาจารย์ก็มิได้ว่ากล่าวอะไรลูกศิษย์ ได้สั่งสอนไปอย่างนั้น ให้สร้างวัด พระอาจารย์จะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้สารพัดที่จะสั่งสอน ให้ดิชั้นออกประกาศศาสนา ดิชั้นไม่ยอมไป อาจารย์พูดเท่าไรๆไม่ยอมไป นึกในใจดำริแต่ในใจว่า คนโน้นทำไมไม่ให้ไป คนนี้ทำไมไม่ให้ไป จะไม่ยอมออกประกาศศาสนา มาเล่าเรียนมุ่งอยู่ใกล้พระอาจารย์กลัวตัวจะไม่ได้วิชชา กลัวตัวจะไม่ได้ความรู้ ความรู้ไม่ทันเพื่อนเขา จนพระอาจารย์ต้องดุ ถึงไป ถ้าพระอาจารย์ไม่ดุยังไม่ยอมไป ท่านั้นท่านี้ พูดบ่ายเบียงจะไม่ยอมไป ในใจนึกแต่ว่า อาจารย์ไม่รักเราชะแล้ว ไม่สงสารตัวเราซะแล้วจะใช้ให้เราไปซะแล้ว ส่วนคนอื่นพระอาจารย์ไม่ใช้ไป เฉพาะเจาะจงตัวดิชั้น ไม่ยอมไป ดื้อนะตัวดิชั้นเองร้ายเหมือนกัน ดื้อ อาจารย์ดุใหญ่เชียว ว่าทางทิศนี้เป็นทิศที่สำคัญที่สุด ทางทิศนี้นอกจากมึงไม่มีใครไปได้ อาจารย์พูดอย่างนั้นตัวดิชั้นก็นึกเสียใจให้อาจารย์พูดว่าพล่ามสอน พล่ามว่าทุกอย่าง ทุกสิ่งก็ไม่ทราบความในใจว่าทางทิศนี้เป็นทิศที่สำคัญที่สุด ก็ลากราบพระอาจารย์ได้ตอบกับพระอาจารย์ว่า ในเมื่อไปสั่งสอนไม่ได้ก็ไปตายซะเถอะ ลูกจะทำตามคำสั่งสอนของพระอาจารย์ทุกอย่างทีเดียว ยอมรับผิดแต่ว่าออกฤทธิ์ซะพอ ทรมานให้พระอาจารย์สะเทือนใจ ตัวดิชั้นเป็นแบบนี้ เราก้มกราบพระอาจารย์จะใช้ให้ไปไหนไปทั้งนั้น ใช้ให้ไปตายก็ไปดำริไว้แต่ในใจ พระอาจารย์พอเห็นว่า รับปากแล้วว่าจะไป แหมไปงัดเอากระเป๋าออกมาให้น่ะ ลาพระอาจารย์จะข้ามไปฝั่งกระโน้นจะไปซื้อกระเป๋า พระอาจารย์ก็ถามว่าจะไปไหน ก็บอกว่าจะไปซื้อกระเป๋าใส่เสื้อผ้าเดินทาง พระอาจารย์ก็เอากระเป๋าออกมาเชียว ออกมาให้ บอกว่ากระเป๋าใบนี้ตั้งแต่หลวงพ่อยังหนุ่มๆ อยู่หลวงพ่อบวชใหม่ๆ ก็งัดเอากระเป๋ามาให้ใบหนึ่ง แล้วให้เงินไปยี่สิบกว่าบาท ดิชั้นมีเงินอยู่ยี่สิบกว่าบาทที่พระอาจารย์ให้ไป พระอาจารย์สั่งว่า เอาเถอะ คนข้างในจะเป็นพวกทำวิชชาก็ตามหรือจะเป็นคนข้างนอกก็ตาม ในวัดนี้ทั้งหมด พระอาจารย์ให้เลือกเอาคนในวัดนี้ไปคนหนึ่งให้เอาไปเป็นพี่เลี้ยง จะได้คอยหาอาหารทั้งปฏิบัติตัวดิชั้น ในระหว่างเดินทาง ฉันยังออกฤทธิ์กับพระอาจารย์อีก พระอาจารย์ให้เลือกเอาคนที่มีธรรมะจะได้ไปช่วย จะได้เบาแรงฉัน จะไม่เอาอีกแล้ว ออกฤทธิ์กับพระอาจารย์อีกแล้ว ไม่เอาใครๆ มาชอบใจเอาคนหนึ่ง ชื่อ เธียร เขามาพักอยู่ที่บ้าน สามีเขามาไว้ เขาก็เป็นคนที่มีครอบครัว มาบวชชั่วคราวเท่านั้น บนตัวบวช ก็ตรวจดูในเหตุการณ์ ใครๆ เดินทางไปประกาศพระศาสนาแก่ฉันไม่สะดวก เดินทางไปไม่ตลอดก็ไปเลือกเอาซีเธียร ที่พักอยู่ที่บ้าน ตัวเขาไม่รู้นี้จะทำไงเล่า ฉันมาประจบเขาเชียว ท่านั้นท่านี้ มาพูดประจบประแจง เอาใจเขา หวังจะเอาชีเธียรไปเป็นพี่เลี้ยง พอไปประจบพูดกับชีเธียร ชีเธียรก็รับปากว่าเขาจะไปเดินทางด้วย ไปเป็นพี่เลี้ยง ก็ดีใจว่า ได้ชีเธียรไปเป็นพี่เลี้ยง ดีใจมาก ได้คนที่ถูกใจไป ชีเธียรรึก็ไม่มีธรรมะไม่ได้ธรรมะ ใกล้วันรุ่งขึ้นอีก ๒ วัน ก็จะไปแล้ว พระอาจารย์ก็ถามว่าเอาใครไปเล่าไปเป็นพี่เลี้ยงของเอ็ง กราบเรียนพระอาจารย์ว่าได้ชีเธียรที่พักอยู่ที่บ้านลูก เขาจะบวชชั่วคราว พระอาจารย์ก็ตอบ เอาคนที่เขามีธรรมะหรือเปล่า บอก "ไม่มี" "ไม่มีแล้วจะเอาให้ช่วยเราได้ยังไงล่ะ" ให้เลือกคนที่ในนี้ ไม่ยอมเลือก จะเอาชีเธียรไปให้ได้ ดื้อด้วยนะ เถียงพระอาจารย์ด้วย ไม่ยอมนี่ ทำให้ครูอาจารย์ได้รับความกระทบกระเทือนเพราะว่าความดื้อนั่นเองไม่ยอม เถียงจะเอาชีเธียร ใครจะชี้แจงให้เราเอาคนนั้นคนนี้ไปก็ไม่ยอม เพราะความดื้อกับพระอาจารย์ พระอาจารย์ก็ไม่ว่ากระไร พระอาจารย์ก็ตอบว่า ทิศนี้เป็นทิศสำคัญที่สุด ถ้าคนอื่นไปได้ก็จะให้คนอื่นไป นี่จำเป็นซะด้วยจะต้องให้มึงไปในทางทิศนี้ พอรุ่งขึ้นเช้า จัดแจงข้าวหาใส่กระเป๋าเสร็จ มีเงินติดตัวไปยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น พระอาจารย์ก็บอกว่าให้หลวงตาขอด นำทางไปส่งที่บางปะกง หลวงตาขอดท่านเป็นอาจารย์ทางธรรมะเหมือนกัน แต่เวลานี้ท่านได้ตายซะแล้ว ท่านก็พาขึ้นรถไปขึ้นรถสายปากน้ำ ไป ๓ พี่เลี้ยงด้วย ตัวฉัน หลวงตาขอดอีกองค์ ลงไปที่สำโรงแล้วก็ลงเรือยนต์ไป มีสตางค์ไปยี่สิบกว่าบาท เอาข้าว กะปิ พริกแห้งเอากล้วยตาก ไปด้วย เอากาน้ำ เอาอะไรไปใส่กระเป๋าพะรุงพะรังไป เพื่อไปหุงหารับประทานในระหว่างทาง ก็มีเงินไปยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น หลวงตาขอดพาเอาไปฝากไว้กับหลวงพ่อเผือกวัดกลาง วันนั้นเป็นวันพระ คนที่มารักษาศีลอยู่ที่วัด ไปถึงก็แหม พินอบพิเทานะ ไปพูดจากับเขาอ่อนหวานทีเดียว เพราะว่าไม่เคยออกประกาศศาสนาที่ต่างจังหวัด ไม่รู้จักเขาด้วย ก็นึกดำริอยู่แต่ในใจว่า ในวันรุ่งขึ้น พรุ่งนี้เราจะไปเอาข้าวที่ไหนกิน เป็นทุกข์แล้ว เราอดก็ยังไม่เป็นไร จะเอาพี่เลี้ยงเขามาอดนี่เป็นทุกข์ซะอีกแล้วคราวนี้พักอยู่ที่วัดกลาง เขาก็รู้ว่าชีมา ๒ คน พระท่านจะมาพูดด้วย จะมามองหน้าพี่เลี้ยงก็ไม่ได้ ฉันหวง นั่งกันนั่งบังซะ กลัวพระจะมามองพี่เลี้ยง กลัวพระจะมาชอบพี่เลี้ยง ไม่ใช่เล่นนะ ทีนี้ พอวัดอื่นเขาได้ข่าวเข้าในวันนั้น ก็ใช้ให้คนมาบอกว่าขอเชิญแม่ชี ๒ คนไปที่วัดโน้น เขาเรียกวัดบนหรือว่าวัดล่างนี่แหละ ก็จำวัดไม่ได้แล้ว บางปะกงนี่แหละมีอยู่ ๓ วัดเท่านั้น ไปเชียว วัดนั้นเขารับอุโบสถอยู่เต็มหลังคา เขาก็มองดูฉัน มองตั้งแต่เท้าจรดศีรษะ มองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จะถามว่าอะไรก็ไม่ถาม เขาเรียกไปดู เขามีความหมายว่านี่จะเป็นชีขอทานหรือเป็นชีล่อลวงพวกเขา เขามองเหยียดไปเช่นนั้น ฉันก็อยู่ที่ศาลานั่น นึกในใจว่า รุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะไปทานข้าวที่ไหน จะอดแย่ซะก็ไม่รู้ ไม่รู้จะไปหุงหาที่ไหน พอเย็นเข้าเขาทำวัตรเย็น ธูปเทียนเราก็ไม่มีไป เขาก็ไม่ให้ธูปเทียน เรารึก็สวดมนต์ไม่เป็น มีผู้ชายคนหนึ่ง แก่ ศีรษะล้านๆ จุดธูปบูชาพระเขาก็ส่งธูปให้ ๓ ดอก แหมรู้สึกขอบคุณ ลุงคนนั้นแท้ๆ ได้จุดบูชาพระ พอจุดไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็รู้สึกขอบใจแก คนที่ศาลาทั้งหมดรู้สึกจะมาสอนอะไร จะมาถามไถ่อะไรดิชั้นก็ไม่พูดไม่สอนไม่บอกเหมือนกับดูถูกชีมากที่สุด ฉันก็คิดว่าช่างเถอะเพราะเราไม่รู้จักมักจี่ใคร มีคนแก่คนหนึ่ง เขาควักเงินออกมา ๕o สตางค์ เป็นกระดาษใบละ ๕ สตางค์เขาจบอยู่ตั้งนาน จะอธิษฐานว่าไง ไม่ทราบ แล้วก็ส่งอัฐ ๕๐ สตางค์มาให้ ฉันก็ไม่รับ บอกว่าขอบพระคุณล่ะค่ะ ฉันไม่รับหรอก ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บอกกับยายคนนั้นว่าอย่างนั้น รุ่งเช้าขึ้น ก็ออกลาเขากลับ เดินมา ๒ คน เราจะไปซื้ออาหารการกินที่ไหน ร้านข้าวแกงก็ไม่มี วันนี้คงจะอดข้าว นึกดำริอยูในใจ ไปเจอทันลุงอี้ หรือลุงอี๋นี่แหละ แกให้ลูกสาวมาคอยดักอยู่ที่ถนนว่า ลูกสาวเขานะชื่อแม่ช้วน มาคอยดัก ก็ชวนดิชั้น ๒ คนกับพี่เลี้ยงให้มาทานอาหารที่บ้านเขา ก็มองดูหน้าชีเธียรก็นึกดำริในใจว่า กลัวจะไปทานอาหารเขามากเกินไป ตั้งใจว่าจะตักข้าวทัพพีเดียว ก็อิ่มแล้ว จะอิ่มไม่อิ่มก็อิ่มล่ะ ทานน้ำเข้าไปพอหนักท้อง รับประทานอาหารเสร็จแล้วคุยอยู่สักประเดี๋ยวก็ลามาบอกว่า จะหาที่พักที่ไหนได้ เขาก็จัดแจงบ้านลุงอี้ที่รับประทานอาหารบ้านเขา เขาจัดแจงให้พักอยู่ในครัว แหมรู้สึกขอบคุณแก ดีใจเกือบแย่ที่ได้พักไปพักอย่างนั้นอาหารก็ไม่มีจะรับประทานก็ข้าวสารมีไปมีกะปิไป มีกล้วยตากไป กับข้าวไม่มี ชีเธียรที่ไปกับดิชั้น ไปเก็บใบแคดอกแคเอามาต้ม จิ้มน้ำพริก แล้วก็รินเอาน้ำข้าวที่หุงเป็นน้ำแกง เขาก็จิ้ม น้ำพริกเอาใบแคต้ม จิ้มน้ำพริกรับประทานกับอาหาร ชดน้ำข้าวโฮกเข้าไปเชียวชดน้ำข้าวเข้าไปต่างน้ำแกง เดี๋ยวชีเธียรก็ชดโฮกเข้าไปอีกเหมือนกัน ฉันถามชีเธียรที่ไปด้วยกันว่าอร่อยมั้ย ดีมั้ย แค่ถามเขาว่าดีมั้ย น้ำตาคลอหน่อยเชียว นึกว่าต่อไปจะกันดารแค่ไหนก็ไม่รู้ เก็บใบแคที่ต้นเก็บหมด เก็บดอกกับใบอ่อน เก็บฝักจนหมด จนมีแต่ใบแก่ ตัวดิชั้นเองจะออกมุขท่าไหนให้คนมาเรียน มีพระมาสอนสององค์สามองค์ ตกกลางคืน มีผู้ชายมาเรียนคนหนึ่ง มีน้ำมันพราย มีผงมาด้วยนะ จะมาใส่ยายชี ฉันเลยบอกว่า อย่าได้เล่นของพรรณอย่างนี้เป็นของร้อนเป็นของที่บาป เป็นของที่ต้องโทษ ให้เอาไปทิ้ง ไปฝังซะเถอะ อย่าเอามาเล่นเลย หาของอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ มีแต่บาปมีแต่โทษติดตนเองไป เราจะอยู่กี่มากน้อยจะละโลกไป อย่าเลยนะคะ ในเรื่องพรรณอย่างนี้ ที่ฉันมาสอนมันเป็นน้ำใจจริงๆ ของในเรื่องบาปอย่าเอามาเข้ากับบุญมันเข้าไม่ได้หรอก ก็บอกแกว่าอย่างนั้น แกจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของแกแหละ อยู่หลายวัน อยู่ก็อดอยากก็ออกอุบายให้คนมาเล่าเรียนธรรมะ ไม่มีใครเขามา เขาไม่รู้จักเรา ก็ออกตรวจ ถ้าบิดา มารดาใครที่ละโลก พี่ป้าน้าอา ตัวฉันเองจะตรวจให้นะคะทุกคน พูดจากับเขาอ่อนหวานเอาใจเขาแทบตาย เพราะว่าเราไม่รู้จักใคร ประจบประแจง จะได้อาศัยร่มไม้ชายคาเขาพักสอนชั่วคราวหนึ่ง เอาใจเข้า เราก็ตรวจให้ บิดา มารดา ใครทุกข์ใครสุข บอกไปตามหน้าที่ ใครๆ ก็อยากรู้ บิดา มารดา ตกทุกข์ที่ไหน ก็พากันมาทีเดียว รุ่งขึ้นมีปิ่นโตมาให้ อาหารกับข้าวขนม รอดตายไปที พอได้เลี้ยงตัวไปได้ เพราะเงินมี ๒๐ บาทเท่านั้น ของรึก็แพง กลัวเงินจะหมดกลับวัดไม่ได้ พอมีคนมาตรวจหนักเข้าก็ให้เขาเข้าที่ คุมธรรมะ ได้ธรรมะได้สำเร็จมรรคผลหลายคน เด็กมี ผู้ใหญ่มี เด็กไม่เด็กนัก ผู้ใหญ่ได้หลายคน พอได้หลายคนแล้วก็จัดแจงอาสาพระท่านไป จะลาไปเมืองชลต่อไปอีก หลวงตาเผือกท่านรู้จักพระที่วัดช่องลม ท่านก็เขียนจดหมายให้ถือไปที่จังหวัดชลฯ ก็ไม่รู้จัก ไปทางเหนือหรือทางใต้อีก โดยสารเรือเขาไป เรือใบต้องแล่นออกทะเล เป็นเรือใบรับจ้างคนโดยสารเหมือนกัน ก็คิดให้เขาคนละ ๖ สลึง ๒ คน ๓ บาท เรือนั่นไม่เอาสตางค์ เรารู้สึกขอบคุณ เราเอาเงินที่เขาไม่คิดค่าเรือ มาจ้างคนหาบของให้เขาพาไปวัดช่องลม ไอ้คน รับจ้างเขารู้จักวัดช่องลม ไปพักอยู่วัดช่องลม สมภารเกิดกลัวขึ้นมาอีกแล้ว กลัวว่าเราจะไปชักชวนพรรคพวกเขามา พระอาจารย์ก็เป็นห่วงแสนที่จะห่วง เพราะว่าเป็นผู้หญิงไป ความรักความเป็นห่วงลูกศิษย์พระอาจารย์เล่าเรียนสั่งสอนให้ความรู้เรา ความรู้ที่สูงที่สุด ไม่มีอะไรที่จะมาเปรียบปานอีกแล้วที่มาสั่งสอนเราให้มีความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สึกว่าพระคุณของอาจารย์เป็นล้นเกล้าครูบาอาจารย์สอนหนังสือ บิดา มารดา ก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน พระอาจารย์สูงยิ่งว่าบิดามารดาไปอีกยิ่งกว่าบิดามารดาของเราอีกที่บังเกิดเกล้า เรายังกล้าเถียง พระอาจารย์ใช้เราไปออกเดินทางประกาศศาสนา เราก็ยังออกฤทธิ์ รู้สึกเสียใจว่าเราจะบาปกรรมสักแค่ไหน เถียงพระอาจารย์ทีหลังพระอาจารย์จะดุว่าเราจะไม่เถียงเลย เราจะรับ สารภาพหมดทุกสิ่งทุกอย่าง พระอาจารย์ที่มีบุญคุณแก่เรา เราจะต้องเคารพกราบไหว้ ดำริอยู่แต่ในใจอย่างนั้น สวดมนต์ บูชาพระ ก็สวดไปงั้น ได้นิดๆ หน่อยๆ ต้องบูชาครูบาอาจารย์ทุกคืน ตอนดับดาว สำหรับดิชั้นไปประกาศศาสนาก็มาวัดไม่หยุดเหมือนกัน ไปกี่วันบางทีก็ช้าบ้างเร็วบ้าง กลัววิชชาจะไม่ทันเขา มาบ่อยๆ จนกระทั่งอาจารย์ต้องว่า ทำไมมาบ่อยๆ เป็นห่วงวิชชาจะไม่ทันเพื่อนเขา กลัวจะไม่ทันพี่ทันน้องเขา เพราะเรากอ ขอ ไม่กระดิกหู คิดไปอย่างนั้นถึงได้มาบ่อยๆ มีความหมายว่าอย่างนั้น เวลาไปสอน พระอาจารย์ใช้ก็สอนไปงั้น แต่จิตใจห่วงวิชชาการเล่าเรียนกลัวจะไม่ทันเพื่อนมาถึงก็ดีใจทีเดียว มาต่อวิชชาก็กลับไปอีก ไปพักอยู่วัดช่องลม กลางคืนเวลาเราคุมธรรมะสมภารมาซุ่มๆ ด้อมๆ อยู่ใต้ถุนศาลากลัวเราจะไปชักชวนเอาคนของท่านมาซะหมด จะเป็นชี จะดีหรือร้ายจะมาล่อลวงคนของเขา ท่านก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกัน สมภารวัดช่องลมชื่อ อาจารย์ไว ท่านก็เก่งในทางกสิณ เดี๋ยวกลับมาวัดชะอีกแล้ว มันนึกถึงแต่วิชชาการเล่าเรียน อะไรไม่สำคัญกลัวอย่างเดียวจะไม่ทันเขาเท่านั้น ที่เล่าเรียนกลับมาก็ชื่นใจได้เห็นพระอาจารย์ไปสอนได้เท่าไหร่ๆ ก็มาแจ้งให้พระอาจารย์ฟัง ได้มาเห็นหน้าอาจารย์ ได้เห็นพี่น้องศิษย์อาจารย์เดียวกันก็ชื่นใจ แล้วก็กลับไปสักทีที่อยู่ทำวิชชา เล่าเรียนศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ ถ้าพระอาจารย์ไม่เรียกเรียกแต่คนอื่น พระอาจารย์ก็บอกให้ลูกไปเอาจักรพรรดิ เรียกแต่คนอื่นไปเอาจักรพรรดิดิชั้นเองก็ไปทีเดียว อาจารย์ไม่เรียกนึกไม่พอใจว่าอาจารย์ไม่เรียกเราบ้าง เรียกแต่คนอื่น เราไปทีเดียวไปขอจักรพรรดิบ้าง ได้จักรพรรดิมาครั้งหนึ่งแล้วยังจะเอาอีกนะ ไม่ยอมแพ้พี่แพ้น้อง ไปเอาจักรพรรดิมาเป็นรอบสอง ตานี้อยู่เวรกลางคืน เข้าที่แค่ ๒ ยาม ไฟยังสว่าง พี่ๆ น้องๆ เขาหลับกันหมด เราไม่หลับจะศึกษาเล่าเรียนวิชชาไม่หลับออกมานั่งอยู่กลางแจ้ง พอได้เห็นดาวเต็มฟ้า เพราะเดือนมืดดาวเต็มฟ้า เราจะต้องทดลองจักรพรรดิที่เราไปเอามา ทดลองเราก็เก็บรัศมีดวงดาวดวงอาทิตย์เก็บหนักเข้า เก็บใหญ่เชียว เก็บอยู่คนเดียว นั่งอยู่คนเดียวจะต้องทดลองว่าจะทำได้หรือไม่ได้ จะได้แค่ไหน วิชชาของเราที่ศึกษาเล่าเรียนที่ฝึกฝนเป็นหนักหนา ฝึกฝนจริงในการวิชชา ที่ฝึกฝนมากก็เพราะเราไม่มีความรู้ กอ ขอ ไม่กระดิกหู พี่น้องเขาเรียนกันนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เขารู้การเล่าเรียนมากด้วย เราไม่มีการเล่าเรียนหนังสือหนังหา เราไม่มีความรู้กับเขา เราก็ไปกับเขาให้ได้ในทางวิชชา ไม่อยากแพ้ใคร ก็เรียนเก็บรัศมีดวงดาวดวงอาทิตย์ เก็บแล้วก็ดับดาว ดับพรึบหมดฟ้าเลย ดับพรึบหมดฟ้าตอนดึก เช้ามืดอาจารย์ก็ตื่นขึ้นออกมาล้างหน้าก็มองดูฟ้าบอกว่า เอ้ ดาวหมดไม่เห็นมีดาวเลย เดือนก็มืด ดาวมันเคยมีเต็มฟ้า นี่ลูกดับเอง ลูกดับคนเดียว ดับเอง สำหรับตัวดิชั้นเองไม่มีความรู้ในทางหนังสือ ดับดาวหมดฟ้า คืนที่ ๒ ก็ดับหมดฟ้า คืนที่ ๓ ก็ดับหมดฟ้า คืนที่ ๔ ก็ดับได้ครึ่งฟ้าเท่านั้น ไม่ดับหมด ตอน ทำจันทรคราส วันหนึ่ง อาจารย์ถามตัวดิชั้นเองว่า "สุข มึงจะทำจันทรคราสได้ไหม" ก็รับอาจารย์ไปงั้น แต่จะได้ไม่ได้ก็ไม่รู้ รับส่งไปงั้น รับบอกว่า "ได้" ถ้ารับปากพระอาจารย์บอกว่าได้แล้ว ก็เป็นทุกข์ซิ คราวนี้รับปากพระอาจารย์ว่าจะทำได้ ถ้าทำไม่ได้เราแย่ ตอนนี้เวลานั้นเดือนมันหงายอยู่หลายวัน ข้างขึ้น จันทร์ ข้างแรมยังทำจันทรคราสไม่ได้ ทำยังงั้นทุกๆ คืนคนเดียวว่ารับปากพระอาจารย์ไว้แล้วก็กลัวพระอาจารย์จะดุ ความกลัวนะหนักเข้าเรียกบารมี ๑๐ ทัศเชียว เอาตัวไปบังแล้วมองดูตาเนื้อก็ยังไม่เป็นจันทรคราส มามองดูดวงจันทร์ด้วยตาเนื้อก็ยังไม่เป็นจันทรคราส เอามือปิด ปาฏิหาริย์ให้มือใหญ่ เอามือปิดดวงจันทร์มามองดูตาเนื้อ ก็ยังไม่เป็นจันทรคราส เรียกว่า บารมี ๑๐ ทัศเชียวว่าตัวข้าพเจ้าเกรงว่าอาจารย์จะดุ เพราะรับปากพระอาจารย์ไว้ว่าจะทำจันทรคราสให้ได้ พระอาจารย์ถามตอบว่าได้ คราวนี้พอเรียกบารมี ๑๐ ทัศ ตัวของเราเอาช่วยแล้วทำจันทรคราสเชียว เป็นจันทรคราสจริงเหมือนกัน พระจันทร์เหลืออยู่ครึ่งชีกถึงได้เป็น เล่นกันอยู่ขลุกขลักๆ ค้นนานอยู่ หลายเวลาอยู่จนพระจันทร์เหลือครึ่งชีก พระอาจารย์ตื่นขึ้นล้างหน้าตอนเช้ามืดก็บอกกับลูกศิษย์ว่า เอ้ วันนี้มีจันทรคราส ดิชั้นก็ตอบออกไป ลูกเองที่เจ้าคุณพ่อใช้ทำจันทรคราส พึ่งทำได้วันนี้ ทำตั้งแต่พระจันทร์เต็มดวงจนเหลือครึ่งชีก พระจันทร์เกือบจะหมดถึงได้ทำได้ ตอน เจ้าคุณพ่อยืนบนดอกบัว ที่ทำได้อย่างนี้ เดินฌานสมาบัติในเม็ดทราย เดินฌานสมาบัติในกระจก ในหินก็แทรกได้ ไปได้ เม็ดฝนบนอากาศก็นับเม็ดฝนได้ จึงดำริในใจว่า พระอาจารย์ที่เราเล่าเรียนวิชชานี้เห็นจะไม่มีที่ไหนอีกแล้วในพระราชอาณาจักรทั่วประเทศไทย จะไม่มีพระสงฆ์องค์ใดที่จะสั่งสอนเรา วิชชาอย่างนี้เห็นจะไม่มีพระสงฆ์องค์ใดที่จะสั่งสอนเราได้ ให้ไปเอาประเทศอินเดียอีก พม่าอีก เขมรอีกก็ไม่มี รู้ทีเดียวว่า พระอาจารย์เรานี่ไม่ใช่สงฆ์สามัญซะแล้ว รู้ที่รู้ก็เพราะว่าเห็นด้วยตาเนื้อนะ วันหนึ่งฝนตก พระอาจารย์กวาดรางน้ำฝนในกุฏิและเห็นพระอาจารย์ยืนอยู่บนดอกบัว ดอกบัวยืนอยู่ข้างละดอก รัศมีลุกขึ้นโชติช่วงเลย เราเห็นด้วยตาเนื้อ ตัวฉันเองเห็นด้วยตาเนื้อ จึงได้ทราบแน่ชัดว่า พระอาจารย์เรานี้ไม่ใช่สงฆ์สามัญๆจะนับเม็ดทรายไม่ได้จะเดินฌานสมาบัติไม่ได้ เข้านิโรธแทรกในหินไม่ได้ จะวิชชาสูงอย่างนี้ไม่ได้เพราะพระอาจารย์นี่สูงที่สุดจะไปหาที่เปรียบปานอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นที่ล่วงเกินที่ออกฤทธิ์กับพระอาจารย์จึงรู้สึกเสียใจมาก เราควรจะเคารพกราบไหว้บูชาพระอาจารย์เป็นที่สุดหาที่เปรียบปานไม่ได้อีกแล้วที่ได้สมคะเน ที่ได้เจาะเข้ามาเล่าเรียนผู้สำเร็จที่มีความรู้ขั้นสูงก็ยังไม่ยอมสั่งสอนเรา บอกว่าพระอาจารย์ของเรามี ต่อไปเราจะได้สำเร็จมรรคผล ยังไม่เชื่อผู้สำเร็จ หาว่าผู้สำเร็จโกหกจะไปเรียนอะไรได้ คนพันธ์นี้ ผู้สำเร็จเขาเดินใต้น้ำได้ เปิดน้ำได้ใส่สัตว์ขี่ตะเข้ได้ เขาเรียนตั้งแต่อายุ ๑๓-๖๐ ปี เขาเรียนได้แค่ทุติยฌานเท่านั้น เขายังไม่เห็นฌานเลย ฌานก็ไม่รู้จัก ไปไหนไปได้ทั้งนั้น ใช้ลมก็ได้ เปิดใต้น้ำก็ได้ เขาไม่ยอมสอนดิฉัน เขาบอกต่อไปจะได้พบพระอาจารย์ คุณแม่อาจารย์ทองสุข ได้ไปสอนธรรมะหลายแห่งคือ บางปะกง ชลบุรี บ้านบึง พนัสนิคม พนมสารคาม ปราจีนบุรี ท่าประชุม หาดยาง ฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ ตะพานหิน เชียงใหม่ ได้อยู่สอนแต่ละแห่งนานบ้างไม่นานบ้าง ที่วัดปากน้ำก็สอนอยู่เป็นประจำเช่นเดียวกัน ที่เชียงใหม่ก็ได้แม่ฉลวย สมบัติสุข มาช่วยหลวงพ่อทำวิชชาอีกคนหนึ่ง ตอนที่แม่ชีทองสุขไปสอนธรรมะนั้น พอกลับมาก็จะมาถามแม่ชีจันทร์ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนอะไรบ้าง ไปถึงไหนแล้ว เพราะแม่ชีจันทร์จะอยู่ในโรงงานทำวิชชาตลอดและพักอยู่ด้วยกัน แม่ชีจันทร์ก็จะทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะในโรงงานทำวิชชาให้ จึงช่วยให้แม่ชีทองสุขมีความสมบูรณ์ทั้งเรื่องเผยแผ่และทำวิชชาไม่บกพร่องเลยเพราะมีแม่ชีจันทร์ คอยทบทวนและเป็นกัลยาณมิตรให้ซึ่งกันและกัน เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้ละสังขารแล้ว แม่ชีทั้งสองก็ได้ประคับประคองกันตลอดมา ทั้งด้านปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะตามคำบัญชาของหลวงพ่อที่ได้มอบหมายไว้ก่อนท่านมรณภาพ การบูชาข้าวพระเป็นวิชาที่สำคัญที่สุดวิชาหนึ่ง แม่ชีจันทร์และแม่ชีทองสุขได้ค้นคว้าด้วยกัน ในเรื่องนี้ แม่ชีจันทร์เล่าว่า "สมัยก่อนอยู่บ้านนอก เคยก่อเจดีย์ทราย พอมาอยู่วัดปากน้ำประมาณ ๒-๓ ปี ที่วัดปากน้ำมีคลองรอบๆ เห็นเรือบรรทุกทรายผ่านมาข้างวัด เพื่อใช้กองเป็นเจดีย์ทรายในวัด จึงเอาทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์ แล้วชวนแม่ชีทองสุขนำขึ้นไปถวายพระพุทธเจ้าบนนิพพาน เห็นชัดเจนว่า สามารถนำขึ้นไปได้" ตั้งแต่นั้นมาทุกวันพระแม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์ จะชวนกันทำอาหารแล้วบูชาข้าวพระ นำของละเอียดขึ้นถวายพระพุทธเจ้าทุกพระองค์บนพระนิพพานถ้วยชามที่ใส่ที่มีอยู่เป็นชามบิ่น เลยเปลี่ยนเลือกเอาถ้วยดีๆ ชามดีๆ ใหม่ๆ นำขึ้นไปถวาย ทำอย่างนี้มาเรื่อย สมัยก่อนวัดปากน้ำไม่มีใครเขาทำกัน แม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์ขยันและซอกแชก หยาบเราก็ต้องทำ ละเอียดเราก็ต้องทำ ได้ศิษยานุศิษย์มากมาย ในระยะหลังๆ คุณแม่อาจารย์ทองสุขประจำอยู่วัดปากน้ำและสั่งสอนอยู่ดังเดิม แต่ภายหลังมีโรคภัยมาเบียดเบียนหลายโรคด้วยกันกล่าวคือ เมื่อเริ่มต้น พ.ศ.๒๕๐๔ ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจวายก่อน จากนั้นโรคต่างๆ ก็แทรกซึมเข้ามาเป็นเงาตามตัว คือ ความดันโลหิตสูง ริดสีดวงเบาหวาน และสุดท้ายโรคมะเร็งที่มดลูก แม่อาจารย์ทองสุขถึงแม้จะถูกโรคร้ายคุกคามอยู่เช่นนั้น ก็ไม่เคยละหน้าที่ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้เป็นอาจารย์ได้มอบหมายไว้เลย จนสุดท้ายได้บอกกับแม่ชีจันทร์ผู้ดูแลปรนนิบัติอยู่เคียงข้างว่า "มันกินทะลุหมดแล้ว คงอยู่ไม่ไหวแล้ว" และได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๖ เวลา ๑๙.๓๕ น. ณ บ้านพักวัดปากน้ำภาษีเจริญ ด้วยอาการอันสงบ หลังจากนั้น แม่ชีจันทร์ก็ได้ช่วยดูแลสั่งสอนลูกศิษย์ของแม่ชีทองสุขสืบต่อมา และปฏิบัติตามคำสั่งในเรื่องการปฏิบัติและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย อย่างเคร่งครัด และได้ละสังขาร เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๓ สิริรวมอายุได้ ๙๒ปี และวันฌาปนกิจคือวันเผาร่างของแม่ชีจันทร์ก็เป็นวันเดียวกันกับที่แม่ชีทองสุขละสังขารคือ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ นับได้ว่าแม่ชีผู้เป็นศิษย์คนสำคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำทั้งสองท่านนี้ สร้างคุณประโยชน์อันมหาศาลแก่พระพุทธศาสนา