เกร็ดประวัติชีวิตพระมงคลเทพมูนี
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือที่บรรดาศิษยานุศิษย์เรียกกันว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นที่เคารพสักการะของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ดังจะได้กล่าวถึงเกร็ดชีวิตบางตอนที่น่าสนใจของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังนี้
คุณยายอุบาสิกาแผ้ว วัดปากน้ำภาษีเจริญ ได้เล่าว่าเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำมีชีวิตอยู่ เวลาใดที่ท่านมีอารมณ์สบายใจ ท่านชอบนำเรื่องราวชีวิตของท่านในวัยเด็กมาเล่าให้คณะศิษย์ที่ใกล้ชิดฟัง เช่น
เมื่อท่านเป็นทารกพูดยังไม่ได้ แต่สามารถรู้เรื่องราว มีความคิดและจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ ท่านอยากรู้ว่ามนุษย์นั้นพูดปดกันได้อย่างไรบ้างคืนหนึ่งพี่เลี้ยงอุ้มท่านใส่สะเอวออกไปนอกชายคา ท่านจึงแหงนหน้าขึ้นชี้มือไปที่ดวงจันทร์ ทำเสียงร้อง อื้อ ๆ .... พี่เลี้ยงเห็นท่านทำอาการดังนั้น ก็เข้าใจว่าร้องจะเอาพระจันทร์บนฟ้า จึงพูดปลอบว่า 'โอ๋...โ.อ๋...จะเอาพระจันทร์หรือ เดี๋ยวนะ...เดี๋ยวนะ..เดี๋ยวจะไปเอามาให้' ท่านฟังแล้วรู้ว่านี่เองคือการพูดโกหก พูดทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้ เป็นการโกหกชัด ๆ
เมื่อเติบโตขึ้นท่านพาควายไปเลี้ยงที่ทุ่งนา เมื่อพาควายกลับบ้านขณะขี่หลังควาย ท่านชอบร้องเพลงเพลงหนึ่ง จำไม่ได้ว่าจำเนื้อร้องมาจากที่ไหน แต่ชอบร้องวนเวียนซ้ำซาก ไม่รู้เบื่อ เนื้อร้องมีความว่า
'เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่านิพพานก็ได้'
ครั้นเมื่อท่านโตขึ้นมา พอช่วยโยมพายเรือไปค้าขายได้ผ่านศาลเจ้าริมน้ำแห่งหนึ่ง เล่าลือกันว่าเฮี้ยนมาก ใครผ่านต้องนำสิ่งของไปเซ่นไหว้บูชา หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็คิดของท่านเองได้ว่า นี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระธรรม ไม่ใช่พระสงฆ์ ไม่ใช่พระรัตนตรัยสักหน่อย ทำไมจะต้องบูชาเซ่นไหว้ เป็นไงเป็นกันเราไม่ทำ ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นเอง ทั้งที่ท่านก็ไม่รู้ว่าพระรัตนตรัยมีลักษณะเป็นอย่างไร
ในที่สุดเมื่อวัยรุ่นมาถึงอายุ ๑๙ ปี ท่านต้องทำงานแทนโยม ล่องเรือข้าวไปขายต่างตำบล ซึ่งการปล้นชิงทรัพย์สินระหว่างทางมักเกิดขึ้นกับพวกคนขายข้าวเสมอ ในขณะนั้นท่านคิดว่า 'ชีวิตนี้เป็นทุกข์นัก โจรก็ร้าย น้ำก็เชี่ยว ใจต้องกังวลเป็นห่วงเงินทอง ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ท่านคิดต่อไปถึงชีวิตปู่ย่าตายายรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ผ่านมา ล้วนแต่ต้องกระทำซ้ำชาก หากินกันอยู่แบบนี้ เราเองก็ต้องมาเป็นทุกข์ซ้ำรอย ทำแล้วก็ไม่มีอะไรวิเศษขึ้นมา ในที่สุดก็ต้องตาย ทิ้งโลกนี้ไปกันจนหมด' เมื่อได้คิดท่านจึงอธิษฐานจิตว่า 'ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต และต่อมาท่านก็ได้บวชเมื่ออายุได้ ๒๒ ปี
เกร็ดชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี้ เป็นการรู้จักคิดเป็นตั้งแต่ครั้งเป็นทารกเรื่อยมาจนเติบใหญ่ โดยไม่ต้องมีใครสอน สอนตนเองได้เหล่านี้ต้องมีสาเหตุมาจากปุพเพกตปุญญตา บุญกุศลที่สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน โดยเฉพาะเรื่องปัญญาบารมี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีเดิมแก่กล้า จึงมีความสามารถพิเศษ คือสามารถสั่งสอนและแก้ไขปัญหาให้ตนเองได้
เมื่อท่านบวชแล้ว ๑๒ พรรษา ท่านก็ได้ค้นพบวิชชาธรรมกายที่สูญหายไปจากโลกนี้นับพันปี โดยการปฏิบัติด้วยตัวของท่านเอง และได้สั่งสอนวิชชาธรรมกายนี้ให้แก่ศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ในบรรดาศิษย์ทั้งหลาย คุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านก็เป็นศิษย์เอกคนหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านกล่าวว่า วิชชาทางธรรมปฏิบัติของหลวงพ่อท่านลุ่มลึกมาก เป็นความรู้รอบ คือรู้หมดทุกเรื่องจริงๆ สิ่งใดที่กล่าวไว้ในคัมภีร์หรือตำราทางพระพุทธศาสนาที่ไม่มีผู้ใดในยุคนี้พิสูจน์ได้ชัดเจน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพิสูจน์ได้ และยังสอนให้เหล่าลูกศิษย์รู้เห็นตามได้ด้วย ถ้าจะสรุปคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ได้ยินได้ฟังมาทั้งหมดก็พอแบ่งได้เป็น ๓ เรื่อง คือ
๑. เรื่องของอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์
๒. เรื่องของธรรมปฏิบัติขั้นธรรมดา
๓. เรื่องของคำสอนธรรมปฏิบัติขั้นสูง
สำหรับเรื่องแรก เรื่องของอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องที่น่าประทับใจ คือ
- เมื่อปีพ.ศ.๒๔๘๔ กำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง หนังสือพิมพ์สมัยนั้น ลงเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าสอนวิชชามีปาฏิหาริย์มาก ครั้งใดที่เรือบินข้าศึกทิ้งลูกระเบิดเพื่อทำลายจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น สะพานพุทธ กินบริเวณไปถึงย่านวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อประชาชนบริเวณใกล้เคียงแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ต่างพากันเห็นแม่ชีจำนวนมากเหาะขึ้นไปจากวัดปากน้ำ ใช้มือช่วยกันปัดลูกระเบิดที่เรือบินทิ้งลงมา เห็นกันด้วยตาเนื้อ เห็นหมดทุกคนเป็นอัศจรรย์ ทำให้เกิดข่าวเล่าลือถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านใช้แม่ชีลูกศิษย์ของท่านช่วยชาติบ้านเมืองได้ ผลที่ปรากฎก็คือเรือบินทิ้งระเบิดผิดเป้าหมายทุกครั้ง ลูกระเบิดไปตกที่ทะเล ที่แม่น้ำ ที่รกร้าง ไม่มีผู้คนอยู่เสมอไป ผู้คนจึงเชื่อมั่นว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำมีวิชชาป้องกันภัยอันตรายทางอากาศได้ ดังนั้นพอมีเสียงสัญญาณภัยทางอากาศดังขึ้นครั้งใด ผู้คนรอบ ๆ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงไม่วิ่งหนีลงไปอยู่ในหลุมหลบภัย แต่จะพากันวิ่งเข้าไปอยู่บริเวณวัดปากน้ำแทน
- ส่วนเรื่องอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำเกี่ยวกับเรื่องรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ผู้คน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวถึงกันไม่รู้จบ คุณยายอาจารย์ก็อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น ท่านเล่าว่าคนเจ็บที่โรงพยาบาลรักษาไม่หาย ญาติมักพามาให้หลวงพ่อรักษา หลวงพ่อท่านมักใช้ลูกศิษย์ที่ได้วิชชาธรรมกายขั้นสูงตรวจดู ถ้าเห็นว่าหมดอายุก็แจ้งให้ญาติทราบ แต่ถ้ายังไม่ถึงคราวตาย ก็ตรวจดูสาเหตุของโรคแล้วแก้ไปตามเหตุนั้นๆ ถ้าเกิดจากบาปตามมาทันก็แก้ด้วยการทำบุญใหญ่หนีให้พ้น ถ้าเกิดจากโรคภัยก็ใช้อำนาจสมาธิแก้ไข บางทีก็ใช้ยาสมุนไพรที่ตรงกับโรครักษาให้
หรืออย่างที่สมเด็จป๋า (สมเด็จพระสังฆราชวัดโพธิ์ ปุ่น ปุณณสิริ) ทรงเล่าไว้ว่า วันหนึ่งมีคนมานมัสการถามหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า 'วันนี้จะมีคนมาจองกุฏิกี่หลัง' สมเด็จป๋าในขณะนั้นเป็นพระภิกษุธรรมดา อายุยังน้อย นั่งฟังอยู่ด้วย เห็นหลวงพ่อนั่งนิ่งเพียงครู่เดียวโดยไม่ต้องหลับตาอะไร ตอบว่า 'จะมีคนมาจอง ๔-๕ หลัง' สมเด็จป๋ารู้สึกตกใจมาก เพราะเกรงว่า ถ้ามีผู้มาจองตามนั้นจริงก็เป็นเรื่องเสมอตัว แต่ถ้าไม่มีใครมาจองหรือจองไม่ตรงจำนวน จะเป็นเรื่องเสียหายต่อชื่อเสียงของหลวงพ่อท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่เพียงอีกครู่เดียวก็มีสตรีผู้หนึ่งมากับเพื่อน ๆ มาจองสร้างกุฏิพระ ๕ หลังจริง ๆ สมเด็จป๋าจึงทรงเลื่อมใสวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
นอกจากนี้ในกรณีที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีงานสำคัญๆ ทางศาสนา เช่น งานมาฆบูชา วิสาขบูชา เป็นต้น ผู้ไปร่วมงานจะมองเห็นพระธรรมกายในอิริยาบถต่าง ๆ ปฏิหาริย์ลอยให้เห็นด้วยตาเนื้ออยู่ในท้องฟ้า มีเห็นกันหลายคน นี่ก็เพราะอำนาจจิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านอาราธนาพระธรรมกายจากพระนิพพานลงมาปรากฎให้เห็น
ในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์เหล่านี้ ผู้ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมเรื่องวิธีทำกรรมฐานแบบต่าง ๆ จึงจะทราบว่าเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้น เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ฝึกกสิณภาวนา ใช้กสิณต่างกัน ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ได้ต่างกันออกไป แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่ได้มุ่งสอนให้ศิษย์ทั้งหลายของท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นสำคัญ แต่ท่านมุ่งที่จะให้ใช้วิชชาธรรมกายเพื่อกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป เลิกเวียนว่ายตายเกิด เข้าพระนิพพานให้หมด
คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของธรรมปฏิบัติขั้นธรรมดา เพื่อกำจัดกิเลสของตนเองให้เบาบางเรื่อยไป เรื่องนี้เป็นแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนา คือหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะสอนให้เหล่าศิษย์รู้จักตนเองว่า เป็นใคร เกิดมาทำไม และควรปฏิบัติอย่างไรกับชีวิตของตน วิธีสอนของท่านกระทำทั้ง ๒ แบบ คือให้ความรู้ทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติธรรม ทางปริยัติท่านจะเทศน์ให้ฟัง ทางปฏิบัติท่านจะอบรมให้บำเพ็ญภาวนาทางจิต โดยใช้กสิณแสงสว่าง ดวงแก้วใส ๆ หรือพระพุทธรูปแก้วใส ๆ เป็นอารมณ์ในการภาวนา เรียกว่า บริกรรมนิมิต และใช้คำพูดท่องในใจว่า 'สัมมาอะระหัง' เป็นบริกรรมภาวนา ทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันจนกว่าจิตจะหยุดนิ่งสนิท จากนั้นจึงจะสอนธรรมปฏิบัติขั้นสูงขึ้นไป ให้เห็นดวงธรรมภายใน และกายภายในต่าง ๆ เป็นลำดับจนถึงกายสุดท้าย คือกายธรรมอรหัต
หลวงพ่อท่านจะสอนให้เห็นเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก คือให้เห็นภพภูมิใกล้ ๆ ตัว แล้วจึงไกลออกไป เช่น นรก สวรรค์ จนถึงนิพพาน เพื่อปลูกศรัทธาให้ผู้ปฏิบัติเห็นวงจรชีวิตของตนเองในวัฏฏสงสาร ว่าต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามอำนาจบีบคั้นของกิเลส ให้เห็นว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือต้องทำตนให้พ้นอำนาจกิเลส เลิกเวียนว่ายตายเกิดเข้านิพพานให้ได้คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี้ ท่านสามารถสอนให้พิสูจน์ด้วยตนเองสามารถยืนยันด้วยตนเองได้ว่าสิ่งดังกล่าวเหล่านั้นมีอยู่จริง ๆ เป็นการพิสูจน์ที่ให้ประโยชน์สูงยิ่ง ในการสร้างความเชื่อที่ไม่คลอนแคลนในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเต็มใจที่จะปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข
คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของธรรมปฏิบัติขั้นสูง มักเรียกกันว่าเป็นการบำเพ็ญภาวนาระดับสูง ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมีบุญบารมีเก่ามาเฉพาะตน ไม่ใช่สามารถปฏิบัติกันได้ทุกคนผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายขั้นสูงนี้เท่านั้นที่สามารถรวมตัวเป็นทีม คือเป็นหมู่คณะปฏิบัติงานทางจิตภาวนาขั้นละเอียด งานดังกล่าวนี้เคยปฏิบัติกันสมัยหนึ่งแล้ว เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า 'การทำวิชชา' งานที่ทำนั้นหากเป็นผลสำเร็จ สรรพสัตว์ทั้งปวงจะมีความเป็นอิสระทั้งกายและใจ กายจะไม่ถูกทำลายด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรืออันตรายต่างๆ ใจจะไม่ถูกกิเลสครอบงำ จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และพบความสุขอันแท้จริงของชีวิต
จากคำสอนทั้งหมดของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่กล่าวมานี้ ก็จะเห็นท่านมีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่สามารถประมาณความล้ำลึกได้ ท่านมิได้เมตตาเฉพาะภพชาติปัจจุบันแต่เมตตาข้ามไปถึงภพชาติเบื้องหน้า กระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน