ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมี

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 451205-บุคคลยุคต้นวิชชา1

PDF
ตัวฉันเองมาเจอหลวงพ่อวัดปากน้ำตอนอายุราวๆ ๑๘ ปี เป็นเรื่องอัศจรรย์ ตอนนั้นฉันอยู่อ่างทอง ตัวหลวงพ่อท่านอยู่ที่วัดปากน้ำนอนหลับอยู่ ก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อวัดปากน้ำแว่วมาว่า "ให้ไปวัดปากน้ำ" ฉันเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่าย เสียงก็แว่วมาอีกว่า "เอ้ยต่อไปไม่ต้องหุงแล้วไอ้หม้อดินนี้ ต่อไปกดปุ๊บติดปับเลย" สมัยนั้นเขาหุงข้าวด้วยหม้อดินกัน แล้วก็ได้ยินต่อไปว่า "แล้วหูทิพย์ ตาทิพย์จะเกิดขึ้นเอง" เราได้ยินอย่างนั้นเราก็แปลกใจ ไม่เชื่อว่า?? เอ๊!? จะเป็นไปได้ยังไง?!? ก็เลยตั้งใจว่า ทำยังไงนะ เราจึงจะได้เจอหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยู่ๆ มาก็มีคนหนึ่ง เป็นมหาเปรียญ ๙ ประโยค มาชวนว่าจะพาไปอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราก็ไป พอดีฟันของมหาเปรียญองค์นี้แกเลี่ยมทอง พอไปหลวงพ่อวัดปากน้ำบอกไม่รับ เราก็ร้องไห้ทำไมหลวงพ่อถึงไม่รับเรา ก็พระจะมีทองได้ที่ไหนล่ะ อาจารย์มันไม่ดี ลูกศิษย์มันก็คงไม่ดี หลวงพ่อวัดปากน้ำไม่รับ บอกว่า อาจารย์มึงไม่ดี เลี่ยมฟันทองมาไม่ดีแล้ว ก็เลยเดินออกจากวัด ทีนี้คงจะเป็นบุญของฉัน พอดีมาเจอพระอาจารย์มหาวิชัยซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อ ท่านก็เรียกเข้าไป "เอ้า เณรมานี่ซิ ทำไมเดินคอตกอย่างนั้น" เราก็บอกว่าหลวงพ่อท่านไม่รับผม "เอ้าเดี๋ยวไปด้วยกัน" ท่านก็พาไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ บอกหลวงพ่อว่า "ผมฝากเด็กคนนี้ สักคนได้ไหม" ทีนี้หลวงพ่อรับผมเลย จึงได้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นก็ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๖ หลวงพ่อท่านยังแข็งแรงอยู่ ฉันเคยสงสัยนะว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอวดอุตริมนุสสธรรมมั้งเนี่ย ที่อัญเชิญพระพุทธเจ้ามาได้ ท่านก็ชี้หน้า ไอ้เณรมึงอย่านะ หลวงพ่อชี้หน้าว่าผม เห็นพระพุทธเจ้าลอยเต็มหลังคาโบสถ์ "เฮ้ยมึงอย่านึกดูถูกนะ มึงไม่เห็นจริงนี่หว่า มึงอย่าแกล้งพูดไปนะ" เราก็เงียบ เรานี้หัวดื้อ ไม่ค่อยเชื่อหลวงพ่อ ไปอยู่ ใหม่ๆ เราก็คะนองเลย กับเพื่อนเณรด้วยกัน เขาอยู่คณะ เนกขัมมะ ต้มข้าวต้มกินกันเถอะ หลวงพ่อท่านไม่รู้หรอก ๓ องค์ท้าทายหลวงพ่อ มีผม มหาเสริม มหาพล ต้มข้าวต้มกินกัน ตั้งหม้อไปซื้อกับข้าวเต้าหู้ยี้ ทีนี้หลวงพ่อท่านรู้ ท่านบอกพวกมึงหยุดเลยนะ ถ้าไม่หยุดพรุ่งนี้จะประกาศชื่อ หลวงพ่อท่านรู้หมด ถ้าไม่รู้ท่านจะปกครองคนได้อย่างไร พระ ๓๐๐ เณร ๓๐๐ ชี ๓๐๐ ลูกศิษย์อีก ๓๐๐ จะปกครองคนได้ คนต้องเชื่อ หลวงพ่อท่านจะอยู่บนธรรมาสน์ นั่งเทศน์อยู่ในโบสถ์ พะคุณของหลวงพ่อมากเหลือล้ำเกินกำหนด หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูดจริงทุกอย่าง ไม่เคยโกหกหรอก เราหนีเที่ยว เขามีหนังฉายที่วัดนางชี วัดปากน้ำปิดประตูแล้ว สมัยนั้นหลวงพ่อท่านสร้างเป็นกุฏิ กุฎิใคร กุฏิมัน สำหรับให้คนอยู่ปฏิบัติธรรม เรา ๕ คน มหาพล มหาเสริม ผม เณรไร และเณรจัน "หลวงพ่อท่านไม่รู้หรอก เราหนีข้ามรั้วไปดูหนังกันดีกว่า" หนีไปเป็นประจำ วันนั้นหลวงพ่อเตรียมไม้ ทุกครั้งที่เราไปจะมีไม้ขีดกับไฟแช็คไป แต่วันนั้นไม้ขีดก็ไม่มี ไฟแช็คก็ไม่มี แล้วแต่ก่อนโบสถ์ของหลวงพ่อจะเก่าๆ โทรม เราก็มองเห็นแสงไฟวาบๆ อยู่ข้างโบสถ์ เราก็ "เฮ้ย! มีพระสูบบุหรี่ เราไปขอต่อยาดีว่า รีบเดินเข้าไปขอต่อยา พอไปถึงปรากฎพระองค์นั้นคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านยืนอยู่ "มึงมานี่ไอ้ตัวแสบ ไปเรียกไอ้พวกนั้นมาด้วย มึงนี่หนีเรื่อย กูตามมึงทันมึงไม่ดูหนังสือเลยเนี้ย! มานี่" มหาเสริมก็บอก "หลวงพ่อครับ ยังไงผมก็รับผิดครับ" "คนที่รับผิดหลวงพ่อไม่ตี แต่คนไม่รับผิดหลวงพ่อจะตีมัน ไอ้ตัวแสบ ไอ้ตัวรู้เนี้ย!" หลวงพ่อท่านชี้มาทางเรา "ไอ้ตัวต้นเรื่องต้นยุ ยุให้ไปทำมิดีมิร้ายไปชวนเขาดูหนัง พอเย็นนะมึงเริ่มเลย จัดแจงเลยที่ไหนเขามีหนัง บอกเลยวัดนางชี วัดนางนวลมึงน่ะรู้หมด มึงเป็นคนต้นเรื่อง มึงมานี่" "หลวงพ่ออย่าตีผมเลยนะครับ" "กูไม่ตีมึงแต่มึงต้องไปเรียนให้ดีนะไปเป็นแถวเลย" ท่านไม่ตีเราสิเสียรู้ โอ้โฮพระอะไรมาแอบสูบบุหรี่ให้เราเห็น พอบอก "หลวงตาขอไฟหน่อย" "ไอ้ตัวแสบมึงมานี่ ตามไอ้พวกนั้นมาให้หมด" เราก็ตะลึงเลย ปกติท่านจะนั่งธรรมะไม่เคยคิดจะออกมาจากโบสถ์ ทีนี้คงเป็นบุญบารมีอะไรสักอย่าง เพราะปกติเราไม่ค่อยเชื่อหลวงพ่อ แต่ครั้งนี้ทำให้เราคิดว่า หลวงพ่อคงไม่โกหก เรานึกว่าต้องเป็นของจริง เพราะหลวงพ่อทำให้เราเห็นทุกอย่าง ก็เลยไปนั่งหน้าโบสถ์ นั่งทรมานตัวเราเองซิ ตัวเรานี้มันจะเป็นอะไรวะ...ก็ไม่เห็นมีอะไรนั่งไปนั่งมาก็เกิดแลเห็นสว่างโล่งเลย แล้วก็ค่อยๆ แคบลงๆ แล้วเห็นตัวของเราเอง ก็มาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อบอก "มึงรู้แล้ว" หลวงพ่อบอกว่าเรารู้แล้ว เหมือนกับกู คราวนี้ก็นั่งเลย ท่านเห็นเรา เราเห็นท่านเหมือนกับเรานั่งคุยกัน ภายในคุยกันได้ เพราะฉะนั้นวิชชาธรรมกายไม่ใช่ของโกหก พูดล้อเล่นไม่ได้นะ ของจริงนะ เป็นปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตัวของเราเอง ไปเล่าให้คนอื่นฟัง เขาเห็นไม่เหมือนเราก็จะหาว่าเราบ้าต้องนั่งเองถึงจะรู้เอง ทีนี้ก็ต่อวิชชาในโรงงานทำวิชชา ชีอยู่ฟากหนึ่งพระเณรอยู่อีกฟากหนึ่ง หลวงพ่อนั่งกลาง หลวงพ่อท่านคอยนั่งตรวจคอยสั่งวิชชา แม่ชีก็จะตอบว่าวิชชาไปโน่น ไปนี่จะเป็นอย่างนั้นๆ เราก็นั่งตามไปเรื่อยๆ หลวงพ่อจะเป็นคนสั่งแม่ชี ควบคุมชี อีกทีหนึ่ง อย่างแม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์ เขาก็ไปกันเต็มเยอะแยะ ไม่ใช่ผมคนเดียวนะที่ต่อวิชชา ก็นั่งฟังเหมือนเราไม่ใช่ตัวเรา วิชชาไปถึงไหนก็ไปถึงนั่น เคยนั่งดูเหมือนกันว่าบางคนก็ไปไม่ได้ไปไม่ทัน เพราะจิตไม่นิ่งแน่นพอกลับเรียบร้อย เราก็เขียนบันทึกลงในสมุด เวลาเราอยู่ข้างในนั้น เราจะมองเห็นกันหมด มีหลวงพ่อเป็นผู้นำ แต่ก่อนจะมีแม่ชีทองสุข แม่ชีจันทร์เขาจะสนิทกับฉันเพราะศาลาติดกัน อาจารย์อยากให้ฉันเก่ง ก็เลยไปให้แม่ชีจันทร์ แม่ชีทองสุขสอน เราก็ไปนั่งธรรมะ อาจารย์ก็สั่ง "เฮ้ยมึงนั่งให้ดีๆ นะ" ทีนี้เราก็นั่งหลับ กรนคร๊อกๆ แกล้งคุณยายทองสุข คุณยายทองสุขแกเก่ง ยายจันทร์ก็เก่ง เขาว่าวิชชาไปอย่างนั้นอย่างนี้เราก็นั่งหลับ ปกติทางเณรนั้นแม่ชีทองสุขกับแม่ชีจันทร์จะไม่รับสอนใครนอกจากฉัน (ลุงสมจิตร) มหาพล มหาเสริม แม่ชีทองสุข เขาก็ทำให้ตัวของเขาเป็นผู้ชายได้ด้วยธรรมกาย ฉันก็นั่งไปดูอย่างนี้ สามารถทำได้ ฉันก็เอะ...ทำได้ยังไงวะ...แกก็บอก "เฮ้ยอย่างนี้ก็แอบดูกูสิ เราก็ไม่ว่าอะไร แม่ชีจันทร์ก็เป็นลูกศิษย์ของแม่ชีทองสุข ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเวร เดี๋ยวนี้ตายกันหมดแล้ว เราเชื่อหลวงพ่อมาก เพราะเราประสบพบเห็นมากับตัวเราเองทุกอย่างที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริง ก็เลยเลิกเรียนบาลี ไม่อยากได้ มานั่งธรรมะดีกว่า ก็เป็นเณรก้นกุฏิหลวงพ่อสะพายย่าม เดินตามหลวงพ่อไป มีโยมน้าคนหนึ่งแกเป็นคนไม่เชื่อ เป็นผู้จัดการเดินเรือสมุทร แกขับรถมาตั้งใจว่าจะฆ่าตัวตาย จะขับรถให้ชนเสาไฟฟ้า เราก็บอกอย่าอย่าพึ่งทำ อย่าทำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แกเปิดรถมาบอก "ห้ามผมทำไมผมเสียใจ ผมอยากตาย" "ไปวัดดีกว่า ไปนั่งคุยกันที่วัด" จะเป็นดวงอุปการะยังไงไม่ทราบ พอผมบอก เขาก็เดินตาม ตอนเป็นเณรตอนนั้นไปบิณฑบาตรที่ตลาดพลู ของก็เยอะ เขาก็ช่วยหิ้วของเดินตามมาที่วัด แล้วมานั่งคุยกันว่า เวรกรรมมีจริง แล้วก็ได้ธรรมะ ต่อมาแกก็เป็นก้นกุฏิมาเรื่อย ติดสอยห้อยตามมาตลอด จะเอาอะไรให้หมด รถเก๋ง สร้อยคอ ๒๐ บาทแต่เราไม่เอา ลองวิชชากับหลวงพ่อ ตอนหลวงพ่อสดดังๆ ก็มีคนมาลองวิชชากับหลวงพ่อเยอะ ทีนี้น้าก็พาคนทรงคนหนึ่งมาหาหลวงพ่อ นับถือเจ้าพ่ออะไรไม่รู้ที่บ้าน คนทรงนั้นมีสมบัติอยู่ใต้ถุนบ้าน มีคนจะทำให้คนทรงนี้ตาย เพื่อจะขุดเอาสมบัติ พอน้าพาคนทรงมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกเณรไปนั่งธรรมะซิ ทีนี้มันบินมาเลย พุ่งเข้ามาทางหน้าต่าง ร่างทรงร้องวี๊ด เป็นตุ๊กตาหุ่นขี้ผึ้ง หลวงพ่อก็ออกจากกุฏิมาเลย เอาแก้วมาครอบมันไว้ ครอบไอ้ตัวหุ่น มันก็บอกหลวงพ่ออย่ายุ่งนะ จะเอาชีวิตคนๆ นี้ เณรก็อย่ายุ่ง มันก็วิ่งเข้ามาหาคนทรงท่าเดียว เราก็บอกว่าหยุดนะ เรามันคนดื้อรั้นอยู่แล้ว เราช่วยหลวงพ่ออยู่แล้ว "ถ้ามึงทำเขา กูเอามึงตายแน่" มันก็วิ่งมาเลยนะ แก้วอย่างหนาเลยนะครอบตัวมัน แต่มันวิ่งได้ จะเข้าไปหาคนทรง เราก็กันตัวเขาเอาไว้ มันถอยกลับ "มึงถอยออกมานะ มึงถอยออกมา ถึงตายแน่ถ้ามึงไม่ถอย" พอสุดเสียงมันก็หมดวิชชา ละลายกลายเป็นอากาศธาตุไปหมด หลวงพ่อบอก "เณรดูซิ ตราสังข์ยังมีอยู่เลย มันทำได้ยังไงวะเนี๊ยขี้ผึ้งมัดด้วยด้ายสายสิญจน์มันมาหมดเลย หุ่นขี้ผึ้ง ในนั้นมีหมดเลย มีเข็ม มีมีด มีหมดในตัว ถ้าเข้าตัวเข็มวิ่งแทงอวัยวะต่างๆ ตาย เรานั่งดูอยู่นะมันวิ่งได้ แล้วคนที่ทำหมายถึงคนที่ส่งเจ้าหุ่นตัวนี้มาเป็นแขก แขกนี่มันเก่งจริงๆ ตัวฉกรรจ์เลย เขาจ้างฆ่าไม่รู้กี่หมื่น จ้างฆ่าคนทรง พอเสร็จเรียบร้อย คนทรงก็มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อช่วยชีวิตเลยนะเนี้ย เสี้ยววินาทีเลยนะ เจ้าที่เข้าทรงมันก็เก่งทุกรูปแบบ เวลามันเอาผ้าปิดหน้านะ เนื้อเป็นกิโลหายหมดเลย ไม่รู้หายไปได้ยังไง เกลี้ยงเลยเหลือแต่ถาด แต่เราก็มองเห็นนะ แต่ไม่พูด มันบอกว่า "เณรอย่าพูดนะ" เป็นเรื่องของเขา หลวงพ่อเคยพูดว่า "เณร...วัดปากน้ำเนี้ยมีทองคำเต็มไปหมดเลยนะ" เราก็สงสัย ทองคำจะมีจริงอย่างที่หลวงพ่อพูดหรือเปล่าแต่พอนั่งดู.... ทองคำมีจริงๆ... เลี้ยงคนกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านกินไม่หมด...วัดปากน้ำ กินไม่หมดทองคำเยอะแยะ สมัยนั้นถ้ามีคนบอก "หลวงพ่อข้าวไม่มี" มาแล้ว แป๊บเดียวข้าวมาเลย "หลวงพ่อน้ำปลาไม่มี" เรือมาอีกล่ะ หลวงพ่อนั่งอยู่กฏิ แต่เรือข้าวมา น้ำปลามา หลวงพ่อท่านรู้หมดเรียกมาได้ ฉันเคยถามคนที่เอาข้าวมาว่า "โยมทำไมถึงเอาข้าวมา" เขาบอกว่า "เพราะศรัทธามันเกิดเลยเอาข้าวมาวัดปากน้ำ" ทั้งๆ ที่แกก็ไม่เคยนับถือหลวงพ่อด้วยนะ แต่อยู่ดีๆ ก็นึกอยากจะถวาย "หลวงพ่อวันนี้จะมีคนสร้างกุฏิไหม" หลวงพ่อบอกว่า "มี" สำนักข่าวหนังสือพิมพ์มานั่งเฝ้ามาจับผิดหลวงพ่อสักพักนึงคนมาแล้ว "หลวงพ่อฉันอยากสร้างกุฏิสักหลังมีที่ว่างไหม" เล่นเอาไอ้หนังสือพิมพ์ถามเลยว่า"แกนัดแนะกับหลวงพ่อหรือไง" เขาบอกว่า "ไม่รู้เรื่อง อยากสร้างเฉยๆ แกจะทำไมฉันล่ะ" หลวงพ่อรู้ได้ไงว่าจะมีคนมาสร้าง มหัศจรรย์เกิดขึ้นเยอะ คนที่มาขอให้หลวงพ่อช่วยก็มีเยอะ บางคนมาบอกหลวงพ่อ ขออย่าให้บ้านพัง ท่านก็บอก "มึงไปเปลี่ยนน็อตใหม่ซะ มันขึ้นสนิมก็พังอยู่แล้ว" เขาก็รีบไปขันน็อตใหม่ บ้านแข็งแรงแน่นหนาทันที บางคนมาขอน้ำมนต์ "หลวงพ่อผมขอน้ำมนต์สักขันนะ" ตอนนั้นคนก็เยอะ หลวงพ่อนั่งรับแขกเรื่อยๆ สักพักเขาเห็นหลวงพ่อไม่ทำอะไร เขาก็จะเอาน้ำมนต์ไปสาดทิ้ง ปรากฏว่าน้ำเป็นอย่างกับน้ำแข็ง สาดไม่ออก เขาก็รีบมาขอโทษหลวงพ่อ หลวงพ่อ ก็บอกว่า "กูทำให้มึงแล้ว มึงเททิ้งทำไม" ของหายก็มีมาถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอก "มึงไป เดี๋ยวมึงก็เจอเองแหละ" แล้วเขาก็เจอ ขนาดบางคนญาติป่วยใกล้จะตายมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอก "มึงกลับบ้านไปเถอะ มันไม่ตายหรอก" เขาก็ไม่ตาย ไม่รู้หลวงพ่อรู้ได้ไง หลวงจบๆมาบอกว่า "หลวงพ่อครับเขาว่าหลวงพ่อเก่งจังเลยเหรอ สามารถรู้สวรรค์นรกได้ แล้วไม้ขีดในกล่องนี้มีกี่ก้าน" หลวงพ่อท่านก็บอกว่า"วางไว้ข้างๆ ขามึงนั่นแหละ" แล้วหลวงพ่อท่านก็สั่งให้ไปเรียกแม่ชีญาณีกับแม่ชีตรีธา ๒ คนเข้ามา แล้วหลวงพ่อสั่งให้แม่ชี ๒ คนเข้าที่ไปตามพ่อตาของเขา มาเข้าร่าง พอเข้าร่างแล้ว ท่านก็บอก "เอ้าคุยกับเขา" พอเข้าร่างปุ๊บก็บอกเลยว่า "มึงมาท้าทายหลวงพ่อวัดปากน้ำ มึงวอนหัวขาดชะแล้ว นี่กูพ่อมึง ไอ้แช่มมึงนี่มันไม่เข้าท่า" แล้วก็บอกให้เสร็จเลยว่าไม้ขีดมีกี่ก้าน เงินทองอยู่ที่ไหนๆ ให้ไปขุดเอาพอเขาไปขุดก็เจอหมด ตอนนั้นเรานั่งอยู่ข้างๆหลวงพ่อ คอยต้มน้ำร้อน หลวงพ่อจะเรียกเราว่าไอ้ตัวแสบ ไอ้ตัวแสบไปต้มน้ำร้อน ที่เรียกเราว่า ไอ้ตัวแสบ เพราะเราดื้อไม่ค่อยเชื่อท่าน อย่างพระของขวัญ เราก็คิดว่า "อะไรกันนักกันหนาใครก็อยากได้" ท่านบอกว่า "มึงน่ะไม่รู้คุณค่าต่อไปมีเงินแสนก็หาไม่ได้" ตอนนี้ก็หาไม่ได้แล้ว อย่างเรื่องดับดาวนี่เป็นของเล่น เรียกฝนก็ได้ พายุมันจะเกิด เราจะไม่ให้เกิดก็ได้ พระพุทธเจ้าตรัสบอกพระอานนท์ว่า พระโมคคัลลานะเก่งทางฤทธิ์นะ พระสารีบุตรเก่งทางธรรมะมีปัญญา พระอรหันต์แต่ละองค์เก่งไม่เหมือนกัน อย่างองคุลีมาล ฆ่าคนเป็นหมื่นเป็นแสนตัดนิ้วมือสร้างเวรกรรมเพราะอยากเป็นเจ้าโลก อยากสำเร็จทุกอย่าง จนเกือบจะฆ่าแม่ พระพุทธเจ้าไปห้ามไว้ องคุลีมาลวิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้า บอกให้หยุดก่อนๆ พระองค์ก็บอกว่า "เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด" องคุลีมาลคิดว่า จะหยุดได้ยังไง วิ่งตามเท่าไหร่ก็ไม่ทัน พระพุทธเจ้า ท่านหยุดฆ่าคน หยุดความเลวความชั่ว และใจท่านหยุดแล้ว พอองคุลีมาลได้ฟังธรรมก็เกิดดวงตาเห็นธรรม ทิ้งมีดขอบวช องคุลีมาลจากโจรมาเป็นคนดี เป็นพระอรหันต์ ตอนแรกคนก็เกลียด พากันขว้างปาหินใส่ บางคนก็กลัว มีผู้หญิงคนหนึ่ง วิ่งหนีท่านแล้วไปติดอยู่ที่รั้ว เป็นผู้หญิงท้องแก่ ท่านก็ตั้งสัจจอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าเลิกแล้วจากความชั่วจากการเบียดเบียน ขอน้องหญิงจงคลอดด้วยความสวัสดิภาพ ผู้หญิงคนนั้นก็คลอดลูกอย่างง่ายดาย วิชชาธรรมกายนี้เป็นของจริงไม่ใช่ของเล่น หลวงพ่อบอกว่า "หยุดนั่นแหละ เป็นตัวสำเร็จ" เราเคยคิดว่า "เอ...หลวงพ่อเรานี่ เก่งนี่หว่า ท่านมีดีแต่ท่านไม่อวด" เวลาท่านสอน เราก็นั่งฟัง "มึงไม่ต้องพูด กูรู้" หลวงพ่อพูดให้เราได้ยิน แหม! หลวงพ่อผมไม่ได้ว่าอะไรหลวงพ่อสักหน่อย จิตใจเรานับถือท่าน ศรัทธาท่าน ศรัทธาเกิดขึ้น บารมีเราก็แก่ขึ้น คนเราถ้าไม่มีศรัทธา บารมีไม่มีหรอก ความนับถือ ความเลื่อมใส ต้องประกอบด้วยการปฏิบัติจริง นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำให้เชื่อเหตุ เชื่อผล อย่าไปเชื่อเพราะคำโกหกว่า เขาคนโน้นเก่งคนนี้เก่ง ต้องไปดูว่าเขาเก่งยังไง ธรรมะนั้นมี ๓ อย่าง คือกุสลาธรรมา อกุสสราธรรมา อัพยากตาธรรมา บางทีเราเคืองเขา น้อยอกน้อยใจนี่เป็นอกุศล บางทีอยู่เฉยๆ ก็คิดอยากจะทำบุญ นี่ใจเป็นกุศล บางครั้งก็รู้สึกเฉยๆ เรื่องนี้ พญามารเขาไม่ให้รู้หรอก รู้แล้วตาย หลวงพ่อบอกว่า "ช่างมันเถอะ เกิดมาทั้งที ถ้าไม่ดีก็อยู่ไม่ได้ เกิดมาหาแก้วเจอแก้ว แล้วไม่กำจะเกิดมาทำไม" ท่านสอนให้เราเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเอง คนเราถ้าไม่เข้าใจตัวของตัวเองแล้วยังใช้ไม่ได้ ก็เหมือนกับคนเราถ้าไม่รู้ว่าเราคือใคร มายังไงที่เป็นตัวตนอยู่นี้มาทำไม ท่านบอกว่า ตัวเรามีธาตุทั้ง ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง ๔ มาประชุมรวมกัน เกิดมาเป็นตัวเป็นตน เผาแล้วก็จะเป็นเถ้าธุลีไม่ใช่ตัวของเรา แต่ตัวจริงของเรานั้นมีอยู่ข้างใน ตัวเรามี ๑๘ กาย กายฝัน กายละเอียด เรียงกันไปเยอะๆ เลย คนเราถ้าตาย กายข้างนอกก็ตายไปแต่กายข้างในไม่ตาย พูดแล้วก็เหมือนโกหก ถ้าไปเห็นแล้วมันจึงจะคุยกันได้ สมมติว่าเราฝัน ตัวฝันนั่นแหละสำคัญ เราต้องรู้แจ้งเห็นจริงในตัวเราว่าเรามีอะไรในตัวเรา เราไม่เชื่อตัวเราแล้วเราจะไปเชื่อใคร แกล้งเขาก็ได้ แกล้งตัวเองก็ได้ ตัวเราเองทั้งนั้น สรุปความแล้วมันมีเหตุ มีผลเกิดกับตัวเรา หลวงพ่อวัดปากน้ำ จะบอกให้ภาวนาไปเรื่อยๆ สัมมาอะระหังๆๆ แล้วก็จะไปตกบ่อของใจ บ่อกว้างๆ กว้างมากเลย จิตตกอยู่ในตัวเรา ตัวเราค่อยๆ สว่างๆ ไปเรื่อยๆ เห็นทุกดวงและเห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เขาบอกว่าอันนี้ไม่จริงนะ ถ้าไม่ทำแล้วจะไปรู้ได้อย่างไร มันต้องทำถึงจะรู้เราจะเห็นตัวเรา ตอนนั้นมันจะขยายไปก่อน พอเราตกหลุมจะขยายออกไป เรามีสติสัมปชัญญะ ก็จะเห็นจุดเล็กอยู่ตรงนี้เอง เห็นตัวเอง แล้วไม่คิดอะไร เราก็นั่งดูไป ทำไมมีหลายๆ ตัว หลายๆ กาย มีไปเรื่อยๆ เราเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น อย่างเช่นญาติหรือผีก็เห็น "มาไงนะ" เขาถาม "ก็นั่งสมาธิมาเนี๊ย" เขาเดินเป็นแถวตายนาทีหนึ่งเยอะ บางคนก็พิการไป บางคนก็สภาพต่างๆ กัน จะมีศาลาพักคน บางคนหิวน้ำ แต่ไม่มีน้ำกิน หิวข้าวแต่ไม่มีข้าวกิน เพราะไม่ได้ทำบุญมา เขาก็คิดเลยคนนี้บาปหนักบาปหนา เหมือนตีตั๋ว เราจะเห็นพี่ป้าน้าอาว่าทรมานขนาดไหน วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาที่หลวงพ่อท่านค้นพบขึ้นมา จากสิ่งที่มีมาก่อน หลวงพ่อท่านศึกษามาจากพระพุทธเจ้า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกใคร หลวงพ่อบอกว่าใครนับถือศาสนาพุทธจะมีแต่ความสุข เรื่องเวรมีจริง กรรมมีจริง ฉันจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เรื่องของคนดูถูกแม่ แม่รักลูกปานดวงใจ ส่งเสียลูกเรียนจบ สอบเป็นนายทหารได้ แม่ก็รำพันว่า "ลูกเอ๋ย แม่ไม่มีหลาน ด้วยความรักลูกจะหาเมียมาให้ ตอนแรกลูกก็บอกไม่เอา เมียมาจะมีภาระมากมายก่ายกอง ต่อมาก็แต่งงาน เมียเที่ยวอย่างเดียว ไม่สนใจบ้านช่อง ฝ่ายแม่ก็บอกลูกชายว่าเมียชักจะไม่ค่อยดีแล้วนะ เมียก็เคือง คิดจะกำจัดแม่ยาย ให้ลงมานอนใต้ถุนบ้านจะได้ไม่ต้องพูดมาก อะไรไม่ดี ก็พูดกรอกหูสามี แม่พี่นะ สกปรกจังเลย ทำอะไรก็สกปรก สามีก็ให้แม่มานอนใต้ถุนบ้าน พอเอาข้าวไปให้กิน พี่ดูซิ แม่ทำจานแตกหมดเลย ทำได้ยังไง พี่ให้ลูกน้องของพี่เอามะพร้าวมาขูดแล้วเอากะลาใส่ให้แม่กินดีกว่า ทีนี้ลูกก็ดู ทำไมแม่ถึงทำอย่างนี้กับย่า ส่วนพ่อก็ตามใจเมีย เมียว่ายังไงก็ตามใจ ผลสุดท้ายก็ถามพ่อ พ่อๆ ทำอะไร? พ่อก็บอก "จะทำกะลามะพร้าวไว้ใส่ข้าวให้ย่ากิน" "พ่อทำให้ผมชุดหนึ่งนะ" "มึงจะเอาไปทำอะไร" "เวลาพ่อแก่ผมจะเอาไว้ใส่ข้าวให้พ่อกิน" พ่อสะอึกเลย ย่าเขาไม่มีอะไร จานย่าก็ไม่เคยทำแตก มีพ่อคนเดียวที่เข้าใจย่าผิด ก็เข้าไปกราบขอโทษ แล้วไล่เมียไปที่อื่น ตอนนี้เขาก็กลับมาใช้กรรมเพราะลูกสะใภ้ตัวเองทำยิ่งกว่าอีก ดูไม่จืด... หลวงพ่อบอกว่า โลกจะเสื่อมลง ศาสนาไม่เสื่อม คำพูดไม่เสื่อม หนังสือไม่เสื่อม คนนะเสื่อมจากศีลธรรม ไม่รู้จักคุณพ่อคุณแม่ พ่อแม่พูดอะไร ไม่เชื่อ ความกลัวความละอายไม่มี แล้วโลกจะไปเหลืออะไร สมัยโบราณรักนวลสงวนตัวไปไหนก็เป็นกุลสตรี เดี๋ยวนี้มีที่ไหน นึกจะด่าก็ด่านึกจะว่าก็ว่า หลวงพ่อพูดเลยว่า ความนึกความคิดของคนไม่มีเหลือ อย่าให้คนชั่วขึ้นมามีอำนาจ ต้องให้คนดีขึ้นมาปกครอง ถึงจะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข แต่ก่อนหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ต่อไปยุคเอ็ง จะได้เห็นปราสาท ๓ ฤดู เราก็หัวเราะไม่เชื่อต่อมาเดี๋ยวนี้มีคอนโดติดแอร์ขึ้นมาหลับสบาย เหมือนปราสาท ๓ ฤดู ให้ร้อนก็ได้ ให้หนาวก็ได้ ท่านกำหนดรู้ไปหมด คลองจะเป็นถนน ถนนจะเป็นเส้นขนมจีนนะ หม้อดินต่อไปจะไม่ต้องหุง มีหม้อทิพย์เปิดปุ๊บติดปั๊บ จะมีหูทิพย์ ตาทิพย์ เราสิหัวเราะ หลวงพ่อพูดไปเรื่อย ต่อมาท่านมรณภาพแล้วเราก็ได้คิดว่าเราไม่ทันเกมส์ท่าน เดี๋ยวนี้มีหม้อหุงข้าว เปิดปุ๊บติดปั๊บ โทรทัศน์ก็มี อยากดูช่องไหนก็เปิดดู เหมือนเรามีตาทิพย์ หูทิพย์ก็มีโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกันได้ ฮัลโหลๆ ก็พูดกันรู้เรื่อง พระที่เก่งกล้าสามารถในประเทศไทยยังมีหลายองค์ แต่ไม่รู้อยู่ไหนบ้าง ทั่วไปหมดท่านเก่งจริง ช่วยบ้านเมือง บางท่านอยู่ตามป่าตามเขา เขาไม่วุ่นวายหรอก อยู่ต่อมาเราก็อยากสึก ไปขอหลวงพ่อสึก หลวงพ่อก็บอกว่า อยู่ไม่ได้ก็สึกไป ไปปฏิบัติเอานะ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้แจ้งเห็นจริง ท่านเก่ง มันต้องทำใจนะ มันต้องเข้าใจในตัวเราก่อน เราเข้าใจตัวเราดีหรือไม่ พอเราเข้าใจในตัวเรา เราก็จะรู้ว่า เอ..กิเลสเรามันยังหนาอยู่หรือเปล่า นี้เป็นเหตุเป็นผลว่าเราจะทำอะไรต้องจากตัวเราอันดับแรก คนอื่นเขาไม่ทำให้เราได้หรอก เราต้องทำให้ได้ทีละก้าว หากเขาว่าเรา เราไม่โมโห นั่นใช่ได้ เขาว่าเดี๋ยวเขาก็เงียบไปเอง เขาด่า เดี๋ยวเขาก็เสียงแห้งไปเองและก่อนที่จะเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นเขาฟัง เราต้องเข้าใจตัวเอง เราต้องเข้าใจว่าวันเวลาล่วงไป เราได้อะไรจากตัวเราเองบ้าง คนเราอย่าปล่อยวันเวลาให้ล่วงไป โดยไม่ได้ใช้มันเลย มันก็ใช้ไม่ได้ เวลามันผ่านไปแล้ว เรียกกลับมาไม่ได้ ถ้านั่งพูดปาวๆ แต่ตัวเองไม่ปฏิบัติก็เป็นความชั่วของเรา เราต้องใคร่ครวญเสียก่อนแล้วพึงทำ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า "นิ สัมมะ กรณัง เสยโย" ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วพึงกระทำ ทั้งหมดที่เล่าให้ฟังนี้ เป็นสิ่งที่ฉันได้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ และนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณลุงสมจิตรฉ่ำรัศมี วัย ๖๖ ปี ที่ประกอบไปด้วยธรรมะที่ลึกซึ้ง และเรื่องราวความมหัศจรรย์อันน่าทึ่ง จากประสบการณ์จริงที่เคยอยู่ร่วมยุคกับหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ