ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๑๑ ในความหมายของคำว่า “หยุด”

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ตามรอยพระมงคลเทพมุนี

PDF
ตามรอยฯ ใน ๑๐ ตอนที่ผ่านมาได้พาท่านผู้อ่านสัมผัสกับประวัติชีวิตทั่วๆ ไปของหลวงพ่อ นับตั้งแต่ตอนแรกที่ได้พาเที่ยวชมสถานที่สําคัญๆ ตามประวัติชีวิตของหลวงพ่อ และตอนต่อๆ มาก็ได้ตามเก็บหลักฐานต่างๆ ที่มีกล่าวไว้ในประวัติของท่าน ทําให้ได้เห็นภาพชีวิตของหลวงพ่อตลอดถึงปฏิปทาของท่านอย่างเด่นชัดขึ้น นับจากตอนนี้ไป ตามรอยฯ จะพาท่านผู้อ่านเจาะลึกเข้าไปในปฏิปทาของหลวงพ่อในการปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย โดยอาศัยพระธรรมเทศนาจํานวน ๗๐ กว่ากัณฑ์ ที่ยังพอมีเหลืออยู่เป็นตํารับตําราให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาปฏิบัติตามเป็นแนวทางในการศึกษา ความสําเร็จของการปฏิบัติธรรมในชีวิตของท่านนั้น หลวงพ่อสอนว่า “หยุด” หยุดอย่างเดียวเท่านั้น หยุดเป็นตัวสําเร็จ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหมายของคําว่า “หยุด” ที่หลวงพ่อได้กล่าวสอนไว้ ผู้เขียนจึงขอน้อมนําความหมายของคําว่า “หยุด” เพียงบางส่วนจากพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อ มาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาพอเป็นแนวทาง ๑. สุขอื่นนอกจากหยุดนิ่งไม่มี “โลกจะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของโลก ธรรมที่จะได้รับความสุข ใจต้องหยุดตามส่วนของธรรม ท่านได้แนะนําไว้ตามวาระพระบาลีว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี หยุดนั้นเองเป็นตัวสําคัญ เพราะเหตุนั้นต้องทําใจให้หยุด” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถ วิปัสสนากรรมฐาน) ๒. ไปนิพพานต้องหยุด “ถ้าจะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปได้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางศูนย์ได้แล้ว เรียกว่า ดวงปฐมมรรค นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง ดวงนั้นแหละ เรียกว่า เอกายนมรรค แปลว่า หนทางเอก ไม่มีโท แปลว่า หนทางหนึ่ง สองไม่มี หนึ่งทีเดียว.... (อีกนัยหนึ่ง) ดวงนั้นแหละเรียกว่า ดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลก สากลธรรม พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าไปสู่นิพพานต้องไปทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางแตกแยกจากกัน ไปแนวเดียวทางเดียวกันหมด แต่ว่าการไปนั้นบางท่านเร็ว บางท่านช้า ไม่เหมือนกัน คําว่าไม่เหมือนกันนี้แหละ ถึงจะได้ชื่อว่าไม่ซ้ำกัน คําว่าไม่ซ้ำกัน เพราะเร็วกว่ากัน ช้ากว่ากัน แล้วแต่นิสัยวาสนาของตนที่สั่งสมอบรมไว้ แต่ว่า ทางไปนั้นเป็นทางเดียวกันหมด เป็นเอกายนมรรค หนทางเส้นเดียว เมื่อจะไปต้องหยุด” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๓. ทางธรรมต้องหยุด “นี่ก็แปลก ทางโลกเขาจะไป ต้องขึ้นเรือบิน เรือยนต์ รถยนต์ไป จึงจะเร็วจึงจะถึง แต่ทางธรรมไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อจะไปต้องหยุด ถ้าหยุดจึงจะเร็ว จึงจะถึง นั่นแปลกอย่างนี้..จะไปทางนี้ต้อง “หยุด” ทางธรรมเริ่มต้นต้องหยุด ตั้งแต่ตอนต้นจนกระทั่งพระอรหัต ถ้าไม่หยุด มันก็ไปไม่ได้ ชัดทีเดียว แปลกไหมละ ไปทางโลก เขาต้องไปกันปราดเปรียว ว่องไว คล่องแคล่ว ต้องเล่าเรียนกันมากมาย จนกระทั่งรู้เท่าทันเหลี่ยมคูผู้คนตลอดสาย จึงจะปกครองโลกให้รุ่งเรืองเจริญได้ แต่ว่าทางธรรมนี่แปลก “หยุด” เท่านั้นแหละไปได้ หยุดอย่างเดียวเท่านั้น” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๔. หยุดเป็นตัวสําเร็จ “บริกรรมภาวนาอยู่เรื่อยๆ ว่า สัมมาอะระหังๆๆๆ ที่บริกรรมว่าดังนี้ ก็เพื่อจะประคองใจของเราให้หยุด พอถูกส่วนเข้า ใจก็หยุด จะมืด หยุดตรงนั้น หรือว่าจะสว่างก็ต้องหยุดตรงนั้น ไม่ต้องถอยไปถอยมา นิ่งอยู่ตรงนั้น พอถูกส่วนเข้า ก็จะเห็นดวงใส เราก็เอาใจหยุดอยู่ที่กลางดวงใสนั้น ถ้าหากว่าใจของเราไม่นิ่งไม่หยุด ซัดส่ายไปอย่างไร เราก็ต้องใช้บริกรรมภาวนาไว้ว่า สัมมาอะระหังๆ ๆ จะกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ตาม ให้บริกรรมไป จนกว่าใจของเราจะหยุดนิ่งสนิทดี พอใจของเราหยุดดีแล้วก็เลิกบริกรรมภาวนาได้ ให้เอาใจของเราจรดเพ่งเฉยอยู่ที่ดวงใสนั้น วางอารมณ์ให้หยุดเท่านั้น อย่าไปนึกถึงความมืด ความสว่าง หยุดนั่นแหละเป็นตัวสําเร็จ” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๕. ทําจริงก็หยุดได้ทุกคน “ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ถ้าทําใจให้หยุดได้ ก็เข้าถึงธรรมกายได้ เราเป็นมนุษย์ ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน จะทําให้เป็นธรรมกายอย่างเขาไม่ได้เชียวหรือ เราต้องทําได้ ขอให้ทําจริงๆ เถิด ทําได้ทุกคน ถ้าทําไม่จริงละก็ ไม่ได้แน่ๆ ที่ว่าทําจริงนั้นจริงแค่ไหน? แค่ชีวิตสิ เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไป จะเหลือแต่กระดูก หนัง ช่างมัน ถ้าไม่ได้ ไม่ลุกจากที่ นี่จริงแค่นี้ละก็ทําได้ทุกคน ฉันเอง (พระมงคลเทพมุนี) ๒ คราว เมื่อเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทําสมาธิ ตั้งใจว่าถ้าไม่ได้ ก็ให้ตายเถอะ นิ่ง...ทําสมาธิอยู่ พอถึงกําหนดเข้า ก็ทําได้ ไม่ตายสักที” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากรรมฐาน) ๖. คนฉลาดไม่ประมาทในการทําใจหยุด “ถ้าว่าไม่ประมาทจริง ไม่ประมาทในการทําใจให้หยุดนิ่ง ทําใจให้หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ ใสบริสุทธิ์ ทําใจให้หยุดนิ่งจนกระทั่งเห็นดวงใส เท่าดวงจันทร์เท่าดวงอาทิตย์ ถ้าเห็นแล้วก็ไม่ปล่อยละทีนี้ นั่ง นอน กิน ดื่ม ทํา พูด คิด อุจจาระ ปัสสาวะ ชําเลืองไว้เสมอ มองอยู่เสมอ ใจจรดอยู่เสมอ ไม่เผลอกันละ ไม่ให้ใจหลุดทีเดียวจากดวงธรรมที่เกิดขึ้นนั่น ไม่ให้ใจหลุดทีเดียว ติดทีเดียว ถ้าติดได้ขนาดนั้น ไม่ทําให้หลุดเลย นั่ง นอน เดิน ยืน เว้นไว้แต่หลับ นั่นประพฤติตน เขาเรียกว่า สาตฺติกา นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ผู้มีความเพียรก้าวหน้า หมั่นเป็นนิตย์ มีผลเจริญไปหน้า ไม่มีถอยหลังเลย ดังนั้นเรียกว่า คนฉลาด นั่นเรียกว่าฉลาดจริงๆ ละ ไม่เผลอจริงๆ นะ การไม่เผลอเช่นนั้นแหละ จะเข้าถึงดวงธรรมเป็นลําดับไป” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง มงคลสูตร) ๗. หยุดได้ หายเศร้าหมองขุ่นมัว “ใจหยุดเสียแล้ว วิรชํ ปราศจากความขุ่นมัว วิรชํ ปราศจากธุลี เศร้าหมองก็ไม่มีแก่ใจ เพราะใจหยุดเสียแล้ว ไม่เศร้าหมองขุ่นมัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดเลยทีเดียว ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัวเลย เพราะใจหยุดเสียแล้ว ถ้าใจไม่หยุดเสียแล้ว โลกธรรมกระทบก็ไม่ได้ เศร้าหมองบ้าง ขุ่นมัวบ้าง ด้วยประการต่างๆ เหตุนี้ต้องคอยระวังตัวทีเดียว ระวังตัวอย่าให้เศร้าหมองขุ่นมัวได้ ถ้าเศร้าหมองขุ่นมัวได้ เพราะตัวโง่ ไม่ทันกับดวงจิต โง่กว่าดวงจิต ไม่ทําจิตให้หยุดเสีย ทําจิตปล่อยไปตามอารมณ์ ไปกับอารมณ์ เมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติเตียน ทุกข์ เข้าไประดมได้เช่นนี้ ก็ทําจิตให้เศร้าหมองขุ่นมัว ไม่ผ่องใส เมื่อจิตไม่ผ่องใส นั่นลงโทษตัวเอง ไม่ใช่ลงโทษใคร ลงโทษตัวเอง” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง มงคลสูตร) ๘. หยุดได้ เงินไหลมา “ถ้าจิตหยุดเช่นนั้นเสียแล้วละก็ เงินนะไม่ต้องหายากหาลําบากแต่อย่างไรหรอก ถ้าจิตผ่องใสขนาดนั้นแล้ว ไม่ต้องทํางานอะไรมากมายหรอก มันไหลเข้ามาเองนะ เงินน่ะไม่เดือดร้อน มีแต่เงินเข้า เงินออกไม่มีนะ ออกก็เล็กๆ น้อยๆ เข้ามามาก ผ่องใสอย่างนั้นละก็ นั่นตัวนั้นเป็นตัวสําคัญทีเดียว ถ้าว่าผู้ครองเรือนต้องการให้มั่งมีเงินทองข้าวของมาก อย่ากระทบกระเทือนใจกัน ทําใจให้ใสอยู่ท่าเดียวแหละ ใจเป็นแดนเกษมอยู่เสมอไป อย่างนี้ให้ตั้งจิตให้อยู่ ให้ดูของตัวเองไว้ให้ผ่องใสอยู่อย่างนั้น เงินทองไหลมา เป็นมงคลแท้ๆ” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง มงคลสูตร) ๙. ใจหยุดได้...ได้บุญข่วย “พอใจหยุดได้แล้ว และถูกส่วนเข้าแล้ว เราจะเห็นดวงบุญของเรา เห็นชัดเจนทีเดียว ถ้าเราไปเห็นดวงบุญเช่นนั้น เราจะปลาบปลื้มใจสักเพียงใด ย่อมดีอกดีใจเป็นที่สุด จะหาเครื่องเปรียบเทียบไม่ได้เลย ฉะนั้น จงพยายามอุตส่าห์เอาใจไปหยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทําให้เป็นกายมนุษย์ นึกถึงบุญที่เราได้กระทําในวันนี้ อย่าไปนึกถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าไปค้าขายติดขัดขึ้น ก็ขอให้บุญช่วย นึกถึงบุญตรงกลางดวงธรรมนั้น ถ้าว่ามีอุปสรรคเข้ามาแทรกแซงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีผู้มารุกรานเบียดเบียนประการใด ก็ขอให้บุญช่วย สิ่งอื่นช่วยไม่ได้ ไม่ต้องไปขอร้องให้ใครมาช่วย ให้เอาใจไปหยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงบุญนั่นแหละ หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้น บุญเป็นช่วยได้แน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง ภัตตานุโมทนากถา) ๑๐. หยุดไม่ได้ต้องโทษตัวเอง “อย่าไปโทษใครเลย โทษตัวเอง โทษใครก็ไม่ได้ โทษตัวของตัวเอง คนอื่นเขาหยุดได้ ตัวหยุดไม่ได้ ก็โทษตัวเอง โทษคนอื่นไม่ได้ จะไปเวรให้ใครก็ไม่ได้ ต้องว่าตัวเอง โทษตัวเองทีเดียว” (จากพระธรรมเทศนา เรื่อง ปกิณกะ) ๑๑. หยุดไม่ถอยกลับ “ผู้เทศน์ได้สั่งสอนกันแล้วให้หยุดอย่างนี้ หยุดไม่ถอยกลับ ๒๓ ปี ๒ เดือนเศษแล้ว หยุดในหยุด ไม่ได้ถอยหลังกลับกันเลย ได้พบแล้วสุขอันไพศาลเหลือประมาณมากมาย เล่าไม่ถูก พูดไม่ออก บอกไม่ได้ทีเดียว ด้วยเหตุฉะนั้น ผู้ที่อยู่ทีหลัง ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เมื่อต้องการความสุขแล้ว ต้องทําใจให้หยุด นั่นแหละเป็นตัวสุข เป็นตัวสุขแท้ๆ สิ่งอื่นสุขไม่เท่าไม่ทันทั้งนั้น” (จากพระธรรมเทศนาเรื่อง สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้) หากท่านผู้อ่านปรารถนาจะทําใจให้หยุด เข้าถึงความหมายของคําว่า “หยุด” ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำได้กล่าวถึงนี้ ก็สามารถทําได้ด้วยการจัดสรรเวลาของชีวิต เปิดโอกาสให้กับตนเองศึกษาการทําใจให้หยุด ด้วยการสมัครเข้าปฏิบัติธรรมในโครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ หรือการอบรมต่างๆ ที่ทางวัดพระธรรมกายจัดไว้ตลอดทั้งปีได้ตามความเหมาะสม ความสุขที่หยุดได้ ในกลาง เป็นสุดสุขตามทาง พุทธเจ้า สะอาดสงบสว่าง พรางแผ้ว หยุดนิ่งทุกค่ำเช้า จักได้สุดธรรม สุนทรพ่อ