ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

หนึ่งในสักขีพยาน

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ

PDF
หนึ่งในสักขีพยาน บุคคลที่จะกล่าวถึงท่านนี้เป็นหนึ่งในสักขีพยานแห่งการเข้าถึงธรรมของหลวงปู่ ท่านได้บันทึกเรื่องราวลงในหนังสือนวกะอนุสรณ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผลการปฏิบัติธรรมของท่านในวันบรรพชาอุปสมบท ที่พระอุโบสถวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไว้อย่างน่าสนใจ ขนฺติโก ภิกฺขุ เป็นศิษย์ท่านหนึ่งของหลวงปู่ที่มีประสบการณ์รู้เห็นหนทางพระนิพพาน โดยมีจุดเริมต้นในวันอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในขณะที่ท่านกําลังคุกเข่าประนมมือรอหลวงปู่เอาอังสะออกมาสวมให้ แล้วจะได้ออกไปครองผ้านั้น หลวงปู่กล่าวขึ้นว่า “เธอจําได้ไหม ผมที่โกนเมื่อก่อนจะเข้ามาขอบรรพชาน่ะ เคยหยิบจับขึ้นดูบ้างหรือเปล่า” เมื่อท่านตอบว่าจําได้ หลวงปู่ก็ให้ท่านหลับตาน้อมเอาปอยผมนั้นมาไว้ตรงกลางกาย แล้วให้เอาความคิด ความนึก และความจํา ไปจดไว้ที่ตรงกลางกั๊กนั้น ตอนนั้นท่านสงสัยว่าหลวงปู่ต้องการอะไรหนอ และคิดว่า นั่งหลับตาอยู่อย่างนี้ จะเห็นอะไรได้ แถมท่านั่งคุกเข่าก็ทําให้ท่านเมื่อยเอาการ “เห็นแล้วหรือยัง” หลวงปู่ถาม ท่านตอบว่า “ยังไม่เห็นอะไรเลยครับ” หลวงปู่สั่งต่อไปว่า “ทําใจของเราให้หยุด ให้นิ่ง คิดนึกเอาผมของเราให้เกิด ให้เห็น อยู่ตรงกลางกั๊ก (กลางกาย) ซี พยายามนึก แล้วดูให้ดีจะได้เห็น” ขนฺติโก ภิกฺขุ เล่าว่า “นั่งมานานเท่าใดไม่รู้ตัว ปฏิบัติตามคําสั่งของท่านเรื่อยๆ ไป ทําจิตมิให้วอกแวก...โอ! ท่านที่เคารพทั้งหลาย เป็นที่น่าประหลาด น่าประหลาดจริงๆ ข้าพเจ้าได้เริ่มเห็นสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นในความมืดนั้นแล้วอย่างเลือนรางเต็มที แต่แล้วสิ่งนั้นก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นๆ โดยลําดับ ชัดขึ้นจนสังเกตเห็นได้เหมือนกับการลืมตาเห็นเลยทีเดียว อะไรหรือ เห็นอะไร ปอยผมน่ะซีท่าน ปอยผมของข้าพเจ้าเอง ปอยผมที่ข้าพเจ้าได้หยิบดู เมื่อทําการโกนศีรษะก่อนเข้ามาบรรพชานั่นเอง ช่างเป็นการน่าประหลาดอะไรเช่นนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกความรู้สึกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร” ด้วยความตื่นเต้นนี่เอง ทําให้ขนฺติโก ภิกฺขุ รีบกราบเรียนหลวงปู่ว่า “เห็นแล้ว เห็นแล้วครับผม” นอกจากนี้ท่านยังคิดว่า คราวนี้หลวงปู่คงจะให้ท่านออกไปครองผ้าได้แล้ว แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดังที่คิด เพราะหลวงปูสั่งให้ท่านดูว่าปลายผมชี้ไปทางไหน แล้วให้ดูปอยผมต่อไป ต่อมา ท่านรู้สึกว่า ตัวเริ่มเบาหวิวๆ ใจรู้สึกสบายจริงๆ สบายจนไม่รู้จะสรรหาคําพูดใดมาพรรณนาได้ ทันใดนั้นปอยผมสีดํา ก็ค่อยๆ เลือนหายไป ค่อยๆ เห็นวงกลมมีแสงเรืองๆ ขึ้นมาแทนที่ ต่อมาวงกลมวงนี้กลายเป็นดวงใสคล้ายดวงแก้ว สุกสว่างดังดวงจันทร์ ความเมื่อยขบต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ทราบว่าหายไปได้อย่างไร หลวงปู่ถามว่า “ได้เห็นอะไรอีกไหม” ท่านตอบว่า “เห็นแสงสว่างเป็นดวงกลมขนาดเท่าลูกมะนาวเขื่องๆ ครับผม” หลวงปู่บอกว่า “เอาละ วันนี้พอกันที เธอจงจดจําดวงที่เธอเห็นนี้ไว้ให้ดี หลับตาก็ให้เห็น ลืมตาก็ให้เห็น ไม่ว่าเวลาใดๆ ให้เห็นอยู่เสมอๆ อย่าให้สูญไปเสีย” ท่านสั่งขณะนั้นประกายตาของท่านแจ่มใสด้วยความพอใจ และกล่าวว่า “ดวงใสนั้นแหละเป็นจุดต้นทางนําเราไปสู่พระนิพพานละ เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เป็นทางถูกทางตรงทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่น จดจําไว้ให้ดี อย่าให้ดับเสียได้นา” จากนั้นหลวงปู่จึงชักเอาอังสะ มาสวมศีรษะให้ท่าน แล้วให้ออกไปห่มผ้าหลังพระอุโบสถ เมื่อท่านเหลือบตาดูนาฬิกา จึงทราบว่าท่านมานั่งอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์นานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ท่านรู้สึกตื้นเต้น ใจเมื่อคิดว่าหลวงปู่ให้เกียรติชี้แนวทางพระนิพพานแก่ท่านถึงขนาดนี้เชียวหรือ หลวงปู่ผู้มีวัยชราแล้ว รวมทั้งหมู่สงฆ์ตลอดจนญาติมิตร ต้องมานั่งรอท่านจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กัน แต่หลวงปู่มิได้พะวงเรื่องอื่นใดต้องการเพียงให้ท่านได้เห็นหนทางไปสู่พระนิพพานเท่านั้น ระยะเวลาเพียงสั้นๆ ในการบวชของขนฺติโก ภิกฺขุ สะท้อนให้เห็นคุณธรรมและความสามารถหลายประการของหลวงปู่ เป็นต้นว่า ท่านมีความรักในการเผยแผ่วิชชาธรรมกายมาก มีความอดทน มีความเมตตากรุณาต่อศิษย์ มีวิญญาณของความเป็นครูที่แท้จริง มีความสามารถและศิลปะในการสอน รวมทั้งสามารถหยั่งรู้กําลังบุญบารมีของ ศิษย์ว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนที่จะบรรลุธรรม ขนฺติโก ภิกฺขุ มีความสุขและปีติภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีหลวงปู่เป็นพระอุปัชฌาย์ ทําให้ท่านรู้วิธีทําใจหยุดใจนิ่ง ได้รู้จักหนทางพระนิพพาน และได้เป็นหนึ่งในสักขีพยานในการเข้าถึงธรรมของหลวงปู่