ตอนที่ ๒๑ มาร (๒)
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ตามรอยพระมงคลเทพมุนี
ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงมารไว้มากมายหลายแห่ง แต่ไม่มีผู้ใดจะอธิบายยืนยันในเรื่องมารที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกนี้เลย หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านเป็นบุคคลเดียวที่ยืนยันเรื่องของมารว่ามีจริง และท่านได้กล่าวถึงมารไว้ในพระธรรมเทศนาหลายๆ เรื่องของท่าน
ตามรอยฯ จึงขอเจาะข้อมูลเรื่อง “มาร” จากพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา เป็นการขยายความจากเรื่องของมารที่มีกล่าวไว้จริงในพระไตรปิฎก ดังนี้
มารบังคับได้ทุกสิ่ง
“เวลานี้พญามารบังคับใช้สอย ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา เขาจะใช้ทําอะไรทําได้ ให้ด่า ให้ตี ให้ชก ให้ฆ่า ให้ฟันกันได้ มารบังคับ มันบังคับได้อย่างนี้นะ ให้เป็นบ่าวเป็นทาสเขา ให้เลวทรามต่ำช้า ให้เป็นคนจนอนาถา ติดขัดทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องกินเครื่องใช้บกพร่อง เครื่องกินเครื่องใช้ไม้สอยไม่มี มารเขาทําได้บังคับได้”
(จาก สติปัฏฐานสูตร แสดงเมื่อ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗)
งานของพญามาร
“เอ้า...ต่างว่ามีครอบครัวแล้วได้อะไรบ้าง ได้ลูกคนหนึ่ง แล้วเอามาทําไมละ เอามาเลี้ยง
ลูก ๑๐ คน เอาไปไว้เลี้ยง อย่างไรก็เลี้ยง บ่นโอ๊กแล้ว ได้ลูก ๑๐ คน เอ้า..ได้ ๕๐ คน เอ้า เอาละสิคราวนี้ เอ้า..เปะปะไปซี อยากได้ลูกใช่ไหมละ ไม่จริง เหลว โกงตัวเอง โกงตัวเอง ทําให้เลอะเลือน ไม่เข้าไปค้นกายของตัวให้ถึงที่สุด ไม่ให้ตรวจตัวให้ถึงที่สุด
เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที เพราะเชื่อกิเลสเหล่านี้แหละจึงได้เลอะเลือน จะครองเรือนไปสักกี่ร้อยปี ก็ครองไปเถิด มันงานของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องของตัว ไม่ใช่งานของตัว ไปทํางานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้
เพราะอะไรล่ะ เพราะไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เกิดมาพบอย่างไรก็ไปอย่างนั้นแหละ เพราะไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ไม่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษ ไม่ได้ฝึกใจในธรรมของสัตตบุรุษ ความเห็นก็เลอะเลือนไปเช่นนี้”
( จาก สติปัฏฐานสูตร แสดงเมื่อ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗)
มารทําให้แก่และตาย
“สภาพความ (ความแก่ความตาย) เป็นเอง ปรุงแต่ง หรือว่าใครปรุงแต่งอยู่ที่ไหน
เรื่องนี้หมดทั้งประเทศ หมดทั้งชมพูทวีป หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาล หมดทั้งอนันตจักรวาล ตลอดนิพพาน ภพสาม โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้น ไม่รู้กันทั้งนั้นว่าเป็นเพราะเหตุอะไร
แต่วัดปากน้ำมีคนรู้ขึ้นแล้ว เป็นดังนี้เพราะอะไร
ที่ตั้งวัยให้แก่ยับเยินไปเช่นนี้ เป็นเองหรือใครทําอยู่ที่ไหน รู้ทีเดียวว่าใครทําอยู่ที่ไหน รู้ว่าไม่ใช่ใคร จับตัวได้ คือ พญามารนั่นเองเป็นคนทําให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิดแก่เจ็บตายอย่างยับเยิน
เกิดก็อย่างยับเยิน เดือดร้อน พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย บางทีลูกก็ตาย แม่ก็ตาย พ่อก็ยังจะตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ
นี่พญามารทําทั้งนั้น สําหรับประหัตประหารฝ่ายพระ
ถ้าว่ามนุษย์ผู้ใดเป็นฝ่ายพระละก็ มารข่มเหงอยู่อย่างนั้นแหละไม่ขาดสาย ไม่เช่นนั้นก็ด้วย วิธีใดวิธีหนึ่ง บางทีหมั่นไส้นัก ทําเก่งกาจ อวดดิบอวดดี ให้ฆ่ากันตายเสีย ให้กินยาตายเสีย ให้โดดน้ำตายเสีย ให้ผูกคอตายเสีย
นี่ใครทํา พญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ใคร
ไม่มีใครรู้ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไรไม่มีใครรู้ ไม่รู้เรื่องทีเดียว ในเรื่องนี้ว่าพญามารเขาคอยบีบคั้นอยู่ ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ให้เกิดก็เกิดอย่างยับเยิน หน้าบิดหน้าเบียว เดือดร้อน ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ตายคางก็เหลืองเทียว ไม่ตายก็เกือบตาย นี่พญามารเขาทํา
ตามปกติแล้วไม่เป็นดังนี้ เกิดก็อย่างไม่ได้เดือดร้อนนัก จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนปัสสาวะ ไม่เดือดร้อน เหมือนคลอดลูกออกเต้า ธรรมดานี้จะคลอดบุตรก็เหมือนถ่าย อุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะทีเดียว ไม่เดือดร้อนแต่อย่างหนึ่งอย่างใด
ที่เดือดร้อนยับเยินเช่นนี้ เพราะพญามารเขาส่งฤทธิ์ส่งเดช ส่งอํานาจ ส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์ มาบังคับบัญชาบังคับให้เป็นไป”
(จาก ปัพพโตปมคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๗)
ธรรมดําเป็นของมาร
“ธรรมขาวเป็นธรรมสําคัญ ธรรมดําเป็นธรรมฝ่ายของพญามารแท้ๆ ไม่ใช่ของพระ ของพระเป็นฝ่ายธรรมขาวแท้ๆ ไม่ใช่ธรรมดํา ตรงกันข้ามดังนี้
แต่ว่าผู้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ไม่รู้จักชัดว่าปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมดํา ปฏิบัติดังนี้เป็นธรรมขาว ไม่รู้ชัด จะรู้จักชัดต้องจัดกาย วาจา ใจ ออกไปเป็นขั้นๆ
ทุจริตกาย วาจา จิต นั้นเป็นธรรมดํา
สุจริตด้วยกาย วาจา จิต นั่นเป็นธรรมขาว
ทําใจให้ผ่องใส นั่นเป็นธรรมขาว
ถ้าใจมืดมัวขุ่นหมอง นั่นเป็นธรรมดํา
นี่เป็นธรรมดําธรรมขาว มีลักษณะอย่างนี้
ชั่วเป็นฝ่ายดําทั้งนั้น ดีเป็นฝ่ายขาว
ที่นี้ฝ่ายธรรมดํา
ใจมนุษย์มีอภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ นี่ฝ่ายธรรมดํา(ของ)กายมนุษย์ ตลอดกายมนุษย์ละเอียด
กายทิพย์ มีธรรมดํา โลภะ โทสะ โมหะ ตลอดกายทิพย์ละเอียด นี่เป็นฝ่ายธรรมดํา
กายรูปพรหมทั้งหยาบทั้งละเอียด มีราคะ โทสะ โมหะ นี้เป็นฝ่ายธรรมดํา ตลอดจนรูปพรหมละเอียด
กายอรูปพรหม มีกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย ทั้งหยาบทั้งละเอียด นี่เป็นฝ่ายธรรมดํา
ฝ่ายธรรมขาว
ให้ทาน เมตตา สัมมาทิฏฐิ นี่กายมนุษย์ทั้งหยาบทั้งละเอียด กายทิพย์ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่โลภตั้งอยู่ในความให้ ไม่โลภอยากได้ของเขา ให้ของตนแก่เขา ไม่โกรธตั้งอยู่ในเมตตา ไม่หลงตั้งอยู่ในความเห็นชอบ นี่เป็นฝ่ายธรรมขาว
ไม่กําหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลงงมงาย ไม่กําหนัดคือคลายกําหนัดเสียแล้ว ไม่มีกําหนัด ไม่ขัดเคือง มีความเมตตาเป็นปุเรจาริก ไม่หลง รู้แจ้งเห็นจริงดังนี้ นี้เป็นธรรมฝ่ายขาว กายรูปพรหม
ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา นี่เป็นธรรมฝ่ายขาว ไม่ใช่ฝ่ายดํา
ให้รู้จักคลองธรรมดังนี้ นี่คลองธรรมดังนี้นัยหนึ่ง
อีกนัยหนึ่ง คลองธรรมที่เป็นธรรมดําธรรมขาวน่ะ นี่ลึกซึ้งสว่างไสว ปฏิบัติลงไปแล้ว เห็นดวงใส ดุจกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า
เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียดก็สว่างไสว
เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายทิพย์ กายทิพย์ก็สว่างไสว
เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะเห็นชัดทีเดียว เห็นชัดดังนั้น นี้เป็นธรรมขาว
ถ้าเห็นกายทิพย์ละเอียด กายทิพย์ละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน
เข้าถึงกายรูปพรหม กายรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน
เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด กายรูปพรหมละเอียดก็เห็นดุจเดียวกัน
เข้าถึงกายอรูปพรหม กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน
เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมก็เห็นดุจเดียวกัน
เข้าถึงกายธรรม กายธรรมก็เห็นดุจเดียวกัน
เข้าถึงกายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด กายสกทาคา กายสกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา กายธรรมอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด เป็นลําดับขึ้นไปดังนี้ นี่เรียกว่าซีกธรรมขาว ไม่ใช่ซีกธรรมดํา
ถ้าไม่เห็นดังนี้ อยู่ในซีกธรรมดํา เป็นธรรมของพญามาร เป็นบ่าวของพญามารไป เป็นทาสของพญามารไป เขาบังคับใช้สอย เหมือนเด็กๆ เล็ก เหมือนทาสกรรมกรไปอยู่ในกํามือของมาร นี้ให้รู้จักหลักฐานธรรมดํา ธรรมขาวดังนี้”
(จาก ติลักขณาทิคาถา แสดงเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๗)
ใสเป็นของพระ ดําเป็นของมาร
“กลางดวงใสเท่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์นั้น กลางดวงนั่นแหละมีรอยอยู่นิดหนึ่งเท่าปลายเข็ม ปลายจรดนั่นแหละที่ตั้งของใจ
ถ้าดําอยู่ละก็มารตั้งเสียแล้ว ถ้าบริสุทธิ์แล้วละก็เป็นของพระแท้ๆ
ถ้าดําอยู่ละก็มารมันตั้งเสียแล้ว มารมายึดเป็นเจ้าของเสียแล้ว
ถ้าว่าใสสะอาดแล้วก็ นั่นเป็นของพระแท้ๆ”
(จาก ปกิณกะ แสดงเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๗)
มารทําให้ไม่สําเร็จ
“โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ทํามาได้ก็จริง แต่ว่าไม่ติด ไปติดอยู่แค่โคตรภูเท่านั้นเอง
ที่จะติดโสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ไม่ติด หลุดเสีย เพราะเหตุอะไรจึงหลุดไป
มารเขารองราดเสีย เขาเอาละเอียดมารองราดเสีย ไม่ติด กําลังแก้อยู่ ผู้เทศน์นี้แหละเป็นตัวแก้ละ กําลังแก้ รวมพวกแก้อยู่ทีเดียว แก้ไขอ้ายละเอียดเหล่านี้ให้หมดให้ได้ หมดได้เวลาใดแล้วก็ โสดาจะติด สกทาคาจะติด อนาคาจะติด อรหัตจะติด แล้วจะเหาะเหินเดินอากาศกันได้ทีเดียว ว่าไม่ช้านะ ไม่เกินสองพันห้าร้อยนะ คงจะสําเร็จกันแน่ ไม่คนใดก็คนหนึ่งละ ไม่ต้องสงสัยกันละ จะเอาให้ได้จริงได้จังเชียวหนา”
(จาก มงคลสูตร (เรื่อง จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ”) วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗)
ก่อนจะถึงปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลวงพ่อก็เจ็บหนัก และเจ็บป่วยต่อเนื่อง จนต้องมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ข่าวความสําเร็จอย่างหนึ่งอย่างใดที่ท่านกล่าวไว้ในเทศนา จึงไม่มีหลุดรอดมาให้ได้ยิน
อิทธิพลของมารนั้นเห็นได้ชัดว่ามีมากมาย จนดูเหมือนว่า ชีวิตที่ดํารงอยู่ในปัจจุบันนี้อยู่ในการบังคับของมารทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่จะพ้นจากการบังคับของมารไปได้ แม้หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เช่นเดียวกัน
ชีวิตทุกชีวิตต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย
ไม่อยากแก่ ก็ต้องแก่ ไม่อยากเจ็บ ก็ต้องเจ็บ ไม่อยากตาย ก็ต้องตาย ไม่มียาอายุวัฒนะใด ที่ทําให้คนเกิดมาแล้วไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายได้เลย
ชีวิตทุกๆ ชีวิตต่างอยู่ในครอบงําบังคับบัญชาของมารอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จนบางครั้งบางคราวที่ได้สติก็มีความรู้สึกว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ช่างไม่มีอิสระเสียเลย ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ปรารถนาอย่างหนึ่งก็ไปได้อีกอย่างหนึ่ง ไม่มีใครที่จะบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ตนปรารถนาได้เลย
ชีวิตดูมีความคับแคบเหมือนอยู่ในกรงขัง แม้จะได้สิ่งของ ลาภ ยศ สรรเสริญ ฯลฯ มาบ้างตามที่ปรารถนา แต่ก็เป็นของขวัญที่มีค่าเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับชีวิตทั้งชีวิตที่ต้องสูญเสียไปกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย
หากมีใครสักคนที่หาญกล้าและมีกําลังสติปัญญา ฟันฝ่าไปยังจุดที่จะเอาชนะการครอบงําบังคับบัญชาของมาร เข้าถึงความเป็นอิสระในชีวิตของตนเอง ปกครองตนเอง ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้ ท่านผู้อ่านจะไปด้วยกันไหม
อาจจะดูว่ามันเป็นสิ่งที่ไกลเกินกว่าจะฝันไปให้ถึงได้ แต่หากไม่เริ่มฝัน ฝันนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อรู้ว่าความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่ หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็น่าจะมีอยู่บ้าง
หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีเป้าหมายที่จะไปถึงจุดนั้น แม้เป้าหมายของท่านจะอยู่ไกล จนเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายคาดไม่ถึง แต่ท่านก็เห็นเป้าหมายและวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น