นึกว่าตาย! เสียแล้ว
หลวงปู่วัดปากน้ำ · อานุภาพหลวงปู่ สู่โลกปัจจุบัน
หากจัดลำดับประสบการณ์ที่น่ากลัว "โดนยิง" คงเป็นหนึ่งในลำดับต้น ๆ ประสบการณ์แบบนี้แม้ไม่มีใครอยากเจอ แต่บางครั้งก็เลือกไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องราวที่คุณเสงี่ยม กันหาลีคำ ประสบมาอย่างไม่คาดคิดในดินแดนที่ได้ชื่อว่าศิวิไลซ์
คุณเสงี่ยม กันหาลีคำ เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกสร้างวัดภาวนาออเรกอน เธอเป็นชาวลาว เคยทำอาชีพประกอบเลื่อยไฟฟ้าในบริษัทแห่งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกา ตอนนี้เธออายุ ๖๐ กว่าปีแล้วก่อน
วันเกิดเหตุ ๒-๓ วัน คุณเสงี่ยมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ มีอาการมึนๆ งงๆ และมองอะไรไม่ค่อยชัด
วันศุกร์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๔ เป็นวันพระ วันนั้น เธอและเพื่อนสนิทชื่อคำใสไปจัดดอกไม้บูชาพระในวิหารพระประธานที่วัดภาวนาออเรกอน จัดเสร็จแล้วก็ไปสวดมนต์ ในขณะสวดเธอมีความรู้สึกแปลก ๆ ไม่ค่อยมีสมาธิสวดข้ามไปข้ามมา หลังจากนั่งสมาธิและอธิษฐานจิตแล้ว เธอขับรถพาเพื่อนไปส่งที่บ้าน แล้วค่อยขับกลับบ้าน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณเสงี่ยมไม่เคยคิดสักนิดว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นกับเธอจะเป็นการถูกยิง วันนั้น ขณะที่เธอหยุดรอไฟเขียวที่สี่แยก อยู่ ๆ ก็มีเสียงกระสุนหลายนัดดังปัง ๆ ๆ ออกมาจากบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน คุณเสงี่ยมยังไม่ทันคิดหรือทำอะไร ก็มีเสียงดังปังใหญ่ๆ คล้ายมีคนเอาค้อนมาทุบกระจกหน้ารถจนแตก พร้อมๆ กับรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นกระเด็นมาพรมใบหน้าอย่างรวดเร็ว
วินาทีนั้นเธอคิดว่าโดนยิงตายแล้ว เพราะมีอาการตัวหนาวๆ เบาๆ ขณะที่ยังงงๆ อยู่นั้น ก็มีเสียงบีบแตรไล่ เมื่อได้ยินเสียงแตร เธอบอกกับตัวเองว่า "จะตายก็ตายไป แต่อยากคุยกับคันหลังให้รู้เรื่องก่อน" คิดแล้วก็เดินออกมาจากรถ คนขับรถคันหลังถามว่า "เกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่ออกรถสักที ไฟเขียวแล้ว" เธอตอบว่า "ตอนนี้ ฉันขับรถไม่ได้" คำตอบของเธอทำให้ชายคนขับเริ่มหัวเสีย เธอเลยเดินไปจับมือภรรยาเขาแล้วพามาดูที่รถ
พอได้เห็นสภาพรถ ทั้งคู่ก็ตกใจรีบโทร.แจ้งตำรวจให้มาดูเหตุการณ์ ส่วนคุณเสงี่ยมโทร.ไปบอกคุณคำใสว่าถูกยิง คุณคำใสรีบมาที่จุดเกิดเหตุ พอมาถึง คุณเสงี่ยมซึ่งคิดว่าตัวเองถูกยิงตาย และรู้สึกว่าตัวยังหนาวๆ เบาๆ รีบถามว่า "คำใส ป้าตายแล้วบ่" คุณคำใสจับมือเธอและบอกว่า "ป้ายังไม่ตาย" และบอกว่า "ระวังอย่าไปจับหน้า"เพราะคุณคำใสเห็นเศษกระจกเต็มใบหน้าของเธอ
แม้จะพูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่องเป็นปกติมาหลายคนแล้ว แต่คุณเสงี่ยมก็ยังโทร.หาอุบาสกที่วัด แล้วถามคำถามเดิมเพื่อความแน่ใจว่า "ป้าตายแล้วบ่" อุบาสกบอกว่า "ป้ายังไม่ตาย ป้าบุญเยอะไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอก หลวงปู่ไม่ทิ้งหรอกครับ ท่านจะคุ้มครอง"
หลังจากนั้น มีพยาบาลมาเช็กร่างกายคุณเสงี่ยมอย่างละเอียดและแปลกใจที่เธอไม่เป็นอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่วิถีกระสุนพุ่งเจาะกระจกตรงมาที่ตัวเธอ และมีหลักฐานเป็นเศษกระจกเต็มใบหน้าและศีรษะแต่ทำไมไม่มีบาดแผลอะไรเลย ตำรวจคนหนึ่งบอกว่าไม่เคยเห็นกรณีอย่างนี้เลย ใครเจอแบบนี้ถ้าไม่เจ็บก็ต้องตาย หลังจากนั้นยังมีนักข่าวมาสัมภาษณ์คุณเสงี่ยมไปออกข่าวท้องถิ่นด้วย
วันต่อมา เมื่อลูกชายของเธอเข้าไปทำความสะอาดรถ ปรากฏว่าเจอหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ธรรมดาเลยจริงๆ หลักฐานนั้น ก็คือ "ลูกกระสุน" ที่ตกอยู่บริเวณด้านหลังคนขับตรงที่วางเท้าของเบาะหลัง ลูกชายเธอตกตะลึงไปเลยว่าแม่รอดมาได้อย่างไร เพราะถ้ากระสุนตกตรงนี้ แปลว่าต้องโดนตัวแม่ แล้วทำไมแม่ไม่เป็นอะไรเลย
ตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา คุณเสงี่ยมสั่งสมบุญทุก ๆ บุญมาต่อเนื่อง ลมหายใจของเธอผูกพันอยู่กับความดี เช่น ในช่วงที่วัดสร้างเสร็จใหม่ ๆ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ คุณเสงี่ยมก็ไปรับบุญดูแลเรื่องภัตตาหาร พอมีอุบาสิกาไปอยู่ที่วัดก็อาสาไปนอนเป็นเพื่อน แม้ว่างานประจำจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ดินฟ้าอากาศจะแย่ขนาดไหนเธอก็ไปวัดเสมอ และรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสช่วยงานวัด ต่อมาเมื่อมี DMC เธอก็ดูช่องนี้ทุกวัน อีกทั้งยังสวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นประจำไม่ขาดแม้วันเดียว ก่อนนอนต้องกราบรูปหลวงปู่ที่หัวเตียงเสียก่อน ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านก็จะเหลียวไปมองรูปหลวงปู่อีกครั้ง และยกมือไหว้ ที่คอก็แขวนเหรียญหลวงปู่ ทำให้เธอมั่นใจว่าท่านจะคอยคุ้มครองเสมอทั้งหลับทั้งตื่น
เช้าวันใหม่กับชีวิตใหม่ คุณเสงี่ยมไปวัดแต่เช้า ไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ และถวายภัตตาหารเพล เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เธอยิ่งปรารถนาที่จะสั่งสมบุญให้มากขึ้น เพราะเธอรู้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า หลวงปู่จะคอยปกปักรักษาลูกหลานที่เคารพรักท่านและมั่นคงในการทำคุณงามความดีตลอดไป ไม่ว่าเขาจะอยู่บริเวณไหนของโลกก็ตาม