ตอนที่ ๒๒ เป้าหมายปลายทาง
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ตามรอยพระมงคลเทพมุนี
จากการศึกษาพระไตรปิฎกทําให้เราพบว่า บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระอรหันต์ก็มี บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระอัครสาวกก็มี บุคคลที่สร้างบารมีเพื่อหวังเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี ถึงกระนั้นเราพบว่าบุคคลผู้ไปถึงฝั่งตามปรารถนาก็หาได้รอดพ้นจากการคุกคามของ “มาร” ได้ไม่ ทั้งพระอรหันต์ พระอัครสาวก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนแล้วแต่ถูกมารคุกคามแม้ในขณะที่ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้วทั้งสิ้น
ทําไมการบรรลุอรหัตผลจึงยังไม่พ้นการคุกคามของมารไปได้ จะมีใครสักคนไหมที่สร้างบารมี เพื่อหวังจะให้หลุดพ้นการคุกคามของมารและเอาชนะมารโดยเด็ดขาดบ้าง
ท่ามกลางการแสวงหาบุคคลผู้ตั้งความปรารถนาเช่นนี้ ผ่านกาลเวลาผ่านยุคสมัยที่ไม่อาจคํานวณได้ ไม่มีประวัติศาสตร์ที่ใดได้บันทึกถึงปฏิปทา ความปรารถนาของใครคนใดคนหนึ่งที่ตั้งความปรารถนาจะให้หลุดพ้นจากอิทธิพลของมารโดยสิ้นเชิงเลย
แต่กลับเป็นบุญลาภของผู้ที่ได้เกิดในยุคนี้ ที่มีบุคคลผู้ตั้งความปรารถนาอย่างนั้นจริงๆ เป็นบุคคลที่รู้จักกันในนามว่า “พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” ท่านมีความปรารถนาที่จะเอาชนะการบังคับของมารให้ได้
ไม่เพียงท่านตั้งความปรารถนาเท่านั้น ท่านยังได้กระทําเพื่อไปยังจุดที่จะเอาชนะการคุกคามของมารตามที่ท่านปรารถนาอีกด้วย และท่านยังได้ทําอย่างรู้จักหนทางและวิธีการที่จะไปถึง ไม่ใช่ทําอย่างคนไร้ปัญญาที่มีความปรารถนาแต่หาวิธีการไปไม่ได้ กับทั้งท่านยังได้กระทําอย่างต่อเนื่อง ไม่ย่อท้อ ด้วยน้ำใจอันเด็ดเดี่ยว เพื่อมุ่งหวังสิ่งเดียวคือการไปถึงจุดที่หลุดพ้นจากการบังคับของมารตามที่ท่านปรารถนาให้ได้
เพื่อให้รู้ถึงเป้าหมายปลายทาง ในการเอาชนะการบังคับของมารที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านตั้งความปรารถนาไว้นั้น ตามรอยฯ จึงขอน้อมนําพระธรรมเทศนาของท่านมาเป็นแนวทางส่องให้เห็นเป้าหมายปลายทางของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังนี้
สู้กับความแก่และความตาย
“เวลานี้เขาว่าสมภารวัดปากน้ำ(พระมงคลเทพมุนี : ผู้เทศน์) กําลังสู้กับความแก่และความตาย
สู้จริงๆ ผู้เทศน์นี่แหละ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้แล้ว วินาทีนี้ไม่ได้หยุด เพียรสู้ความแก่ ความ ตาย ไม่ได้ถอยกันเลย พญามัจจุราชมีเท่าไรจับกันหมด ตรึงกันหมด ลงโทษกันหมดทีเดียว มีเท่าไรไม่ให้ทําลายพระ ไม่ให้ข่มเหงพระได้ ให้เลิกข่มเหง ให้เลิกทําลายพระเสียให้ได้
จะแก้ความแก่ความเจ็บความตายใหม่ ไม่ให้มีแก่ ไม่ให้มีเจ็บ ไม่ให้มีตาย
เมื่อเกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ให้เป็นมนุษย์เด็กๆ ก็อย่างหนึ่ง รู้กันได้ชัดๆ เด็กๆ ก็รู้ ไม่สวยไม่งามนักพอสมควร ถ้ายิ่งแก่หนักเข้ายิ่งสวยงามหนักเข้า ยิ่งแก่หนักเข้าก็ยิ่งสวยงามหนักเข้า แล้วก็โตหนักเข้าด้วย ผิดกัน (ผิดกันกับในปัจจุบันนี้ ที่ยิ่งแก่ยิ่งหมดความสวยงาม ยิ่งเหี่ยวแห้งลงไปเรื่อยๆ) โตหนักเข้าๆ สวยงามหนักเข้า โตหนักเข้าสวยงามหนักเข้า ไม่มีไขลงกัน มีแต่ไขขึ้นกันไป ไม่มีถอยกลับกัน
พอครบบารมีของตนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ต้องไปทรมานให้เหนื่อยยากลําบากแต่อย่างหนึ่งอย่างใด อยู่ในบ้านในช่องตามชอบใจ พอครบกําหนดเข้า ก็เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ทีเดียว เป็นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เวลาไปนิพพานไม่ต้องถอดสักกายหนึ่ง
กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด
กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด
กายธรรม กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด
กายธรรมสกทาคา กายธรรมสกทาคาละเอียด
กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด
กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด
ไม่มีถอดกันเลย ไปทั้งดุ้นทั้งก้อน ไปนิพพานหมดทั้งดุ้นทั้งก้อนทีเดียว
นี้ที่สมภารวัดปากน้ำรบกับพญามัจจุราช รบความแก่ความตาย รบเท่านี้ แก้ให้เป็นอย่างนี้
ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นละ ยอมตาย ไม่ถอยกันเลย พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร
เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี หมดแก่หมดเจ็บหมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี
มีความสุขเหมือนอย่างกับท้าวสวรรค์ หรือเหมือนกับท้าวพรหม หรือเหมือนกับพระนิพพาน สุขขนาดนั้น เป็นสุขสําราญขนาดนั้น
(จาก ปัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗)
ยังไปไม่ถึงที่สุด (๑)
“ผู้เทศน์เองก็ได้ค้นคว้าหาเหตุผลเหล่านี้หนักหนา แต่ว่ายังไปไม่ถึงที่สุด ไปยังไม่สุดในวิราคธาตุวิราคธรรม ถ้าไปสุดเวลาไรละก็ วิชาวัดปากน้ำ วิชาของผู้เทศน์นี้สําเร็จเวลานั้น ภิกษุ สามเณรจะต้องเหาะเหินเดินอากาศได้ทันทีทีเดียว ไม่ต้องไปสงสัยละ ถ้าไปสุดวิราคธาตุ
วิราคธรรมละ
เวลานี้กำลังไปอยู่ทั้งวันทั้งคืน วินาทีเดียวไม่ได้หยุดเลย ตั้งใจจะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรมนี้แหละ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ นับปีได้ ๒๒ ปี กับ ๖ เดือน เศษแล้ว ๒๒ ปี ๖ เดือนเศษแล้วเกือบครึ่งละ จะไปให้สุดวิราคธาตุวิราคธรรมให้ได้ แต่มันยังไม่สุด แต่มันจะอีกกี่ปีไม่รู้แน่นะ...
ถ้าว่าสุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัยละ รู้กันหมดทั้งสากลโลก
ถ้าสุดเข้าแล้วก็ รบราฆ่าฟันเลิกกันหมด มนุษย์ในสากลโลกร่มเย็นเป็นสุขหมด ไม่ต้องทํามาหาเลี้ยงชีพ มีผู้เลี้ยงเสร็จ เป็นสุขเหมือนอย่างกับพระ เหมือนอย่างกับเทวดา เหมือนกับพระนิพพาน สุขวิเศษไพศาลอย่างนั้น จะได้พบแน่ละ เแต่ว่าขอให้ไปสุดวิราคธาตุวิราคธรรมเสียก่อน”
(จาก ธรรมนิยามสูตร แสดงเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๗)
ไปยังไม่ถึงที่สุด (๒)
“ที่สุดอยู่ที่ไหนละ ผู้เทศน์ยังเรียนวิชชาไปไม่ถึง ยังไม่ถึงที่สุด ๒๓ ปี ๔ เดือนเศษแล้ว ยังไม่ถึงที่สุดเลย ขยับไปทีๆ หนึ่งนั้นนับครั้งไม่ถ้วน นับชั้นไม่ถ้วน นับอสงไขยไม่ถ้วน นับอายุกี่ดวง ยังไม่ถ้วน ไม่ไปสุดเลย ถ้าสุดเวลาไรถึงที่สุดของการรักษาแล้วละก็ มนุษย์เลิกแก่ เลิกเจ็บ เลิกตายทีเดียว นี่กําลังพยายามทําไป”
(จาก อริยทรัพย์ แสดงเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗)
ถึงที่สุดก็ปกครองตัวเองได้
“ผู้เทศน์นี้สอน เป็นคนสอนเอง ๒๓ ปี ๕ เดือนนี้ ได้ทําไปอย่างนี้แหละ ไม่ถอยหลังเลย ยังไม่สุดกายของตัวเอง เมื่อยังไม่สุดกายของตัวเองแล้ว ตัวเองก็ยังปกครองตัวเองยังไม่ได้ ยังมีคนอื่นเป็นผู้ปกครองลับๆ เพราะไม่ไปถึง(ไปไม่ถึง) ถ้าไปถึงที่สุดแค่ไหน เขาก็ปกครองได้แค่นั้น
นี้ผู้เทศน์ยังแนะนําสั่งสอนให้ไปถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเอง เมื่อถึงที่สุดสายธาตุ สายธรรมของตัวเองละก็ เป็นกายๆ ไปดังนี้ ตัวเองก็จะปกครองตัวเองได้ ไม่มีใครปกครองต่อไป ตัวเองก็เป็นใหญ่ในตัวเอง ตัวเองก็จะบันดาลความสุขให้ตัวเองได้ กําจัดความทุกข์ได้ ไม่ให้เข้ายุ่งได้ นี่คนอื่นเขายังบันดาลอยู่ คนอื่นเขายังให้อยู่
เหมือนความแก่ดังนี้ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่งความแก่มาให้ เราก็ต้องรบอ้ายความแก่นั้นแหละ ความเจ็บละ เราไม่ปรารถนาความเจ็บ เขาก็ส่งความเจ็บมาให้ ความตายละ เราไม่ปรารถนาเลย เขาก็ส่งความตายมาให้
เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าตัวเองไม่เป็นใหญ่ ด้วยตัวของตัวเอง คนอื่นเขามาปกครอง ผู้อื่นเขาปกครองเสีย เขาให้ เขาส่งมาให้ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตัวมีความรู้ไม่พอ ก็ต้องรบ
เหมือนดังนี้ เราอยู่(ใน)ปกครองประเทศไทย ประเทศไทยเขาต้องการอย่างไร ผู้ปกครองเขาต้องการอย่างไร เราก็ต้องไปตามเขา ไม่ตามเขาไม่ได้ ต้องอยู่ในปกครองเขา
ถ้าจะอยู่นอกปกครองเขา ต้องไปให้ถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัว ไปถึงที่สุดสายธาตุสายธรรมของตัวละก็ ในที่สุดนั้นไม่มีใครปกครองเลย เราปกครองของเราเอง เราก็ไม่ต้องรับความแก่ ความเจ็บ ความตายก็ได้ เพราะเรามีอํานาจพอแล้ว เราไม่อยู่ในปกครองก็ได้ตามความปรารถนา แต่ว่าต้องไปให้สุดสายธาตุสายธรรมของตัว ถ้าสุดสายธาตุสายธรรมของตัวไม่ได้ละก็ เลี้ยงเอาตัวรอดไม่ได้”
(จาก พุทธอุทานคาถา แสดงเมือวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๗)
จากพระธรรมเทศนาที่ยกมากล่าวอ้างถึงข้างต้นนี้ ทําให้เราได้ทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เรียกเป้าหมายปลายทางที่ท่านมีความปรารถนาจะไปให้ถึงนั้นว่า “ที่สุด” บ้าง “สุดวิราคธาตุวิราคธรรม” บ้าง “สุดกายของตัวเอง” บ้าง “สุดสายธาตุสายธรรมของตัวเอง” บ้าง โดยเมื่อไปถึงที่สุดแล้ว หลวงพ่อบอกไว้ชัดว่าจะมีลักษณะดังนี้
๑. “พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี
๒. “พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อเวลาไร..... หมดแก่หมดเจ็บหมดตายในโลก เท่าปลายผมปลายขน ก็ไม่มี
“ถ้าสุดเวลาไร ถึงที่สุดของการรักษาแล้วละก็ มนุษย์เลิกแก่ เลิกเจ็บ เลิกตายทีเดียว”
๓. “ถ้าว่าสุดแล้วก็รู้ดอก ไม่ต้องสงสัยละ รู้กันหมดทั้งสากลโลก”
๔. “ถ้าสุดเข้าแล้วก็ รบราฆ่าฟัน เลิกกันหมด”
พอจะได้เค้าโครงลักษณะเบื้องต้น ๔ อย่าง คือ ๑. หมดทุกข์ ๒. ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ๓. รู้กันหมด ทั้งสากลโลก ๔. เลิกรบราฆ่าฟันกัน ลักษณะ ๔ ประการนี้ยังไม่เห็นจะมีข่าวคราวบังเกิดขึ้นในโลกเลย ทั้งนี้เพราะเหตุใด หลวงพ่อบอกไว้ชัดแจ้งว่า
“ที่สุดอยู่ที่ไหนละ ผู้เทศน์ยังเรียนวิชชาไปไม่ถึง”
หลวงพ่อไม่ได้อวดตัวว่าเป็นพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า แต่ท่านเป็นเพียงนักสร้างบารมีคนหนึ่ง ที่จะเอาชนะ “มาร” ให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งท่านก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น
แล้วอีกนานสักเท่าไรจึงจะไปถึง หลวงพ่อบอกว่า “แต่มันจะอีกกี่ปีไม่รู้แน่นะ”
ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเท่าใด แต่รู้ว่าเส้นทางสายกลางที่เดินอยู่นี้ถูกต้อง และถึงเป้าหมายที่เอาชนะมาร หลุดพ้นจากการบังคับของมารโดยสิ้นเชิงได้อย่างแน่นอน หนทางนี้เป็นหนทางสายกลางทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลายได้ดําเนินไปแล้วด้วยดี แต่การไปในครั้งนี้จะไปไกลกว่านั้น
มนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เกิดมาแก่ เจ็บ และตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะหาวิธีการมาบําบัดรักษาความแก่ ความ เจ็บ ความตาย ให้หายได้เลย
สันติภาพที่ทุกคนใฝ่หา จะเซ็นสัญญาสงบศึกไปกี่ครั้ง ก็ไม่เคยมีสันติภาพที่ถาวรแท้จริงเลย การรบราฆ่าฟันยังคงมีอยู่กระจัดกระจายไปทั่วโลก แม้แต่สันติภาพในครอบครัวก็ยังหาได้ยาก แม้กระทั่งตัวเองบางวันยังรู้สึกทะเลาะกับตัวเอง ไม่พอใจตัวเอง หาสันติภาพให้กับตัวเองไม่ได้ และแม้จะมีการแสวงหาวิธีการปกครองโลก มีกลุ่มสหภาพ สหพันธ์ ตั้งกลุ่มประเทศ ตั้งเขตเศรษฐกิจ และตั้งทฤษฎีอีกหลายร้อยหลายพันทฤษฎี ก็ยังไม่มีวิธีการใด ทฤษฎีใดที่บรรลุผลสําเร็จ ในการสร้างสันติสุขที่แท้จริงให้แก่โลกได้เลย
เพราะมีวิธีการเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะให้สันติสุขที่แท้จริงบังเกิดขึ้นได้
เป้าหมายที่หลวงพ่อจะไปนั้นดูไกล ทั้งไกลในระยะเวลาที่จะไป และดูว่าจะไกลจากความเป็นจริง ในปัจจุบันดูเหมือนเป็นสิ่งเพ้อฝัน เป็นเรื่องของคนที่คิดเพ้อเจ้อฟุ้งฝันไปอย่างนั้นหรือ
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากความใฝ่ฝันในอดีตทั้งสิ้น ทั้งเรือดําน้ำ เครื่องบิน ยานอวกาศ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในความเป็นจริงในอดีต แต่เกิดขึ้นเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน
แม้สมัยเมื่อพระสมณโคดม ยังเป็นพระโพธิสัตว์ลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ตั้งความปรารถนาจะพ้นทุกข์ ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการพ้นทุกข์ การตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นในยุคนั้นเลย พระองค์ยังคงตั้งความปรารถนาและลงมือสร้างบารมีอยู่นานถึง ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัปป์
ในที่สุดแห่งการสร้างบารมีของพระองค์ท่าน จากความฝันที่จะพ้นทุกข์ที่ดูไกลจากความเป็นจริง พระองค์ทรงพบหนทางพ้นทุกข์ และในที่สุดพระองค์ก็ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งพระทัยไว้
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เช่นกันท่านมีความใฝ่ฝัน แม้ความใฝ่ฝันของท่านจะเป็นความฝันที่ยังไม่เคยมีใครคิดถึงมาก่อน ยังไม่เคยมีใครทํามาก่อนก็ตาม แต่หลวงพ่อก็รู้ช่องทางวิธีการที่จะไปให้ถึงความฝันนั้น เป้าหมายแม้อยู่ไกลสักเพียงใดก็แลดูใกล้เพราะทุกคนสามารถไปถึงได้อย่างแน่นอน