ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อานุภาพหลวงปู่สู่โลกปจจุบัน

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ

PDF
อานุภาพหลวงปู่สู่โลกปจจุบัน ขณะนี้ แม้หลวงปู่จะละสังขารไปเป็นเวลานานถึง ๕๐ กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ท่านก็เป็นที่พึ่งแก่มหาชนได้ตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความเคารพรักท่าน ดังตัวอย่างเรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เมื่อหลวงปู่นั่งอยู่ในรถ “เดี๋ยวมา รออยู่ที่นี่นะ” เป็นคําพูดที่คุณญตินันท์ได้ยินจากเพื่อนใหม่ ตอนนั้นเธอไม่นึกเลยว่า เขาไปแล้วจะไปลับ พร้อมทังฉกของรักของเธอไปด้วย เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ คุณญตินันท์ เที่ยงนิมิตร หรือไอซ์ เดินทางไปร่วมงานหล่อหลวงปู่ทองคํากับคุณแม่และคุณป้าซึ่งไปวัดพระธรรมกาย อยู่เป็นประจํา คืนก่อนวันงาน คุณแม่บอกกับเธอว่า “พรุ่งนี้แม่จะไปวัดนะ จะไปเอาบุญใหญ่งานหล่อหลวงปู่ แม่คงไปต่างจังหวัดกับหนูไม่ได้” เมื่อเธอได้ยินอย่างนั้นก็เลยตอบคุณแม่ไปว่า “ถ้าอย่างนันไอซ์ไม่ไปทํางานแล้ว ไปเอาบุญกับแม่ดีกว่า” ด้วยความที่ห่างหายจากวัดไปนาน เมื่อได้เห็นสาธุชนในชุดขาวสะอาดตาเป็นแสนๆ คน บนสภาธรรมกายสากล เธอถึงกับเอ่ยออกมาว่า “โอ้โฮ! หลวงปู่ท่านคงศักดิ์สิทธิ์มากเลย คนถึงได้มากันเยอะแยะขนาดนี้” พอได้เวลาหล่อหลวงปู่ เธอก็หย่อนมหาสุวรรณนิธิลงในรางทั้งน้ำตา เธอเล่าว่า “บอกไม่ถูก ไม่รู้ทําไมน้ำตาไหลไม่หยุด ขนลุกไปทั้งตัว รู้แต่ว่าปลื้ม ชื่นใจ ประทับใจไปหมด” หลังกลับจากงานหล่อหลวงปู่ เวลาประมาณตี ๓ คุณญตินันท์ต้องออกไปทํางานที่ต่างจังหวัดเช่นเคย ปกติคุณแม่ไปด้วย แต่ครั้งนี้เธอมีเพื่อนใหม่ร่วมเดินทางแทนคุณแม่ ในขณะที่เธอแวะเข้าห้องน้ำ เพื่อนบอกว่า “เดี๋ยวมา รออยู่ที่นี่นะ” เธอรออยู่ตั้งนาน เพื่อนก็ไม่กลับมา พอเปิดกระเป๋าดูจึงรู้ว่ากุญแจรถไม่อยู่แล้ว คือเพื่อนใหม่เปลี่ยนสถานะเป็นโจรขับรถของเธอไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ทิ้งให้เธอนั่งร้องไห้อยู่เป็นนานสองนาน พอกลับถึงบ้าน เมื่อเล่าเรื่องให้ทุกคนฟัง คุณแม่ของเธอก็พูดจาเป็นมงคลสุดๆ ว่า “มันจะเอารถไปได้ยังไง หลวงปู่ท่านนั่งอยู่ในรถ” ฟังแล้วกําลังใจมาเป็นกอง แล้ว คุณแม่ก็บอกให้เธอนึกถึงหลวงปู่ นั่งสมาธิแล้วอธิษฐานจิตกับหลวงปู่ และยังบอกอีกว่า “แม่มั่นใจว่ายังไงก็ต้องได้คืน” จากนั้น ทุกคนก็ช่วยกันอธิษฐานจิต คุณป้าอธิษฐานว่า “ขออานุภาพของหลวงปู่ช่วยให้หลานสาวได้รถคืนภายใน ๒๔ ชั่วโมงด้วยเถิดเจ้าค่ะ” ต่อมา คุณญตินันท์และคุณพ่อคุณแม่ก็เตรียมตัวออกตามหารถ แต่ตัวแทนบริษัทประกันบอกว่า “ไม่ต้องไปหาแล้ว ไม่ได้คืนหรอก” ที่เขาพูดอย่างนี้เพราะที่ผ่านๆ มา สถิติรถหายกับสถิติได้รถคืนไม่สมดุลกันเลย บางครั้งจับขโมยได้ แต่ไม่มีรถมาคืนให้ เพราะว่าเอาไปขายที่ชายแดนเรียบร้อยแล้ว แต่คุณญตินันท์กับคุณแม่เชื่อมั่นในอานุภาพของหลวงปู่ จึงยืนยันว่าจะตามหารถต่อไป เชื่อไหมว่า ภายในเวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง ตรงตามที่คุณป้าอธิษฐานไว้ พวกเขาพบรถจอดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง จึงโทรศัพท์แจ้งตํารวจทันที และในที่สุดก็ได้รถคืนในเช้าวันรุ่งขึ้น!! คิดดูก็น่าแปลก วิสัยโจรเวลาขโมยของไปแล้วจะต้องเอาไปซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น แต่นี่กลับเอารถมาจอดไว้ให้คนเห็นง่ายๆ ไม่เอาอะไรคลุมด้วย แถมยังมีสิ่งดลใจให้ คุณญตินันท์ไปหารถในบริเวณนั้นอีกด้วย คุณญตินันท์บอกว่า “ทันทีที่ได้รถคืนก็วิ่งเข้าไปกอดรถ น้ำตาไหล แล้วเข้าไปดูของในรถ อัศจรรย์มากของทุกอย่างที่อยู่ตรงรูปหลวงปู่อยู่ครบหมด ไม่มีการเคลื่อน ย้ายเลย เหมือนกับขโมยมองไม่เห็น มีทั้งกระเป๋าสตางค์ บัตร ATM และเอกสารสําคัญ บอกตรงๆ เลยว่ายิ่งกว่าถูกรางวัลที่ ๑ อีก นี่ถ้าไม่ได้ไปงานหล่อหลวงปู่ ไม่รู้จะเป็นยังไง” การที่คุณญตินันท์รถหายแล้วได้คืน นับว่ามีบุญมาก เพราะตามปกติรถหายยากที่จะได้คืน ขนาดของเล็กๆ แบบโทรศัพท์หายยังไม่ค่อยได้คืนเลย แต่กรณีนี้ คุณป้ากับคุณแม่อยู่ในบุญมาตลอด และมีความเคารพรักเชื่อมั่นในหลวงปู่อย่างสูงตลอดมา แถมคุณญตินันท์ เจ้าของรถก็เพิ่งไปเติมบุญมาจากวัดด้วยการหล่อหลวงปู่ ซึ่งเป็นบุญใหญ่มากๆ และยังหล่อด้วยความปลื้มปีติจนน้ำตาไหล การทําบุญด้วยความปลื้มปีติย่อมจะได้บุญมากเป็นพิเศษ มากกว่าไม่ปลื้มหลายเท่า ยิ่งปลื้มในการหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ยิ่งได้บุญมหาศาล ส่งผลให้ได้สมบัติที่หายกลับคืนมาเป็นอัศจรรย์ ช่วย “สัมมา อะระหัง” หน่อย คุณนวรัตน์ อัจนานุบาล ชาวอุตรดิตถ์ ไปวัดพระธรรมกายครั้งแรก ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓ ในพิธีรับสไบแก้วของอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน ๕๐๐,๐๐๐ คน เมื่อจบการอบรม พี่เลี้ยงมอบเหรียญปราบมารให้ เธอนําไปใส่กรอบอย่างดีและใส่ติดตัวตลอดเวลา เปรี้ยง!! เสียงดังเหมือนฟ้าผ่าพุ่งเข้าไปกระทบประสาทหูของคุณนวรัตน์ ชั่ววูบนั้นเธอรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างพุ่งมากระแทกรถของเธออย่างรุนแรง พร้อมๆ กับความรู้สึกของเธอก็ดับลง โดยไม่ทันมีเวลาคิดว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง ก่อนประสบอุบัติเหตุ คุณนวรัตน์ อัจนานุบาล บอกกับตัวเองอย่างมีความสุขว่า “อีกไม่กี่วันแล้วสินะ ที่เราจะได้ไปนั่งสมาธิที่สวนพนาวัฒน์” แต่สุดท้ายเธอต้อง ไปนอนโรงพยาบาลแทน เพราะขณะที่เธอขับมอเตอร์ไซค์จะไปเอาชุดขาวที่บ้านคุณแม่ในอําเภอลับแล มีวัยรุ่น ๒ คน ซ้อนมอเตอร์ไซค์กันมา แล้วซิ่งฝ่าไฟแดงพุ่งมาชนรถเธออย่างจัง จนเธอกระเด็นตกจากรถ หัวกระแทกบาทวิถี หมดสติ เลือดนองพื้น คอพับ จนใครๆ พากันคิดว่า เธอคอหักตายไปแล้ว ไม่นานนักรถป่อเต็กติ๊งก็มานําร่างของเธอส่งโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ส่วนนักซิ่ง ๒ คน คงตกใจและกลัวความผิดจึงหายต๋อมไปเลย ช่วงที่หมดสติ คุณนวรัตน์ฝันว่าอยู่ในห้องที่มีดสนิท แล้วอยู่ๆ ก็มีแสงสว่างเป็นจุดเล็กนิดเดียวปรากฏขึ้น เธอวิ่งไปที่แสงนั้นเพราะอยากออกจากความมืด ทันใดนั้นมีเสียงพูดขึ้นว่า “จะไปไหนลูก” เธอมองไปก็เห็นคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง แต่กายของท่านใสเหมือนน้ำ เธอตอบคุณยายไปว่า “จะไปที่จุดสว่างนั้นค่ะ” แล้วก็ออกวิ่งต่อไป แต่คุณยายรีบห้ามว่า “ไปไม่ได้ลูก มาทางนี้” แล้วคุณยายก็กระชากข้อมือข้างซ้ายของเธออย่างแรงจนรู้สึกไปถึงกายเนื้อ เธอจึงได้สติและพบว่าตัวเองอยู่ในห้องไอซียู ตอนนันเธอกําลังสะลืมสะลือ มึนๆ ยัง ลืมตาไม่ได้ ซึ่งเป็นอาการที่สมองถูกกระทบกระเทือนจนระบบการสั่งงานเสียไป เมื่อรู้สึกตัว สิ่งแรกที่คุณนวรัตน์นึกถึงก็คือเหรียญปราบมารที่ห้อยอยู่ที่คอ และในขณะที่เธอนอนอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงพระสวดมนต์ และมีเสียงจากข้างในบอกว่า “ช่วย “สัมมา อะระหัง” หน่อย” เธอจึงทําตาม และตลอดเวลาที่นอนอยู่บนเตียงคนป่วย เธอยังคงภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไป เรื่อยๆ และอธิษฐานขอให้หลวงปู่ช่วย เนื่องจากศีรษะของเธอฟาดพื้นอย่างแรง หมอจึงต้องสแกนสมอง ผลการตรวจพบว่ามีเลือดคั่งในสมองเยอะมาก เธอได้ยินเสียงคุณหมอบอกญาติๆ ว่า “ต้องผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งในสมองออกด่วน แต่หมอไม่รับประกัน โอกาสรอดมี ๕๐ : ๕๐ ถ้าโชคดีรอดตายก็ต้องเป็นอัมพฤกษ์ ให้ญาติทําใจได้เลย” ตอนนั้น พี่ๆ น้องๆ ของเธอร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง ขณะนั้นญาติทุกคนอนุญาตให้หมอผ่าตัดได้ แต่คุณแม่สามีของเธอค้านว่า “ไม่ให้ผ่า” เพราะเกรงว่าผ่าแล้วจะแย่กว่าเติม แต่หมอบอกว่า “โดยหลักการแพทย์ควรจะผ่า ถ้าตัดสินใจช้าโอกาสรอดก็ยิ่งน้อยลง” คุณนวรัตน์ลืมตาหรือพูดโต้ตอบกับใครไม่ได้ ได้แต่ภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อย ๆ และนึกถึงเหรียญหลวงปู่ปราบมารอย่างต่อเนื่อง อยู่ๆ ก็เห็นองค์พระใสเหมือนแก้วผุดขึ้นมาแทน เธอมององค์พระที่เห็นในสมาธิไปเรื่อยๆ ไม่น่าเชื่อว่า วันต่อมาคุณหมอมาสแกนสมองเพื่อหาข้อสรุปว่าต้องผ่าตัด หรือไม่ กลับพบว่าผลสแกนสมองครั้งที่ ๒ ไม่พบเลือดคั่งในสมองเลย ในทางการแพทย์ถือว่าเรื่องแบบนี้ไม่ธรรมดา เพราะปกติถ้ามีเลือดคั่งในสมอง แค่วันสองวันมาสแกนใหม่ต้องเจอแน่นอน ทิ้งไว้นานเป็นเดือนก็ยังเจอ แต่จะเห็นว่าเป็นเลือดเก่า แม้ในกรณีที่มีเลือดคั่งน้อยกว่านี้ก็ยังสแกนเจอ แต่นี่มีเลือดตั้งมากมายคั่งอยู่ในสมอง สแกนแล้วกลับไม่เห็นเลือด ไม่รู้หายไปไหนหมด แบบนี้แปลกทําให้หมอถึงกับตะลึงงัน ตรวจผลซ้ำแล้วซ้ำอีก และบอกว่า “เป็นไปได้ยังไง เมื่อวานก็เห็นมีเลือดคั่งอยู่ วันนี้หายไปแล้ว ตั้งแต่หมอเกิดมาไม่เคยเจอเคสมหัศจรรย์อย่างนี้เลย” หมอหาคําตอบไม่ได้ แต่คุณนวรัตน์หาได้ เธอบอกกับทุกคนว่า “ที่รอดมาได้เพราะหลวงปู่วัดปากน้ำช่วยไว้ ไม่งั้นเป็นผุยผงไปแล้ว” และจากที่หมอบอกว่า เธอจะตายหรือไม่ก็ต้องเป็นอัมพฤกษ์ กลายเป็นว่านอนโรงพยาบาลอีกแค่ ๗ วัน ก็หายเป็นปกติ กลับบ้านได้ ไปทํางานได้ ในช่วงนัน ข่าวการรอดตายหายป่วยของคุณนวรัตน์แพร่สะพัดไปทั่วโรงพยาบาล จนมีนักศึกษาแพทย์ฝึกงานคนหนึ่งที่แอนตี้วัด ไม่เคยคิดจะไปวัดเลย ทั้งๆ ที่คุณพ่อ ของเขาก็ชวนไปวัดพระธรรมกายบ่อยๆ แต่พอเจอเคสนี้นักศึกษาแพทย์รีบไปวัดกับพ่อเลย เรื่องของคุณนวรัตน์ทําให้ทุกคนที่รู้เรื่องต่างอัศจรรย์ใจ เกิดความศรัทธาและเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระผู้ปราบมาร ว่าท่านมีอานุภาพ มีความเมตตา และมีพระคุณกับลูกหลานสุดจะ ประมาณ แม้ท่านมรณภาพไปแล้ว หากใครหมั่นระลึกถึงท่าน เคารพบูชาท่าน ท่านก็ยังช่วยเหลือได้เหมือนเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ผจญภัยกลางสายน้ำเชี่ยว แพทย์หญิงณัฐวรรณ พละวุฑิโฒทัย หรือหมอปอ สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ที่สําคัญแห่งหนึ่ง และมีขื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของชาวโลก จนกระทั่งมีฝรั่งนําไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ The Bridge over the River Kwai สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะ ที่สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยแรงงานของเชลยศึกสัมพันธมิตรจํานวนมากที่ญี่ปุ่นเกณฑ์มา ซึ่งส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟจะต้องผ่านแม่นําแควใหญ่ จึงมีการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ขึ้น ณ บริเวณตําบลท่ามะขาม อําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เป็นไปด้วยความยากลําบาก ทําให้เชลยศึกหลายหมื่นคนเสียชีวิตลง เล่ากันว่า ทางรถไฟสายนี้ใช้แรงงานและชีวิตเชลยศึก ๑ ไม้หมอน ต่อ ๑ ชีวิตเลยทีเดียว ปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดบริการเดินรถบนเส้นทางสายนี้ทุกวัน และจัดรถไฟขบวนพิเศษ สายกรุงเทพฯ-น้ำตก ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด ราชการ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้คนเดินทางไปชมสะพานแห่งนี้เป็นจํานวนมาก และหนึ่งในจํานวนผู้คนที่เดินทางไปชมสะพานข้ามแม่น้ําแคว ก็คือแพทย์หญิงณัฐวรรณ พละวุฑิโฒทัย หรือหมอปอ ซึ่งขณะนั้นรับราชการอยู่ที่ โรงพยาบาลคําม่วง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ บรรดาเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลคําม่วงเดินทางไปทัศนศึกษาสะพานข้ามแม่น้าแคว ในเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. บรรยากาศยามเย็นที่สดชื่นเย็นสบายและทิวทัศน์ที่ สวยงาม มีมนต์เสน่ห์ดึงดูดทําให้เธอและเพื่อนหมออีก ๒ คน พากันเดินไปชมจนถึงกลางสะพาน เมื่อหมอณัฐวรรณ มองลงไปใต้สะพาน เธอก็เห็นว่ามีกระแสน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากเขื่อน ทําให้น้ำในแม่น้ำแควมีระดับสูงขึ้นและไหลเชี่ยวกราก ทันใดนั้น พวกเธอก็ได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังไล่มา ทุกคนจึงรีบหลบเข้าไปตรงจุดพักคนข้างรางรถไฟ เธอกับเพื่อนอีกคนหนึ่งคือหมอณัฐชัยยืนอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นเสียงหวูดรถไฟดังกระชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รถไฟแล่นเฉี่ยวพวกเธอไป หมอณัฐวรรณรู้สึกว่ามีอะไรมาฟาดที่หัวอย่างแรง ทําให้เธอกับหมอณัฐชัยกระเด็นตกจากสะพานดิ่งลงกระแทกกับพื้นน้ำ หมอณัฐวรรณเล่าว่า หลังจากนั้นเธอก็วูบไป รู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์อันเลวร้ายที่มีมัจจุราชรออยู่เบื้องหน้า เธอรู้สึกว่าตัวเองกําลังจมและพยายามดิ้นรนว่ายน้ำ พยุงตัว มีคนมาเล่าให้เธอฟังภายหลังว่า พวกชาวบ้านตะโกนโหวกเหวกร้องเรียกเรือที่เหลืออยู่ลําสุดท้ายบนลําน้ำให้เข้ามาช่วยเธอ หัวเรือเข้ามาถึงหมอณัฐชัยก่อน แต่โชคร้ายที่กระแสน้ำซัดเขาให้ท่างออกจากเรือและดูดให้จมดิ่งลงไปจนไม่สามารถช่วยได้ ในเวลาเดียวกัน คนขับเรือก็เหลือบเห็นมือของหมอณัฐวรรณที่โผล่ขึ้นมาก่อนจะจมดิ่งตามหมอณัฐชัยลงไป คนขับเรือคว้ามือเธอไว้ทัน แล้วลากขึ้นมาบนเรือได้และพยายามช่วยให้เธอได้สติเร็วที่สุด เมื่อเริ่มรู้สึกตัว เธอจําอะไรไม่ได้เลย งงว่าตัวเองอยู่ที่ไหน มาทําอะไรอยู่ตรงนี้ ทําไมมีผู้คนมุงเต็มไปหมด ต้องใช้เวลาสักครู่กว่าจะเรียกความจําคืนมาได้ พอรู้ตัวก็รีบคลําสร้อยที่ห้อยเหรียญหลวงปู่ทันที นึกขอบพระคุณที่หลวงปู่ช่วยคุ้มครอง หลังจากนั้นก็มีคนนําเธอส่งโรงพยาบาล ส่วนเพื่อนของเธอที่ตกสะพานไปด้วยกัน หลังจากผ่านการ ค้นหาเป็นเวลา ๓๖ ชั่วโมง ถึงได้เจอในสภาพที่เป็นศพไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ มีแต่คนถามว่าเธอรอดมาได้อย่างไร สําหรับตัวเธอเองคิดว่า ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทําให้เธอรอดจากความตายกลางสายน้ำเชี่ยวได้ นอกจากหลวงปู่ที่เธอแขวนเหรียญท่านติดไว้กับตัว เธอเห็นแล้วว่า เธอกับ เพื่อนยืนอยู่ติดกัน โดนรถไฟพุ่งเฉี่ยวกระแทกตกลงไปด้วยกัน ณ ตําแหน่งเดียวกัน จมน้ำห่างกันนิดเดียว เพื่อนตาย แต่เธอกลับรอดมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ และแทบไม่บาดเจ็บอะไรเลย มีแค่หัวโนกับถลอกนิดหน่อย ด้วยบุญทั้งหลายที่เธอทํามาตั้งแต่เข้าวัดพระธรรมกายจาก ๕ ขวบ จนถึงปัจจุบัน และบุญที่ทําเนื่องกับหลวงปู่ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลนับครั้งไม่ถ้วน รวมทั้งมีใจผูกไว้กับหลวงปู่ตลอดมา ทําให้ในที่สุดหลวงปู่ก็คุ้มครองเธอให้รอด ชีวิตเป็นอัศจรรย์ แม้ห้วงน้ำเชี่ยวใต้เส้นทางรถไฟสายมรณะก็ไม่อาจกลืนกินชีวิตของเธอได้