รักษาโรคร้ายมารดา ที่ป่วยหนัก 12 ปี...หายได้
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 470828-หนังสือมหัศจรรย์พลังสมาธิ
กิตติศัพท์เรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ในสมัยนั้น สามารถรักษาคนป่วยด้วยโรคร้ายที่สังคมรังเกียจให้หายได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) เดินทางมาวัดปากน้ำเพื่อขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ เพื่อรักษาโรคให้มารดา
ตามปกตินั้นถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะไปหานายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละโรด แต่หลวงพ่อท่านเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคทุกโรค
ถ้าจะนำเรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนของคนที่มาหาหลวงพ่อมาเรียงลำดับเนื้อเรื่องกันแล้ว ก็จะได้ตั้งแต่เกิดจนตายเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเป็น "ผู้ที่กำลังจะแต่งงานกัน" ก็มักจะมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่า ผู้ที่ตนจะแต่งงานด้วยนั้นนะเป็นอย่างไร จะอยู่ด้วยกันยืนยาวมีความสุขความเจริญหรือไม่
บางคู่ที่แต่งงานกันไปแล้วและยังไม่มีบุตร ก็มักจะ "มาขอบุตรกับหลวงพ่อ" ให้ท่านช่วยใช้วิชชาธรรมกายเลือกสรรวิญญาณดีๆ มาจุติ
บางคน "มีลูกหลานแล้วเลี้ยงยากขี้โรค" ก็มายกให้เป็นลูกหลวงพ่อ หรือถ้าลูกหลานว่ายาก ดื้อ ซน ไม่ฉลาดในการศึกษาเล่าเรียนก็มาขอบารมีหลวงพ่อ
เมื่อลูกหลานจะเข้าสอบ ไม่ว่าจะสอบในวิชาที่เล่าเรียน หรือสอบแข่งขันเข้าทำงาน ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วย
เมื่อมีปัญหาในการประกอบอาชีพการงาน ก็มาปรับทุกข์กับหลวงพ่อ
พวกที่เป็นเกษตรกรถ้าประสบภาวะฝนแล้ง ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยทำให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็จะสั่งพวกที่บรรลุวิชชาธรรมกายให้ช่วยเกณฑ์ฝนให้ตกในพื้นที่ที่เขาต้องการ
ส่วนเกษตรกรบางพวกที่เจอฝนตกหนักน้ำท่วมทำให้พืชผักผลไม้เสียหาย ก็มากราบกรานหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยบำบัดทุกข์ให้หลวงพ่อท่านก็สั่งพวกที่ได้ธรรมกายให้ช่วยกันเก็บฝนเสีย
บางคนจะจัดการงานใดที่บ้านในหน้าฝนกลัวฝนตก ก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยอย่าให้ฝนตก หลวงพ่อท่านก็ช่วยทุกคนไป
จนกิตติศัพท์ลือเลื่องไปทั่วว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำรักษาโรคได้ ขอฝนได้ เก็บฝนได้ แม้ปัจจุบันนี้ ท่านมรณภาพไปแล้วก็ยังมีคนเป็นจำนวนมากมาขอพึ่งบารมีท่านในเรื่องต่างๆทุกเรื่องเหมือนสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ บางคนก็มิใช่ขอธรรมดา แต่ยังบนบานศาลกล่าวด้วย
ในสมัยหลวงพ่อยังอยู่นั้น คนที่มาขอบารมีให้ท่านช่วย มิใช่จะให้ท่านช่วยแต่เฉพาะคนเป็นก็หาไม่ “แม้ญาติพี่น้องของคนที่ตายไปแล้วก็ยังมาขอให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูให้ว่าวิญญาณไปอยู่ที่ไหน" สุขทุกข์อย่างไรจะทำบุญอะไรไปให้จึงจะเหมาะจะควร
มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อมากมายหลายคนที่ได้สั่งลูกหลานของตนไว้ว่า ถ้าตนสิ้นชีวิตลงแล้วให้นำศพมาตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดปากน้ำทั้งๆ ที่วัดปากน้ำไม่มีศาลาตั้งศพ และไม่มีเมรุเผาศพ มีแต่ศาลาการเปรียญเก่าๆ เป็นศาลาเอนกประสงค์สำหรับใช้เป็นที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุสามเณร เวลากลางคืนเป็นที่พักของแม่ชีและเป็นที่ตั้งศพด้วย
คืนใดที่มีการสวดพระอภิธรรมศพ หลวงพ่อท่านจะสั่งให้ผู้ที่ได้ธรรมกาย ออกไปร่วมฟังสวดด้วยอย่างน้อย 3 คน เพื่อนั่งเจริญภาวนา เชิญชวนวิญญาณของผู้ตายมารับส่วนบุญกุศล ไม่ว่าวิญญาณนั้นไปสิงสถิตย์ ณ ที่ใดก็ตาม จะอยู่ในสวรรค์ หรือไปเป็นเปรตอสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน จะเชิญวิญญาณก่อนอาราธนาศีล หลวงพ่อท่านจะให้จัดหาอาสนะปูเตรียมไว้ให้วิญญาณของผู้ตายนั่ง หลังจากที่พระสงฆ์สวดอภิธรรม สวดสังคหะ หรือสวดพระมาลัยเสร็จจบที่ 1
หลวงพ่อท่านจะถามพวกที่ได้ธรรมกายว่า
พวกที่ได้ธรรมกายทั้ง 3 คน จะต้องรู้เห็นและตอบตรงกัน ถ้าตอบไม่ตรงกันหลวงพ่อท่านจะให้นั่งตรวจดูใหม่ ท่านต้องการให้วิญญาณของผู้ตายได้มาสมาทานศีลและฟังสวดพระอภิธรรมด้วย และเมื่อพระสงฆ์สวดจบแต่ละจบ ท่านจะถามย้ำทุกครั้ง
ในสมัยที่ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) ยังเป็นแม่ชีเล็กๆ เคยถูกหลวงพ่อใช้ให้ไปทำหน้าที่เช่นนี้หลายครั้ง ทุกครั้งที่หลวงพ่อถามข้าพเจ้าจะรู้สึกกระดากอาย ไม่อยากตอบให้ใครได้ยิน เพราะตอนนั้นยังเด็กมากเกรงว่าตอบไปแล้วจะไม่มีใครเชื่อถือ แต่เมื่อหลวงพ่อใช้ก็จำเป็นต้องทำเพราะกลัวหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงไม่อยากให้มีใครตายเลย เพราะไม่อยากออกไปนั่งเชิญวิญญาณ
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านชี้แจงว่า การรักษาโรคนั้นถ้าได้ประกอบกันทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายผู้รักษาโรคและผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นตรงกัน มีกระแสจิตเชื่อมถึงกัน เปรียบเสมือนเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่งต้องมีคลื่นตรงกันจึงจะมีหวังหายมาก
วันหนึ่ง ๆ มีผู้มารักษาโรคกับหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นจำนวนมากเพราะหลวงพ่อท่านรักษาโรคทุกชนิดทั้งโรคมะเร็ง วัณโรค อัมพาต โรคประสาท
เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง หลวงพ่อต้องรักษาคนที่เป็นโรดประสาทนับเป็นร้อยๆ คน เพราะความตึงเครียด ความทุกข์ยากเดือดร้อนจากภัยสงคราม บางคนก็นอนไม่หลับ คิดมากใจคอหงุดหงิด แต่บางคนก็มีอาการหนักไร้สติสัมปชัญญะ
สำหรับคนที่อาการหนัก หลวงพ่อท่านจะสั่งญาติพี่น้องให้กลับไปและมอบคนป่วยไว้กับท่าน ญาติพี่น้องไม่ต้องเป็นห่วง หลวงพ่อท่านจะสั่งให้กรอก "ยาผงบาทจิต" ซึ่งท่านสั่งให้ลูกศิษย์ผสมเตรียมไว้ และแก้ด้วยวิชชาธรรมกายด้วย ไม่นานคนป่วยก็หาย ญาติพี่น้องพากลับบ้านได้
ยาผงบาทจิตนี้คณะศิษย์ของหลวงพ่อในปัจจุบัน ยังคงผสมตามตำราของท่านไว้แจกแก่คนทั่วไปอยู่เป็นยาที่รักษาได้หลายโรค ไม่เพียงแต่โรคประสาทเท่านั้น คนที่ผอมแห้งแรงน้อย รับประทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ใจคอหงุดหงิดคิดมาก ก็รับประทานได้ ท่านผู้สนใจติดต่อขอได้ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ในยุคนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ท่านให้ตั้งตู้รับใบอาการโรคไว้ที่หน้ากุฏิของท่าน การเขียนใบอาการโรคต้องแจ้งชื่อ สกุล ที่อยู่ วัน เดือน ปีเกิดและอาการโรคที่ปรากฏอย่างละเอียดลออ
การส่งใบอาการโรคมี 4 เวลา คือ เช้า กลางวัน บ่าย เย็น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้คนมาไขตู้ตามเวลานั้นแล้วนำใบอาการโรคแจกจ่ายแก่พวกที่ได้วิชชาธรรมกายเพื่อแก้โรค ถ้าผู้เป็นลูกมาส่งใบอาการโรคของพ่อแม่ หลวงพ่อท่านมักจะถามว่าอยากให้พ่อแม่หายป่วยหรือไม่ ถ้าอยากให้พ่อแม่หายป่วยก็ทำสมาธิเข้า ถ้าได้สมาธิก็จะได้ช่วยแก้โรคภัยไข้เจ็บของพ่อแม่ได้
ข้าพเจ้า (คุณครูตรีธา เนียมขำ) ได้ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเองคือในสมัยที่ข้าพเจ้ามีอายุประมาณ 13 ขวบ นั้นมีผู้แนะนำให้มารดาซึ่งป่วยหนักมานานถึง 12 ปีแล้วให้มารักษากับหลวงพ่อ มารดาของข้าพเจ้านั้นป่วยด้วยโรคซึ่งหมอไม่ทราบสาเหตุ ผอมแห้ง รับประทานอาหารไม่ได้ พยายามหาหมอรักษามานานนับ 10 ปีอาการก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด ไม่ว่าใครจะแนะนำหมอดีที่ไหน บิดาของข้าพเจ้าเป็นต้องพามารดาข้าพเจ้า ไปรักษาทุกหนทุกแห่ง
ต่อมามีผู้แนะนำให้มารักษากับหลวงพ่อ บิดาของข้าพเจ้าจึงพามารดาข้าพเจ้าลงเรือ และนำข้าพเจ้ามาด้วยเพื่อให้มาอยู่ปรนนิบัติมารดาบิดาข้าพเจ้ามาจอดเรือที่หน้าวัด แล้วขึ้นไปขอบารมีให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรค ส่วนมารดาของข้าพเจ้ายังคงนอนพักในเรือ ตัวข้าพเจ้าเองมีหน้าที่เขียนใบอาการโรคของมารดาส่งให้แก่หลวงพ่อเป็นประจำ
หลวงพ่อท่านก็ถามว่า "เอ็งอยากให้แม่หายไหม"
ตอนนั้นข้าพเจ้านึกในใจว่า หลวงพ่อถามได้ ใครจะไม่อยากให้แม่หาย ถ้าหลวงพ่อจะสั่งให้ทำอะไรก็จะทำทุกอย่าง ขอให้มารดาหายป่วยเป็นทำทั้งนั้น
หลวงพ่อบอกต่อไปว่า "ถ้าอยากให้แม่หาย เอ็งก็ต้องขึ้นมานั่งภาวนา ถ้านั่งได้ก็จะได้ช่วยแก้โรคให้แม่ แม่เอ็งจะได้มีอายุยืนยาวต่อไป"
ตั้งแต่บัดนั้นข้าพเจ้าได้ตั้งใจว่าจะต้องนั่งภาวนาให้ได้ เพื่อจะได้ช่วยแก้โรคให้มารดา เพราะการเขียนใบอาการโรคส่งทุกวันก็เหมือนกับยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ ไฉนจะคล่องเหมือนจมูกของเราเอง
วันแรกที่ข้าพเจ้ามาฝึกนั่งภาวนา ข้าพเจ้ารีบไปซื้อดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกจากแม่ชีมา 1 ถาด เนื่องจากมีนิสัยชอบทำสิ่งใดๆ ก่อนผู้อื่น ข้าพเจ้าจึงรีบลงมาหาที่นั่งตั้งแต่ยังไม่มีใครมา ข้าพเจ้ากะนั่งให้ได้กึ่งกลางศาลาพอดี โดยกะศูนย์กลางจากธรรมาสน์ไปยังประตูด้านทิศตะวันออกแล้วกะด้วยสายตาจากอาสนสงฆ์ไปยังศาลาด้านใต้ (ธรรมาสน์นี้ ยังคงอยู่ชั้นบนของศาลาการเปรียญสด) แล้วคอยจ้องว่าเมื่อไรหลวงพ่อจะมา
วันนั้นหลวงพ่อท่านเดินขึ้นทางด้านหลังของศาลาทางทิศตะวันตก ข้าพเจ้าเห็นร่างหลวงพ่อที่กำลังเดินขึ้นมานั้นสว่างไสวสวยงามไปหมดทั้งร่าง สีจีวรก็เหลืองอร่ามสุกใส ตามปกติข้าพเจ้าเห็นหลวงพ่อท่านห่มจีวรสีเหลืองธรรมดา แต่ผิวพรรณของท่านนั้นขาวผ่องมีราศีสวยงามจับตาอยู่แล้ว แต่วันนั้นข้าพเจ้าเห็นท่านมีรัศมีสว่างไสวจับตามากเป็นพิเศษกว่าที่เคยเห็น ข้าพเจ้าตามมองท่านตลอดเวลา ไม่คลาดสายตาเลย จนท่านขึ้นมานั่งบนอาสนสงฆ์กราบพระพุทธรูป แล้วท่านก็กล่าวทักทายปราศรัยถามไถ่เรื่องการปฏิบัติธรรมของบรรดาลูกศิษย์ที่มาศึกษากับท่านเป็นประจำ ต่อจากนั้นท่านจึงนำกราบพระสวดมนต์แล้วอธิบายวิธีการนั่งภาวนา
เมื่อถึงเวลาเลิกนั่ง หลวงพ่อท่านก็นำกราบพระพร้อมกัน เสร็จแล้วท่านได้เรียกผู้ที่นั่งภาวนาบางคนเข้าไปถามว่าได้รู้เห็นอะไรบ้างและแล้วท่านก็ชี้มาที่ข้าพเจ้าท่านเรียกว่า
"ไอ้เล็กมานี่"
ข้าพเจ้าคลานเข้าไปหาท่าน
ท่านพูดต่อไปว่า "เอ็งเห็นแล้วใช่ไหม"
ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจและประหลาดใจพร้อมกันว่าทำไมท่านจึงทราบหลวงพ่อท่านพูดต่อไปว่า "เอ็งได้แล้ว แม่เอ็งจะได้ไม่ตายแล้วเอ็งไปต่อวิชชากับเขา"
หลวงพ่อจัดการให้ข้าพเจ้าไปต่อวิชชาในขั้นสูงขึ้นไปจนได้ธรรมกายกับแม่ชีบุญช่วย หลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีบุญช่วยก็ถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าได้เรียนวิชชาต่อกับ แม่ชีญาณี ศิริโวหาร ซึ่งถึงแก่กรรมแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2519
แล้วในที่สุดมารดาของข้าพเจ้าซึ่งป่วยหนักมานานถึง 12 ปี ไม่มีแพทย์คนใดสามารถรักษาให้หายได้ แต่มารักษากับหลวงพ่อ 13 เดือนก็หายป่วย มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ โดยมิต้องรับประทานยาใดๆ เลยสามารถประกอบกิจการงานต่างๆ ได้เหมือนสมัยที่ยังมิได้ป่วยมีอายุยืนยาวนานอีก 24 ปีจึงถึงแก่กรรม
สำหรับตัวข้าพเจ้านั้นเรื่องความพากเพียรก็มีไม่มากเท่าใดเพราะตอนนั้นยังเป็นเด็ก ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับธรรมะ และเป็นเด็กมาจากบ้านนอกด้วย แต่ข้าพเจ้ามีความตั้งใจอยากจะได้ อยากจะเป็น อยากจะเห็น เพราะอยากให้แม่หายป่วยจึงได้พยายามตั้งใจและปฏิบัติตามที่หลวงพ่อสอน
เมื่อได้ธรรมกายแล้ว ข้าพเจ้าจึงทราบว่าการที่เห็นหลวงพ่องดงามสว่างไสวไปทั้งองค์นั้น เป็นเพราะอายตนะที่ดึงดูดใจเปิดรับแล้วจิตของคนทุกคนจะต้องมีอายตนะประจำ ตามีอายตนะสำหรับดึงดูดรูป หูมีอายตนะสำหรับดึงดูดเสียง จมูกมีอายตนะสำหรับดึงดูดกลิ่น ลิ้นมีอายตนะสำหรับดึงดูดรส กายมีอายตนะสำหรับดึงดูดสัมผัส ใจมีอายตนะสำหรับดึงดูดธรรมารมณ์ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนดอกบัวที่รอสัมผัสแสงอาทิตย์พร้อมที่จะบานรับอรุณทันที
ดังนั้นพอสิ้นคำสอนของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจึงเห็นดวงแก้วกลมใสปรากฏขึ้นที่ฐานที่ 7 กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ทันที เพราะเวลานั้นจิตมีศรัทธาเต็มที่
ต่อมา "ข้าพเจ้าก็ได้ใช้วิชชาธรรมกายช่วยแก้โรคของมารดาให้หายป่วยได้" เป็นที่น่าสังเกตว่าบุตรหลานซึ่งได้ธรรมกายของคนป่วยจะมีความสามารถในการรักษาโรคเป็นพิเศษดังนี้ เพราะจิตมุ่งมั่นไปทางเดียว จึงมีพลังมากเสมือนสายน้ำที่ไหลพุ่งไปทิศทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงกว่าน้ำที่แตกแยกเป็นลำธารสายเล็กสายน้อยฉันนั้น
คุณครูตรีธา เนียมขำ