ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ธรรมกายคืออะไร

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ

PDF
ธรรมกายคืออะไร “ธรรมกาย” คือ กายแห่งการตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่แล้วในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคน มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุเป็นรูปดอกบัวตูม ใส สว่างเป็นแก้วตลอดทั้งองค์ ปฐมบทวิชชาธรรมกาย ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะประทับอยู่ ณ โคนไม้พระศรีมหาโพธิ์ในวันเพ็ญเดือน ๒ เมื่อ ๒,๒๐๐ ปีมาแล้วนั้น ทรงตั้งสัจจะด้วยพระทัยอันเด็ดเดี่ยวว่า “แม้เลือดเนื้อในกายของเราจะเหือดแห้งไป เหลือแต่เส้นเอ็น หนัง และกระดูกก็ตาม หากไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้เป็นอันขาด” จากนั้นทรงเจริญสมาธิภาวนา ครั้นถึงยามต้น ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความหยั่งรู้ระลึกชาติได้ ยามที่ ๒ ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ ความหยั่งรู้ถึงความจุติและความเกิด ยามที่ ๓ ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ความหยั่งรู้ที่กําจัดอาสวกิเลสที่หมักหมม อยู่ในจิตใจให้หมดสิ้นไป การตรัสรู้ของพระองค์นั้น พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กล่าวไว้ว่า “ ...ทรงรู้เห็นแจ่มแจ้งหมด เห็นจริง ๆ เห็นด้วยตาของธรรมกาย ไม่ใช่เห็นด้วยตามนุษย์ หรือคิดคาดคะเนเอา ...การที่พระองค์เห็นนี้ โดยมิได้มีผู้ใดสอนให้รู้ให้เห็น รู้เห็นโดยลําพังพระองค์เอง และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์รู้เห็นนั้น ตรงตามความเป็นจริงทั้งนั้น มิใช่คาดคะเนหรืออนุมานเอา...” (จากพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนีเรื่อง “พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕) ธรรมกาย คืออะไร หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไประยะหนึ่งแล้ว จํานวนพระอริยบุคคลทั้งหลายก็ค่อย ๆ ลดลง ผู้เข้าถึง “ธรรมกาย” ก็ลดน้อยลง เช่นกัน เป็นเหตุให้ “วิชชาธรรมกาย”* ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เคยดํารงอยู่ในครั้งพุทธกาลและสืบทอดมาอีกระยะหนึ่งได้เลือนหายไปในที่สุด ความรู้ที่มีเหลืออยู่ในคัมภีร์ไม่มากพอที่คนรุ่นหลังจะเข้าใจได้ ทําให้เกิดการ ตีความขึ้นในภายหลังว่า “ธรรมกาย” เป็นเพียงชื่อหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น *วิชชาธรรมกาย หมายถึง ความรู้แจ้งที่เกิดจากการเห็นแจ้งด้วยธรรมจักขุของ พระธรรมกาย อันเป็นแก่นแท้ดังเดิมของพระพุทธศาสนา สามารถกําจัดทุกข์ได้ เป็นชั้น ๆ จนหมดกิเลส เข้าถึงบรมสุข คือพระนิพพาน จนกระทั่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึง “ธรรมกาย” และค้นพบ “วิชชาธรรมกาย” แล้วนําความรู้ที่ท่านเข้าถึงและค้นพบมาเผยแผ่แก่ ประชาชน คําว่า “ธรรมกาย” จึงเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายขึ้นมาอีกครั้ง คําว่าธรรมกายนี้ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) อธิบายไว้ว่า “ธรรมกาย” คือ กายแห่งการตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่แล้วในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคน มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป ประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทุกประการ เกตุเป็นรูปดอกบัวตูม ใสสว่างเป็นแก้วตลอดทั้งองค์ คําว่า “ธรรมกาย” นั้น พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) มิได้เป็นผู้บัญญัติขึ้นเอง ในพระไตรปิฎกก็มีคํานี้ และยังมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ในอดีตก็เคยมีการสอนวิธี ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายปรากฏอยู่ใน “หนังสือพุทธรังษีธฤษดีญาณ ว่าด้วยสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๕ ยุค” หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงวิธีปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาแบบโบราณ ๕ ยุค คือ ยุคกรุงศรีสัตตนาคณหุตฯ (เวียงจันทร์) กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีอยู่วิธีหนึ่งชื่อว่า “แบบขึ้นกัมมัฏฐาน ห้องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ” เป็นแบบที่สืบเนื่องมาจากท่านทิศาปาโมกขาจารย์ ๕๒ องค์ แต่ครั้งโบราณ ประชุมกันจารึกไว้เมื่อประมาณพุทธศักราช ๕๓๒ วิธีปฏิบัติในหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึง “ธรรมกาย” ไว้ในวิธีการทําสมาธิด้วย ถือเป็นหลักฐานสําคัญชิ้นหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีการกล่าวถึง “ธรรมกาย” ในวิธีการทําสมาธิ ส่วน “วิชชาธรรมกาย” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ค้นพบนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว จากนั้น อาศัยธรรมจักษุของพระธรรมกายที่ท่านเข้าถึงศึกษา ค้นคว้าความรู้ในวิชชาธรรมกายต่อไป วิชชาธรรมกายอันเป็นแก่นแท้ดังเดิมของพระพุทธศาสนาที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ค้นพบนี้ ได้เลือนหายไปนานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาแล้ว ดังพระธรรมเทศนาของท่านว่า “ นี่แหละหลักพระพุทธศาสนา จําเป็นตํารับตําราเอาไว้ อย่าดูหมินดูแคลนหนา พระพุทธเจ้าไม่เกิดขึ้นในโลกละก็ ธรรมอันนี่ไม่มีใครแสดง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครเล่าให้ฟัง ถึงกระนั้นที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับเสียเกือบ ๒,๐๐๐ ปี มาเกิดขึ้นที่วัดปากน้ำนี่แล้ว อุตส่าห์พยายามทํากันไป...” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง รัตนสูตร ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓) “ พวกที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว เขารู้ฤทธิ์ของธรรมกายแล้ว เขาไม่อินังขังข้ออะไรหรอกกับสวิญญาณกรัตนะ อวิญญาณกรัตนะ ในภพ ๓ นะ เขาต้องการจะไปนิพพาน ออกจากภพ ๓ นี่แน่ะ ยังสูงกว่าอย่างนั้น แล้วก็เลิศ ประเสริฐกว่า เข้าถึงพุทธรัตนะแล้วเลิศประเสริฐกว่าทั้งนั้น รัตนะใดสู้ไม่ได้ทังนั้น สวิญญาณกรัตนะ อวิญญาณกรัตนะ ที่อยู่ในไตรภพสู้ไม่ได้ทังนั้น แพ้พุทธรัตนะทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้พุทธรัตนะ ที่ได้แล้วอย่าดูเบาหนา ดับมาเกือบ ๒,๐๐๐ ปีหนา มาโผลขึ้นในครั้งนี้นะเป็นอัศจรรย์ทีเดียว...” (จากพระธรรมเทศนาเรืองรัตนสูตร ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒) ก่อนหน้าที่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จะค้นพบวิชชาธรรมกาย เรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายที่ยังคงปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ นั้น ยังไม่มีผู้ค้นพบ หรือที่พบแล้วก็ไม่เข้าใจว่า “ธรรมกาย” คืออะไร จะเข้าถึงได้หรือไม่ อย่างไร แต่พระมงคลเทพมุนีท่านเชื่อมั่นและยืนยันว่า วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบเป็นของจริงมาโดยตลอด อีกทั้งท่านยังตรวจสอบความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติธรรมของท่านกับพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งพบว่าไม่คลาดเคลื่อน เช่น คําว่า “เห็น” ก็สามารถ “เห็น” ได้จริงๆ หรือพระรัตนตรัยที่แปลว่าแก้ว ๓ ประการ ก็สามารถเห็นได้ว่าใสเป็นแก้วจริงๆ ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยไม่จําเป็นต้องตีความ การปฏิบัติธรรมจนเข้าถึง “ธรรมกาย” และการค้นพบวิชชาธรรมกายของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ถือเป็นพยานแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการรื้อฟื้นคําสอนดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในด้านการปฏิบัติให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และยังเป็นการจุดประกายให้พระพุทธศาสนาสว่างไสวโชติช่วงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลักฐานธรรมกาย (จากธรรมกายในคัมภีร์เถรวาท) คําว่า “ธรรมกาย” (ธมฺมกาย) นี้ มีปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ทั้งในพระไตรปิฎก และในคัมภีร์ต่าง ๆ ธรรมกายในพระไตรปิฎกปรากฏอยู่ในพระสูตร ๕ แห่ง ดังนี้ แห่งแรก อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ความว่า ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิฯ (ดูก่อน วาเสฏฐะและภารทวาชะ คําว่าธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูติก็ดี พรหมภูติก็ดี นี้แหละเป็นชื่อของตถาคต) แห่งที่ ๒ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน โสภิตวรรคที่ ๑๕ ความว่า ธมฺมกายญฺจ ทีเปนฺติ เกวลํ รตนากรํ วิโกเปตํ น สกฺโกนฺติ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ (ชนทั้งหลายไม่สามารถกําจัดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงแสดงธรรมกาย และผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่างเดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส) แห่งที่ ๓ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน พุทธวรรคที่ ๑ ความว่า ภวนฺติ ปจุเจกชินา สยมฺภู มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา (นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สยมภู ทรงเป็นผู้มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก) แห่งที่ ๕ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เอกุโปสถวรรคที่ ๒ ความว่า สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยาฯ (ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทําให้เจริญเติบโตแล้ว พระธรรมกายอันน่ารื่นรมย์ของหม่อมฉันพระองค์ทําให้เติบโตแล้ว) หลักฐานธรรมกาย ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อื่น ๆ ๐ ในอรรถกถา มีปรากฏอยู่ ๒๕ แห่ง ๐ ในฎีกาพระวินัยที่ชื่อว่า “สารัตถทีปนี” กล่าวถึง “ธรรมกาย” ในฉบับภาษาบาลีอยู่ประมาณ ๒ แห่ง ๐ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวถึง “ธรรมกาย” อยู่ ๒ แห่ง ๐ ในคัมภีร์มิลินทปัญหา กล่าวถึง “ธรรมกาย” อยู่ ๑ แห่ง ๐ ในหนังสือ “ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๓” กล่าวว่า ในศิลาจารึกหลักที่ ๕๔ พ.ศ. ๒๐๙๒ ที่จารึกไว้เป็นภาษาไทยและมคธก็มีข้อความกล่าวถึงเรื่องราวของพระธรรมกายไว้ ๐ ในหนังสือ “ปฐมสมโพธิกถา” ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า พระอุปคุตต์เห็นพระธรรมกาย นั่นคือ พระธรรมกายนั้นสามารถเห็นได้ ข้อความนี้เป็นเครื่องยืนยันความรู้อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมูนีและศิษย์ของท่านเป็นอย่างดี ๐ ในจารึกลานทอง กล่าวถึง “ส่วนสูงของพระธรรมกาย” ไว้ด้วย หลักฐานนี้ยืนยันคําสอนของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีและศิษย์ เกี่ยวกับ “การวัดมิติของพระธรรมกาย” ว่าไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกเหนือจากตําราแต่อย่างใด สําหรับต้นฉบับจารึกลานทองนี้ ปัจจุบันตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ๐ นอกจากนี้ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมกายอยู่มากกว่าในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท และในคัมภีร์เหล่านั้นมีอยู่หลายตอนที่กล่าวตรงกันกับการค้นพบ ของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี เช่น ในคัมภีร์ศรีมาลาเทวีสหนาทสูตรตอนหนึ่งกล่าวว่า “ธรรมกายนั้นย่อมเที่ยงแท้แน่นอนที่สุด เป็นสุขล้วน ๆ เป็นตัวตนคืออัตตาที่แท้จริง บริสุทธิ์ที่สุด ผู้ใดได้เห็นธรรมกายของตถาคตในลักษณะนี้แล้ว ย่อมถือว่าเห็นถูก”