พระดร.มหาทวนชัย อธิจิตโต
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 451205-บุคคลยุคต้นวิชชา1
ใต้ร่มบารมีหลวงพ่อ
"อาตมาเกิดปี ๒๔๘๓ เมื่อก่อนเป็นเณรตัวเล็กๆ จบชั้น ป.๔ บ้านเกิดเมืองนอนอยู่จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพิมาย บ้านท่าหลวง คือมันมีเรื่องมหัศจรรย์สมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่นั้นท่านมีเมตตาเลี้ยงดูพระเณรแล้วก็กระจายชื่อเสียงความเมตตาไปทั่วประเทศไทยทั่วโลกก็ว่าได้ อาตมาเป็นผลิตผลองค์น้อยๆ องค์หนึ่ง ซึ่งมีบุญเกี่ยวพันกับหลวงพ่อมา โดยที่ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้มากรุงเทพฯเลย อยู่ในป่าในดงห่างไกลความเจริญ แต่มีพระที่มาปฏิบัติธรรมกาย อยู่ที่วัดปากน้ำเป็นพระธุดงค์จะมีพระทั่วประเทศมาปฏิบัติธรรมสายธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่หลวงพ่อรับผิดชอบสอนอยู่แล้วกลับไปประพฤติปฏิบัติ แล้วองค์นี้ก็เหมือนกันกลับไปนครราชสีมา อาตมาตอนนั้นจบชั้น ป.๔ บวชเป็นสามเณรเรียบร้อยแล้ว เห็นมีลักษณะดี พระธุดงค์เลยบอกว่า "สามเณรอยากศึกษาเล่าเรียนก็ให้ไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนะ ตลาดพลูนั่นแหละไปไม่ยากหรอก นครราชสีมาไปหัวลำโพงเอง"
อาตมาก็ไม่เคยมา เป็นเณรยังเด็กด้วย แต่ด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีฤทธิ์มีเดช ท่านสามารถทำให้อาตมาตัดสินใจโดยที่เป็นเด็ก แปลกเหมือนกันปุ๊ปปั๊ปก็บอกว่าจะไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ ใครห้ามก็ไม่ได้ ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่แปลกไม่มีใครเขาทำกัน ซึ่งบารมีและแรงดลใจของท่าน ท่านคงจะรู้ว่าเราคงจะมีประสิทธิภาพ จะช่วยงานพระศาสนา ช่วยงานหลวงพ่อ ช่วยกู้เกียรติชื่อเสียงหลวงพ่อ และช่วยกู้พระศาสนาด้วย ก็ตัดสินใจขึ้นรถไฟจาก อ.พิมาย มาที่ จ.นครราชสีมา ตอนนั้นปี พ.ศ.๒๔๙๕ อายุ ๑๒ ปีนั่งรถไฟ มาถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง เราก็ไม่เคยนั่งแต่ด้วยบารมีของท่านคุ้มครองมา คอยป้องกันจนกระทั่งมาถึงหัวลำโพงก็ห้าโมงเย็น ไอ้เราก็ไม่เคยไปต่างจังหวัด ไม่เคยออกจากบ้าน ไม่รู้จะไปไหน พอลงจากหัวลำโพงแล้ว พอดีท่านก็ดลบันดาลให้พระชื่อว่า พระมหามาโนช ซึ่งไม่รู้ว่าท่านมรณะหรือยังตอนนี้ ท่านเดินผ่านมา เราก็บอกท่านว่า "หลวงพี่ สิไปไหนเล่า" พูดภาษาโคราช ท่านก็บอกว่า "จะไปวัดปากน้ำ" นี่มันมหัศจรรย์ขึ้นแล้ว เราก็จะไปวัดปากน้ำ หลวงพี่ก็จะไปวัดปากน้ำเห็นมั้ยนี่ หลวงพ่อท่านดลบันดาลให้ เราก็บอกว่า "ผมขอไปดาวหวัด ขอไปด้วยได้ไหมครับ"พูดภาษากรุงเทพก็ไม่เป็น ตอนนั้นใช้ภาษาอีสาน ภาษานครราชสีมาซึ่งมันเป็นไทเบิ้ง มันก็ไม่ใช่ไทยแล้วก็ไม่ใช่ภาษาลาว เราคงเข้าใจกันดี หลวงพี่ก็บอกว่า "ไปชิ ไปเณร ไปด้วยกันเลย"ท่านก็รับไป
พอถึงตลาดพลู ก็มืดค่ำฟ้าก็มืดเราก็ลงเดินตามท่านไปที่วัดปากน้ำ ก็มาด้วยดีแบบปาฏิหาริย์ เหมือนเทวดานำส่ง พอถึงแล้วท่านก็บอกว่าถึงแล้ววัดปากน้ำ แล้วท่านก็เดินไปที่กุฏิของท่าน ท่านก็ไม่ได้บอกว่าให้สามเณรไปที่ไหน ไอ้เราพอถึงหลวงพ่อแล้วก็ดีใจสิ นี่หรือวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำที่มีชื่อเสียง ก็ตัดสินใจเดินไปที่โบสถ์ ที่โบสถ์มีผู้นำ เขาเรียกว่าเป็นผู้นำ ดูแลหัวหน้าพระเรียกว่าหลวงพี่เขียน ชื่อเขียน อาตมาก็อุ้มบาตร ห่มจีวรตัวเล็กๆ เดินยังไม่คล่องเพราะว่ายังเล็กอยู่นะ เสร็จแล้วก็ไปที่โบสถ์ ไปนั่งพักอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เพราะยังเล็กอยู่นะ ความเป็นเด็กบ้านนอก พูดจาก็ไม่เก่ง สังคมไม่เป็น ก็ไปนั่งอยู่ที่เจดีย์ ก็ไปนั่งอยู่ตรงหน้าโบสถ์จนกระทั่งมืด ค่ำ หลวงพ่อออกรับแขกตอนห้าโมงเย็น เราก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหน ความไม่กล้า เป็นเด็กก็นั่งเฉยอยู่เกือบจะร้องไห้แล้ว ก็ไม่รู้นี่ฉันมายังไง ทำนองว่าหลงมา กรรมเวรอะไรหนอ ต้องมาอยู่เดียวดาย ไม่มีพ่อแม่ดูแล ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ก็นั่งนึกอยู่ ประเดี๋ยวเดียวก็มีพระมาเจอ ก็ถามว่า "เณรมาจากไหน" "ผมมาจากโคราชครับ" "จะไปไหน" "สิมาอยู่วัดปากน้ำครับ" "เอ้านี่แหละวัดปากน้ำ จะมาอยู่วัดปากน้ำ ก็ต้องไปพบหลวงพ่อเจ้าอาวาสก่อนสิ" "ครับ หลวงพ่ออยู่ไหมครับ" "โน่น ท่านกำลังรับแขก"
สมัยก่อนมีโยมอุปัฏฐากอยู่สองคน คนหนึ่งดำ คนหนึ่งขาว ประยูรนั้นคนขาว คนดำ นั่นชื่อเปล่ง เสร็จแล้วก็เดินทางเข้าไปกราบหลวงพ่อ ตอนนั้นมีผู้ใหญ่มาพบท่านเป็นประจำ เป็นกิจวัตรท่านจะออกไปรับแขก ตอนห้าโมงเย็นเสร็จแล้วก็มีอาสนะโยมยูร (ลุงประยูร) เขาจัดไว้ตรงกุฏิหลังเก่า แล้วก็มีรั้วสังกะสีมีประตูเก่าๆ ท่านใช้เป็นที่รับแขก อาตมาก็เดินไป พอถึงประตูเห็นท่านรับแขกอยู่ ตอนนั้นมีท่านมหา เป็นเปรียญธรรมสูงมากเลย เข้าไปคุยกับท่านไปเถียงธรรมะกัน เราก็เข้าไปนั่งก้มกราบท่าน พอกราบเสร็จแล้วท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ เราก็เข้าไปด้านซ้ายของท่าน ด้านติดประตู เข้าไปกราบเสร็จแล้ว ท่านก็หันมาถาม "เออ เณร มาจากไหน" รู้สึกว่าท่านจะเมตตามากเลย "ผมมาจากนครราชสีมาครับ" "จะไปไหนละ" "จะมาอยู่วัดปากน้ำครับ" "เออ งั้นก็รับๆ ไว้" "มีที่พักหรือยังละ" ท่านถาม "ผมอยู่ในโบสถ์ครับ" "เออดีแล้ว อยู่กับท่านเขียนนะ" ท่านก็รับไว้เรียบร้อยนะ แค่นี่เอง เป็นเรื่องประหลาด ว่องไว ได้พบท่านตามเจตนามา นั่งรถไฟมาตั้งแต่เช้า มาถึงนี่ก็หนึ่งทุ่มแล้วทำนองนั้นนะ นี่ก็ได้อยู่วัดปากน้ำเป็นอันว่ารับตัวมาวัดปากน้ำเรียบร้อยแล้ว
ระหว่างอยู่ที่ในโบสถ์ เป็นหน้าที่ของสามเณร มีเพื่อนสามเณรมาอยู่ด้วยกันชื่ออะไรก็ลืมไปแล้ว อยู่กันสององค์ มีหน้าที่เทกระโถน เวลามีงานพิธีกรรมต่างๆ เช่น วันพระ ทุกวันหลวงพ่อท่านจะลงจากกุฏิ ท่านมาแจกของขวัญ ญาติโยมจากทั่วประเทศมารับพระของขวัญหลวงพ่อเขาเรียกรุ่นหนึ่ง รุ่นสอง สมัยอาตมาทั้งนั้นแหละ ทำด้วยมือในโรงงาน ใช้อะไรทำเหรอ ดอกบัว ดอกบัวมีเยอะ เอาไปตากแห้ง เสร็จแล้วโยมอุบาสิกาแม่ชี นำไปตากแห้งแล้วเอามาปนๆ ที่กลายเป็นพระของขวัญ ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อไปทั่ว มีปาฏิหาริย์ รุ่นอาตมา รุ่นสามเณรตัวเล็กๆ เสร็จแล้วก็ เวลาตอนบ่ายเนี่ย จะมีท่านมหาเจียก ตัวดำๆ เล็กๆ นิสัยดีมากเลย นี่ดูแลไฟฟ้า กิจกรรมต่างๆ ท่านจะดูแลเรื่องไฟฟ้า เปิดเครื่องเสียง หลังจากหลวงพ่อทำวัตรเช้าท่านจะเทศน์ หลวงพ่อจะต้องอบรมพระเณรทั่ววัดปากน้ำ ที่ฉันเสร็จแล้วต้องมาฟังเทศน์ชะก่อนขัดเกลาเช้าเย็น เรียกว่าอบรมอย่างดี ให้เป็นคนดี ให้เป็นตัวแทนเพื่อที่จะสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา แล้วก็ศึกษาเล่าเรียน ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ วัดปากน้ำนี่สายปฏิบัติ สายธรรมกายดังมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว
ขอเล่าเรื่องตอนวันพฤหัส วันพฤหัสถือว่าเป็นวันครู เป็นวันแรงวันศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อท่านจะถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นธรรม หมายความว่าเป็นวันที่มาปฏิบัติธรรมสายพระธรรมกาย สายที่ท่านสอน จะต้องมารับธรรมะ คือจะต้องมาขึ้นธรรม จะต้องมารับหลักการซึ่งท่านจะลงไปสอนในช่วงบ่าย ฉันเพลเสร็จในช่วงบ่าย ประเดี๋ยวเดียวญาติโยมเต็ม ถือเป็นประเพณี ธรรมะสายปฏิบัติของหลวงพ่อจะต้องมาวันครู วันพฤหัส อาตมาเป็นเณร หลวงพ่อไปไหนก็ตามไปเพราะว่าเป็นคนจัดอาสนะ แล้วที่สำคัญเป็นพนักงานขัดรองเท้าแตะ เพราะเราจะคอยดูอยู่ตลอดเวลาว่ารองเท้าฟองน้ำของหลวงพ่อดำเมื่อไหร่ อยู่มาวันหนึ่งท่านไปฉันนอกวัด กลับมามันก็ดำ เราก็มีหน้าที่ใช้แปรงเก่าขัด เวลาท่านมาในโบสถ์ ท่านมาแจกพระของขวัญ หรือว่าเวลาลงอุโบสถสังฆกรรมเราเป็นเณรลงไม่ได้ เราก็รออยู่ข้างนอก เสร็จแล้วก็ดูรองเท้าท่าน หยิบไป เอาแฟ็บโรยๆ เอาน้ำขัด เอาแปรงขัด ใส หลวงพ่อออกมาจำรองเท้าตัวเองไม่ได้ เอ๊ะ! รองเท้าฉันหรือเปล่า มันสวยมันเงาวับเลย ก็มารู้ทีหลังว่าเณรตัวเล็กนี่เองลูกตัวนี้เอง ที่ท่านเมตตาเคยรับไว้ ท่านก็ยิ้มๆ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมามีจีวรตัวเดียว ห่มมาตั้งเจ็ดแปดปีแล้วละมั้ง เสร็จแล้วมันก็เก่า ก็เลยตัดสินใจไปขอจีวรหลวงพ่อใหม่ดีกว่าเราก็เข้าไปกราบท่าน "ก็เออ..มาอะไรลูก" "ผมไม่มีจีวรครับ จีวรตัวนี้มันเก่ามันจะขาดหมดแล้ว" ว่างั้น พูดภาษากรุงเทพยังไม่ค่อยชัด ติดภาษาโคราชอยู่เรื่อย หลวงพ่อก็เรียกยูรๆ ไปเอาจีวรมาให้เณรหน่อย โยมยูรก็ขึ้นไปค้นจีวร ตัวยังเล็กอยู่ก็เลือกขนาดที่มันพอดีกับตัวเรา แล้วเราก็กราบท่าน นี่แหละคือของขวัญที่ท่านให้ เป็นที่ประทับใจมาก คือได้จีวรจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ เหมือนของขวัญที่ล้ำประเสริฐ ที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับท่าน และอีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากท่าน ก็คือพระของขวัญซึ่งล่ำลือเพราะปาฏิหาริย์
เขาลือกันว่า ตอนนั้นสงครามเกาหลีนะ หนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย" ยังมองเห็นติดตาเลย จับใส่กรอบติดไว้ที่หน้ากุฏิหลวงพ่อนั่นแหละว่าทหารไทยโดนทหารฝ่ายคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือยิงเหมือนว่าไม่แตะต้องผิวหนังคือไม่เข้า ไม่ตาย เหมือนยาง เหมือนบอน เสร็จแล้วมันก็จะเป็นเพียงรอย ไม่ตาย เขาเรียกว่าไอ้พวกนี้เป็นทหารผี ฝ่ายคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือนี่กลัวมากเลย เจอทหารไทยนี่ไม่กล้าที่จะตอแยหรือว่าเข้ารบด้วย สาเหตุมาจากเล่าลือกันว่าพระหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ศักดิ์สิทธิ์มาก เออทหารนี่ข้าศึกยิงไม่ตาย ยิงไม่เข้าก็เลยดังกันใหญ่เลย หนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย" ก็ลงข่าวทหารผู้นั้นแขวนไว้อีก ที่หน้ากุฏิที่เรือนฝาไม้ อาตมาก็ไปอ่านดูเสร็จแล้วต่อมา เออ...อาตมาก็เอาสักองค์หนึ่ง ที่จริงพระหลวงพ่อจำหน่ายเป็นการบูชาองค์ละสามสิบบาทนะ เลี่ยมกรอบทองสีเงินเงาวับเลย อย่างที่เราทราบๆ กัน ไซค์เดียวกันที่เราเห็นแต่ว่าเป็นรุ่นที่ทำขึ้นในสมัยท่าน ญาติโยมก็แตกตื่นกันทั่วประเทศเลย ฝรั่งมังค่าก็มากันเยอะแยะเลย เพราะพระท่านมีปาฏิหาริย์ ด้วยอำนาจฌานของสมาธิเป็นหลักของวิชชาธรรมกายที่สอนอยู่นี่นะ เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องแปลกเป็นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ คนเขาเถียงกัน บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ บางคนก็ต่อว่า บางคนก็พอใจ มันเป็นเรื่องนานาจิตตัง คนที่ไม่รู้เข้าไม่ถึงก็หาว่าโกหก หาว่าเป็นการหลอกลวง บางคนที่เขาผ่านมาประสบด้วยตนเองเขาก็เชื่อ เขาก็ศรัทธาในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เสร็จแล้วอาตมาก็ได้รับพระของขวัญจากหลวงพ่อองค์หนึ่งนะแขวนไว้ พระทุกองค์ในวัด จะมีพระของขวัญนี้ติดไว้ที่อังสะ มันจะมีที่เหน็บแขวนไว้ ทุกองค์ เพื่อคุ้มครอง เพื่อสิริมงคล เพื่อปลอดภัยใช้ได้ทุกสถาน ใช้ได้ทุกโอกาส แต่ว่ามีหลักอยู่ว่าถ้าเราจะไปไหนเราต้องอาราธนาพระหลวงพ่อให้คุ้มครองคือบอกกล่าว เหมือนกับบอกกล่าวท่านนี่ เออ..ลูกจะไปธุระที่จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ไปดีมาดี สวัสดีมีชัย คล้ายๆ กับบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นนะ ครูบาอาจารย์ คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้ช่วยคุ้มครองให้ด้วย เสร็จแล้วเราก็เดินทางไป เราก็ปลอดภัยดีนะ รถก็ไม่คว่ำ เครื่องบินก็ไม่ตก เรือก็ไม่ล่ม อะไรต่ออะไรมันก็ศักดิ์สิทธิ์ ดังมาก จนกระทั่งตอนหลังแม้กระทั่งหลวงพ่อมรณะภาพลงไปแล้วก็ยังดังอยู่ ทำขึ้นมา คนไปรับไม่รู้กี่แสนกี่ล้าน เหยียบกันตายก็มี ดังที่มีข่าวที่แล้วนะ หนังสือพิมพ์ลง นี่ขนาดรุ่นหลังนะ ตอนนั้นพระหลวงพ่อรุ่นแรกๆ คนถามหามากเลย แล้วก็มีหลักอยู่ว่า ถ้าพระนี้หายให้บูชา หมายถึงอธิษฐานให้พระนั้นกลับคืนมา ถ้าของๆ เราสมบัติของเราประพฤติดีปฏิบัติชอบ พระนั้นก็จะอยู่ด้วยกับคนดีคนประพฤติชอบแต่ถ้าทำไม่ดี พระของหลวงพ่อจะหายนะ หายไปเฉยๆ ท่านเสด็จได้เสด็จหนีได้ เสด็จกลับได้ เพราะฉะนั้น เออ..ถ้าพระหายก็หมั่นบูชา เดี๋ยวก็กลับมาเหมือนพระธาตุ พระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ถ้าคนนำไปบูชาดีจะเพิ่มนะ จากสองสามองค์กลายเป็นเต็มเลย เป็นร้อยองค์แบ่งไม่หมดทำนองนั้น
อาตมาเป็นสามเณรอีกองค์ที่ครูบาอาจารย์มุ่งหวังที่จะรับสืบทอดในวิชชาธรรมกาย อาตมาก็ทำดีที่สุดเพราะว่าสมัยเป็นเณรปฏิบัตินี้จิตมันไม่วอกแวก จิตมันไม่ฟุ้งซ่าน เรื่องรูปเสียงกลิ่นรสนี้มันไม่มี ผู้หญิงนี่รักไม่เป็น ความรักนี้ไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นจิตมันก็แน่วแน่ นิ่งสงบเย็น เบิกบานแล้วก็พร้อมที่จะปฏิบัติธรรมได้ เข้าถึงธรรมกายได้ง่าย ก็สำเร็จธรรมกายตั้งแต่ตอนเป็นเณร หลวงพ่อเรียกให้ไปเป็นทหารเอก คือเป็นเณรน้อยๆ เข้าไปปฏิบัติในโรงงาน เขามีศัพท์เรียกว่าโรงงานคือผู้ที่ได้ธรรมกายขั้นสูงแล้วจะต้องได้ระดมพลกันมาเพื่อที่จะทำงานต่อสู้กับฝ่ายอธรรม คือคนที่ชั่วมันก็ชั่วสุดๆ เหมือนกันนะ คนที่ชั่วสุดๆ มันก็มีหัวหน้าใหญ่เหมือนกันนะ เหมือนกับฝ่ายข้าศึก ฝ่ายคอมมิวนิสต์มันก็ใหญ่จริงๆ มันก็เป็นหัวหน้าฝ่ายชั่ว ฝ่ายเสรีก็มีอเมริกาเป็นฝ่ายหัวหน้าหัวโจกอะไรอย่างนั้นนะ เราเป็นพระฝ่ายธรรมะ ฝ่ายพระพุทธศาสนาก็จะมีมารมารังควานตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีพระเทวทัต มีมาร นางจิณจมารวิกา อะไรต่างๆ คอยมาเบียดเบียน แล้วก็มาทำลายพระพุทธเจ้า นัยยะเดียวกันสมัยที่เราปฏิบัติธรรม ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว สามารถเดินธรรมได้ สามารถที่จะถอดกายได้ ไอ้ที่ประหลาดที่สุดคือให้ถอดกาย การถอดกาย คือถอดจิตไปในที่ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ไปดูสิ่งต่างๆ ไปพบเห็นในแดนที่ไม่เคยไป ไม่รู้จัก ไปพบบุคคลที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็น อันนี้เป็นอำนาจแล้วก็เป็นสิ่งปาฏิหาริย์ของวิชชาธรรมกาย อยู่มาครั้งหนึ่งท่านเจ้าอาวาส นี่ก็ลืมชื่ออีกแล้วองค์ผอมๆ นั่นแหละซึ่งเป็นรองของหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยู่กันมามันก็สนิทสนม แต่พอมาสี่สิบห้าสิบปีมันก็ลืมชื่อไปหมดแต่เห็นภาพอยู่ในสมาธิ เสร็จแล้วท่านทดลองอาตมาเป็นเณรธรรมกายมีเณรอยู่ด้วยกัน องค์นั้นก็ตัวเท่ากันอายุสิบสองขวบ ไม่รู้ไปไหนแล้ว เสร็จแล้วท่านจับเรามานั่งให้ถอดกายไปดู ตอนนั้นมันมีแมลงวันตัวหนึ่ง แมลงวันตัวหนึ่ง อีท่าไหนก็ไม่รู้ มาตายต่อหน้าท่าน "เออ เณรเข้าสมาธิ ตามดูวิญญาณของสัตว์ตัวนี้ ไปไหน" เราก็เข้าสมาธิติดตามดู ก็ติดตามดูไปท่านก็ให้ติดตามไป ติดตามไป วิญญาณเขาอยู่ที่ไหน ไปที่ไหน เราก็เข้าสมาธิไปดูนะ ก็ตอบคำถามท่าน ท่านถามว่า "เห็นอะไรบ้างลูก" เราก็ "เห็นแล้ว ตอนนี้เขายังอยู่ที่นี่ ยังเจ็บปวดแล้วก็เขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวตาย" การตายนี่มันมีสภาพที่ตัวเองไม่รู้นะ บางคนตายไปแล้ว ทำงานศพแล้วแต่ตัวยังไม่รู้ว่าตาย แต่เขาจะสามารถมามองย้อนดูตัวเอง เอ๊ะมันฉันนี่ไอ้รูปที่ตั้งอยู่ที่งานศพนี่ตัวฉัน แล้วทำไมตัวฉันถึงมาอยู่ในสิ่งมีชีวิตอยู่ตรงนี้ ในกายใหม่ ภพใหม่ บางคนที่ไม่เข้าใจธรรมะ เขาจะประหลาดใจตัวเองว่าเอ๊ะ นี่มันอะไร มันศพใคร เอ๊ะนี่มันตัวเรานี่นา เรามันตายแล้วนี่นา มันจะเกิดสิ่งที่ประหลาดแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ให้คล่องแคล่ว การเข้าฌาน ออกฌาน พูดเรื่องฌาน เดี๋ยวจะหาว่าเป็น อวดอุตตริอีก ก็พูดให้ฟังในฐานะที่ได้ศึกษาผ่านมา ทำมา ก็เป็นการให้วิทยาทานเป็นผลของการปฏิบัติ สายวัดปากน้ำ เป็นวิชชาถอดกายมีความสำคัญมาก เราจะถอดกายบางทีก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งคนส่วนใหญ่มากๆ ทีเดียวเขาก็ต่อต้าน บางคนที่ไม่ได้ปฏิบัติ ก็จะว่ามันเพี้ยน และบางทีเราก็ถอดกายไปสวรรค์ ไปพบพระอินทร์นะ ไปพบเจ้าผู้ครองนครสี่ทิศอะไรนี่ หรือบางทีเราก็ถอดกายไปเฝ้าผู้ที่มีบทบาทในพระพุทธศาสนาหรือไปถามปัญหาหรือมีข้อขัดข้องอะไร มีปัญหาอะไรเกิดแก่พระศาสนา คือแม้แต่เกิดแก่วัด แก่พระ แก่เณรในวัดปากน้ำ เราจะเข้าไปทูล ไปกราบเบื้องบน พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เราสามารถอธิษฐานถอดกายไปพบปะแล้วก็ไปพูดคุย หลวงพ่อเคยเล่าเสมอว่า เรียกว่าไปจับเข่าคุยกัน มันก็เหมือนกับเราคุยกันขณะนี้แหละ มีตัวมีตนสามารถที่จะพูดคุยโต้ตอบคำถาม ได้เหมือนกับเคยฝันมั้ยละ คนที่ฝันจริงๆ มันมีเนื้อแท้ มันมีความจริงทีเดียว แล้วมันก็เป็นจริงด้วย ฝันที่จิตผู้บริสุทธิ์หรือเทวดาดลใจให้ฝันหรือเนื่องจากอำนาจฌานสมาธิมันจะเหมือนเป็นของแท้ของจริงเลย
ครูสององค์อยู่ในวัดปากน้ำ คือท่านพระครูธนิตฯ พระครูธนิตนิสัยดีมากเลย โอบอ้อมอารี ยังนึกถึงบุญคุณท่าน ท่านเป็นคนที่เมตตาธรรมสูง ท่านไม่ดุ ไม่ตี ไม่ลงโทษใครหรอก พูดเพราะ แล้วห่มจีวรสวยเป็นตัวอย่างดีมากเลย ส่วนพระครูปัญญาดุนะ ตัวท่านดุ หน้าท่านเครียด เห็นพระครูปัญญาต้องเตรียมหลบนะ เออ...ถ้าไม่หลบ เพียงแค่เห็นหน้าท่านเราก็ต้องหลบวูบวาบ เพราะท่านเป็นคนหน้าเครียด หน้าดุ ต่างกับพระครูธนิต อาตมาเป็นเณรเล็กๆ ก็สมัยที่ทีวีมาเป็นเครื่องแรกในประเทศไทย ๒๕๐๐ ตั้งแต่นั่นนะ เป็นสิ่งที่แปลก เราไม่เคยรู้จักคำว่าโทรทัศน์หรือทีวี เทเลวีชั่น เขาตั้งที่สนามหลวงประมาณ ๕ เครื่อง ให้ประชาชนดูล้อมรั้วล้อมเชือกให้คนเข้าไปดูว่า มีภาพมันส่งมาปรากฎในจอภาพได้ ตอนนั้นเราก็ตกใจ ตกตะลึงมากเลย วิทยาศาสตร์นี่มันเจริญนะ สามารถเห็นหน้าเห็นตาส่งภาพได้ ท่านพระครูธนิตก็เอาใจเณร มีเมตตาธรรมมาก ท่านก็ไปซื้อทีวีมาเครื่องหนึ่ง เออ..แต่ก็ไม่ให้เสียการเรียนนะ เณร..ดูทั่วไปนะ แต่ว่าจะเอาใจเณร วันหยุด หรือวันพระที่ไม่เรียนหนังสือ ท่านจะมาเปิดแบบ public แบบสาธารณะเลย ตอนห้าโมงเย็นมันมีมวย ท่านก็มาตั้งไว้ที่โรงเรียนหลังปัจจุบันเนี่ยแหละ ให้พระเณรได้มาดูมวย เอ้า..เณรดูมวย ดูข่าว ท่านก็มีเมตตาให้เราได้รู้ อ๋อว่านี่คือเทคโนโลยีชั้นสูงนะ เทคโนโลยีของนอกเขาถึงนี่แล้ว แต่ยังช้ากว่าธรรมกาย ธรรมกายนี่ปุ๊ปเดียว ไปไหนๆ ได้หมดทั้งจักรวาลนะ มันช้ากว่าเรา อำนาจจิตนี้ไวกว่า ไวกว่าเทคโนโลยี เทคโนโลยีต้องมีเครื่องมือ ต้องมีถ่าน ต้องมีปุ่มกด ต้องต่อสายผ่านโทรศัพท์หรือต่อผ่านดาวเทียม แต่สมาธิหรืออำนาจของฌาน คนอยู่ในฌานสูงๆ ที่ระดับขั้นเกจิอาจารย์ เขาจะติดต่อโทรจิตกันได้เลย เขาสามารถที่จะรู้วาระจิตของกันและกัน นัดหมายกันโดยที่ไม่ต้องบอกกล่าวเหมือนมาฆบูชา ซึ่งพระอรหันต์สามารถที่จะมาประชุมโดยไม่ต้องโทรศัพท์โทรมือถือ ไม่มีในสมัยก่อนโน้น นี่ก็เหมือนกัน เราสามารถคุยกันในสมาธิ ท่านก็ออกคำสั่งไป อุบาสิกาที่นั่งอยู่ในโรงงาน มันจะมีฝาไม้กั้นกลางระหว่างอีกด้านหนึ่ง คือฝ่ายเราซึ่งเป็นพระเณรที่ได้ธรรมกายนั่งอยู่ ทั้งสองฝ่ายนี้จะต้องทำงานเพื่อจะควบคุมจักรวาล ควบคุมเรื่องความเป็นไปของภพภูมิแล้วก็เกี่ยวกับเรื่องความอยู่รอดของพระพุทธศาสนา ทำยังไงคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือว่าพระเณรจะอยู่เย็นเป็นสุข โดยเฉพาะด้านความสวัสดิภาพของพระเณรก็เป็นห่วงมาก ไม่อยากให้อดอยาก หลวงพ่อเริ่มเล่าให้ฟังด้วยหู ฟังมาด้วยปากของท่านเลย
สมัยอยู่วัดโพธิ์ เช้าวันหนึ่งท่านไปบิณฑบาตเสร็จแล้วก็ได้กล้วยมาใบหนึ่ง ได้ข้าวมาช้อนหนึ่ง เนี่ยมันอดสมัยก่อน เสร็จแล้วเวลาท่านฉันมีหมาแม่ลูกอ่อนหมาตัวเมียตัวหนึ่งหิวมานั่งคอยอยู่ต่อหน้าขอเศษอาหารนะไอ้เขาก็ชีวิต ไอ้เราก็ชีวิต ท่านก็มานั่งปลงพิจารณาธรรมว่า โอ้ นี้หนอ...ชีวิตของสัตว์ สัตว์ในวัฏฎสงสาร ไอ้เราก็หิว ไอ้เขาก็หิว ไอ้เราก็บิณทบาตได้แค่ทัพพีเดียว มีกล้วยมาใบหนึ่ง ถ้าฉันหมดที่เหลือให้ลูกศิษย์ หมาตัวนี้มันก็จะหิว โอ้ย...ทำไงดี ท่านก็เลยหักกล้วยครึ่งหนึ่ง เสร็จแล้วก็เอาไปให้หมาครึ่งหนึ่ง หมามันหิวมันก็กิน เสร็จแล้วท่านก็เข้าสมาธิสลดใจ ..ขออธิษฐานจิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปทุกภพทุกชาติ ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้อด อย่าได้อยาก ในเรื่องอาหารการรับประทานด้วยประการทั้งปวงเทอญ ท่านก็อธิษฐานจิตด้วยบารมีแล้วก็บุญที่ท่านทำไว้ ให้ทานกล้วยครึ่งเดียวแก่สุนัขตัวนั้น ในวันนั้น ณ บิณฑบาตเช้านั้น ท่านสามารถเลี้ยงพระวัดปากน้ำได้เป็นพันๆ รวมทั้งอุบาสิกา แม่ชี เด็กวัดอีกนะ นี่บารมีของท่านจากกล้วยครึ่งซีก ครึ่งใบกลายเป็นบารมี ปาฏิหาริย์ ยมกปาฏิหาริย์เห็นไหมสามารถเลี้ยงคนเลี้ยงพระ ดูแลรับผิดชอบงานพระศาสนาได้อย่างกว้างขวาง แถมยังเอาเงินไปให้โรงพยาบาลสงฆ์ ตอนนี้อาตมาจำได้ดีทอดผ้าป่าจนกระทั่งมีกิจกรรมมาจนถึงปัจจุบัน บริจาคเลือดอะไรต่ออะไร ทำงานเพื่อสังคม วัดปากน้ำทั้งนั้น ไม่ว่ารุ่นโน้น หรือรุ่นนี้ ผลงานของวัดปากน้ำทั้งนั้นเลย หลวงพ่อไปสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ นำเงินไปให้ไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน สมัยนั้นสร้างตึกได้เป็นหลังๆ นี่ก็บารมีของหลวงพ่อ
วัดปากน้ำก็มีญาติโยมมาเลี้ยง เลี้ยงทุกวันต้องเข้าคิว ต้องจองนี่มันเป็นเพราะอะไร ก็ตอบได้ว่าก็เพราะปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อ เพราะอิทธิฤทธิ์บารมี คนเรานี่มีบารมีไม่เท่ากันนี่เชื่อไหม บางคนเกิดมามีปัญญามาก บางคนเกิดมามีเงินมาก มีทรัพย์สินมาก บางคนก็จน อย่างอาตมานี่จน เด็กเลี้ยงควาย ข้าวแต่ละมื้อก็ไม่มีจะรับประทาน นี่ไม่ได้สร้างบารมีไว้ ส่วนหลวงพ่อท่านมีบารมีอีกด้านหนึ่ง ท่านสามารถที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งของพระของเณรได้ เกิดมาในยุคกันดาร ถ้าไม่มีหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ศาสนาก็จะเสื่อมทรามแล้วก็จะลดความเจริญก้าวหน้าไปเยอะเลย มันก็จะลำบาก อดๆ อยากๆ ใครจะมาบวชละสึกหมด ไม่มีการศึกษา ก็ไม่มาบวช เพราะบวชแล้วไม่ได้เรื่อง หลวงพ่อท่านเวลาฉันจะมีมโหรี จะมีดนตรีมาเล่นด้วย มีอังกะลุง พระเณรก็นั่งเต็มเสร็จแล้วก็มีการถวายอาหารฉัน ขณะกำลังฉันก็มีมโหรีประโคมอยู่แหมครบเครื่องเลย หลวงพ่อไม่ให้ขาดเลยเห็นไหม ฉันเสร็จให้ศีลให้พรหลวงพ่อให้พรเพราะนะ หลวงพ่อให้พรศักดิ์สิทธิ์ ญาติโยมประทับใจ แล้วก็มาทำบุญอีก กลับไปรวยทุกคน แปลกจริงๆ หลวงพ่อพูดอะไร คำไหนเป็นคำนั้น กลับไปร่ำรวยสุขสบาย เสร็จแล้วก็กลับมาเลี้ยงพระอีกประจำปี เลี้ยงเป็นรายประจำปี รายวัน วันนั้นของฉัน วันนั้นของเธอตรง เข้าคิวจองล่วงหน้า หลวงพ่อทำในสิ่งที่ประหลาดอย่างนี้ เออ..เสร็จแล้วก็หลวงพ่อท่านเป็นองค์ที่ลักษณะอ้วน ท่านไม่ผอม ตอนหลังท่านถึงผอม อ้วนตุ้ยนุ้ยทีเดียว สมสัดสมส่วน แล้วก็ที่ใบหน้าท่านจะมีไฝโตๆ อยู่ด้านขวามือ ไฝเม็ดโต ตาท่านเหมือนพญาช้างนะ สมัยก่อนท่านเป็นพญาช้างท่านก็จะเป็นหัวหน้าช้าง เกิดเป็นสัตว์ตระกูลใด ท่านก็จะเป็นหัวหน้า อยู่ในวัดปากน้ำก็จะเป็นสมภารเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคุณ ใบหน้าท่านเนี่ยก็มีหยักๆ นะ หน้าผากท่านเป็นหยักๆ ตาท่านโอ้โหน่ากลัว เหมือนตาของเทพเจ้า ผู้คุ้มครอง เพราะฉะนั้นตามร้านค้า ร้านขายทั้งหลายนี่จะมีรูปหลวงพ่อไปแขวนไปสักการะบูชา เสร็จแล้วก็คุ้มครอง แต่ว่าครั้งหนึ่งไฟเกิดไหม้ขึ้นตามตึกอาคาร ไหม้หมดพอมาถึงห้องที่มีภาพหลวงพ่ออยู่นี่ปรากฏไฟมันดับ มันพัดไปทางอื่น มันไม่ไหม้ ไม่ลามมาที่ห้องเจ้าของที่มีภาพหลวงพ่ออยู่ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ซึ่งเขาก็ร่ำลือกัน เรื่องปาฏิหาริย์นี่มีเยอะเลย เพราะว่าเป็นเรื่องพลังจิต มันเป็นของที่พิสูจน์กันได้ยาก และมันเป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม มันจับมาให้ดูไม่ได้ แต่ว่ามันเป็นของที่มี เป็นของที่ช่อนเร้น เป็นของชึ่งสูง ของวิทยาศาสตร์ยังจับไม่ถึงเลย เรื่องวิญญาณนะ จับได้ไหมวิญญาณ นักวิทยาศาสตร์พยายามจับตามจับวิญญาณ เวลาคนตายนี่ไปไหนนี่ ขนาดเอามาใส่ไว้ในโรงแก้ว ปิดอย่างสนิทเลย จะดูวิญญาณว่ามันจะไปไหน แต่ก็จับไม่ได้ ตายก็ตายวิญญาณไม่รู้ไปไหน นักวิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึง ถึงจะสร้างมือถือได้ สร้างเครื่องบินสร้างจรวด ไปดาวพระจันทร์ ส่งยานไปดาวพระอังคารก็แล้วแต่ แต่ก็เรื่องวิญญาณนี่เขายังเข้าไม่ถึง ไม่เหมือนพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทำนายจักรวาลไว้นี่ตั้งแต่ก่อน ๒๕๐๐ กว่าปีแล้วว่าจักรวาลกว้างใหญ่ มีดวงดาว มีพระอาทิตย์ พระจันทร์นับไม่ถ้วน ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆ ดวง
หลวงพ่ออดทนเพื่อพระพุทธศาสนา
ขอย้อนไปเมื่อหลวงพ่อมาอยู่ใหม่ๆมีปัญหามากคือญาติโยมบริเวณวัดไม่ศรัทธา ไม่มีใครเข้าวัด ตอนที่ท่านเล่าให้ฟัง แล้วรองเจ้าอาวาสก็เล่าให้ฟัง อดีตก่อนที่อาตมาจะเข้าไป มีปัญหาแม้กระทั่งญาติโยมที่ไม่พอใจคนต่างจังหวัดมาทำบุญมากๆ เขาอิจฉา เขาหาว่าหลวงพ่อจะมาทำอะไรที่ล้ำหน้า แล้วก็เจริญเกินไป พอเด่นขึ้นมาจะต้องมีคนอิจฉา ถึงขนาดที่ว่ายิงท่าน ทำร้ายท่าน ใช้ปีนยิง ทะลุจีวรตามที่ทราบมา แต่หลวงพ่อก็ไม่เป็นอะไรหรอก หลวงพ่อก็อดทนตลอดมา ตั้งใจที่จะมาฟื้นฟูที่นี่ให้เป็นแดนพระพุทธศาสนา เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาซึ่งก็เป็นจริงในปัจจุบันนี้ วัดปากน้ำก็มีชื่อเสียง และเป็นศูนย์กลางและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาเป็นจำนวนมาก
หลวงพ่อท่านจะไม่เหมือนคนทั่วไป ปกติท่านจะอยู่ในฌาน ท่านมีฌานสูงมากเลย การปฏิบัติของท่านคือท่านจะอยู่ในธรรมกาย จิตของท่านอยู่ในธรรมกายจะอยู่ในฌานอยู่ในสมาบัติ ท่านไม่ใช่พระธรรมดา ท่านอยู่ในสมาธิ อันนี้เท่าที่อาตมาวัดได้นะ เพราะว่าท่านจะไม่มีการขาดสติ การทำอะไรโดยขาดสติจะไม่มี จะเป็นคล้ายๆ พระอรหันต์งั้นแหละ หลวงพ่อท่านเดินก็มีสติ เอี้ยวแขนก็มีสติ นอนก็มีสติ จะนั่ง จะฉัน จะเดิน จะทำอะไรรู้สึกว่าท่านมีสติเต็มบริบูรณ์ สิ่งนี้อาตมารู้สึกประทับใจแล้วก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่แปลก ซึ่งไม่เห็นจากพระองค์อื่นๆ เราเป็นเณร เราก็ช่างสังเกตนะ พระองค์อื่นตลกคะนอง หัวเราะเอิ๊กอ๊าก อยากจะหัวเราะก็หัวเราะ อยากกระโดด หรือวิ่ง หรืออะไร บางทีมันขาดสตินะ หลวงพ่อไม่มี เดินนี้คล้ายพระอรหันต์ เหมือนพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เรื่องนี้แปลก อาตมามารู้ทีหลังตอนเรียนปริยัติแล้วว่า พระอรหันต์คือผู้ที่ไม่ขาดสติ ทำอะไรทำด้วยสติ มาเจอกับหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่แหละ
สมัยที่อยู่ในโบสถ์รุ่นแรกๆ นั้น ในโบสถใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมคือเวลา ๑ ทุ่ม จะมีทั้งญาติโยม ทั้งพระเณรที่รักการปฏิบัติธรรมกาย จะมารวมกันเพื่อนั่งสมาธิ อาตมาก็นอนที่นั้น อยู่ที่นั่น ทำงานที่ในโบสถ์นั้นก็ใช้เวลาส่วนมาก ทุกวันไม่ว่างเว้น ก็ต้องทำด้านสมาธิ ตามหลักการที่ทำในวันพฤหัส หรือสอนในโบสถ์ทุกเช้า หรือมีพระผู้ใหญ่ เช่นมหาโชดก ขอโยงชะเลย เพราะว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุด
มหาโชดก เป็นพระผู้ใหญ่ และมีตำแหน่งใหญ่ ควบคุมวัดปากน้ำด้วยในสมัยนั้น ท่านได้ไปเรียนกรรมฐานแบบสายยุบหนอ พองหนอ มาจากประเทศพม่า แล้วท่านก็จะมาเปลี่ยนแปลง หมายความว่า จะมาล้างสมองหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยท่านมีความเข้าใจว่า การปฏิบัติสายวัดปากน้ำมันไม่ใช่พระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทางวิปัสสนา ไม่ใช่ทางหลุดพ้น และก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ที่ท่านไปได้มาจากพม่า สายยุบหนอ พองหนอ ท่านก็เดินทางไปปราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยนั้น อาตมามีชีวิตอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน อยู่ในโบสถ์ หลวงพ่อก็ให้โอกาสพระผู้ใหญ่ โดยตำแหน่ง โดยยศแล้ว ท่านมหาโชดกใหญ่กว่า หลวงพ่อเราก็อ่อนน้อมถ่อมตน ก็นัดพบกันในโบสถ์เวลาบ่ายนะ จำได้ภาพยังปรากฎอยู่ในความทรงจำ เราก็ปูอาสนะสองที่ไว้ในโบสถ์ ต่อหน้าพระพุทธรูป ให้ท่านได้โต้ตอบกัน เรียกว่าเสือเจอสิงห์ แล้วเราก็ปิดประตูโบสถ์ให้ท่านคุยกัน แล้วเจ้าคุณโชดกมาทราบทีหลังว่า ต้องการอยากจะไปปรับการสอนธรรมะ หรือการปฏิบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้เปลี่ยนแปลง ให้มาใช้สายวิปัสสนาแบบยุบหนอ พองหนอ ท่านอ้างว่า มันมีมาในพระไตรปิฎก มันถูกต้อง ส่วนสายธรรมกาย มันเพี้ยน มันไม่ถูกต้อง มันไม่มี อะไรทำนองนั้น
เสร็จแล้วท่านก็ถกเถียงกัน เราก็อยู่ข้างนอก คอยปิดประตูโบสถ์ไม่ให้ใครเข้าไปก่อความรำคาญ ท่านก็เจอกันอย่างนี้อยู่หลายวัน เราก็ไม่ทราบผล ได้ผลยังไง ใครปราบใครยังไง เสร็จแล้วมารู้ทีหลังว่า หลวงพ่อด้วยความเกรงใจก็เลยให้รูปอันใหญ่ไปอันหนึ่ง ให้เจ้าคุณโชดก พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า รูปนี้ให้ไว้เป็นที่ระลึก เนื่องในโอกาสพระเดชพระคุณได้มาสอนวิปัสสนากรรมฐานได้ให้กระผม ซึ่งเห็นว่าถูกต้องทุกอย่าง
ด้วยมารยาทและเป็นผู้น้อย หลวงพ่อก็ชมเชย และยอมก้มหัวให้ว่าของท่านโชดกถูกต้อง อันนี้เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ซึ่งหลวงพ่อรู้จักวางตัวให้เกียรติกับพระเถระ ไม่ไปขัดข้องกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสังฆาธิการปกครองเราด้วย หลวงพ่อถึงกราบก่อน ทั้งที่จริง อายุพรรษาของหลวงพ่อนั้นมากกว่า แต่เจ้าคุณโชดกเป็นรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่เขาเป็นผู้ใหญ่ เขามาหลวงพ่อก็กราบ แล้วเจ้าคุณโชดกก็กราบคืนนะ มาทราบว่าเป็นอย่างนั้น
ก็มีปัญหาต่อมาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำยอมสละทิ้งหลักการจริงหรือไม่ อาตมาบอกว่าไม่จริง ฝ่ายตรงข้ามบอกว่า ฝ่ายมหาโชดกเป็นฝ่ายชนะ โดยที่หลวงพ่อรับว่าตัวเอง ยอมรับนับถือฝ่ายการปฏิบัติสายยุบหนอ พองหนอ อันนี้จะตัดสินว่าอย่างไร ในความคิดเห็นของอาตมามีความเห็นว่าไม่ใช่ หลวงพ่อไม่เคยทิ้งหลักการวิชชาธรรมกาย สั่งสอนมาตลอด ไม่มีเทปม้วนไหน ไม่มีคำพูดใดเลยที่หลวงพ่อบอกว่า ของเรามันผิดนะลูกทั้งหลาย ให้เลิกนะ หันไปนับถือสายยุบหนอพองหนอ ทำแบบวัดมหาธาตุนะ ไม่มี แต่ฝ่ายทางโน้น เอาหลักเกณฑ์ เอาคำพูดที่หลวงพ่อให้เกียรติท่านเจ้าคุณโชดกนี้เป็นตัวตั้ง เสร็จแล้วก็โพนทะนาว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำทิ้งหลักการ และก็ยกย่องฝ่ายยุบหนอ พองหนอว่าถูกต้อง ธรรมกายผิดพลาด นี่เขาพูดเอาเอง ตามความรู้สึกของอาตมา ยืนยัน นั่งยัน นอนยันได้เลยว่า ที่พูดของเขามันก็ไม่ถูกเหมือนกัน เขาไม่ได้ชนะหลวงพ่อก็ไม่ได้แพ้ และก็ไม่ได้ทิ้งหลักการ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ไม่ได้สอนธรรมะใหม่ สอนการปฏิบัติใหม่แต่อย่างใด
ถามว่าท่านสอนอย่างไร ก็จะมีหนังสือเล่มเล็กๆ ภาพเป็นการปฏิบัติธรรม เป็นรูปหัวคน และก็มีแต่ละฐานนะ ฐานที่เจ็ดนั่นแหละ ก็จะเอามาแจกคนที่มาขึ้นธรรม หรือมาขอปฏิบัติธรรมสายนี้ ก็จะมารับหนังสือนี้ไป หลวงพ่อก็จะชี้แจง จะมีกระดานแผ่นหนึ่ง กระชับมือจับได้ง่ายๆ ก็มีหลักการนี่แหละให้เขาดู นอกจากนั้น บ่อยครั้งที่หลวงพ่อทำเหรียญก็จะทำเป็นรูปการเข้าปฏิบัติธรรมสายวิชชาธรรมกาย เป็นรูปตรึกศูนย์กลางกาย แจกให้มากที่สุดเลย
คุณวิเศษของวิชชาพระพุทธเจ้า
หลวงพ่อก็จะสอนการปฏิบัติว่า การปฏิบัติวิชชาธรรมกายปฏิบัติได้หมด ไม่ว่าผู้ใหญ่ เด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย แต่ต้องรู้หลักการ รู้วิธีการคือ ท่านบอกว่าหญิงช้าย ชายขวา หมายถึงเราจะต้องนิมิตเป็นแก้วดวงใสๆ เท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ ใหญ่กว่าดวงดาวสักเล็กน้อยไม่ใหญ่เท่าดวงอาทิตย์หรอก พอเห็นถนัดๆ ฝ่ายชายให้เอามากำหนดไว้ฐานที่ ๑ ปลายจมูกด้านขวา มาตั้งไว้ตรงนั้น ให้เราเห็นชัดเหมือนเราลืมตาให้บริกรรมว่า สัมมา อะระหังๆ ๆ ๓ ครั้ง แล้วให้เลื่อนนิมิตไปฐานที่ ๒ ตรงที่เพลาตา แล้วก็เพ่งให้ติดตาเหมือนลืมตาเห็น ใส สะอาด เปล่งปลั่ง รัศมีแวววาวเหมือนลืมตา นี่เป็นเรื่องพลังจิตทั้งนั้นเลย ถ้าคนมีจิตไม่สนิท ไม่แน่นิ่ง หรือว่าสงบเย็นมีสมาธิ มองไม่เห็นหรอก แม้แต่ลืมตายังมองไม่เห็นเลย เพราะจิตมันไม่รับทราบ แว่นตาอยู่กับตายังหาอยู่เลย หมวกไว้บนศีรษะก็หาอยู่เลย
เพราะฉะนั้นการเพ่งดวงแก้วใส ก็เช่นเดียวกันเพราะต้องมีสมาธิมากเลย ยิ่งมีสมาธิสงบมากเท่าไหร่ก็จะเห็นชัดมากเท่านั้น คือเรามีจิตตั้งมั่นที่จะพิจารณาที่จะเห็นที่จะกำหนดที่จะรับรู้ได้ เช่นเดียวกันฐานที่หนึ่งเคลื่อนไป ฐานที่สองก็บริกรรม อีกสามหน สัมมาอะระหังๆๆๆ แล้วก็เลื่อนไปฐานที่สามที่กลางศีรษะ ตามรูปเลย เสร็จแล้วท่านบอกกำหนดว่าเหมือนที่กลางศีรษะเราเนี่ยมันต้องวัดจากหน้าไปหลังจากขวามาช้าย ไอ้ตรงกลางที่เชือกตัดกันคือศูนย์กลางของศีรษะ เราจะต้องนิมิตคือแก้วดวงใสให้ไปตั้งไว้ที่ฐานที่สามนี้ เสร็จแล้วก็เพ่งให้ใสให้บริสุทธิ์ เปล่งปลั่งมีประกายแวววาวเหมือนอย่างกับเพชรนะ คนทำได้ก็ทำได้จริงๆ เห็นจริงๆ เลย เห็นจริงๆ เลยเหมือนจับวางเลยไม่ต้องสงสัยเขาทำได้ เมื่อใสสะอาดดีแล้วก็บริกรรมอีกสัมมาอะระหังๆๆๆ อย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็จะเลื่อนไปตามขั้นตอนแต่ละฐานแล้วบริกรรมสองสามหน เช่นเดียวกันไปเรื่อยๆตามรูปนะ สรุปแล้วถึงสะดือ เสร็จแล้วก็เลื่อนขึ้นมาฐานสุดท้ายนี่เหนือสะดือสองนิ้ว เอาเชือกวัดจากด้านหน้าไปด้านหลัง แล้วก็ด้านขวาของเราไปด้านช้ายตรงเชือกตัดกันนั่นละคือศูนย์กลางกาย ซึ่งเป็นฐานที่เราจะเข้าไปสู่เบื้องสูงคือจะต้องเพ่งกายในกายเข้าไปทวีคูณเข้าไปเพื่อที่จะไปถึงกายมนุษย์ เราได้เกิดเป็นมนุษย์เพราะมีบุญบารมีสร้างสมอบรมแล้วก็ได้ทำความดี ถึงได้มาเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นกายมนุษย์จะต้องมีกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์หยาบกายมนุษย์ละเอียดเสร็จแล้วจะต้องเข้าไปกลางกายทวีคูณเข้าไปเรื่อยๆ กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด บริกรรมเข้าไปกลางกายกลางกาย เข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายไปเข้าถึงขั้นธรรมกายจะเป็นพระองค์ใหญ่หน้าตัก ๒๐ วาใหญ่โตมโหฬาร ที่จริงพลังจิตเราจะขยายให้ใหญ่ขนาดเท่าโลกสักพันใบก็ทำได้ อยู่ที่พลังจิต บอกว่าใหญ่ใหญ่ทันที บอกว่าเล็ก เล็กทันที มองไม่เห็นมันอยู่ที่พลังจิต อยู่ที่พลังจิตนะ เพราะฉะนั้นเราจะขยายให้ใหญ่ ให้เล็กยังไงด้วยพลังจิต มีพลังความสามารถแล้วก็ปาฏิหาริย์ของพลังจิต
ตอนนี้สนุกแล้วสิ หลวงพ่อบอกว่า อา...ลองไปดูซิ เออ..ว่าพระอินทร์เขาอยู่ยังไง ขึ้นไปบนสวรรค์ชิลูก เราก็อธิษฐานจิตเข้าไปบอกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปเฝ้าพระอินทร์ ทีนี้จิตแวบไปเลย พอแวบเสร็จก็ไปเจอเลยพระอินทร์ท่านมาได้ไงก็ไม่รู้เหมือนกันนะ นี่เขาเรียกว่ามิติพลังจิตนี่มันสามารถเข้าข้ามขั้นจากมิติหนึ่งไปยังอีกมิติหนึ่ง มันเป็นโลกอีกโลกหนึ่งเหมือนเราไปเดินท่อมๆ อีกโลกหนึ่งนะ ไปเห็นเหตุการณ์เห็นตัวบุคคลเห็นวัตถุอะไรต่ออะไร ดินฟ้าอากาศของที่นั่น มันเหมือนเราฝัน แต่ว่าบังคับได้ เราจะบังคับจิตของเราได้
บังคับให้ลงนรกก็ได้ เอ้า...ไปดูชิ ในนรกมันเป็นยังไงลูกเข้าลงไปเยี่ยมสัตว์นรก เราก็ลงไปนรกขุมที่หนึ่ง โอ้โหเขาทนทุกข์ทรมาน เขาบางคนผิดกาเม ปีนต้นงิ้วเราก็ไปเห็นต้นงิ้ว มีหนาม มีกาจิก ยมฑูต ยมบาลเขาทรมานกัน กะทะทองแดง เห็นหมดเลยที่ทรมาน อีกอันหนึ่งเป็นน้ำกรดเนี่ย โอ...มันทรมานแล้วก็ปวดแสบปวดร้อน มันเย็นมันร้อน โอ๊ย..มีทุกสภาพสุดๆ เลยนะ เราไปเห็นไปพิจารณานะ โอ้ยมันทุกข์ทรมาน เห็นอย่างนี้ไฟลุกท่วม น้ำร้อนเดือดจัด จับน้ำเดือดๆ กรอกปากไอ้พวกที่กินเหล้า ก็ไปเห็นมา เออ..เสร็จแล้วก็ไปเห็นการไต่สวนยมบาล ยมทูตพวกสุวรรณ เอาบัญชีมาดูชิอะไรต่ออะไร การปกครองของนรกเขา ขุมที่หนึ่งผ่านไป ต่อไปลงไปดูขุมที่สองก็ไปดูสัตว์มันกินกันเอง มันหิว เจอกันก็ฉีกเนื้อกันกิน เราก็ไปเห็นเหมือนค้างคาวมันมืดไม่มีแสงสว่าง น่าสงสารอยู่ในน้ำกรดซึ่งปวดแสบปวดร้อนตายแล้วก็โผล่มีชีวิตขึ้นมาใหม่ แล้วก็ทนทุกข์ทรมานต่อไป ไม่ได้เห็นดาวเห็นเดือน ละเอียดลงไปขุมที่สามที่สี่ขุมที่แปด ไปเรื่อยๆ เราก็ใช้อำนาจสมาธิเข้าไปดู มันก็ไปได้เป็นฉากๆ เหมือนทีวีเราเปิดช่อง ๓ เออละคร ไปช่อง ๗ ข่าวมาแล้วอะไรต่ออะไรจิตเราก็เหมือนกันมันมีฉากเหมือนมิติถ้าเราสามารถที่จะบรรลุเข้ามิติต่างมิติได้หรือว่ามีฌานมีอภิญญาหรือว่าทำธรรมกายได้ขั้นสูง มันจะไปของมันได้เป็นฉากๆ เป็นเรื่องๆ มันยิ่งสนุก หนักเข้าปัญหาคือมันจะติดสนุกคือชอบเที่ยว ฉันเสร็จแล้วไม่มีอะไรหลับตาเข้าฌานเลย ก็เข้าสมาธิ เข้าธรรมกายไป ไปแล้ว ไปดูเหตุการณ์อะไรต่ออะไร โลกจะเป็นยังไงต่อไปรู้สึกว่าจะมีหูทิพย์ตาทิพย์ทำนองว่าจะรู้เหตุการณ์ต่างๆ ไปดูอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปัจจุบันบ้าง ไปดูทางนี้เขาคิดยังไงทำไมเขาถึงทะเลาะกัน เอ้า..ไปดูใจเขา
ทีนี้ในโรงงานหลวงพ่อก็จะหันไปถามแม่ชี จะมีผู้ที่เก่งกาจสามารถในเรื่องวิชชาธรรมกายที่บรรลุธรรมทางอุบาสิกาก็มีแม่ชีอุบาสิกาจันทน์ แม่ชีญาณี หลายแม่ชีสมัยนั้น เป็นแม่ชีผู้ใหญ่ หลวงพ่อก็จะเรียกเอ้า..ญาณี ลูกจันทน์ลองไปดูชิ ดูว่าตอนนี้ทำไมโลกมันถึงเดือดร้อนนะ ที่นั่นมีไฟไหม้บ่อยเหลือเกิน มารเขาทำยังไง เขาทำอะไรเรา ทำไมที่นั่นน้ำท่วม คนตายกันเยอะ รถคว่ำด้วย ก็กิจวัตรประจำวัน มันทำไมเขาเล่นแรงนัก ไปดูซิ ช่วยเออ..ทำลายเสียด้วย ฟังแล้วเหมือนเราทำสงครามด้วยพลังสมาธิ อันนี้เป็นเรื่องพลังจิตในพุทธศาสนา เป็นหลักการที่เราปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน แต่เราไม่ฆ่าแกง ไม่ทำสงคราม ไม่ทำลายชีวิตมนุษย์ ไม่ทำลายชีวิตสัตว์ เราให้แต่ความสงบเย็นสันติภาพ แล้วก็ความสงบสุขแก่โลก เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติอย่างนี้ต้องการที่จะกำจัดความชั่ว เหมือนในหลวงบอกว่า ไม่ให้คนชั่วครองเมืองครองประเทศ ช่วยกันดูแลให้คนดีได้ทำงานได้ครองประเทศ การปฏิบัติของเราก็เหมือนกันถ้าผู้ที่เจตนาร้ายต่อพระศาสนาต่อประเทศชาติ ก็ไม่ให้เขาทำสำเร็จ เราก็พยายามต่อต้านเขา พยายามใช้พลังจิตไปกลับใจเขาไปทำสิ่งดำให้เป็นสิ่งขาว สิ่งผิดที่เขาคิดให้เขาทำในสิ่งที่ถูก คือหลักการซึ่งหลวงพ่อพยายามสู้กับมาร
มารนั้นปรากฎว่าเป็นพระพุทธเจ้าฝ่ายชั่ว ตัวดำนิลเงาวับเหมือนกัน แต่ไม่มีรัศมีเหมือนพระพุทธเจ้าเรา รัศมีเหมือนคนดำแต่ดำขำออกน้อยๆ ทำนองนั้น องค์เท่ากันที่เราเอามาเป็นรูปลักษณ์ของวิชชาธรรมกายเห็นไหม เป็นรูปพระ..ซึ่งวิชชาธรรมกายเป็นรูปลักษณ์ซึ่งมีพระพุทธรูปดอกบัวตูมบนศีรษะ นี่ได้มาจากการนั่งธรรมกายไปเจอไปเห็นมาแล้ว
เวลาเข้าธรรมกาย เข้าโรงงานกับหลวงพ่อเนี่ย เห็นอะไรแปลกๆซึ่งหลวงพ่อก็จะให้ทำธรรมกายทวีคูณ ลึกเข้าไปเพื่อให้เกิดพลังมากขึ้นเพื่อที่จะไปป้องกันมิให้เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นคนเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าไม่เอาแล้วมึงตายในเจ็ดวันนี้ แล้วฉันรักษาไม่ได้หรอก เสร็จแล้วคนไข้ก็มาที่วัดปากน้ำ มาหาหลวงพ่อ ไม่ยาก พอมาหาหลวงพ่อ เขาเรียกว่าเพียงเขียนชื่อนาย ก. นาง ข. ป่วยเป็นโรคอัมพาต หรือว่าโรคหัวใจ หรือว่าเป็นโรครูมาติซัมหรือโรคชักกะตุกเกี่ยวกับเป็นลมเป็นแล้งเป็นอะไรก็แล้วแต่แพทย์เอาไม่ไหวแล้ว เป็นมาเวลาเท่านั้นปี บอกระบุเกิดวันเดือนปีนั้น เขียนใส่เศษกระดาษแล้วก็จะมีคนรวบรวมตอนเย็นเอามาถวายท่าน ท่านก็จะรักษาให้ด้วยพลังสมาธิ พวกเรานี่ช่วยกันรักษา เอ้า... พวกเราวันนี้มีคนไข้มาจำนวนกี่คนๆ กี่ใบๆ โหเป็นร้อย เป็นกอบเป็นกำเลย เราก็จะต้องอธิษฐานจิตขอให้สรรพสัตว์ที่เขามีความทุกข์ด้านกาย
ก็มีบางคนวิญญาณเขา มันมีกรรมเวรซึ่งติดมา เขาก็รักษาไม่หายหรอก ถ้าโรคกรรมหนัก แพทย์ก็เอาไม่อยู่ เป็นโรคเวรโรคกรรมติดมารักษาไม่หายหรอก เขาจะต้องใช้กรรม ถ้ายังไม่พ้นกรรมนั้นมันก็ไม่หายเทวดาก็รักษาให้ไม่ได้ แต่ก็เอาหนักเป็นเบาก็แล้วกัน เราก็พยายามช่วยส่วนคนไหนจะหายได้ ก็หายทันที เขาจะพ้นกรรม เขาจะพ้นกรรมของเขาคนไหนจะตายนี่ เหมือนไส้เทียนไม่มีน้ำมัน เมื่อไม่มี มันก็ดับนะสิ เขาก็ต้องเสียชีวิตอันนี้ก็เป็นไปตามกรรม เพราะฉะนั้นเราจึงมีการช่วยชีวิตอธิษฐานจิตเพื่อที่จะต่ออายุต่อชีวิตให้เขาก็เป็นพรหมวิหารธรรมอย่างหนึ่ง เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับกรรม ด้านจิตด้านวิญญานใช้ผลกรรมที่เรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ เขามาเอาคืนบ้างแหละเพราะไปฆ่าเขาไว้นะไปฆ่าเขาไว้ทำลายชีวิตเขาไว้มาก ตัวเองจึงต้องมาใช้กรรมเป็นอัมพาต ถึงไม่ตายไปก็ต้องใช้กรรมแบบไม่สมประกอบ
เรื่องของกรรมนี่มันจับดูไม่ได้ มันไม่มีเนื้อหนัง มันไม่มีจะให้เห็นชัดๆ เหมือนอย่างกับวัตถุโต๊ะนี่เครื่องอัดเสียงนี่ อาตมาจับให้ดูได้ เพราะมันเป็นวัตถุมันทำงานของมันยังไงเราก็รู้ได้ แต่เรื่องกรรมนี่นอกจากโพธิญาณของพระพุทธเจ้าแล้ว เราหยั่งรู้ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของวัฏฎสงสารเพราะฉะนั้นเราก็เข้าใจแหละ แต่เราในฐานะที่เป็นพระ เป็นผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์แล้วก็มีเมตตา เราก็อธิษฐานจิตขอเจ้ากรรมนายเวรหรือผู้ที่เขาจะพ้นทุกข์ได้ จากหนักขอให้เป็นเบา ให้เขาหายจากอาการป่วยอย่างนี้ๆ ที่จริงในพระพุทธศาสนานั้นเราลบล้างกรรมไม่ได้ ใครทำกรรมอย่างใดก็จะต้องรับผลของกรรมนั้น ทั้งดีและชั่ว แต่ก็มีอโหสิกรรมซึ่งสามารถลบล้างได้ คือเจ้าของเขา เจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิให้ เขาไม่ยอมเอาคืนเหมือนเราให้คนยืมเงิน เราบอกไม่เอาคืนหรอก ก็จบกันไป กรรมก็เหมือนกันเพราะฉะนั้นไอ้จุดที่เราพอจะช่วยได้ เราก็ใช้บารมีของพระพุทธเจ้าด้วยความสามารถของวิชชาธรรมกายของเราที่เราเข้าถึง เหมือนเราขับรถเป็น พูดง่ายๆ ว่าสามารถบรรทุกคนไปจุดหนึ่ง ไปจุดหนึ่งได้ ให้ถึงฝั่งได้ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้มาก และกระทำอยู่เป็นประจำคือการรักษาไข้ คนเจ็บจะมีเยอะนะ สมัยอาตมานี่มีทั้งคนตาบอดก็มาอยู่ในวัด อยากหายจากตาบอด คนเป็นใบ้ก็มี คนพิการ หมายความว่า เออ...เป็นง่อย เป็นง่อยนี่มีเยอะเลย ดูๆ แล้วเหมือนหายก็มี ไอ้ที่ดีขึ้นก็มีที่ตายก็มีตามกรรมของเขาที่จะต้องสิ้นกรรม แต่เขาก็มีความหวังไว้ก่อนเพราะแพทย์ไม่เอาแล้ว หมอบอกรักษาไม่ได้ ตายลูกเดียวไอ้คนหายก็เยอะนะ
ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าหลวงพ่อจะมีญาณมีอภิญญาท่านรู้เห็นเหตุการณ์ในอนาคต ท่านเคยพูดเสมอต้องการจะทำสิ่งนั้นๆ สร้างโรงเรียนให้เสร็จ สร้างพระเณรให้เป็นปึกแผ่นก่อนที่จะมรณภาพ จะอยู่ไม่ไหวแล้วสังขารมันทรุดโทรมเหมือนเกวียนที่มันเก่ามันสึกหรอลงไปทุกที เสร็จแล้วก็จะต้องรีบทำงานให้มากที่สุด ให้เป็นปึกแผ่น เทียบกับพระพุทธเจ้าตอนที่จะปรินิพพาน ก็ตรัสบอกมารนั่นแหละ อย่าพึ่งนิมนต์ฉันนิพพานเลยขอให้พุทธบริษัทมั่นคงในการปฏิบัติธรรมแล้วก็ให้ศาสนาเป็นปึกแผ่นเสียก่อน ฉันจึงจะรับนิมนต์ของท่าน อะไรอย่างนี้ หลวงพ่อก็เช่นเดียวกัน หลวงพ่อท่านก็มีญาณรู้ว่าท่านคงไม่สามารถพ้นความตายไปได้ สังขารตอนหลังนี้สังขารท่านก็ทรุดโทรมเห็นไหม ต้องเข้าโรงพยาบาล โรงพยาบาลสงฆ์ มานอนอยู่ เราก็ไปเยี่ยมกัน อีกเรื่องคือวงใน ในจริงๆ ยิ่งกว่าใน ยิ่งกว่าอาตมาอีกเขาจะทราบกัน อาตมาเป็นหางแถวนะ แล้วก็เป็นเณรยังท้ายแถวท้ายอันดับนะ อันนี้ก็มี ตอนเป็นเณรจุดใหญ่คือท่านให้ไปสอนวิชชาธรรมกาย กลายเป็นสามณรธรรมกายเกจิอาจารย์ไปกลายๆ คือญาติโยมเขาจะมานิมนต์เสร็จแล้วพระเณรไม่พอใช้ไหม พระไม่ไป เณรต้องไปในที่สุด อาตมาก็ต้องรับงาน หางเครื่องก็ต้องไป หัวหน้าวงไม่ไปก็ต้องไปสอนวิชชาธรรมกาย สัมมาอะระหัง ในต่างจังหวัด ขึ้นรถขึ้นเรือลงเรือไปเรื่อย สุพรรณนี่เป็นประจำ ไปสอนสมาธิ ก็สอนได้เพราะว่าเราคลุกคลีปฏิบัติอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะท่านวีระ (พระภาวนาโกศลเถระ) นี่ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายธรรมกาย จริงๆแล้วท่านเป็นอาจารย์ธรรมกายของอาตมา นี่แหละเป็นครูให้ธรรมะอาตมา
ปี ๒๕๐๐ มีพระมาก สามเณรก็มี สามเณรน้อยกว่าพระหน่อยเพราะจำนวนพระมากกว่าโดยเฉพาะหลวงตาอิน จะเล่าเรื่องหลวงตาอินให้ฟัง องค์นี้เก่งมาก อายุมากที่สุดในวัดปากน้ำ ท่านเป็นพระธรรมกายแล้วก็เชี่ยวชาญคือสอน มีพระหลายๆ องค์จำพระไม่ได้ จำได้หลวงตาอินเพราะว่าเรียนบาลีด้วยกัน ตอนเรียนเปรียญสามประโยค หลวงตาอินก็มาเรียนด้วย หลวงตาอินนี่ขยันสอบตกมันทุกทีเลย สี่ห้าหนท่านตก ท่านเอาจนได้ จนได้ประโยคห้า ประโยคหกต่อมาลูกท่านซึ่งจบประโยคเก้า เณรอารี เณรอ็อดอะไรนั่น สมัยก่อนอยู่วัดปากน้ำ เขาอยู่คณะเนกขั เรียนเก่ง ลูกท่านได้ดีทุกคน ท่านคนนครราชสีมา หลวงตาอินนี้สอนธรรมกายแล้วก็มีพระซึ่งเป็นเพื่อนกันหลายๆ องค์ จำได้แต่หน้า แต่ชื่อลืมหมดแล้ว ก็เผยแผ่ช่วยกันจาริกไปสอนจังหวัดของตน เขานิมนต์ไปไหนก็ไป สอนกันพร้อมทั้งสมบุกสมบันไม่สบายหรอก การสั่งสอนคนนี้ต้องเสียสละต้องไปลำบากยังไงก็ต้องไป เพื่องาน เพื่อกิจของหลวงพ่อ มีพระสัก ๓๐ องค์ ในโรงงาน ซึ่งอาตมามีหน้าที่ปูอาสนะ ที่นั่งสมาธิกองไว้สูงท่วมศอกเลยนะพอเวลาห้าโมงเย็นอาตมาจะต้องก่อนเวลาสักสิบห้านาทีไปปูอาสนะเรียงแถวกัน ๓ แถว เรือนที่หลวงพ่ออยู่ง่ายๆ ไม่ได้วิเศษใหญ่โตอัครสถานหรอก หลวงพ่ออยู่เรือนไม้กุฏิเก่าๆ สังกะสีเก่าๆ เหมือนโบราณๆ ไม่มีพิธีอะไรหรอก ตู้เย็นอะไรก็ ไม่มีสักอย่าง ท่านมักน้อย สันโดษ แต่ท่านเลี้ยงพระท่านให้ ท่านมีแต่บริจาค มีแต่ดูแลพระศาสนา ตัวท่านนี่ไม่มีความฟุ่มเฟือยเลย ไม่มีอะไรที่จะสมัยใหม่เลยในกุฏิของท่าน เตียงของท่านก็เก่าๆ อยู่คู่กับรองเจ้าอาวาส องค์นั้นนะอยู่ติดกัน ซึ่งก็เป็นห้องสำหรับปฏิบัติสมาธินะ ซึ่งถึงเวลาเราก็เข้าที่นะ ๕ โมงเราก็เข้าที่ พอ ๕ โมงนาฬิกาตีต้องแต่งๆ พอตีเสร็จแบบนี้ เราก็เข้าธรรมกาย ประเดี๋ยวเดียวหลวงพ่อจะออกมาตรวจ เสียงท่านจะมาก่อน ท่านก็เข้าในที่ของท่านซึ่งมันเป็นห้อง มีม่านกั้นไว้ เราก็ไม่กล้ากล้ำกลายเข้าไปถึงจุดนั้น แต่เราก็อยู่ใกล้ๆ ในจุดบริเวณเดียวกัน เสียงท่านจะมาก่อน
เออ..วันนี้มันมีเหตุการณ์ที่ประชาชนเดือดร้อนมากเลย มีน้ำท่วมบ้าง บางทีก็มีโรคภัยโรคระบาด บางทีก็ตอนนี้ไม่มีคนมาเลี้ยงพระเลยนะมันเป็นอะไรนะ เออ...คนไม่ค่อยมาทำบุญ พระเณรอดอยาก ไหนลองไปดูชิ มารเขาทำอะไร เขากั้น เขาขวาง เขาแกล้งอะไร หลวงพ่อหันไปทางฝ่ายอุบาสิกาเรียกชื่อกัน เอ้าไปดูชิเหตุการณ์ตอนนี้มันเป็นยังไง ทางโน่นก็ทำตาม เจ้าค่ะ เดี๋ยวก็เข้าธรรมกาย ลึกเข้าไปๆ ทวีคูณเข้าไปสูงสุดมีพลังจิตอำนาจจิตสามารถที่จะรู้เรื่องเหตุการณ์ต่างๆ เห็นภาพต่างๆ แล้วก็ติดต่อกันด้วยพลังจิตด้วยอำนาจโทรจิต ใช้จิตโดยเฉพาะเลย เรียกว่าสิบแปดอรหันต์ ทำนองนั้นนะ ได้เรื่องแล้ว ตอนนี้ไปเจอแล้วเจ้าค่ะ ฝ่ายมารเขาส่งผู้ที่ขัดขวางมา ไม่ให้คนมาทำบุญ มาเลี้ยงพระและก็คอยกลั่นแกล้ง คอยบอกข่าวไม่ดี ข่าวร้ายไม่ให้คนศรัทธา ไม่ให้คนมาทำบุญเจ้าค่ะ เอ้อ..แก้ไขลูก แก้ไข กำจัดแล้วก็สลายเขา ให้อุปสรรคนี้ผ่านพ้นไปแล้วก็ให้คนมาเลี้ยงพระดังเดิม มากขึ้นนะ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นนะ อุบัติภัยต่างๆนะคนตายมากมายเหลือเกิน รถไฟชนกัน เครื่องบินตกอะไรต่ออะไร เอาไปดูซิ มันมีเหตุการณ์อะไร นี่มันทำไมถึงเป็นแบบนี้ ไปดูซิ หลวงพ่อก็คุมไป แม่ชีก็เข้าที่ เข้าสมาธิ พระก็ทำไปพร้อมกับเณรด้วย ก็ช่วยรวมพลังจิตกันนะเป็นกองทัพธรรม เป็นกองทัพของผู้ที่จะคอยดูแลจักรวาล ผู้ที่เข้าธรรมกายจะเห็นทุกคน เห็นกันหมดเลยเสร็จแล้วช่วยกันแก้เป็นกำลังช่วยใช้พลังจิต ช่วยกันตรงนี้มันขาด ตรงนี้มันมีปัญหา ตรงนี้ถูกมารเขาทั้งหมดเลยต้องช่วยกันแก้ เหมือนเราเข้าไปเพื่อจะซ่อมอะไรบางอย่างหรือเพื่อจะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมา หรือว่ากำจัดตัวไข้ ตัวอุปสรรค ตัวที่มาทำลาย ตัวที่มาขัดขวางให้เกิดสิ่งโน้นสิ่งนี้ ไม่ให้เป็นไปด้วยถูกต้องตามควรมันจะเป็น เราก็ใช้พลังจิตนี้เข้าไปดู เข้าไปแก้ไข ไปสลายนะ
ฝ่ายตรงข้ามนี้เขาจะมามืดมาเลย เป็นพระพุทธเจ้าองค์ดำมาเลย เขาก็จะมีบารมีของเขาเหมือนกัน คนชั่วนี่ก็มีบารมีเหมือนกัน บารมีในการทำลาย ในการชั่วร้าย ในการที่จะมีแต่ฝ่ายไม่สร้างสรรค์ เราก็จะต้องใช้พลังจิตเข้าไปเพื่อที่จะสลายเขา สลายเขาให้เขาหายแวบไปเลย เขาทนอยู่ไม่ได้ ไปรื้อห้างมันเลย ถีบห้างรื้อห้างทิ้งเลยด้วยอำนาจของพลังจิตของเราที่เหนือกว่า แม่เหล็กของเราที่แรงกว่านี่ จะทำลายสลายเขาไปมลายหายไปหมดเลย ทำชั่วโมงเดียวพอดีไม่มากไม่น้อย ชั่วโมงเดียวช่วงอื่นก็จะมีสถานที่หลายๆแห่ง ที่ ๒๔ ชั่วโมงอันนั้นเป็นส่วนบุคคลที่เราจะไปนั่งไปทำกิจซึ่งบางองค์ก็ชอบเข้าธรรมกายอยู่เรื่อยเลย ก็ไปนั่ง แต่เป็นทางการนี้จะต้องมาร่วมประชุม ๑๘ อรหันต์ทำนองนั้น พระที่ได้ธรรมกายก็ต้องมาร่วมกันเพื่อปฏิบัติ ๕ โมงเย็น ยังมีอีกตอน ๑ ทุ่มจะต้องไปทำในโบสถ์ ในโบสถ์นี้ก็เป็นอีกที่หนึ่ง แล้วแต่ฝ่ายอุบาสิกาก็จะมีบ้านโยมไข่ จะมีบ้านของคณะภาวนา อันนี้ฝ่ายอุบาสิกาต่างที่อื่นเลิกงานแล้วก็จะมาทำกันมาทำสมาธิกัน มีหลายจุด หรือที่ขึ้นธรรมไปทำที่ศาลาหลังเก่า ก็จะมีแม่ชีฝึกปฏิบัติกัน เออ..มาพักกันหลายๆ วัน ใครอยากจะอยู่วัดก็มีข้าวฟรี อาหารที่พักฟรี ไม่มีที่นอนก็ค้างได้ในบสถ์ ในโรงงานก็ทำกันตลอดแหละ
อาตมาไม่ได้อยู่ตลอดเพราะต้องมาล้างกระโถน ต้องมาทำงานปัดกวาดโบสถ์ทุกวันเลย เพราะพระจะต้องทำวัตรสวดมนต์ลงอุโบสถ สังฆกรรม บวชพระบ้าง แล้วพระที่อยู่ข้างในท่านมาลงอุโบสถ ทุกองค์ต้องมารวมกัน รวมอุโบสถ มาตรวจศีลของตัวเอง แต่ปกติแล้วก็จะไปทำเหมือนอย่างกับกองทัพนะ จะต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เข้าธรรมกายอยู่ตลอดเวลาเพื่อดูเหตุการณ์ของโลก ของจักรวาล เวลาฉันฝ่ายพระเณรธรรมกายแยกต่างหาก พวกเปรียญพวกมหาก็นั่งอาสนะหนึ่ง ไม่ให้ปนกัน หลวงพ่อจะแยกเพื่อให้ญาติโยมได้รู้ว่าเรามีทั้งฝ่ายปริยัติคือเล่าเรียนศึกษานี่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ส่วนพวกปฏิบัติ พระธรรมกายหรือฝ่ายปฏิบัติก็จะนั่งอีกจุดหนึ่ง ญาติโยมเห็นได้ชัด ส่วนพระธรรมดาก็จะไปนั่งติดหลวงพ่อ มีมาก พระธรรมดานี้มีมาก พระมีที่ปฏิบัติแต่ยังไม่ได้ธรรมกาย ก็ต้องไปนั่งพระธรรมดา
ทุกคนนี่จะต้องซักซ้อมด้วยตนเอง ต้องทำได้ และก็ถึงจะไปสอนผู้อื่นได้ จะต้องมีการซักช้อม เหมือนปืนจะต้องมีการถอดล้างได้ ประกอบได้ วิชชาธรรมกายก็เหมือนกันจะต้องเข้าได้ออกได้คล่องแคล่วเหมือนหญ้าปล้อง เราดึงออกมาสามารถที่จะเข้าได้ออกได้ อย่างคล่องแคล่วสามารถที่จะทำงานใช้อย่างรวดเร็วได้ ขับรถก็จะต้องขับด้วยความรวดเร็ว ตำแหน่งอุปกรณ์ทุกอย่างวิชซาธรรมกายเหมือนกันจะต้องเข้าอย่างรวดเร็ว ออกอย่างรวดเร็ว สามารถทำจิตให้สงบ เข้าธรรมกายได้แค่พริบตาเดียวหลวงพ่อท่านก็มองเหตุการณ์ในอนาคตว่าจะต้องมีผู้มาสืบทอดต่อของวิชชาธรรมกายที่ท่านสอน หลวงพ่อจะพูดเสมอเลย งานนี้มันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ค้นพบมา ก็จะต้องช่วยกันรักษานะ ซึ่งก็จะต้องมีการเผยแผ่ขยายออกไป ช่วยกันดูแลช่วยกันรับผิดชอบนะ ก็มีการพูดถึง ตอนนั้นซึ่งอาตมาก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะเป็นเด็กนะส่วนผู้ใหญ่เขาก็อีกระดับหนึ่งรับผิดชอบและก็รู้เรื่องผู้ที่เป็นพระสมัยนั้นตอนเป็นเณรก็ฟังอยู่หางแถว แต่ก็ได้ยินอยู่ในโรงงาน หลวงพ่อพูดอะไรมันจะก้อง ได้ยินหมดเลย พูดเรื่องอะไร สั่งการอะไร ปรารภเรื่องอะไรหรือว่ามอบหมายงานอะไร แต่บางทีเราก็ไม่ได้ทำเพราะเราก็เป็นทหารเล็กๆ ตัวเล็กๆ เป็นตัวประกอบ เป็นหางเครื่อง
หลวงพ่อท่านพูดบอกว่า หลวงตาใจนี่เป็นคนที่มั่นคงในการปฏิบัติวิชชาธรรมกาย เป็นพระที่ขยันถึงอายุจะมากกว่าเพื่อนเลย ตั้ง ๙๐ แล้วตอนนั้น แต่ถึงเวลาเข้าโรงงาน คือเข้าปฏิบัติแบบชั้น ๑๘ อรหันต์ หลวงตาใจจะมาเป็นองค์แรกเชื่อมั้ย โอ้โหขยันจริงๆ เลย ท่านจะเดินเข้าโรงงานที่ปฏิบัติเป็นองค์แรกเลย นั่งก่อนเพื่อน เลิกทีหลังเพื่อนซึ่งท่านเป็นพระตัวอย่างถึงแม้จะอายุสังขารมันไม่ค่อยจะพร้อม ไม่ค่อยจะสมบูรณ์นะ ไม่แข็งแรง แต่เรื่องการปฏิบัติ เรื่องการรับผิดชอบนี่ท่านคล่องตัวเก่งกว่าพระทั้งหลาย กว่าเณรทั้งหลาย ท่านเดินนำหน้าเลย หลวงตาใจท่านอยู่คณะภาวนา ตอนเย็นๆ อาตมาก็มีหน้าที่ไปอ่านหนังสือธรรมะให้ท่านฟัง
อยู่มาวันหนึ่ง ตอนนั้นเป็นเณรเล็กๆ อยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ อายุสิบสอง สิบสาม สิบสี่ สิบห้านั่นแหละ โตมาในวัดปากน้ำ ปฏิบัติเล่าเรียนจากที่นั่น อาตมาก็ขำอยู่วันหนึ่ง วัดปากน้ำนี่เขาบิดขวานะเวลาห่มจีวร เขาบิดขวา ทุกคนจะต้องบิดมาทางขวาเพราะว่าสมเด็จป๋าสมัยก่อนซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยนั้นอาตมาทันนะ เออ..ซึ่งท่านก็ไปเยี่ยมวัดปากน้ำ สมเด็จป๋า วัดโพธิ์เนี่ยนะ องค์ก่อนโน้น เป็นสังฆราชท่านก็มีนโยบาย เราเป็นมหานิกายต้องบิดขวานะ ให้มันต่างจากธรรมยุต เรามีข้อวัตรปฏิบัติไม่เหมือนเขา การห่มจีวรก็ไม่เหมือนเขาก็ต้องบิดขวา เพราะฉะนั้นวัดปากน้ำจะต้องบิดขวา ห่มบิดขวากัน เวลาห่มคลุมก็จะเป็นห่มมังกร เนี่ยเอามายัดไว้ใต้รักแร้ซ้าย แล้วก็บิดขึ้นบนไหล่ ห่มมังกร คือมหานิกาย วันหนึ่งขำที่สุดเลย อาตมาก็ดื้อน่าดูตอนเป็นเณร จะต้องไปธุระนอกวัด พอฉันเสร็จก็ห่มจีวร แทนที่จะบิดขวาเหมือนกฎระเบียบของวัด อาตมาดื้อขัดระเบียบ ละเมิด อาตมาห่มบิดซ้ายนะสิ เดินออกจากวัดปากน้ำไปที่วัดขุนจันทร์เพื่อจะไปขึ้นรถที่ตลาดพลู ที่สตาร์ทรถอยู่ตรงนั้น พอดีไปเจอหลวงพ่อบนสะพานโค้งใหญ่ มันเป็นสะพานข้ามคลอง ที่วัดขุนจันทร์ วัดหมู มันมีอยู่สามวัดติดๆ กัน วัดหมู วัดขุนจันทร์ วัดอัปสรสวรรค์ แล้วก็วัดปากน้ำ มีวัดติดๆ กันเลย ข้ามคลองไปเท่านั้น เราอยู่ลึกไปหน่อยเป็นวัดปากน้ำ อาตมาไปจ๊ะเอ๋กับหลวงพ่อบนสะพาน เราสำนึกผิดทันทีว่าเรากำลังละเมิดวินัย กฎระเบียบของวัด อาตมาก็ไม่รู้จะทำไง กลัวหลวงพ่อจะดุ ความที่หน้ามันบาง อาตมาก็ทำหน้ากะล่อมกะแล่ม หลวงพ่อเดินมาจ๊ะเอ๋พอดี เราก็รีบเอาจีวรลดไหล่ลง แสดงความเคารพ เสร็จแล้วก็รีบบิดขวาทันที ต่อหน้าต่อตากลับลำได้ทัน หลวงพ่อก็รู้กลัวเราจะอาย เสร็จแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มๆ ปกติหลวงพ่อจะไม่ยิ้ม ท่านเป็นคนที่อยู่ในฌานสมาบัตินะ ท่านไม่ค่อยจะเปลี่ยนอาการของท่านบ่อยๆ ขึ้นๆ ลงๆ เลย... แต่ท่านชอบหัวเราะ... ในเทป มีเสียงของท่าน เวลาท่านพูดอะไร ท่านจะชอบหัวเราะแบบที่เป็นกำลังใจแล้วก็ให้ความเบิกบานแจ่มใสแก่ผู้ฟัง ให้ความเป็นกันเองแก่ญาติโยมหัวเราะแฮะๆ อาตมาก็ทำไม่เหมือนนะ ปกตินอกเหนือจากนั้น ท่านจะไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยหัวเราะ ท่านจะอยู่ในฌาน เวลาเดินไปไหน ออกจากโบสถ์คล้ายๆกับว่าท่านอยู่ในสมาธิอยู่เรื่อยเลย เป็นสิ่งที่แปลก นั่นคือประสบการณ์ที่อาตมาละเมิดกฎของวัด ห่มจีวรไม่บิดขวากลับบิดซ้าย ไปเจอหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ว่าอะไรหรอก
สามเณรนี่จำได้หมดแหละ สามเณรที่นั่งฉันอาหารอยู่ด้วยกัน มีอยู่สององค์ซึ่งเป็นหัวแก้วหัวแหวนของหลวงพ่อเลยเพราะเป็นเณรธรรมกาย เณรองค์นี้ตัวเท่ากัน ซึ่งเขาเป็นคนรูปร่างสะอาดมาก ผิวพรรณงดงามขาว ชื่อเณรจุลณี และมีหลวงพี่โนรีอยู่ในโบสถ์ด้วยกัน หลวงพี่โนรีมีเมตตาธรรมแล้วก็อยู่ด้วยกันมาโอ้โหนับสิบปี จำวัดอยู่ในโบสถ์ด้วยกันแล้วก็อาศัยโบสถ์รับผิดชอบงานทุกอย่าง โบสถ์เป็นที่ประกอบพิธีกรรม
อาตมาลาสิกขาตอนอายุ ๒๕ ปี ไปเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง พอจบปริญญาตรีก็ไปต่อปริญญาโท ปริญญาเอกด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยอิลินอย สหรัฐอเมริกา แล้วกลับมาบวชอีกครั้ง ในปี ๒๕๓๘ มีหลวงพ่อพระเทพกิตติปัญญาคุณบวชให้ ปัจจุบันอาตมาอายุ ๖๒ ปี ก็ขอทำหน้าที่ลูกศิษย์ทายาทธรรมของหลวงพ่อให้ดีที่สุด