ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แห้วพันล้าน ป้าเหรียญ สกุลเกศทิพย์

หลวงปู่วัดปากน้ำ · อยู่ในบุญ ฉบับพิเศษกฐินฉลองหลวงปู่ทองคำ ตุลาคม 2551

PDF
หากชีวิตลำเค็ญ ก็จะเห็นคุณค่าของความรวย หากรวยมากๆ ก็มักไม่เข้าใจรสชาติของความลำเค็ญ แต่ป้าคนนี้... ได้รับแต่ความลำเค็ญ จนไม่คิดว่าตัวเองจะรวย มาในวันนี้ป้าเหรียญรวย จึงทำแต่บุญ เพื่อไม่ให้กลับไปสู่ความลำเค็ญ ป้าเหรียญ สกุลเกศทิพย์ เจ้าของร้านขายแห้วที่ตลาดไท ที่ปลูกแห้วไว้ขายจนเป็นที่รู้จักอย่างมากในอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี "ป้าเป็นคนสุพรรณบุรี มีพี่น้อง ๖ คน เราต้องอยู่กันอย่างอัตคัดขัดสน ตั้งแต่เล็กต้องเร่ร่อนกันไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ที่ดินทำกินก็ไม่มี พ่อแม่ก็มีอาชีพที่ไม่แน่นอน ต้องรับจ้างเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งป้ามาแต่งงาน ชีวิตก็ไม่ได้สบายขึ้นเลย ต้องไปรับจ้างเขาแบกไม้จากโรงเลื่อย รับจ้างหุงข้าว รับจ้างขนทราย ใข้พลั่วตักทรายจนเต็มรถคันใหญ่ๆ ได้เงินคันละ ๑๐ สลึง คันหนึ่งก็ต้องทำกันเป็นชั่วโมง บางทีรถขนทรายเข้าตอนตี ๑ ตี ๒ ก็ต้องรีบออกไปขนให้เสร็จ ทำงานเหงื่อโทรมกายทั้งวัน ไม่เป็นเวล่ำเวลา ป้าต้องช่วยสามีทำงานเนื่องจากรายได้ไม่พอใช้ เพราะเขาเป็นแค่ช่างไม้ได้เงินวันละแค่ ๒๒ บาท ชีวิตป้าขัดสนมาก จนมาก จนสุดท้ายป้ากับสามีต้องเปลี่ยนอาชีพมารับจ้างยาเรือที่รั่ว เราได้เงินค่ายาเรือลำละ ๑๐๐ บาท แต่ ๑ ลำเราใช้เวลาทำถึง ๑๐ วันถึงจะเสร็จ ช่วงนั้นลำบากที่สุด เพราะเราต้องเลี้ยงลูกถึง ๓ คน ข้าวแต่ละมื้อก็กินกันอย่างอดๆ อยากๆ คือ ข้าว ๑ ถ้วย ขยำกับไข่ต้ม ๑ ใบต้องแบ่งให้ลูกกินถึง ๓ คน ตอนนั้นครอบครัวป้ายังไม่มีบ้านอยู่ ต้องมาอาศัยอยู่อย่างแออัดในบ้านพักคนงานที่เขาสร้างให้เราต้องนอนบนไม้กระดานด้านๆ เพราะเสื่อสักผืนเราก็ยังไม่มีปัญญาที่จะซื้อปูให้ลูกนอน ต่อมาไม่นานนัก..สามีป้าก็มาล้มป่วยเสียชีวิต ตอนนั้น.. ทุกคนในครอบครัวของเราเสียใจกันมากหนำซ้ำยังไม่รู้อนาคตว่าพวกเราจะเอาอะไรกิน สภาพป้าตอนนั้นกลายเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกถึง ๔ คน เพราะเสาหลักของครอบครัวตายจากพวกเราไปแล้ว อีกทั้งลูกคนที่ ๔ ของป้าก็เพิ่งคลอดได้แค่ ๓ เดือนเท่านั้น ช่วงนั้นป้าก็ต้องไปรับจ้างเขาทำทุกอย่าง คือตั้งแต่เช้าก็ต้องรีบไปเก็บผักบุ้ง รับจ้างปอกแห้ว ทำขนมขาย ทำเสร็จก็ใส่รถเข็นขายไปเรื่อยๆ ลำบากแค่ไหนก็ต้องทน เพราะป้าไม่มีทางเลือก จนกระทั่งวันหนึ่ง น้องสำเภา เฉกแสงทองคนบ้านอยู่ใกล้ ๆ กันมาหา เขาก็มาเล่าเรื่องหลวงปู่วัดปากน้ำให้ป้าฟัง และก็มาชวนป้าให้ทำบุญหล่อหลวงปู่ด้วยทองคำองค์แรก (ปี ๒๕๓๗) จากเดิมที่ป้าศรัทธาหลวงปู่ท่านอยู่แล้ว พอฟังเขาแล้วป้าเกิดศรัทธาอยากทำบุญด้วยมากๆป้าจึงตัดใจทำบุญด้วย ๑๐๐ บาท เป็น ๑๐๐ แรกของชีวิต ซึ่ง ๑๐๐ นี้ มันหมายถึงเงินค่าข้าวของคนในครอบครัวเราทุกคน ที่จะกินอยู่กันได้ถึง ๑ สัปดาห์ แต่ป้าก็เอาออกมาทำด้วยความปลื้มปีติอย่างที่สุด เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เนื่องจากเราไม่มีจะกิน การทำบุญแต่ละครั้งจะทำได้เต็มที่ก็แค่ ๕ บาท หรือ ๑๐ บาทเท่านั้น และจากเงิน ๑๐๐ บาทนี้เอง ป้าก็ตั้งจิตอธิษฐานบอกกับหลวงปู่ว่า ขอให้หลวงปู่ช่วยให้ลูกมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ และนับจากนั้นมา น้องสำเภาก็มักจะมาชวนป้าให้มาวัดบ่อยๆ จนสุดท้ายป้าก็ยอมมากับเขาแล้วก็ไปกราบพระที่โบสถ์ อธิษฐานกับท่านว่า ขอให้มีรถกระบะไว้ค้าขายสักคันหนึ่ง ป้าอธิษฐานขอทั้งๆ ที่ดูแล้วไม่มีทางเป็นไปได้เลยว่า คนยากจนอย่างป้าจะมีรถได้ จนกระทั่งพอกลับมาบ้าน ก็มีเหตุอัศจรรย์เกิดขึ้น คือ มีคนชวนป้าให้ไปดูรถกระบะเป็นเพื่อน เพราะเขาจะซื้อ ซึ่งตอนนั้น.ป้าเองไม่ได้คิดจะซื้อ แต่อยากไปดูเฉยๆ เผื่อในอนาคตสักวันหากป้ามีเงินขึ้นมาจริงๆ ก็คงได้ซื้อ แต่เมื่อไปดูแล้วเกิดเหตุการณ์จับพลัดจับผลูอย่างไรไม่ทราบ คนที่จะซื้อจริงๆ เขาไม่ยอมซื้อ คนขายเขาเลยมัดมือชกพยายามให้ป้าซื้อให้ได้ โดยให้ป้าเอาเงินที่มีอยู่ทั้งหมดคือ ๒๐๐๐ บาท จองเอาไว้ก่อน ซึ่งป้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อึดอัดใจมาก แต่ดูเหมือนขัดเขาไม่ได้ จนตอนหลังกลับมาบ้านมาเล่าให้ลูกๆ ฟัง ลูกทุกคนรุมป้าใหญ่เลย ว่าให้ยกเลิกเขาไปเสีย เราจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อน จนกระทั่งเรื่องนี้รู้ไปถึงคนแถวบ้านซึ่งอยู่ ๆ เขาก็เกิดเห็นใจ และสงสารป้ามาก เขาเลยบอกว่า ให้ป้าไปกู้เงิน ธกส. มาก่อน เขาจะเอาที่ดินส่วนตัว ๒๘ ไร่ของเขาค้ำประกันให้ป้าเอง ตอนนั้นป้าเองก็ตัดสินใจไม่ถูก แต่เหมือนเหตุการณ์มันพาไปจนเราขัดไม่ได้ สุดท้ายก็กู้เงินออกมา ๓๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อซื้อรถคันนี้ พอได้รถมาตอนแรกป้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี เพราะไม่มีใครขับเป็น อีกทั้งซื้อมาแล้วจะปล่อยเอาไว้ว่างๆ ก็ไม่ได้ จึงต้องไปรับจ้างบรรทุกอ้อยของคนอื่น แล้วก็จ้างคนขับไปพร้อมลูกชาย ไปเปิดกระบะขายกันที่ตลาดไท พอจ้างคนขับไปได้ไม่กี่ครั้ง ลูกชายก็พยายามหัดขับเองเพราะหากหักค่าจ้างที่ต้องให้เขาแล้ว นอกจากไม่ได้กำไรแล้วยังขาดทุนเข้าเนื้ออีก จากนั้นเราก็ไปยืมเงินเขามาทำทุนต่อ ซื้อเผือก ซื้อกระจับ ซื้อแห้วบรรทุกใส่กระบะมาขายเพิ่มขึ้น ช่วงนั้นแห้วเป็นที่ต้องการของตลาดมาก ป้าจึงไปเช่าที่นาเขาเพื่อทำนาแห้ว แล้วเอาแห้วมาขายเอง แต่ยิ่งขาย หนี้สินก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่มขึ้นถึงเกือบล้านบาท เพราะเราต้องขายเชื่อ และยังเก็บเงินไม่ได้ ตอนนั้น..คนในครอบครัวเครียดกันมาก ป้าเลยไปหาหมอดู เขาบอกป้าว่าให้เลิกขายแห้ว เพราะชื่อมันแห้ว ๆ ไม่เป็นมงคล หากขายก็จะหมดเนื้อหมดตัวซึ่งพอกลับมาที่บ้านป้าก็มาปรึกษาลูกๆ ซึ่งลูกๆ ก็รุมป้าอีก แถมไม่มีลูกคนไหนยอมเลิกเลยสักคนต่างบอกป้าเป็นเสียงเดียวกันว่า เราอุตส่าห์มีอาชีพกับเขาแล้ว จะให้มาเลิกได้อย่างไร ซึ่งในช่วงนั้นเอง..น้องสำเภาก็มาหาเราอีก แล้วก็ชวนเราทำบุญสร้างองค์พระแกนกลางให้หลวงปู่วัดปากน้ำในวันเข้าถึงธรรมของท่านจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นเราไม่มีเงินเลย แถมหนี้สินก็ท่วมตัว แต่ทำยังไงได้ ป้าอยากทำบุญมากๆ เพราะคิดว่า ที่เราค้าขายขาดทุน หนี้สินท่วมตัวขนาดนี้ เพราะเราบุญไม่พอ ป้าเลยไปคุยกับลูกให้เอาเงินหมุนเวียนที่เก็บไว้ในบัญชีของเขาที่มีอยู่ ๓๐,๐๐๐ บาท ออกมาทำบุญก่อน ลูกก็เลยบอกป้าว่า แม่ทำอย่างนี้ หากคนอื่นเขารู้ว่าเรายังใช้หนี้เขาไม่หมดแล้วเอาเงินมาทำบุญ เขาจะว่าเราได้นะ ตอนนั้นป้าต้องพูดกับลูกถึง ๓ วัน กว่าเขาจะยอม คือ บอกเขาให้ทำบุญเถอะเพราะตอนนี้เราเองก็ยังไม่เห็นหนทางที่จะค้าขายดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งทำยิ่งมีหนี้ หากไม่ทำอาจจะแย่ลงไปกว่านี้อีก จนตอนหลังลูก ๆ ทุกคนก็ยอม จึงมานั่งอธิษฐานพร้อมกันทั้งบ้าน ขอกับหลวงปู่เลยว่า ขอให้เราขายดีมากๆ มีเงินใช้หนี้สินจนหมด มีเงินทำบุญได้มากมาย เราพากันอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีกเพราะตั้งแต่เกิดมาเราก็ไม่เคยทำบุญกันมากขนาดนี้มาก่อน มันเป็นเงินก้อนแรกของชีวิตทุกคน เหมือนเป็นเงินล้านของเราเลย หลังจากทำบุญนี้ไปแล้ว ป้าก็ฝันว่า หลวงปู่ท่านมาหาเราที่บ้าน แล้วป้าก็เข้าไปกราบท่าน แล้วท่านก็ยิ้มให้... และนับจากนั้นไม่นานนัก ชีวิตของทุกคนในครอบครัวก็พลิกเลยเหมือนมีชีวิตขาขึ้นเพียงอย่างเดียวเพราะเราขายของดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแห้วเรามีชื่อเสียงมาก จนมีร้านสุกี้รายใหญ่มารับซื้อแห้วจากร้านเราเป็นประจำ เพื่อไปทำทับทิมกรอบอีกทั้งเรายังขายแห้วเพื่อให้เขาทำส่งนอก จนเรามีเงินใช้หนี้เกือบล้านจนหมด สามารถมีแผงขายแห้วที่ตลาดไทเป็นของตัวเอง ที่เปิดขายตลอด ๒๔ ชม.มีรถ ๖ ล้อบรรทุกแห้ว ๒ คัน มีรถกระบะและรถสี่ประตูรวมแล้ว ๗ คัน อีกทั้งยังมีเงินซื้อที่นาทำแห้วของตัวเองได้อีก ๑๙ ไร่ และซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านหลังใหม่ได้อีก ๖ ไร่เศษ ชีวิตเราดีขึ้นอย่างอัศจรรย์พระบุญที่ทำกับหลวงปู่แท้ ๆ ซึ่งนับจากวันนั้น ป้าเองก็มาวัดทำบุญเป็นประจำ แทบไม่เคยขาดอาทิตย์ต้นเดือนเลย ชวนลูกๆ ทุกคนให้สร้างบุญใหญ่อย่างตลอดต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะบุญอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ป้าจะทำแบบทุ่มสุดใจ แล้วอย่างบุญทอดกฐินปีนี้ก็เหมือนกัน ครอบครัวเราทำเต็มที่ ป้าว่านะ..คนฉลาดเขาต้องทำบุญทอดกฐินกันทุกปี เพราะกฐินเป็นกาลทาน จึงได้บุญมากกว่าปกติซึ่งแต่ละวัด เขาก็ทอดกันได้แค่ครั้งเดียว เรียกได้ว่าเป็นบุญใหญ่ที่สุดแล้ว ป้าก็เลยทำหน้าที่ชวนคนเขาทำบุญด้วย โดยเอาป้ายใหญ่ๆ มาแขวนที่บ้านและที่ร้าน ชวนคนเขาให้มาหล่อหลวงปู่กันมากๆ ให้เขาได้บุญนี้เหมือนอย่างพวกเรา เผื่อเขาจะพลิกชีวิตแบบป้าบ้าง สุดท้ายนี้ป้าก็ขอกราบแทบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างสูงสุด ที่นำคำสอนของหลวงปู่ และคุณยายอาจารย์สืบทอดมาถึงป้า ทำให้ป้ามีวันนี้.... จากที่เราเดินทางมาหาป้าเหรียญถึงสุพรรณบุรีทำให้เราได้ข้อคิดที่เยอะมาก เพราะชีวิตป้าเริ่มต้นจากไม่มีจริงๆ มีเงินทำบุญมากที่สุดในชีวิตครั้งแรกก็แค่ ๑๐๐ บาท ที่ต้องแลกกับค่าอาหารของทุกคนในบ้านถึงหนึ่งสัปดาห์ ต่อมาทำให้ได้รถคันแรกไว้ค้าขายแบบไม่ได้ตั้งใจ อีกทั้งยังมีเงินทำบุญมากถึง ๓๐,๐๐๐ บาทครั้งแรก และนับจากนั้นก็มีเงินเข้ามาเรื่อยๆ จนสามารถทำบุญสร้างองค์พระได้ ๒๐ กว่าองค์ และเมื่อถึงวันนี้ ป้าสามารถทำบุญทอดกฐินและหล่อทองหลวงปู่ได้มากเป็นแสน ๆ บาท และนี่เองเป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่า คนจนที่ติดลบกลับรวยเหลือเชื่อได้จริง ๆ ด้วยอานุภาพบุญที่ทำกับหลวงปู่ แม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว เหมือนกับที่หลวงปู่เคยพูดไว้กับปู่ผงอุปัฏฐากของท่านว่าไม่ว่าท่านจะมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว คนที่ทำบุญกับท่าน ได้บุญไม่ต้องพูดถึงกันละวะ ซึ่งก็คือได้บุญมากจนประมาณไม่ได้นั้นเอง...