ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ

PDF
วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่า เราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบําเพ็ญสมถวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนา พึงบําเพ็ญสมถวิปัสสนา ทําใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสําคัญนักเพราะเป็นทางมรรคผลนิพพาน วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย หลวงปู่ท่านมีวิธีสอนการปฏิบัติธรรมที่เข้าใจได้ง่าย โดยมีอุปกรณ์การสอนครบครัน คือมีหนังสือแจกให้ลูกศิษย์เพื่อเป็นคู่มือในการปฏิบัติธรรม และมีกระดานชนวนวาดเป็นรูปคนด้านข้างผ่าซีก แสดงฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗ ฐาน มีไม้ยาวสําหรับชี้การเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่างๆ และมีดวงแก้วใส ๑ ลูก ท่านสอนให้ผู้เริ่มปฏิบัติรู้จักฐานที่ตั้งของใจ ซึ่งมีทั้งหมด ๗ ฐานเสียก่อน ดังนี้ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา ฐานที่ ๒ เพลาตา หญิงซ้าย ชายขวา ฐานที่ ๓ กลางกั๊กศีรษะตรงกับจอมประสาท ได้ระดับพอดีกับตา แต่อยู่ภายในตรงศูนย์กลาง คือจากดั้งจมูกตรงเข้าไปจรดท้ายทอย จากเหนือหูซ้ายตรงไปเหนือหูขวา ตรงกลางที่เส้นทั้งสองตัดกัน คือ ฐานที่ ๓ ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน เหนือลิ้นไก่ตรงที่รับประทานอาหารสําลัก ฐานที่ ๕ ปากช่องคอเหนือลูกกระเดือก อยู่ตรงกลางช่องคอพอดี ฐานที่ ๖ สุดลมหายใจเข้าออก คือกลางตัวตรงกับสะดือ แต่อยู่ภายใน ฐานที่ ๗* ถอยหลังกลับขึ้นมาเหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ ในกลางตัว (นึกขึงเส้นด้าย ๒ เส้นให้ตึง จากสะดือทะลุหลัง จากเอวซ้ายทะลุเอวขวา ตรงเหนือจุดตัดขึ้นไป ๒ นิ้วมือ คือ ฐานที่ ๗) *ฐานที่ ๗ นี้ อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เป็นตําแหน่งที่เปรียบเสมือนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย หรือ Center of Gravity และเป็นเสมือนจุดสมดุลของใจ เมื่อใจเราตั้งไว้ตรงจุดนี้แล้ว จะเป็นจุดที่ได้ดุลที่สุด และถ้าเปรียบใจเหมือนแว่นขยาย จุดนี้คือจุดโฟกัสของแว่นขยาย เมื่อเราเอาใจไปจรดที่จุดนี้ และวางใจได้ถูกส่วนจริงๆ ก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด ขณะปฏิบัติธรรมให้นั่งขัดสมาธิเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือข้างช้ายจรดปลายนิ้วขี้ข้างขวา ตั้งกายให้ตรง หลับตาเบาๆ พอปิดสนิท ตั้งสติไม่ให้เผลอ แล้วกําหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใส เหมือนดังเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีรอยขีดข่วนคล้ายขนแมว ดวงโตเท่าแก้วตาดํา (จัดเป็นอาโลกกสิณหรือกสิณแสงสว่าง) ผู้หญิงให้กําหนดเข้าปากช่องจมูกซ้าย ผู้ชายให้กําหนดเข้าปากช่องจมูกขวา เรียกว่าฐานที่ ๑ ให้บริกรรมภาวนา ประคองใจกับดวงกลมใสนั้นว่า “สัมมา อะระหัง” ๓ ครั้ง (จัดเป็นพุทธานุสสติ) แล้วจึงเลื่อนดวงนิมิตนั้นต่อไปตามฐานต่างๆ จนถึงฐานที่ ๗ หากรู้จักที่ตั้งของฐานทั้ง ๗ ดีแล้ว ในการทําสมาธิคราวต่อๆ ไป จะน้อมใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เลยก็ได้ แล้วกําหนดบริกรรมภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” และนึกบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วหรือพระพุทธรูปใส ทั้งบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิตนี้ เป็นกุศโลบายเพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง ณ ฐานที่ตั้งนี้ เมื่อหยุดนิ่งได้ถูกส่วนแล้ว ก็จะเห็นดวงกลมใสสว่างปรากฏขึ้นมา จากกึ่งกลางดวงนิมิตนั้น จากนั้นให้เลิกบริกรรมภาวนา ดวงที่ปรากฏขึ้นนี้ไม่ใช่นิมิตที่กําหนดขึ้น แต่เป็น “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นประตูเบื่องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผลนิพพาน เมื่อปฏิบัติธรรมจนเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว ให้ตั้งใจทําความเพียรโดยเอาใจจรดไว้ที่กลางดวงปฐมมรรคนั้นให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าไม่เอาจริงเอาจัง ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจ ไม่พากเพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ดวงปฐมมรรคที่เพิ่งเข้าถึงใหม่ๆ (หรือแม้กระทั่งธรรมะที่ละเอียดกว่าดวงปฐมมรรค ก็ตาม) ก็จะหายไป ไม่สามารถรักษาไว้ได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในคําสอนของหลวงปู่ว่า “..อาตาปี เพียรให้กลั่นกล้าๆ ...เพียรไม่ย่อไม่ท้อไม่ถอยทีเดียว เอาเป็นเอาตายทีเดียว เรียนกันจริง ต้องใช้ความเพียรประกอบด้วยองค์สี่ทีเดียว องค์สี่นั้นอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง หนังเนื้อเลือดจะแห้งเหือดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ลดละ ใจต้องจรดอยู่ทีเดียว …นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้…ไม่เผลอ เผลอไม่ได้ เผลอก็จะหายเสียเท่านั้น ถ้าได้ใหม่ เป็นใหม่ๆ เผลอไม่ได้เป็นหาย เผลอไม่ได้เป็นหายทีเดียว…” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องสติปัฏฐานสูตร ๓ ตุลาคม ๒๔๙๗) เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินจิตเข้ากลางดวงปฐมมรรคเรื่อยไปก็จะเข้าถึงกายในกายต่างๆ เป็นชั้นๆ จนกระทั่งถึงกายธรรม กายในกาย จากการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ ท่านพบว่ามนุษย์เราไม่ได้มีเพียงกายมนุษย์ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้ออย่างเดียว แต่ยังมีกายภายในที่ละเอียดประณีตซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ อีก ๑๗ กาย เมื่อรวมกายมนุษย์ด้วยก็มีถึง ๑๘ กาย ดังนี้คือ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภู กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคา กายธรรมพระสกิทาคาละเอียด กายธรรมพระอนาคา กายธรรมพระอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด โดยกายที่ละเอียดกว่าซ้อนอยู่ในกายที่หยาบกว่า เช่น กายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม กายธรรมโคตรภูซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม เป็นต้น เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดแล้ว ก็จะหลุดจากกิเลส เสร็จกิจในพระพุทธศาสนาทั้งสมถะและวิปัสสนา ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียดจัดอยู่ในขั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูถึงกายธรรมพระอรหัตจัดอยู่ในขั้นวิปัสสนา ดังที่หลวงปู่ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า “..ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่าชั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด จนกระทั่งกายพระอรหัตทั้งหยาบทั้งละเอียดเป็นชั้นวิปัสสนาทั้งนั้น ที่เรามาเรียนสมถวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ไม่ได้ และต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องหลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) เรื่องกายในกายนี้เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน หลวงปู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า กายมนุษย์ละเอียดก็คือกายเดียวกับที่เวลาเรานอนหลับแล้วฝันไป ท่านบอกว่า ถ้าเราปฏิบัติธรรมเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียดก็จะฉลาดกว่าคนทั่วไปชั้นหนึ่ง เรื่องลี้ลับอะไรก็รู้หมด ไปตรวจดูได้หมด ไม่ว่าจะไปกลางวันหรือกลางคืน เช่น ฝันไป เมืองเพชร ไปเขาวัง เพียงนาทีเดียวเท่านั้น กายมนุษย์ละเอียดก็สามารถฝันไปเอาเรื่องในเขาวังมาเล่าให้กายมนุษย์หยาบฟังได้แล้ว ฝันได้ทั้งที่ตื่นๆ ไม่ใช่หลับฝัน ประเดี่ยวเดียวฝันได้หลายเรื่อง ถ้าหลับฝันต้องใช้เวลานานกว่าจะได้สักเรื่อง บางคืนก็ไม่ฝันเลย กายมนุษย์ละเอียดนี้ ยังสามารถรู้เรื่องที่กายมนุษย์หยาบไม่รู้เรื่องอีกมากมาย แม้ใครจะมาโกหกเรา ถ้าเราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้ว ก็สามารถสืบได้ว่าโกหกหรือเปล่า แค่เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดยังฉลาดถึงเพียงนี้ ถ้าเข้าถึงกายต่างๆ ที่ละเอียดกว่านี้ จะมีความสามารถพิเศษสักเพียงใด ซึ่งเรื่องนี้หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า “ ถ้าว่าทําธรรมกายเป็นละก็ มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่าเซียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่าเท่าหนึ่งแล้ว เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ...” (จากพระธรรมเทศนาเรืองมหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๗) ส่วนหลักสําคัญในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลนั้น หลวงปู่ท่านสอนไว้ว่า “...เราต้องตั้งใจให้หยุด ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่าเราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบําเพ็ญสมถวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนาพึงบําเพ็ญสมถวิปัสสนาทําใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสําคัญนัก เพราะเป็นทางมรรคผลนิพพาน พวกที่ให้ทานรักษาศีลนั้นยังไกลกว่า หยุดนี้ใกล้นิพพานนัก พอหยุดได้เท่านั้น ถูกคําสั่งสอนของพระศาสดาแล้ว...” (จากพระธรรมเทศนาเรืองหลักการเจริญภาวนาสมฤถวิปัสสนากรรมฐาน) เมื่อใจเริ่มหยุด ความสุขก็จะเกิดขึ้น และเมื่อปฏิบัติต่อไปอย่างถูกวิธี ความสุขก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นตรงตามวาระพระบาลีว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่น นอกจากหยุดจากนิ่ง ไม่มี” หลวงปู่ท่านสอนให้ฝึกปฏิบัติสมาธิเบื้องต้นนี้ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน ให้หยุดได้เสียก่อน ท่านบอกว่า “...ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ทําใจให้หยุดได้ก็เข้าถึงธรรมกายได้ ทุกคนต้องทําได้ ขอเพียงให้ทําจริงเป็นต้องได้ทุกคน ถ้าทําไม่จริงละเป็นไม่ได้แน่ ที่ว่าทําจริงนั้น ก็คือ จริงแค่ชีวิต ถึงเลือดเนื้อจะแห้งเหือดหมดไป จะเหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้เป็นไม่ลุกจากที่ ถ้าทุกคนทําจริงแค่นี้ละก็ ทําได้ทุกคน ตัวฉันเองนั้นถึงสองคราว คือ เมื่อเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทําสมาธิตังใจว่า ถ้าไม่ได้ก็ให้ตายเสียเถอะ นั่งทําสมาธิอยู่พอถึงกําหนดเข้าก็ทําได้ ไม่ตายสักที…” (จากพระธรรมเทศนาเรื่องหลักการเจริญภาวนาสมฤถวิปัสสนากรรมฐาน) เมื่อลูกศิษย์เข้าถึงธรรมกายแล้ว หลวงปู่ท่านก็จะสอนธรรมะขั้นสูงให้ต่อไป ดังที่ท่านเคยให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณรในพระอุโบสถไว้ว่า “พวกเธอพยายามให้ได้ธรรมกายเสียก่อน แล้วฉันจะสอนต่อไปให้อีก ๒๐ ปี ก็ ยังไม่หมด”