ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

หยั่งรู้อนาคต..ได้อย่างเหลือเชื่อ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 470828-หนังสือมหัศจรรย์พลังสมาธิ

PDF
พยากรณ์เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ...องค์ต่อไป นอกจากจะพยากรณ์ว่าสมเด็จป๋า (ปุ่น ปุณฺณสิริ) จะได้เป็นใหญ่ในหมู่สงฆ์คือเป็นสมเด็จพระสังฆราชในอนาคตแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ) ท่านยังเคยพยากรณ์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านเป็นสามเณรว่า "องค์นี้แหละจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ต่อไป" ในปี พ.ศ.2493 หลวงพ่อได้พาท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ครั้งยังเป็นพระมหาช่วงวรปุญโญ ป.ธ.7 ไปฝากเรียน ป.ธ.8 และ 9 กับเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณมหาเถร) วัดเบญจมบพิตร ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระสังฆราชเคยทรงเล่าประทานสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์วัดสามพระยา ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมปัญญาบดีว่า "ท่านวัดปากน้ำนำมาฝาก บอกว่าจะเอาไว้แทนตัว เมื่อเรียนจบแล้วก็จะขอนำกลับไปวัดปากน้ำ" รถยนต์จะเข้าถึงวัด สมัยที่หลวงพ่อยังอยู่นั้นยังไม่มีถนนตัดเข้าถึงวัดผู้ที่จะมาวัดปากน้ำต้องมาทางเรือหรือเดินเท้า ถนนในวัดจึงเป็นเพียงทางเท้าแคบ ๆ แต่หลวงพ่อท่านได้สั่งให้ตัดถนนผ่านคณะเนกขัมม์มีความกว้างขนาดรถยนต์แล่นได้ ในสมัยนั้นถนนสายนี้จึงเป็นถนนที่ใหญ่ที่สุดในวัด ทำให้ผู้คนพากันประหลาดใจว่า ทำไมหลวงพ่อจึงให้ตัดถนนใหญ่โตเช่นนั้น หลวงพ่อท่านตอบว่า "ต่อไปรถยนต์จะเข้าถึงวัด" มีหลายคนที่ไม่เชื่อคำพูดของหลวงพ่อ บางคนถึงกับพูดว่า อีกร้อยปีรถยนต์ก็ยังเข้าไม่ถึงวัด แต่แล้วหลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพเพียง 2 ปี รถยนต์ก็แล่นเข้ามาจอดถึงในวัดได้ตามที่หลวงพ่อพยากรณ์ ถ้าระเบิดลง จะเลิกวิชชาธรรมกาย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประตูน้ำอ่างทอง ประตูน้ำบางยาง ประตูน้ำบางนกแขวก คลองภาษีเจริญล้วนแต่ถูกระเบิดลงหมดทุกแห่ง ระยะนั้นทหารกรมแผนที่อพยพหลบภัยลูกระเบิดมาอยู่ที่ตึกขาว (ปัจจุบันคือหอเจริญวิปัสสนา) หลวงพ่อท่านพูดว่า "ถ้าวัดปากน้ำและประตูน้ำภาษีเจริญถูกระเบิดลง ท่านจะเลิกวิชชาธรรมกายทันที" ปรากฏว่า เครื่องบินมาทิ้งระเบิดประตูน้ำภาษีเจริญเหมือนกันแต่พลาดไปลงที่ใกล้เคียง หลังจากนั้นหลวงพ่อท่านได้เข้มงวดกวดขัน การปฏิบัติภาวนาวิชชาธรรมกายมากยิ่งขึ้น สมบัติจะวิบัติ มีศิษย์อีกหลายคนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านทราบอนาคตล่วงหน้าและมีความเป็นห่วงพยายามจะหาทางแก้เหตุร้ายให้คลายลง เช่นเรื่องของ พลตรีโสภณ และ คุณประทุม กะระลัย ท่านทั้งสองได้อนุญาตให้นำเรื่องของท่าน ที่ได้รับความเมตตากรุณาจากหลวงพ่อมาเผยแพร่ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้ทราบเรื่องดังนี้ พลตรีโสภณมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 สมัยยังเป็น ร้อยโท เมื่อสมรสกับคุณประทุมก็ได้พาภรรยามาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อด้วย เมื่อมีบุตรคนโตและอายุได้ประมาณ 8 เดือน หลวงพ่อให้คนมาบอกที่บ้านพักในกรมทหารว่า "ให้ระวังลูกจะเจ็บหนัก" คุณประทุมฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าลูกจะเจ็บเป็นอะไร มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อขณะนั้นลูกก็ยังแข็งแรงดี ไม่มีที่ท่าว่าจะเจ็บป่วย แต่เมื่อทราบจากหลวงพ่อเช่นนั้นก็พยายามระมัดระวังดูแลบุตรอย่างดีที่สุด ครั้นวันที่ 3 หลังจากหลวงพ่อให้คนมาเตือน บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็ป่วยหนักเป็นบิดอย่างแรง ถึงขนาดหมอไม่รับรองว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ แต่ก็พยายามรักษาอย่างเต็มที่ พลตรีโสภณรีบมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรค แล้วส่งให้พวกที่ได้วิชชาธรรมกายแก้โรค ท่านบอกว่า "มันจะเอาไป เราต้องต่อสู้กันหน่อย จะแก้ไขให้" วันที่ 2 พลตรีโสภณไปส่งอาการโรคของบุตรอีกครั้ง หลวงพ่อท่านรับใบอาการโรคไปดู แล้วบอกว่า "ปลอดภัยแล้ว" หลังจากนั้นบุตรของพลตรีโสภณ-คุณประทุมก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆและหายเป็นปกติ ต่อมาเมื่อคุณประทุมตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2 มีอาการแพ้อย่างมาก รับประทานอาหารและลุกไม่ได้เลย ต้องเข้าโรงพยาบาลเกือบเดือน แพทย์ที่ทำการรักษาแนะนำให้เอาเด็กออก มิฉะนั้นแม่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต แพทย์ได้นำแบบฟอร์มมาให้พลตรีโสภณลงชื่อยินยอมให้เอาเด็กออก แต่พลตรีโสภณยังไม่ยอมลงชื่อ เพราะต้องการจะมาปรึกษาหลวงพ่อก่อน พลตรีโสภณเรียนให้หลวงพ่อทราบว่าไม่อยากฆ่าลูก แต่ถ้าไม่ฆ่าลูกก็เหมือนฆ่าแม่ ถ้าไม่ฆ่าแม่ก็ต้องฆ่าลูก หลวงพ่อบอกว่า "ไม่ต้องฆ่าใครหรอก เอาไว้ทั้ง 2 คนนั่นแหละ" พลตรีโสภณได้พยายามหลบหน้านายแพทย์ไม่ไปที่โรงพยาบาลอีกเพราะทราบดีว่าหมอจะต้องถามถึงการตัดสินใจ วันต่อมา นายแพทย์ได้สั่งยาฉีดและยารับประทานให้คุณประทุมก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ และปลอดภัยโดยไม่ต้องทำแท้งเลย ประมาณ พ.ศ.2485 บุตรคนโตของพลตรีโสภณ-คุณประทุมป่วยหนักอีก มีอาการเหมือนเป็นโรคไทฟอยด์ คราวนี้ไม่ไปให้แพทย์ตรวจรักษาเพียงแต่รับประทานยาแก้ไข้ เพราะมีความศรัทธายึดมั่นหลวงพ่อเต็มที่ พลตรีโสภณได้มาส่งอาการโรคกับหลวงพ่ออีกเช่นเคย หลวงพ่อให้พระฉวนซึ่งได้วิชชาธรรมกาย มานั่งแก้โรคให้ 3 คืนคืนแรกที่พระฉวนมานั่งแก้โรคนั้นบุตรคนโตที่ป่วยหนักก็มีอาการดีขึ้น พอรับประทานอาหารได้บ้างเพราะก่อนหน้านี้รับประทานไม่ได้เลย ญาติทุกคนเข้าใจไปว่าคงจะกินสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่คิดว่าจะหายป่วยเพราะเร็วผิดปกติ พระฉวนได้ยินเช่นนั้น จึงมาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อพูดว่า "เขายังไม่เชื่อวิชชานี้" และท่านยังได้พยากรณ์ว่า "ลูกคนนี้ต้องพ้นอายุ 16 ไปแล้ว จึงจะดีขึ้น หมดโรคหมดภัย" ทุกครั้งที่พลตรีโสภณมาส่งอาการโรคของบุตรกับหลวงพ่อ ครั้งแรกท่านจะรับใบอาการโรคไว้อ่านดูแล้ว แต่ไม่พูดอะไร ครั้นไปส่งครั้งที่ 2 (สมัยนั้นต้องส่งใบอาการโรค 3 ครั้ง คือเช้า กลางวัน เย็น) ท่านจะบอกว่า "ไม่เป็นไรแล้ว" เป็นอันสบายใจแน่ใจได้ว่าบุตรปลอดภัยแน่ ครั้นเมื่อหลวงพ่ออาพาธหนักคือประมาณปลายปี พ.ศ.2501 พลตรีโสภณ (ขณะนั้นมียศเป็น พันเอก) กับคุณประทุมได้มากราบเยี่ยมหลวงพ่อบ่อยครั้งขึ้น วันหนึ่งขณะที่กำลังมาเยี่ยมหลวงพ่ออยู่นั้น หลวงพ่อได้สั่งให้สามเณรองค์หนึ่งที่ปรนนิบัติท่าน ให้เข้าไปหยิบกายสิทธิ์มา 1 ดวง เมื่อได้กายสิทธิ์มาแล้วหลวงพ่อได้มองสำรวจดูทุกคนที่อยู่ในห้องแล้วพยักหน้า เรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาใกล้ๆ ท่านบอกว่า "กายสิทธิ์ดวงนี้ชื่อบรมจักร องค์นี้น่ะเลี้ยงวัดปากน้ำเชียวนะ ทำวิชชาควบคู่กันมา ข้าจะให้เอ็งไปไหนให้เอาติดตัวไปด้วย" พลตรีโสภณเล่าว่า ในขณะนั้นมีความดีใจปลาบปลื้มยินดีมากที่สุดที่หลวงพ่อท่านให้กายสิทธิ์ดวงที่สำคัญเป็นกายสิทธิ์ขนาดใหญ่ แต่ครั้นกลับมาถึงบ้านความปลาบปลื้มดีใจกลับลดน้อยลง เพราะเกิดความไม่แน่ใจว่าหลวงพ่อท่านตั้งใจให้ตนแน่หรือเปล่า หรือท่านให้เพราะท่านไม่รู้สึกตัว เนื่องจากอาพาธหนักจนไม่ได้สติ และของดีวิเศษเช่นนี้ สมควรจะมาตกอยู่กับตนหรือไม่ มีทั้งความดีใจและความวิตกกังวลผสมผสานกันอยู่ วันรุ่งขึ้นพลตรีโสภณตัดสินใจแน่นอนว่า จะนำกายสิทธิ์บรมจักรมาคืนหลวงพ่อ เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อในห้อง ก็รอหาโอกาสเหมาะที่จะคลานเข้าไปหาท่านใกล้ ๆ เพื่อจะคืนกายสิทธิ์ แต่ยังมิทันจะทำตามที่คิดเห็น หลวงพ่อท่านจ้องดูทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น แล้วท่านก็เรียกสามเณรให้ไปหยิบกายสิทธิ์มา 1 ดวง ท่านพยักหน้าเรียกพลตรีโสภณให้เข้าไปหาท่านบอกว่า "เอ็งไม่ต้องเอามาคืน เอ็งเอาไปอีกองค์หนึ่งองค์นี้ชื่อจักรพรรดิ เอ็งเอาไว้ที่บ้านนะ เพราะเอ็งน่ะสมบัติจะวิบัติให้เอาองค์นี้ไว้คุ้มครอง" พลตรีโสภณจึงได้แน่ใจว่า หลวงพ่อท่านตั้งใจให้กายสิทธิ์แก่ตนแน่ๆ มิใช่เป็นเพราะอาพาธหนักจนไม่ได้สติ ท่านให้เนื่องจากท่านรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าท่านจึงเป็นห่วง ท่านรู้ตัวว่าท่านใกล้จะมรณภาพแล้ว ท่านจึงให้กายสิทธิ์แก่พลตรีโสภณเพื่อไว้คุ้มครองป้องกันภัย พลตรีโสภณจึงมีกายสิทธิ์ที่หลวงพ่อให้ถึง 3 ดวง คือ "จุลจักร บรมจักร และจักรพรรดิ" กายสิทธิ์เหล่านี้ได้ช่วยคุ้มครองครอบครัวของพลตรีโสภณให้พ้นจากภัยพิบัติมาหลายครั้ง ในปี พ.ศ.2514 พลตรีโสภณและคุณประทุมต้องการจะทำบุญบ้านจึงนิมนต์พระภิกษุวัดปากน้ำมาสวดมนต์ฉันภัตตาหารเพลที่บ้าน ในตอนเช้าของวันงานก่อนที่พระภิกษุจะมาถึงปรากฎว่าไฟฟ้าดับ เมื่อไปตรวจดูที่หม้อไฟก็พบว่าไฟฟ้าช๊อตไหม้เสาบ้านจนเกรียมหมดแล้ว แต่แก้ไขได้ทันท่วงทีจึงมิได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านั้น หลังจากนั้นทั้งพลตรีโสภณและคุณประทุมได้ประสบปัญหาร้ายแรงทั้งการงานและธุรกิจอื่นๆ จนเกือบจะสูญสิ้นทรัพย์สมบัติแต่ก็สามารถผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ เพราะขอบุญบารมีของหลวงพ่อให้ช่วย เมื่อได้พิจารณาเรื่องราวต่างๆ แล้ว ก็เห็นว่าเป็นจริงตามที่หลวงพ่อท่านได้ พยากรณ์ไว้ คนนี้จะเป็นผู้อุปถัมภ์วัดปากน้ำ บุคคลอีกท่านหนึ่งที่เคยถูกหลวงพ่อพยากรณ์คือ คุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิท ภริยา พ.อ.หลวงบุรกรรมโกวิท อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาลฯ พณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม คุณหญิงลมุนได้มาปวารณาตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ เมื่อมีปัญหาขัดข้องในเรื่องใด ๆ จะต้องมากราบเรียนปรึกษาขอคำแนะนำจากหลวงพ่อเสมอ ครั้งหนึ่งบุตรคนหนึ่งของคุณหญิงป่วยหนัก คุณหญิงก็ได้มาขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อ โดยนิมนต์ท่านไปที่บ้านเพื่อช่วยแก้โรค หลวงพ่อท่านก็เมตตาสงเคราะห์ให้ตามความประสงค์ และสั่งพวกที่ได้ธรรมกายให้ช่วยกันแก้โรดบุตรของคุณหญิงด้วย หลวงพ่อท่านบอกกับพวกที่ได้ธรรมกายว่า "คนผู้นี้ (คุณหญิงลมุน) ต่อไปจะเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงวัดปากน้ำ" ข้าพเจ้าฟังแล้วสงสัยว่าคุณหญิงท่านจะอุปถัมภ์บำรุงวัดอย่างไร มากน้อยขนาดไหน ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ประจักษ์ว่าคุณหญิงลมุน บุรกรรมโกวิทเป็นผู้มีศรัทธายึดมั่นในพระรัตนตรัย มีความเคารพเลื่อมใสในหลวงพ่อของเราอย่างจริงจัง ท่านมาปฏิบัติธรรม มารักษาศีล 8 อยู่ในวัดปากน้ำคราวละหลาย ๆ เดือน ได้ถวายที่ดินที่จังหวัดนครนายกถึง 143 ไร่ ให้เป็นธรณีสงฆ์วัดปากน้ำ เป็นประธานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานติดต่อกันมานานหลายปี และยังได้บริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ มะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา เมื่อข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) มีอายุประมาณ 15-16 คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้องมากอยากขออนุญาตหลวงพ่อขอกลับไปเยี่ยมบ้านแต่หลวงพ่อท่าน ไม่ให้ไป ท่านบอกว่า "มะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมา" ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ คิดว่าหลวงพ่อท่านต้องหลอกข้าพเจ้าแน่ๆ จึงย้อนถามท่านเพื่อความแน่ใจ ว่าหลวงพ่อพูดเอาเองหรือพ่อข้าพเจ้าได้กราบเรียนท่านไว้แล้ว "พ่อบอกหลวงพ่อไว้หรือเจ้าคะว่าพ่อจะมามะรืนนี้" หลวงพ่อท่านตอบว่า "พ่อเอ็งไม่ได้บอกหรอก แต่เอ็งดอยดูซีน่า มะรืนนี้พ่อเอ็งต้องมา" ตอนนั้นด้วยความเป็นเด็กยังไม่มีความคิด ข้าพเจ้าก็คิดว่าถ้ามะรืนนี้พ่อไม่มาจะต้องต่อว่าหลวงพ่อ แต่พอถึงวันนั้น พ่อข้าพเจ้าก็มาเยี่ยมจริงๆ ข้าพเจ้ารีบถามพ่อว่า "พ่อได้บอกหลวงพ่อไว้หรือเปล่าว่าพ่อจะมาในวันนี้" พ่อข้าพเจ้าตอบว่า "เปล่า" บวชต่อไปแล้วจะดี แม่ชีธัญญาณี สุดเกษ ซึ่งเป็นหัวหน้าแม่ชีและหัวหน้าโรงครัวในปัจจุบัน มาบวชชีที่วัดปากน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 เดิมนั้นไม่ได้ชื่อ ธัญญาณี แต่สมัยนั้นแม่ชีและผู้รักษาศีลที่อยู่ในวัดนิยมเปลี่ยนชื่อกันมากจึงได้ไปกราบหลวงพ่อขอให้ท่านตั้งชื่อให้ใหม่ พลวงพ่อท่านตั้งชื่อว่า ธัญญาณี เวลาหลวงพ่อท่านจะตั้งชื่อให้กับผู้ใด ท่านจะต้องตรวจดูเสียก่อนและตั้งชื่อให้เหมาะกับบุคลิก อุปนิสัยใจคอ และชื่อธัญญาณีที่ท่านตั้งให้นั้นก็เป็นชื่อที่ไม่ซ้ำกับใครและไม่มีใครซ้ำในสมัยนั้น เพราะหลวงพ่อท่านรู้เห็นแล้วว่าแม่ชีผู้นี้ต่อไปจะต้องมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องข้าวปลาอาหาร หลังจากนั้นไม่กี่วัน คุณแม่ท้วม หุตานุกรม ก็เรียกแม่ชีธัญญาณีให้มาช่วยทำครัวพิเศษ (คือ อาหารถวายหลวงพ่อ) ปี พ.ศ.2494 แม่ชีธัญญาณีอยากลาศีลแม่ชี เข้าไปกราบลาหลวงพ่อหลายครั้ง ท่านไม่อนุญาตให้สึกทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายท่านบอกว่า "อย่าสึกเลย สึกแล้วไม่ดี ให้บวชต่อไปแล้วจะดี" แล้วท่านก็ได้แนะนำให้นั่งภาวนาในโรงงาน ท่านบอกว่าให้นั่งให้เห็นเสียก่อนแล้วจึงค่อยสึก ปี พ.ศ.2497 บิดาของแม่ชีธัญญาณีมาบวชอยู่ที่วัด หลวงพ่อท่านถามว่า "มีลูกกี่คน" เมื่อได้ทราบว่ามีลูกหลายคน ท่านก็บอกว่า "ไอ้คนนี้ให้มาอยู่กับข้าแล้วจะดี" (หมายถึงแม่ชีธัญญาณี) เมื่อหลวงพ่อมรณภาพลง แม่ชีธัญญาณีต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าโรงครัว ตอนที่มารับหน้าที่ใหม่ๆ นั้นยังไม่ชินกับงานหนัก ต้องตื่นแต่ตีสี่ทำอาหารถวายพระมื้อเช้า ต้องไปจ่ายตลาดเอง ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องต้องทำทุกวัน ไม่มีวันหยุดพัก ทำให้ป่วยอยู่บ่อยๆ ตนเองก็กลัวว่าจะรับหน้าที่นั้นต่อไปไม่ไหว คืนหนึ่งหลวงพ่อมาเข้าฝัน แม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามท่านว่าอาการป่วยจะหายหรือไม่ หลวงพ่อท่านตอบว่า "หาย" แม่ชีธัญญาณีก็กราบเรียนถามท่านต่อไปว่า "หน้าที่ที่ทำอยู่นั้นจะทำต่อไปไหวหรือไม่ แล้วจะดีหรือไม่" หลวงพ่อท่านตอบว่า "ทำได้แล้วดีด้วย" ตอนนั้นมีคนๆ หนึ่งมาขอยืมเงินแม่ชีธัญญาณีแล้วยังไม่นำมาคืน แม่ชีธัญญาณีจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า "เงินที่มีคนขอยืมไปนั้นจะได้คืนหรือไม่" หลวงพ่อท่านตอบว่า "ได้" หลังจากนั้นไม่นานแม่ชีธัญญาณีก็ได้เงินคืน เสนอโครงการพัฒนาประเทศ ไม่เพียงแต่จะอุทิศชีวิตเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาเท่านั้น หลวงพ่อของเราท่านยังมีความห่วงใยในประเทศชาติและพระราชวงศ์อีกด้วย ที่ข้าพเจ้าทราบเพราะท่านเคยปรารภให้พวกที่ได้ธรรมกายฟังเสมอๆ ท่านต้องการให้ประเทศไทยได้รับการพัฒนาเทียมทันอารยประเทศ หลวงพ่อท่านเคย เสนอแนะโครงการพัฒนาประเทศแก่ฯพณฯจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ครั้งที่ฯพณฯจอมพล ป. และท่านผู้หญิงละเอียดพิบูลสงคราม มาวางศิลาฤกษ์สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์ ในปี พ.ศ.2493 โครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อได้เสนอแนะมีดังนี้ 1.ให้สร้างอาคารสงเคราะห์เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยใช้เงินที่ได้จากการขายสลากกินแบ่ง 2.ให้จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้ใช้ทำมาหากินโดยทั่วถึงกันอย่างน้อยคนละ 25 ไร่ 3.ให้ประกาศเลิกสูบฝิ่น 4.ให้เลิกโสเภณี 5.ให้ตัดถนนหนทางเพิ่มขึ้นเพื่อสะดวกแก่การคมนาคม การค้าขาย เราจะเห็นว่าโครงการพัฒนาประเทศที่หลวงพ่อท่านได้เสนอแนะแก่คณะรัฐบาลในสมัยนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากและมีหลายโครงการที่ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ดำเนินการ คุณครูตรีธา เนียมขำ