ภารกิจทางคณะสงฆ์
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 450526-หนังสือสมเด็จป๋าเล่าเรื่อง หลวงพ่อวัดปากน้ำ
เมื่อเป็นเปรียญ ๔ ประโยคแล้วได้รับมอบให้เป็นครูสอนบาลีไวยากรณ์ชั้นมูล ๑ ต่อมาเลื่อนขึ้นเป็นครูสอนบาลีธรรมบท (ธมฺมปทฎฐกถา) กอง ๑ และกอง ๒ แล้วเป็นครูประจำชั้นบาลีประโยค ๓ และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการแปลพระไตรปิฎกแผนกพระวินัยอีกด้วย ได้ทำหน้าที่เป็นครูอยู่ ๒๕ ปี จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค ซึ่งมีการงานทางคณะสงฆ์มากและต้องเดินทางไปตรวจการคณะสงฆ์ในต่างจังหวัดเนืองๆ จึงลาออกจากตำแหน่งครูเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๗
ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระคณาจารย์เอกทางเทศนา เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ขณะดำรงสมณศักดิ์พระราชาคณะนี้ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตรวจการภาคบูรพา เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๕ มีอาณาเขต ๘ จังหวัดคือ ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และสมุทรปราการ ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๒ ซึ่งมีอาณาเขต ๑๑ จังหวัด คือ อยุธยา สระบุรี ลพบุรี พิจิตร ชัยนาท สิงห์บุรี กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี อ่างทอง สุพรรณบุรี และในปี พ.ศ.๒๔๘๖ นั้น ได้เป็นกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัยด้วย
แล้วต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญในเขตภาค ๒ ซึ่งท่านเจ้าคณะตรวจการภาคอยู่ และได้เป็นสมาชิกสังฆสภาเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๘ ครั้นรุ่งขึ้นอีก ๑ ปี เมื่อมีอายุ ๕๐ โดยปีและมีพรรษา ๒๙ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชสุธี ปรีชามณฑ์ปริยัติโกศล ยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๙ ต่อมาในปีรุ่งขึ้นท่านก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ และเป็นสมาชิกสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยด้วย
ในระยะดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมดิลกอยู่นั้นท่านได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ทางคณะสงฆ์หลายตำแหน่งคือ
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๒ เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๒ (เปลี่ยนแปลงเขตภาคปกครอง มี ๑๐ จังหวัด คือ ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรปราการ สมุทรสงคราม)
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นสังฆมนตรี ร่วมคณะซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทราวาส เป็นสังฆนายกสมัยที่ ๒
วันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ เป็นสังฆมนตรี ร่วมคณะซึ่งพระสาสนโสภณ (จวน อุฎฺฐายี) วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นสังฆนายก
วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔ เป็นสังฆมนตรีและเป็นสังฆมนตรีสั่งราชการแทนสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแพร่ ร่วมคณะซึ่งสมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นสังฆนายก
วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๔ เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๗ (เปลี่ยนแปลงเขตภาคมี ๘ จังหวัด คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์)
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นสังฆมนตรี ร่วมคณะซึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดเบญจมบพิตร เป็นสังฆนายก สมัยที่ ๒
วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ เป็นสังฆมนตรี ร่วมคณะซึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดเบญจมบพิตร เป็นสังฆนายก สมัยที่ ๓ และเป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ
วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๐ ได้รับแต่งตั้งจากทางการคณะสงฆ์ให้เป็นกรรมการสังฆาณัติบรรณาธิการ
วันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๓ ได้เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่ร่วมในคณะสังฆมนตรี ซึ่งสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นสังฆนายก
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปริยัติธรรมแผนกภาษาบาลี
วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๖ ในสมัยดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัตนั้น ท่านเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยตำแหน่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕
วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการพิจารณาร่างหลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกบาลีเปรียญตรี โท เอก
พ.ศ.๒๕๐๘ เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ-หนตะวันออก-หนใต้
วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นแม่กองงานพระธรรมฑูต
วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นเจ้าคณะนครหลวงกรุงเทพธนบุรี
นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งพิเศษที่สมเด็จฯ ดำรงอยู่เป็นประจำคือ
-ประธานกรรมการสงฆ์
-ประธานสภานายกสภาพระธรรมกถึก
-ประธานกรรมการอุปถัมภ์กิตติมศักดิ์มหาจุฬลงกรณราชวิทยาลัย
-ประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย
-ประธานจิตตภาวันวิทยาลัย