ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ลุงประคอง ทับจ้อย

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 451205-บุคคลยุคต้นวิชชา1

PDF
ลุงมาเจอหลวงพ่อตอนอายุเกือบๆ ๑๐ ขวบ มีน้าสาวบวชเป็นชีอยู่ที่นี่ (วัดปากน้ำ) ชื่ออาจารย์ตรีธา เนียมขำ (ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ) เป็นคนบางบ่อ คนแถวบางบ่อมากันเยอะ ญาติพี่น้องพากันมาหมดนั่งเรือมาจากบางบ่อมาถึงวัดปากน้ำใช้เวลา ๓ วัน ชื่อเสียงของหลวงพ่อขจรขจายมาก รักษาโรคโดยไม่ต้องกินยา คนพากันมาจอดเรือหน้าวัดเป็นแถวเลย มาหาหลวงพ่อให้หลวงพ่อช่วย ที่เป็นโรคหนักเกือบตายแล้วหาย เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดบางบ่อ แกเป็นอะไรไม่รู้เหม็นทั้งตัวเลย ปรากฏว่าพอมาให้หลวงพ่อรักษาก็หายเลย หลวงพ่อท่านรักษาทางวิปัสสนาโดยไม่ต้องใช้ยา เขาก็หายหมด โดยให้เขียนอาการโรค ชื่อ ที่อยู่ อายุ วันเดือนปีเกิดอยู่บ้านเลขที่ เขามีแบบฟอร์มให้กรอก เขียนเสร็จแล้วก็ส่งให้หลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อก็ให้ผู้ที่ได้ธรรมกายทุกคนช่วยแก้ที่โรงงานทำวิชชา เขาก็จะแก้ให้ทั้งโรงงาน คนที่มาให้รักษา ก็ต้องนั่งสมาธิด้วย หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะขึ้นสอนสมาธิทุกวันพฤหัส เวลาท่านสอนธรรมะก็จะมีดวงแก้ว ใช้ดูแล้วจะมีไม้ชี้ ตามฐานต่างๆ ตั้งแต่ฐานที่ ๑ ฐานที่ ๒ เรื่อยไปจนถึงฐานที่ ๗ คนบ้ามารักษาก็มี ผมช่วยหลวงพ่อรักษาคนบ้า คนบ้าที่หลวงพ่อรักษานี้ต้องใช้ธรรมกายด้วย ให้ยาด้วย เป็นยาผง เรียกว่า ยาบาทจิต สูตรยาเป็นของหลวงพ่อเอง ยานี้ถ้ากินแล้วก็จะเกิดอาการอยากกินของหวาน แล้วยานี้ถ้ากินแล้ว ห้ามกินของหวานเพราะอาการจะไม่ดีขึ้น คนบ้าแต่ละคนคลั่งต้องล่ามโซล่ามขาไว้ มันจะบอกว่า หลวงพี่ครับผมหายดีแล้วครับ ปล่อยผมเถอะครับพอ ปล่อยก็โดดน้ำโครมหน้าวัด มันยังไม่หายดี เราเป็นคนดูแลอยู่ เราก็เรียกกลับมา บางทีเจอเจ็กขายไอติมเราต้องวิ่งไล่เลย เพราะคนบ้ามันจะกินไอติม มันเป็นของหวาน ยานี้จะทำให้อยากมาก ให้กินยาบาทจิตนี้ก็นานเหมือนกัน ให้กินเรื่อยๆ ทีละช้อนๆ กินที่นั่งน้ำลายไหลยืด คนป่วยที่เป็นแขกจากอินเดีย ก็มารักษา พอหายก็ศรัทธาวิชชาของหลวงพ่อ ขออยู่ที่วัดหาข้าวกินเอง เขาจะไม่กินสัตว์ที่มีชีวิตจะมีมะเขือมะแว้งแล้วก็หั่นๆ กิน หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านไม่ดุหรอก แต่ผิดวินัย ผิดระเบียบไม่ได้ สมัยหลวงพ่อมีพระ ๕๐๐ กว่าองค์ ใครมาทิศเหนือทิศใต้ที่ใดมาท่านรับหมด ถ้าพระมาขออยู่ด้วย ท่านจะถามประเด็นแรกว่า เราเรียน เราศึกษานะห้ามหยิบอัฐนะ แล้วค่อยถามว่าอยู่กับใคร มีที่อยู่หรือยัง จีวรมีไหม มุ้ง เสื่อมีไหม ถ้าไม่มีท่านก็เรียก "ยูร มาจัดของให้พระหน่อย" ลุงประยูรเป็นอุปัฏฐากท่าน ดูแลเรื่องการเงินการทองทุกอย่างในวัด หลวงพ่อท่านไม่จับเงิน และพระเณรของหลวงพ่อต้องแต่งตัวเรียบร้อย ห่มเหมือนกันหมด เณรห่มลดไหล่ ห่มดอง พระห่มคลุม พระที่อยู่วัดต้องปฏิบัติตามและไม่ต้องบิณฑบาตร ท่านเลี้ยงเองหมด เลี้ยงมาตลอด พอหลวงพ่อสร้างโรงเรียนเป็นตึกเอนกประสงค์ ๓ ชั้น พระเณรก็สงสัยกันว่าสร้างให้ใครเนี่ยเพราะสมัยนั้นถือว่าเป็นตึกที่ทันสมัยที่สุด แถวนี้ ไม่มีใครสร้างเลย หลวงพ่อท่านออกพระของขวัญมอบให้สำหรับผู้สร้างโรงเรียน องค์ละ ๒๕ บาทถ้าใส่กรอบเงินก็ ๓๐ บาท และถ้าทำก็ต้องมารับเอง ลูกก็ต้องมารับเองกับมือ รับแทนกันไม่ได้ถึงแม้จะทำมากกว่า ๒๕ บาทก็ต้องรับองค์เดียว หลวงพ่อท่านจำแม่นมากท่านจำได้หมดเรื่องความจำของหลวงพ่อนี้ ยอดเยี่ยมเลย แล้วปกติหลวงพ่อท่านจะไม่ออกไปไหน นานๆ จะออกนอกวัดสักครั้งหนึ่ง เขานิมนต์ถ้าไม่จำเป็นท่านไม่ออกหรอก ปีหนึ่งจะออกสัก ๒ หน ส่วนใหญ่จะเป็นแถวๆ วงเวียนใหญ่ หลวงพ่อท่านจะเป็นพระที่ไม่ค่อยคุย แต่ท่านพูดอะไรจะพูดล่วงหน้าเป็นสิบๆปีอย่างเช่นสายบางนา ท่านบอกว่าต่อไปจะเป็นสายใหญ่ สายนี้จะไปจังหวัดตราด จังหวัดชลบุรี ท่านพูดไปเป็นสิบๆ ปี ทั้งที่ยังเป็นสวนเป็นทุ่งนาอยู่ เห็นหมู่บ้านไกลลิบๆ ตอนสงครามโลกช่วงนั้นมีมดแดงกัดกัน แปลกมันกัดกันตายเป็นกองเป็นเข่งเลย ก็ไปบอกหลวงพ่อว่าหลวงพ่อมดมันกัดกันตาย เต็มถนนไปหมด หลวงพ่อท่านก็บอก "อือ อีก ๗ วันสงครามจะเลิก" หลวงพ่อพูดก็เลิกจริงๆ อีก ๗ วันสงครามเลิกเลย ท่านไม่พูดอะไรมาก พูดน้อยพูดแต่คำสองคำก็เข้าโรงงานเลย วิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านดีจริง ถ้าวิชชาของหลวงพ่อไม่แน่ ตอนนี้วัดปากน้ำเหลือแต่ดุ้นฟืน เพราะตามหลักจริงๆ แล้ววัดปากน้ำเป็นจุดระเบิด ที่ระเบิดลงเลยแหละ ธรรมดาตามหลักประตูน้ำ บางคลองนี้ไม่มีเหลือ ตั้งแต่ประตูน้ำบางนกแสก ประตูน้ำอ่างทอง ประตูน้ำบางยาง เหลือแต่ประตูน้ำภาษีเจริญที่ไม่เป็นอะไรเลย ไปถามเลยวัดวาอารามอยู่ไหนไม่มีเหลือ ถูกทิ้งระเบิดหมดเลยช่วงนั้นหลวงพ่ออยู่ในโบสถ์ ไม่ออกจากโบสถ์เลย นั่งทำวิชชาของท่านอย่างเดียว นั่งปัดลูกระเบิดอย่างเดียว แล้วบางคนก็จะวิ่งมาอยู่ที่วัดปากน้ำ เพราะมั่นใจว่ายังไงก็ปลอดภัยที่สุด สงครามเกิดขึ้นปี ๒๔๘๕ ก็จะมีใบปลิวสงครามโลก เป็นใบปลิวสวยกระดาษอย่างดี กระดาษมันเลย ดอกชากุระสวยๆ อเมริกาเขามาทิ้ง ใจความของเขาก็คือ อเมริกาเขาจะทิ้งระเบิด เขาจะบอกว่าวันนี้เวลาเท่านั้นจะมาทิ้งที่นี่ ให้ประชาชนรีบออกไปให้พ้น เขาจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนเลย เพราะสงครามมันเกี่ยวกับอเมริกันรบกับญี่ปุ่น เราคนไทยไม่ได้เกี่ยวข้องใบปลิวที่ผมเก็บไว้สวยๆทั้งนั้นข้อความเป็นภาษาไทย ตอนทิ้งระเบิดเสียงจะดัง สะพานพุทธนี่ ผมวิ่งไปดูเลย มันเวียนเทียนเลยเป็นทางๆ สะพานพุทธนี้ศักดิ์สิทธิ์นะ ทิ้งไม่โดน วัดเลียบนะใหญ่นะเท่ากับวัดโพธิ์ วัดมหาธาตุโดนหมดเลย สวนกุหลาบเพาะช่างโดนหมด แต่สะพานพุทธไม่โดน ทหารชั้นผู้ใหญ่อย่างเช่น จอมพลป.พิบูลสงคราม ก็มากราบ นายทหารมาเยอะ มารับพระองค์ละ ๒๕ บาท ถ้าเลี่ยมใส่กรอบ ๓๐ หน้ากุฏิของหลวงพ่อจะมีต้นชมพู่ แล้วมีซุ้มออก ๒ข้าง หลังกุฏิของท่านจะเป็นโรงงานทำวิชชา เวลาท่านสั่งงานก็จะเดินทะลุถึงกันได้ ผมไม่ได้เข้าไปในนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปเพราะในโรงงานเขาไม่ให้คนอื่นเข้า เฉพาะผู้ทำวิชชาเท่านั้น คนทำวิชชารุ่นนั้นก็จะมี ทั้งชีและพระ พระที่ทำวิชชาก็จะมีหลวงพ่อเล็ก เจ้าคุณภาวนาโกศล หลวงตาเจิน หลวงตาใจ หลวงตาสังวาลย์ หลวงพ่อที่วัดอยู่วัดลำพระยาก็มีตอนยังหนุ่มอยู่ ฝ่ายแม่ชีมีแม่ชีปุก แม่ชีทองสุข แม่ชีญาณี แม่ชีจันทร์ แม่ชีลำภา แม่ชีเนาวรัตน์ แม่ชีละมัยก็อยู่ รุ่นเก่ารู้จักทุกคน ส่วนหลวงพ่อสมเด็จ (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์) นั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านส่งไปเรียนที่วัดเบญจมบพิตรฯ ตั้งแต่เด็กๆ ที่โรงงานทำวิชชาจะมีคนคุมล็อคกุญแจไว้ตลอด เพล ๑๐ โมงก็เปิดมาให้กินข้าว แล้วกลับไปชุดหนึ่ง พอ ๑๑ โมงก็ออกมาอีกชุดหนึ่ง หลวงพ่อท่านจะชอบเดินตรวจตามกุฏิ ดูแลความเป็นอยู่ของพระเณร บางทีตอนกลางคืนท่านก็จะยืนซุ่มด้วยนะ ยืนซุ่มอยู่บนหอพระไตรปิฎก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะเป็นพระที่เคร่งครัด และอดทนมาก ขนาดตอนท่านป่วย ฉันยังฉันเองเลย ไม่ให้คนอื่นช่วย บางทีถ้าเกินเวลาแล้วมีคนเอาน้ำข้าวไปป้อน ท่านยังไม่รับเลย ท่านคายออกหมด ท่านเคร่งมาก แม้แต่น้ำข้าวต้มก็ไม่เอา แม้แต่น้ำแกงนี้หลวงพ่อฉันก็ฉันไม่หกเลย ชามข้าวท่านตะล่อมไว้ตรงกลางเรียบร้อย หลวงพ่อชอบน้ำอ้อย ท่านจะฉันน้ำอ้อยเป็นประจำ ทั้งเช้า สาย บ่าย เที่ยง แล้วอ้อยนี้ท่านชอบมากฟันท่านดีนะเคี้ยวอ้อยกร๊อบๆ หลวงพ่อเป็นที่เคารพนับถือมากที่สุด พอท่านมรณภาพคนก็มากันเนืองแน่นมากมายก่ายกอง หลวงพ่อท่านสั่งให้เก็บร่างท่านไว้ไม่ให้เผา พอท่านสิ้น สมเด็จป๋าวัดโพธิ์ก็เข้ารักษาการเจ้าอาวาส ตอนนั้นยังเป็นพระธรรมวโรดม ต่อมาจึงเป็นพระสังฆราช ท่านบอกว่าเอาร่างท่านไว้ จะเลี้ยงวัดปากน้ำได้ ตอนมรณภาพไปแล้ว ทั้งที่วัดมีเงินเหลือ ๗๐ เพราะใช้เลี้ยงพระหมด ท่านเจ้าคุณราชโมลีขึ้นไปบอกที่หอของหลวงพ่อว่า หลวงพ่อเงินหมดแล้วนะเหลืออยู่แค่ ๗๐๐ เท่านั้นนะ พอพูดกับหลวงพ่อเสร็จ พอลามาจากหอไว้ศพ ก็มีรถบรรทุกขนข้าวสารมา ๒ คัน ตั้งแต่นั้นมากขึ้นเรื่อยเลย ทวีขึ้นมาเรื่อยทั้งเงินทองเข้ามา จนกระทั่งบัดนี้ ผมพอบวชเป็นเณรอยู่กับหลวงพ่อ หลังจากนั้นอีก ๒ ปีก็บวชเป็นพระแล้วไม่นานก็ลาสิกขา ตอนสึกก็อธิษฐานกับหลวงพ่อในใจ เพราะหลวงพ่อท่านสึกให้ อธิษฐานว่าขอให้มีงานทำตลอด คือพอท่านหยิบสังฆาฏิออกก็ตั้งใจเลย "หลวงพ่อข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้ข้าพเจ้ามีงานทำตลอดกาล" ร่ำวยอะไรไม่เคยนึกถึง มีงานทำก็มีเงินใช้ แต่หลวงพ่อท่านไม่พูดอะไร ท่านนิ่งๆ แล้วพอออกมาก็มีงานทำตลอด ไม่เคยตกงานเลย