ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ลุงเชตวัน มณีวรรณวรวุฒิ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 451205-บุคคลยุคต้นวิชชา1

PDF
"หลวงพ่อ ไม่ทิ้งเอ็งหรอก" ถ้อยคำนี้ยังก้องอยู่ในใจของลุงเตชวัน มณีวรรณวรวุฒิ ซึ่งมีอายุได้ ๖๒ ปีแล้ว อยู่ตลอดเวลา แม้จะผ่านช่วงวัยของชีวิตจากวันนั้นถึงวันนี้มาร่วม ๔๐ กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ภาพต่างๆ ครั้งเคยเป็นลูกเณรของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้ที่ลุงเคารพบูชาสุดชีวิตก็ไม่เคยลบเลือนไปจากความทรงจำ เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาถึงกับกล่าวได้ว่า ตายแล้วเกิดใหม่ของลุงนั้น ยิ่งตอกย้ำความทรงจำของลุงให้สนิทแนบแน่นยิ่งขึ้น เริ่มแรกนั้น ยายผมชื่อยายเพิ่มไปบวชเป็นซีอยู่ที่วัดปากน้ำ ผมจะเรียกยายติดปากว่า "แม่ครู" ยายผมมีความศรัทธาในหลวงพ่อวัดปากน้ำมาก สมัยนั้นวัดยังไม่เจริญ แม้แต่บริเวณก็ไม่มาก ไม่เจริญเท่าปัจจุบันนี้ เมื่อยายบวชเป็นชี แม่ก็พาผมมาเยี่ยมยายที่วัดอยู่เป็นประจำ ตอนนั้นอายุประมาณ ๑๐ ขวบ บ้านอยู่ที่ดำเนินสะดวก นั่งเรือมาจากดำเนินสะดวก สมัยนั้นเรียกกันว่า "เรือแดง" นั่งเรือแดงมาจนถึงบางยาวแล้วก็ต่อเรือจากบางยาวมาขึ้นที่กระทุ่มแบน แล้วต่อรถยนต์มาลงตลาดพลู ใช้เวลาเดินทางจากบ้านมาถึงวัดก็ประมาณ ๑ วัน ออกจากบ้าน ๘ โมง เช้ามาถึงวัดปากน้ำทุ่มกว่าถึง ๒ ทุ่ม จำได้ว่าแม่เอาผ้าป่ามาทอดด้วย ปีหนึ่งก็มาทอดครั้งหนึ่งตอนออกพรษา ทางวัดก็จะมีการตักบาตรเทโวฯ วันนั้นหลวงพ่อท่านก็จะเปิดโลก คนก็จะมาสักการะบูชามาเวียนเทียน หลวงพ่อท่านก็จะเทศน์เปิดโลกให้เทวดาและมนุษย์มาฟัง วันนั้นใครที่มีสมาธิกล้า มองขึ้นไปบนฟ้าก็จะเห็นเทวดารอบไปหมด มีคนเห็นกันเยอะ ต่อมาผมก็ได้รับพระของขวัญกับหลวงพ่อ พอรับพระเสร็จหลวงพ่อท่านก็จะสอนวิชชาธรรมกาย เราก็ปฏิบัติตามท่าน ทีนี้พอแม่ไปๆ มาๆ ที่วัดบ่อยเข้า แม่ก็อยากให้บวช พอจบ ป.๔ แม่ก็ให้บวชเลย ตอนนั้น อายุ ๑๔ ปี (พ.ศ.๒๔๙๖) โตแล้วจำทางได้ สามารถเดินทางมาวัดคนเดียวได้แล้ว ตอนก่อนที่จะบวช หลวงพ่อท่านก็จะเรียกเข้าไปนั่งสมาธิในโบสถ์แล้วท่านก็ถามว่า เป็นอย่างไรบ้างตอนนี้ จิตถึงไหนแล้ว ไหนเล่าให้หลวงพ่อฟังสิ เราก็รายงานให้ท่านฟัง ก่อนเข้าพรรษา ๒ วันก็บวชเป็นสามเณร พอบวชแล้วหลวงพ่อก็ให้เข้าไปทำวิชชาในโรงงานทำวิชชา โรงงานทำวิชชาจะเป็นห้องเล็กๆ ไม่ใหญ่ มีพระนั่งอยู่ ๒-๓ แถว มีเณรนั่งอยู่ ๒ แถว มีห้องของหลวงพ่ออยู่อีกห้องหนึ่งตรงกลาง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นห้องของแม่ชีมองไม่เห็นกันมีผ่ากั้นได้ยินแต่เสียง จะมีช่องให้ได้ยินเสียงของหลวงพ่อ พระจะมองเห็นหลวงพ่อ แต่แม่ชีไม่เห็น หลวงพ่อท่านก็จะสั่งให้ใช้ธรรมกาย แก้ไขทุกข์มนุษย์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ รบกับมาร เราต้องรบกับมาร ไม่ชนะไม่ได้ เราต้องเอาชนะให้ได้ ทำกันตลอดเวลา ได้พักตอนช่วงฉันเช้ากับฉันเพล พอบ่าย ๓ โมง หลวงพ่อท่านก็เรียกเข้าโรงงานทำวิชชาต่อ ในโรงงานทำวิชชานั้น หลวงพ่อเรียกผมว่า จุลณี ซึ่งความจริงตอนแรกผมมีชื่อว่าประเสริฐ แต่หลวงพ่อเรียกว่าจุลณี ชื่อนี้เป็นชื่อในอดีตชาติของผม หลวงพ่อท่านก็จะให้ไปดู ท่านต้องการให้เรารู้ว่า ชาติที่ผ่านมา ทำบาปทำกรรมอะไรมา แล้วชาติก่อนที่จะมาเกิดนี้ เป็นอะไรมาท่านก็ตามไปดูกับเราด้วย ไปคู่กันเลย คอยคุมคอยดูเราไว้ ดูตั้งแต่สมัยโน้นนะ สมัยที่เป็นแผ่นดินมาดูเป็นหมื่นๆ ชาติ ชื่อจุลณีนี้เป็นชื่อเจ้าเมือง คอยควบคุมคนปกครองคน แบบอัยการศึก คือเป็นกลุ่ม เป็นหมู่ ไม่ได้มาปกครองทั้งประเทศอย่างนี้ การเห็นภาพภายในหมายถึงตอนที่เราระลึกชาตินั้น เราจะเห็นเหมือนเราแสดงหนังแล้วมาฉายให้เราดู เหมือนการกรอหนังกลับ บางชาติเกิดเป็นผู้หญิงก็มี ชาติก่อนเราเป็นเจ้าใช่ไหม แล้วก็สร้างกรรมเอาไว้ เขาเอาผู้หญิงมาให้ นี่กรรมนี้ทำให้เราเกิดเป็นผู้หญิง ก่อนที่จะไปเป็นผู้หญิงก็ไปเกิดเป็นสุนัข เป็นสัตว์เดรัจฉานมากมาย พอจากชาตินั้นแล้ว ใช้กรรมจนหมดแล้ว ก็มาเกิดเป็นผู้ชายแท้ นี่ถ้าหลวงพ่อท่านอยู่ คงเล่าได้มากกว่านี้ แต่หลวงพ่อไม่อยู่ เล่ามากไม่ได้ เพราะถ้าเล่าไปแล้วคนไม่เชื่อก็จะเป็นบาป หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะสอนอยู่เสมอว่าให้เราทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้านะอันนี้ท่านย้ำมากบอกอยู่บ่อย แต่เราทำไม่ค่อยได้ ท่านบอกว่าต้องทำเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าเข้าใจไหม เราเป็นเด็กก็ยังไม่เข้าใจ แล้วท่านก็อธิบายว่า เหมือนเขาเอาไม้มาตีเรา แล้วถามว่าเราเจ็บไหม ก็เจ็บนะ แล้วเราจะตีเขาตอบไหม เราจะโกรธไหม ถ้าโกรธนั้นแหละตัวกรรม ถ้าเขาตีเรา แล้วเราอโหสิให้ เราจะได้แสงรัศมีของความอดทน เราจะได้บารมีตรงนี้ นี่ตอนท่านสอนใหม่ๆ สอนไป ก็ทำวิชชาไป ท่านสอนอยู่เรื่อยๆ หลวงพ่อท่านจะเอาใจใส่ดูแลลูกวัดอย่างใกล้ชิด ในวันพระท่านก็จะลงปาติโมกข์ พอลงปาติโมกข์เสร็จก็อบรมพระเณร ถ้าไม่อบรมตอนนี้ก็จะมีตอนเช้าไปฉันที่ศาลา ก่อนจะเข้าโบสถ์ไหว้พระ ผมอาศัยอยู่กับพระครูพิพัฒน์ธรรมคณีในโบสถ์ ที่นี้รู้สึกว่ามันคับแคบก็เลยออกมานอนกับเณรองค์หนึ่งซึ่งบวชทีหลัง แล้วหลวงพ่อก็สั่งให้มาทำวิชชาด้วยกันนะ ๒ องค์เป็นเพื่อนกัน ปกติก่อนจะนอนก็ต้องกันมุ้งแล้วสวดมนต์นั่งสมาธิ มีอยู่วันหนึ่งวันนั้นเณรองค์นี้ที่มาอยู่ทีหลังไม่ได้กันมุ้ง ขี้เกียจ ก็นอนเลย พอต่อมาหลวงพ่อฉันเช้าเสร็จท่านก็มาสวดมนต์ในโบสถ์แล้วก็ขึ้นอบรม ท่านพูดเลยว่า เมื่อคืนนี้ มีอัศจรรย์ ทำไมน้อ มันไม่สวดมนต์ ไม่นั่งสมาธิ เสร็จแล้วพอจะนอนมันก็ไม่กันมุ้งกันอีก เณรอีกองค์ก็บอกให้เขากันมุ้ง แต่มันกลับเอาตีนกันมุ้งชะนี่ โอ้โฮ...ตอนนั้นเป็นเณรกลัวเลยเพราะหลวงพ่อท่านรู้ ทีหลังเราก็ไม่กล้า ท่านพระครูพิพัฒน์ธรรมคณีจะเอาคำพูดที่หลวงพ่อพูดในโบสถ์มาเตือนพระเตือนเณร เรื่องของเณรที่ต้มข้าวต้มกินก็มีนะ เป็นเณรในกุฏิเนกขัมมะแอบไปเที่ยวด้วย เหลืองไม่อยู่ ส่วนเหลือง ต้มข้าวต้มกินยังไม่พอ ยังไปดูหนังชะอีก หลวงพ่อท่านจะเอามาตักเตือนในโบสถ์ แต่ไม่บอกว่าใคร ใครทำคนนั้นก็รู้เอง ท่านก็ว่าแล้วอย่างนี้ ศีลมันจะเหลือรึ ยังไม่พอไปดูหนังอีกแล้วผิดศีลข้อไหนอีก ท่านก็ไล่ดูเลยนะ ผิดศีลข้อไหนบ้าง เณรรู้มั้ย ไม่มีใครกล้าตอบเลย ถ้าทำอีกนะหลวงพ่อจะเรียกออกมาประกาศชื่อให้พระและญาติโยมได้รู้ ผมโดนหลวงพ่อเตือนตรงๆ อยู่ครั้งหนึ่ง วันนั้นหลวงพ่อไม่อยู่พระครูฯก็ไม่อยู่ เราก็แอบไปปีนชมพู่มะเหมี่ยวตอนกลางคืน กัดไปแล้วนะด้วยความหิว พอเคี้ยวไปคำสองคำ ก็มาคิดว่า เอ๊ะ...เราจะกินดีมั้ยนะ พอคิดได้ เราก็โยนชมพู่ทิ้ง ที่เคี้ยวอยู่ก็กลืนลงไป ต่อมาหลวงพ่อท่านลงรับแขกท่านก็มองหน้าผม คือผมจะมีหน้าที่คอยปูอาสนะให้หลวงพ่อ ตอนที่ท่านจะรับแขก พอแขกไปหมดแล้วท่านก็พูด ตอนนั้นมียายอยู่ ๒ คน ยังไม่กลับ ท่านเอี้ยวตัวหันมาทางผมแล้วพูดว่า เมื่อคืนนี้เอ็งไปปีนชมพูใช่ไหมวะ แหมพอเอ็งกินเข้าไปแล้วเอ็งนึกได้ก็ค่อยทิ้ง แล้วอย่างนี้ที่กลืนๆ ลงไป ศีลมันจะเหลือหรือวะ ท่านพูดอย่างนี้เลยเหมือนท่านอยู่ในเหตุการณ์เลย ผมนี้หน้าชา อายโยมมากเป็นหนเดียวเท่านั้นที่ทำ ทีนี้มีเรื่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งในโรงงานทำวิชชา พอหลวงพ่อท่านสอนลูกคนใหม่ๆ เสร็จเรียบร้อย ไปกันหมดแล้ว หลวงพ่อท่านก็ปรึกษากับคณะทำวิชชามีแม่ชีจันทร์ ครูญาณี แม่ชีปุก มีพระอยู่ด้วยนะ มีพระอยู่ ๓ องค์แต่จำไม่ได้ว่าพระอะไร พระอาวุโสทั้งนั้นเลย ปรึกษากันไปด้วย ทำวิชชากันไปด้วย ก็ปรึกษากันว่า “จะทำยังไงโลกเรามันจะแตกนะ" พูดถึงสายขาวกับสายดำ "เราจะชนะมารมั้ยเนี้ย" มารก็คือสายดำ สายขาวหมายถึงเรา เรานี่แหละจะต่อสู้ให้เมืองมนุษย์อยู่สืบต่อไป วิชชาธรรมกายเรียนไม่หมด ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังเรียนไม่จบท่านว่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องทำวิชชากันต่อไป แล้วถ้าหากแพ้อะไรจะเกิดขึ้น ก็มีแม่ชีปุกกับครูญาณีก็บอกว่า หนูจะเป็นผู้ยืนหยัดทำวิชชากับหลวงพ่อ แล้วท่านก็ไล่เบี้ยว่าเอ้....แล้วเอ็งจะทำได้มั้ยเนี้ย ตอนหลวงพ่ออยู่ก็ตอบได้ว่าเจ้าค่ะ เจ้าขา พอต่อมากลัวจะทำไม่ได้ เอ้า...เราจะทำอย่างไรดีว่ะ ท่านก็จะถามแม่ชีจันทร์ แม่ชีปุกและครูญาณี ครูญาณีใกล้ชิดกับหลวงพ่อมาก ตอนนั้นครูญาณียังไม่บวชชีนะนุ่งดำห่มขาวเป็นครูไปสอนที่โรงเรียนด้วย มาบวชเอาตอนช่วงหลังๆ หลวงพ่อท่านจะย้ำถามเหมือนตอกหัวตะปูว่าจะทำยังไงบ้าง แม่ชีก็ตอบว่า เราต้องรื้อสัตว์ขนสัตว์เจ้าคะ พ่อบอกให้ลูกรื้อสัตว์ขนสัตว์เพื่อให้พ้นมาร แล้วต่อไปจะได้พบกับจักรพรรดิ ท่านก็พูดอย่างนี้นะ ตอนนั้นเป็นเด็กก็ยังไม่เข้าใจไม่รู้อะไรเป็นอะไร หมายถึงว่า เราไม่รู้ว่าจักรพรรดิคืออะไร มาจากไหนผมก็ไม่เข้าใจ ครูญาณีก็ถามหลวงพ่อว่าคนมาสืบทอดอยู่ที่ไหนในเมืองมนุษย์ หลวงพ่อบอกว่า ในเมืองมนุษย์ไม่มี หลวงพ่อจะไปอาราธนามาจากชั้นดุสิต วิชชาของหลวงพ่อนี้เรียนไม่จบ ไม่รู้จักหมดด้วย เรียนแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ก็ยังเรียนไม่จบ ท่านบอกกับผมว่า "ไอ้จุลณีมึงรู้หมด ชาตินี้มึงจะขนาดไหนวะนี่" แล้วท่านก็บอกว่า ผู้สืบทอดจะมาเรียนวิชชาของหลวงพ่อ มาทำวิชชาต่อเพื่อไม่ให้มารมาลบล้าง วิชชาของหลวงพ่อจะไม่มีหมด ตรงนี้มันคือรอยต่อ ถ้าหากว่าไม่มีใครสืบทอด วิชชาหลวงพ่อก็จะหมด เพราะมารมันบังหมด นอกจากหลวงพ่อต้องกลับมาเกิดอีก แล้วมาทำวิชชาอีก ถ้าหากว่า ตรงนี้รอดพ้นจากมารไปได้เราก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ท่านพูดอย่างนี้นะ ท่านบอกว่า ต้องไปนิมนต์มาจากชั้นดุสิต คนนี้เป็นคนที่มีบุญญาธิการ ผิวจะดีมาก รูปร่างดี หน้าตาจะสวยมากอย่างกับเทพบุตร ท่านบอกว่าลักษณะเหมือนเทพบุตรแล้วองค์นี้จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก และจักรวาลเลย ผู้สืบทอดจะมาสร้างสถานที่ที่ไม่ค่อยจะเหมือนวัดไทยเท่าไร แต่คนทั้งโลกจะเข้าใจได้ว่า เป็นสถานปฏิบัติธรรม คนจะมากันมาก มาทำวิชชามากันทั่วโลก เราจะเป็นแม่ทัพใหญ่ในฝ่ายขาว สถานที่นี้จะอยู่ทางทิศเหนือไม่ใกล้ไม่ไกล พอไปพอมาจากวัดปากน้ำ องค์นี้จะมารับวิชชาจากหลวงพ่อไป แล้วท่านก็บอกว่า พ่อนี้ อยู่ไม่ทันหรอก อยู่ไม่ถึงจังหวะนั้น แล้วหลวงพ่อก็ยังหันมาทางผมด้วยบอกว่า ให้เราเร่งทำวิชชาด้วยจะได้ช่วยเขา วิชชาของหลวงพ่อจะได้สำเร็จลุล่วงไปได้ ท่านยังบอกผมอีกว่า อายุผมถ้ามีบารมีก็จะไปถึง ๘๐ หรอกนะ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติและยังดื้อดึงอยู่ เต็มที่ก็ ๗๕ เท่านั้น ตอนนั้นถือได้ว่าผมเป็นลูกคนเล็กสุดในวิชชาธรรมกาย เพราะเป็นเณรอายุน้อยที่สุด หลวงพ่อท่านบอกว่า ไอ้จุลณีเอ้ยเอ็งเป็นลูกคนสุดท้องนะ มึงต้องปฏิบัติ ทำวิชชากับหลวงพ่อให้มากที่สุดนะไม่งั้นมึงจะเข้าไม่ถึงท่านที่มาสืบทอดวิชชา มันต้องรื้อสัตว์ขนสัตวํให้ต่อเนื่องกับท่านให้ได้ ได้แก้วแล้วอย่าเอาไปเขวี้ยงเข้าป่าเสียนะ ต้องทำตัวเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า อย่าแข็งกระด้าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งว่า อย่าเผาศพท่านนะ ศพของท่านยิ่งเก็บไว้นานเท่าไหร่ วัดก็จะเจริญมากขึ้นเท่านั้น เรื่องอดเรื่องจนไม่ต้องห่วง จะไม่มีอยู่แล้ว ขอให้ลูกจริงกับพ่อเถอะ ให้จริงกับหลวงพ่อแม้หลวงพ่อจะไม่อยู่แล้ว แต่หลวงพ่อจะดูแลลูกๆ ทุกคน จนกว่างานจะสำเร็จ งานจะสำเร็จลุล่วงไปดีกว่าหลวงพ่ออยู่ด้วยซ้ำไปอีก พ่อละสังขารไป แล้ว อย่าคิดว่าวัดจะเสื่อมโทรมหรือวิชชาธรรมกายจะเสื่อมโทรม ในวัดให้ปฏิบัติตามหลวงพ่อ ให้เชื่อหลวงพ่อแล้วทุกอย่างจะสำเร็จ แล้วท่านก็บอกว่า ท่านมองๆ ไปแล้ว ก็ไม่มีใครนะ ไอ้ที่จะช่วยต่อศาสนาให้ยั่งยืน อายุมันก็ไม่ยืน ไอ้ที่จะช่วยก็เห็นมีอยู่คนเดียวคือลูกจันทร์นี่แหละว่ะ ท่านว่าอย่างนี้ ที่จะสืบต่อได้มีแต่ลูกจันทร์ คือเคยเป็นลูกของหลวงพ่อมาหลายภพหลายชาตินับหมื่นนับแสนชาติ ลูกจันทร์นี่ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ลูกจันทร์ต้องเป็นหนึ่งไม่มีสองตลอดไป ท่านเปรียบเทียบว่า ลูกจันทร์ไม่เหมือนลูกศิษย์คนอื่นๆ ลูกศิษย์คนอื่นทำแล้วไปถึงปลายมือก็ยังมีห่างเหินบ้าง แต่มีคนๆ นี้ที่จะสืบต่อวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อต่อไปได้ ไอ้คนที่มันเรียนเก่ง เรียนดี มีบารมีมาก มันก็ตายเสียก่อน ไอ้คนที่มันจะอยู่ได้ ก็มีแต่ลูกจันทร์ที่จะสืบสานต่อไป จนถึงผู้มาสืบทอดได้ ให้ลูกจันทร์อยู่ในศูนย์กลางให้มากๆ จะได้พบกับสิ่งอัศจรรย์ จะพบคนที่จะมาช่วยและมาสืบทอดต่อ ถ้าหลวงพ่อละสังขารแล้วอย่าไปไหนให้รออยู่ที่วัดปากน้ำ คนอัศจรรย์คนสืบทอดคนนี้จะมาหา เรื่องของสมาธินั้นหลวงพ่อท่านจะย้ำอยู่เสมอว่าให้หยุดอยู่ในหยุด นิ่งให้นิ่งอยู่ในนิ่งนะ วิชชาธรรมกายนี้ไม่ใช่วิปัสสนึกนะ นี่วิปัสสนากัมมัฏฐาน ใช้จิต ไม่ได้ใช้ตา คือเราต้องทำจิตให้บริสุทธิ์และขาวสะอาด ถ้าเรามีจิตกังวลอยู่ ดวงนั้นก็จะไม่แจ่ม ไม่แจ้ง แล้วไม่แทงตลอด ข้างใน กายเราจะมีกายในกาย เข้าไปเรื่อยๆ ผ่านดวงไปตั้งแต่ปฐมมรรค วงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสนะจนกระทั่งไปเจอกายธรรม พุทธรัตนะ เกตุดอกบัวตูมใสเป็นเพชร หลวงพ่อท่านบอกว่าจะทำบุญได้มากก็ต้องอาศัยกายมนุษย์หยาบมนุษย์ละเอียดเท่านั้น ถ้าเราเป็นกายทิพย์ เราจะทำบุญได้น้อยต้องอาศัยบุญจากคนอื่น ท่านสอนว่าก่อนที่เราจะดับจิต เราจะทำยังไง ตอนจะดับจิต ตอนเป็นหัวเลี้ยว หัวต่อ ตรงนี้ เราจะทำยังไง ท่านจะเน้นว่าอย่าลืมสติเป็นที่สุด หมายถึงสติที่เรามีอยู่ เวลานี้พอใกล้หัวเลี้ยวหัวต่อจะขาดแหล่ไม่ขาดแหล่ ท่านจะให้ภาวนาสัมมาะระหังๆ แล้วให้เอาจิตไปมองอยู่ในดวงธรรมแล้วดวงธรรมจะพาออกไปตามฐานต่างๆ ผมบวชอยู่วัดปากน้ำพอครบพรรษาแล้วถึงกลางเดือน ๑๒ ก็ลาสึก บวชอยู่แค่พรรษาเดียวเพราะยังเด็ก อดข้าวเย็นไม่ไหว กลัวจะทำผิด แต่แม่ไม่ให้สึกนะ แต่เราไม่เอา พอสึกมาไม่นานตอนอายุ ๑๗ เราต้องฉีดยามะม่วงฉีดไปมันก็เข้าจมูก แล้วก็ต้องเข็นเรือ ๑๑ ศอก เข็นจากในบ้านไปข้างนอกคนเดียว ตอนเอาเรือลงไม่เท่าไหร่ แต่ตอนเอาเรือขึ้นนี่สิดันสุดแรงเลย วี๊ดเดียว มันก็เป็นลมแล้วชักไป แม่ก็ไม่อยู่บ้าน ทีนี้วิญญาณเราก็ออกจากร่างไป ตอนนั้นเราเข้าร่างไม่ได้ เหมือนมีอะไรมากั้นอยู่ ออกจากร่างแล้วก็ลงบันไดไปเป็นบันไดไม้ไผ่ร้องไห้ไปก็เดินไปตามทางสลัวๆ ไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เดินไปไกลไม่มีใครเลย เดินไปคนเดียวถึงป่าใหญ่ ป่าใหญ่ก็โอ้โฮมืด ทีแรกกว่าจะเข้าไปได้ก็กลัวไม่กล้าเข้า หันหลังกลับมาก็ไม่กล้ากลับ กลับไปก็พึ่งอะไรไม่ได้ในใจเราคิดอย่างนั้นจึงมุ่งหน้าเดินต่อไปทั้งๆ ที่ไม่อยากไป แต่กลับไม่ได้เพราะไม่มีทางกลับ เหมือนกับว่าพอเดินผ่านมาแล้ว ทางตันเลยตอนที่เราเดินมามันไม่ตัน มันโปร่ง แต่ทีนี้พอหันกลับไปมันปิดทางเดินเรามิดเลย มีแต่ทางข้างหน้าให้เดินต่อไป แต่ก็มืดนะมองเห็นแสงจากใบไม้ ต้นไม้ใหญ่มาก ๑๐ คนโอบยังไม่รอบเลยสูงใหญ่รากก็ยาว เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เพราะไม่ใช่คนอยู่ป่า เดินไปสักพักก็เจอแม่น้ำใหญ่ ซึ่งกว้างและยาวมาก มองไม่เห็นฝั่ง เราก็สังเกตจากสิ่งที่ใกล้ตัวเราว่าทำไมหนอ ถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงมาตรงนี้แต่ก็เอ๊....เราอยู่ตรงนี้ไม่ได้แน่ เราต้องข้ามน้ำ แต่น้ำนี่ไกลลิบเลย ปกติแม่น้ำใหญ่ต้องมีริ้วมีคลื่น แต่นี่ไม่มีเลยนิ่งสนิท มองไปในน้ำเห็นถึงดินเลย ปลาก็ว่ายไปมาปลาตัวใหญ่ๆทั้งนั้น เราก็ก้าวขาจะข้ามไป แต่ก้าวไปได้ขาเดียวเท่านั้น พอก้าวไปปุ๊บก็ได้ยินเสียงเด็กตะโกนก่อนเลยว่า กลับมาก่อนๆ เราก็แปลกใจว่าในป่านี้มีคนอยู่ด้วยหรือก็หันไปดู เห็นเด็กมาก่อน เด็กพูดว่ากลับมาก่อนท่านยังไม่หมดเสบียง แล้วก็เจอกับพระธรรมกายมีเกตุดอกบัวตูมใสเลย พอเจอองค์พระธรรมกาย เจอหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า กลับไปก่อน เพราะเรายังไม่หมดเสบียง ทีนี้เราก็เลยฟื้นขึ้นมา พอกลับมานี่นะหิวแต่น้ำดื่มเอาๆ ตอนที่สลบไป สลบไปถึง ๑๔ วันนะ แต่ไม่แข็งและไม่เน่า แต่โลงนะมีแล้วเขาซื้อมา แต่แม่ไม่ให้ใส่โลง แม่ก็จุดแต่ธูป จุดธูปเป็นกระบุงเลย แม่บอกว่าซื้อธูปที ๒๐๐ บาท แล้วตอนที่เรานอนสลบอยู่นั้น แม่ก็ไปหาหลวงพ่อองค์หนึ่ง ชื่อหลวงพ่อทอง วัดสุน หลวงพ่อองค์นี้ได้เรียนวิชชาธรรมกายมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วทีนี้ท่านก็ใช้ให้เด็กไปตามมา มีหลวงพ่อวัดปากน้ำไปด้วย จึงเห็นเด็ก เห็นพระธรรมกายเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระธรรมกายท่านก็เหมือนนั่งอยู่บนแผ่นกลม หลวงพ่อวัดปากน้ำก็อยู่บนแผ่นฌานอันเดียวกับพระธรรมกาย รัศมีสว่างมาก โชคดีที่หลวงพ่อไปตามมา ผมถึงอยู่ได้ทุกวันนี้ ตอนที่เราขาดใจไป เตี่ยก็ช่วยเราไม่ได้ แม่ก็ช่วยเราไม่ได้ ได้แต่กอดเราไว้ อุ้มเราไว้ ผมชื้งใจหลวงพ่อมาก เพราะตอนที่เราไปลาหลวงพ่อสึกออกมาเมื่อครั้งเป็นเณรนั้น ท่านบอกว่า "เอ็งนี่ต้องสึกว๊ะ ไม่สึกแล้วอยู่ไม่ได้ ถ้ามึงอยู่ได้แล้วมึงสบาย หลวงพ่อต้องห่วง ยังไงพ่อไม่ทิ้งเอ็งแน่ แต่เอ็งอย่าทิ้งพ่อก็แล้วกัน" ท่านพูดอย่างนี้วันที่ลาสึกนะ หลังจากที่เราสลบไปตอนนั้นพอตอนแม่อายุ ๖o แม่ก็ป่วย แกเบื่อก็เลยมาบวช ส่วนผมก็ทำงานมากขึ้นก็เลยป่วยอีก แม่จึงไม่ให้ทำงานให้มาอยู่วัดปากน้ำ อายุ ๑๙ ก็มาบวชอีกที ตอนนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมรณภาพแล้ว ตอนมาบวช เนื่องจากเคยได้นักธรรมตรี แล้วจึงต่อนักธรรมโท นักธรรมเอกเลย แล้วลุงก็มาติดต่อกับหลวงพ่อช่วง เอาผมมาฝากไว้ที่วัดพระเชตุพน ผมก็ชักอีกนะ ชักบ่อย จนกระทั่งมาเรียนธรรมะ มาฟื้นฟูอีกจนอายุ ๒๑ หลังจากบวชเณรมา ๓ พรรษา ก็บวชเป็นพระอีก ๔ พรรษา ชักอยู่จนถึงอายุ ๓๒ ปีก็หายขาด แล้วที่หลวงพ่อบอกว่าจะไม่ทิ้งเราก็ไม่ทิ้งเราจริงๆ นะ เพราะจนอายุ ๔๙ แล้วผมก็ยังป่วยอีก ก็เลยรู้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อพูดเป็นเรื่องจริง ท่านมาแต่ไม่ได้มาเป่าอะไรให้ หลวงพ่อท่านมาให้เห็นเป็นรัศมีที่ศูนย์กลางกาย ทำให้เราชื่นใจ ท่านมาบ่อย ตอนจะชักก็ไม่ชัก พอท่านมาก็หาย ช่วงก่อนเคยไปชักในรถ แต่พอช่วงหลังเห็นแสงก็หาย ตอนหลังหายจากโรคนี้เลย พอเราหายดีแล้ว หลวงพ่อท่านก็หายไป ส่วนเรื่องการมีครอบครัวหลวงพ่อท่านเคยพูดไว้ว่า ผมจะไม่ได้มีเมียคนเดียว ต้องมี ๓ คน หรือไม่ก็ ๕ คน ทุกวันนี้ผมก็มี ๓ คนแล้ว เรื่องผู้หญิงต้องเจอเพราะต้องใช้กรรม ปกติแล้วหลวงพ่อท่านจะไม่พูดเรื่องอย่างนี้เท่าไหร่ แต่จะให้เราปฏิบัติหลวพ่อท่านจึงเมตตาสั่งสอนให้ นี้คือเรื่องราวบางช่วงของชีวิตสามเณรจุลณี เณรน้อย ซึ่งมีโอกาสได้เรียนและได้รับการถ่ายทอดวิชชาธรรมกายจากหลวงพ่อวัดปากน้ำและเป็นพยานเอกสำคัญยืนยันถึงทายาทสำคัญที่จะสืบทอดวิชชาธรรมกายให้คงอยู่จนถึงยุคของอายุพระพุทธศาสนา ๒,๕๐๐ กว่าปี