ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วิสุทธิวาจา

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ

PDF
วิสุทธิวาจา นอกจากการสั่งสอนลูกศิษย์และญาติโยมให้รักการทําสมาธิภาวนาแล้ว หลวงปู่ท่านยังเมตตาสั่งสอนพระภิกษุสามเณรให้สังวรในศีล และปฏิบัติตามพุทธวจนะอย่างเคร่งครัด และสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา และญาติโยม ให้เป็นคนดี ให้อยู่ในศีลในธรรม เพื่อให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และยังสอนให้รู้จักสร้างบุญ สร้างบารมี สะสมไว้เพื่อประโยชน์ในภพชาติเบื้องหน้า อีกด้วย ดังปรากฏอยู่ในพระธรรมเทศนาบางตอนของท่าน “...ภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไปเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่ สูงขึ้นไปกว่านั้น ไกลไปกว่านั้น ตายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษยมาเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มาเป็นคนใช้เขา เขาไม่อยากใช้ก็อยากให้ใช้นัก ไปทําอาสาเขาเฉยเท่านั้นแหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขาแล้ว...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องหิริโอตตัปปะ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗) “...พวกที่ไม่สํารวม เห็นอารมณ์งาม ไม่รู้จักประมาณในการใช้สอย ไม่มีศรัทธา เป็นคนเกียจคร้าน พวกเหล่านิเป็นลูกศิษย์ของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระ...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “...ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ถ้าเลิกให้เสียสักเดือนเดียว ข้าวปลาอาหารไม่ให้กันละ หยุดกันหมดทั้งประเทศ ทุกบ้านทุกเรือนไม่ให้กันละ ศาสนาดับ พระเณรสึกหมด หายหมดไม่เหลือเลย ...ถ้าปราศจากการให้อย่างนี้แล้ว เจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่ได้ เมื่อให้ความเจริญแก่พระพุทธศาสนาแล้ว ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัว...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังคหวัตถุ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖) “...ศีลทั้ง ๕ สิกขาบท สุราเป็นชีวิตทีเดียวหนา ถ้าเลิกสุราไม่ได้ละก็ มารักษาศีลมันลําบากนักละ...ถ้าล่วงสุราเสียสิกขาบทเดียวเท่านั้นแหละ อีก ๕ สิกขาบท รักษาอยู่ไม่ได้ สลายหมด ล้มละลายหมด...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องศีลเบื้องต่ำและศีลเบื้องสูง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗) “...ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป วาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรสําเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับวาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอํานาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอํานาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สําเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้บําเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบําเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว กล่าววาจาใด วาจาศักดิ์สิทธิ์...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗) “...ไม่รู้จักบริโภคโภชนาหาร ถึงกับเป็นหนี้เป็นข้า เป็นบ่าวเขาเชียวหนา ไม่รู้จักบริโภคในโภชนาหารน่ะ คือ ไม่รู้จักประมาณใช้สอย หาเงินเท่าไรก็ใช้ไม่พอ หาเงินเท่าไรก็หมด...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “...ตัวของตัวเองรักความบริสุทธิ์ ก็ทําความบริสุทธิ์ของตัวได้ ตัวเองรักความบริสุทธิ์แต่ไม่ทําบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ ไม่ทําบริสุทธิ์ใส่ตัวก็ชื่อว่าไม่รักตัว ...เหมือนเรามีผ้าที่สะอาด เอาของโสโครกมาประพรมเสีย ผ้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผ้าที่สะอาดนั้นก็ดูไม่ได้...คนที่ดีๆ แท้ๆ ไปประพฤติชั่วเข้าเป็นอย่างไร ก็เหมือนผ้าเปื้อนสกปรกนั่นแหละ ใช้ไม่ได้ดุจเดียวกัน ต้องรักษาความ สะอาดนั้นไว้...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗) “...สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เป็นอยู่ ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทําลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริงๆ ในมนุษย์โลกเราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็นถิ่นทําเลที่เราอยู่ เป็นทําเลที่สร้างบารมี มาบําเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗) “...เมื่อเราได้บุญแล้ว เราจะทําอย่างไร เราจะรักษาบุญอย่างไร เพราะเราไม่เห็นบุญ เราต้องเอาใจไปจรดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ของเรา ทําใจให้หยุดนิ่ง บังคับใจให้หยุดนิ่งว่า บุญของเรามีอยู่ตรงนี้ ..ถ้าไปค้าขายติดขัดขึ้น ก็ขอให้บุญช่วย นึกถึงบุญตรงกลางตวงธรรมนั้น ถ้าว่ามีอุปสรรคเข้ามาแทรกแซงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีผู้มารุกรานเบียดเบียนประการใด ก็ขอให้บุญช่วย สิ่งอื่นช่วยไม่ได้ ไม่ต้องไปร้องให้ใครมาช่วย ให้เอาใจไปหยุดอยู่ศูนย์กลางตรงบุญนั่นแหละ หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น บุญเป็นช่วยได้แน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗)