ตอนที่ ๑ บทเบื้องต้นของปูชนียจารย์แห่งสุวรรณภูมิ
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ตามรอยพระมงคลเทพมุนี
เริ่มเดินทางจากสถานีขนส่งสายใต้ ด้วยรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี เพื่อจะไปยังอําเภอสองพี่น้อง บ้านเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ รถทัวร์ใช้เวลาเดินทาง ๒ ชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงทางแยกไปอําเภอสองพี่น้อง เราได้ลงรถที่ทางแยกนี้ เพื่อที่จะต่อรถไปยังวัดสองพี่น้องต่อไป
เราทราบข้อมูลเพียงแต่ว่า บ้านเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นอยู่ตรงข้ามกับวัดสองพี่น้อง
รถได้พาเราผ่านท้องทุ่ง ซึ่งขณะนั้นถูกน้ำท่วมเจิงนองไปทั่ว ใช้เวลาเดินทางจากทางแยกไปอีกประมาณ ๑๕ นาที เราก็ได้มาถึงวัดสองพี่น้อง
สภาพวัดโดยทั่วไปกว้างใหญ่ มีอาคารสร้างใหม่หลายๆ หลัง จนมองสภาพแวดล้อมและบรรยากาศเดิมๆ แทบไม่ออก วัดสองพี่น้องอยู่ติดกับคลองสองพี่น้อง ซึ่งกว้างประมาณ ๒๐-๔๐ เมตร
เราเดินไปจนถึงท้ายวัด มองไปยังตรงข้ามก็เห็นบ้านเรือนเรียงรายไปตามริมคลอง ในช่วงที่ได้พูดคุยกับชาวบ้าน และพระในวัด จึงได้ทราบว่าบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว ของเดิมนั้นเป็นเครื่องผูก
พระท่านก็ถามว่า “รู้จักเครื่องผูกใหม?”
เราก็ตอบว่า “ไม่รู้จักครับ ”
ท่านก็บอกว่า “ก็ทําด้วยไม้ลํามัดๆ กันไว้”
ไม้ลํา คือ ไม้ไผ่เป็นลําๆ ผูกมัดกันไว้ นี่คือสภาพบ้านโดยทั่วไปในสมัยนั้น
ชาวบ้านเล่าด้วยความภูมิใจว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ประสูติของสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนโน้น คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระลสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ และเป็นดินแดนถิ่นกําเนิดของพระอาจารย์ที่เก่งกล้าในด้านการปฏิบัติทางจิตอีกหลายรูป
เรามองข้ามลําน้ำไปยังจุดที่พระท่านชี้ให้ดูว่าเป็นบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำ และระลึกถึงท่านว่า
ท่านเกิดที่นี่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๗ มีพี่สาว ๑ คน และน้องชาย ๓ คน สมัยเป็นเด็ก ท่านช่วยเลี้ยงวัว เมื่อวัวพลัดหลงหายไป ท่านจะตามหาจนกว่าจะพบ ถ้าไม่พบก็ไม่ยอมกลับบ้าน เวลาใช้งานวัวก็จะไม่ใช้เกินกําลัง ถึงเวลาก็ให้พัก เพลก็หยุด ถือตามคติโบราณที่ว่าถ้าใช้งานจน “เพลคาบ่าวัว” แล้วจะบาปนัก จิตใจของท่านมีเมตตาอย่างนี้
เมื่อหันหน้ากลับมาดูสภาพภายในวัดสองพี่น้อง เที่ยวเดินชมไปรอบๆ วัด แล้วได้ระลึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า สมัยเมื่อท่านอายุได้ ๙ ขวบ ท่านข้ามฟากคลองจากบ้านมาเรียนหนังสือกับพระน้าชายของท่าน ที่วัดสองพี่น้องนี้เอง จนกระทั่งพระน้าชายลาสิกขาแล้ว ท่านจึงไปเรียนต่อที่วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม
เมื่อหลวงพ่ออายุได้ ๒๒ ปี วันหนึ่งในเดือน ๖ ข้างขึ้น (ราวๆ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๙ หลังจากที่ท่านคุมข้าวลงเรือและสั่งการลูกจ้างให้นําไปขายที่กรุงเทพฯ แล้ว ตัวท่านก็เข้าอยู่วัด หัดท่องจําวิธีบรรพชาอุปสมบท และศึกษาพระวินัยอยู่ ๒ เดือน จนถึงกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๔๙ (เดือน ๘) ท่านก็ได้อุปสมบท ที่โบสถ์วัดสองพี่น้องแห่งนี้
ท่านบวชแล้ว มีฉายาว่า “จนฺทสโร” เป็นพระภิกษุ สด จนฺทสโร ที่นี่เอง
ท่านได้ละทิ้งเพศฆราวาส สู่เพศของบรรพชิต มุ่งศึกษาธรรมอย่างจริงจัง พรรษาแรก ท่านจําพรรษาอยู่ที่นี่ เรียนธรรมะไป จนพบคําว่า “อวิชฺชาปจฺจยา” อยากจะรู้ว่าแปลว่าอะไร ท่านเที่ยวถามหาผู้รู้ที่จะตอบได้ เขาก็ว่าถ้าอยากจะรู้ต้องไปเรียนที่บางกอก พรรษาต่อมาท่านจึงได้ไปอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ
หลวงพ่อกลับมาที่นี่อีกครั้ง หลังจากที่ท่านบรรลุธรรมเข้าถึงธรรมกายแล้ว ท่านได้พาพระภิกษุที่ได้เข้าถึงธรรมกายมาที่วัดสองพี่น้องด้วย และมีพระภิกษุที่วัดนี้ได้รู้เห็นธรรมตามท่านอีก ๑ รูป
เราจากวัดสองพี่น้อง มุ่งหน้าสู่วัดบางปลาต่อไป
รถยนต์พาเราผ่าน อ.สองพี่น้อง อ.กําแพงแสน เข้า สู่ อ.บางเลน ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็มาถึงวัดบางปลา ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำท่าจีน
ลมเย็นๆ พัดจากแม่น้ำเข้ามาในเขตวัด ให้ความรู้สึกเย็นสบายจริงๆ สภาพที่พักภายในวัด ส่วนหนึ่งยังเป็นกุฏิเดิมๆ เห็นแล้วก็นึกถึงว่า
นี่คือสถานที่ที่สมัยหลวงพ่อเป็นเด็กๆ มาเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ทรัพย์ จนรู้ภาษาไทยและภาษาขอมได้ดี และเป็นสถานที่ที่มีผู้รู้ธรรมะ เห็นธรรมะ ตามหลวงพ่อ เป็นพระภิกษุ ๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ ท่าน
ณ ที่แห่งนี้จึงเปรียบได้กับป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระปัญจวัคคีย์ได้รู้เห็นธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระภิกษุและคฤหัสถ์ที่รู้เห็นธรรมตามหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงเป็นพยานยืนยันว่า หนทางปฏิบัติที่ท่านพบนั้นเป็นของกลาง เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้ว ก็จะเข้าถึงได้เช่นเดียวกับท่าน เป็นประจักษ์พยานได้ว่า “สิ่งที่ท่านพบนั้นเป็นของจริง ผู้ใดปฏิบัติได้ถูกต้อง ย่อมเข้าถึงได้อย่างแน่นอน”
เนื่องจากวัดบางปลาอยู่ติดกับแม่น้ำท่าจีน และคลองสองพี่น้องที่ไหลผ่านบ้านเกิดของหลวงพ่อก็เชื่อมกับแม่น้ำท่าจีน การเดินทางจากบ้านท่านไปวัดบางปลาในสมัยนั้นจึงสะดวกสบาย และอยู่ไม่ไกลกันนัก อ.สองพี่น้อง และ อ.บางเลน ก็อยู่ติดกันนั่นเอง
แต่น่าเสียดายว่าปัจจุบันไม่มีเรือเดินทางในคลองสองพี่น้องและแม่น้ำท่าจีนแล้ว ไม่เช่นนั้นเราคงจะได้ย้อนรอยการเดินทางจากบ้านของหลวงพ่อวัดปากน้ำในคลองสองพี่น้อง ล่องผ่านไปตามแม่น้ำท่าจีน แล้วมาขึ้นที่ท่าวัดบางปลา คงจะได้บรรยากาศดีไม่น้อย
เราจากวัดบางปลามาในเวลาใกล้เที่ยง ฝากความทรงจําไว้ในห้วงความรู้สึกลึกๆ ถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา ท่านเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ค้นพบ “วิชชาธรรมกาย” ซึ่งสูญหายจากโลกนี้ไปแล้วให้กลับคืนมาได้ พระคุณอันยิ่งใหญ่นี้ยากจะพรรณนาหรือทดแทนได้หมด
เราได้เข้าใจชีวิต รู้เป้าหมายชีวิต เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ฯลฯ ก็ด้วยอาศัยคําสอนคําอธิบายของท่าน ซึ่งได้มาจากธรรมะที่ท่านได้ปฏิบัติจนเข้าถึง หากไม่มีท่าน ผู้สละชีวิตเพื่อเข้าถึงธรรมให้ได้แล้ว เราคงจะไม่มีวันนี้ วันที่เราเข้าใจว่าควรดําเนินชีวิตอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด เข้าใจว่าธรรมกายเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติให้เข้าถึง และคงจะไม่มีวันนี้...วันที่เราพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต
รถทัวร์พาเรากลับมาถึงสถานีขนส่งสายใต้ในเวลาบ่ายต้นๆ ยังพอมีเวลาต่อรถไปยังวัดพระเชตุพนฯ
ที่วัดพระเชตุพนฯ นี้ ครั้งหนึ่งท่านออกบิณฑบาตไม่ได้อาหารเลยมา ๒ วัน ท่านก็ยอมอด พอวันที่สาม ท่านบิณฑบาตได้ข้าวมา ๑ ทัพพี กับกล้วยน้ำว้าอีก ๑ ผล เมื่อลงมือฉันไปได้คําหนึ่ง ท่านก็เหลือบไปเห็นแม่สุนัขผอมโซเดินมา คงจะอดอาหารมาหลายวันเช่นเดียวกับท่าน ด้วยจิตเมตตาแต่ก็ยังหิว ท่านตัดสินใจปั้นข้าวที่เหลืออยู่อีกคําหนึ่งและกล้วยน้ำว้าครึ่งลูก ให้เป็นทานแก่สุนัข แล้วอธิษฐานจิตว่า
“ขึ้นชื่อว่าความอดอยากอย่างนี้ ขออย่าให้มีอีกเลย”
หลวงพ่อได้พํานักที่วัดพระเชตุพนฯ เพื่อเรียนหนังสือ โดย
เช้า ฉันเช้าแล้วข้ามฟากไปเรียนที่วัดอรุณฯ
เพล กลับมาฉันเพลที่วัดพระเชตุพนฯ
บ่าย เรียนที่วัดมหาธาตุฯ
เย็น เรียนที่วัดสุทัศน์ฯ บ้าง วัดสามปลื้มบ้าง
กลางคืน เรียนที่วัดพระเชตุพนฯ
แต่ก็ไม่ได้ไปเรียนติดๆ กันทุกวัน มีเว้นบ้างสลับกันไป
สมัยนั้นไม่มีหนังสือเป็นเล่ม มีแต่หนังสือที่จารลงในใบลาน ไม่มีหลักสูตรการสอน ใครอยากจะเรียนเล่มไหนผูกไหน ก็เอาไปขอให้พระอาจารย์สอนให้ จะเรียนตามเพื่อนก็ต้องมีผูกตามเพื่อน หลวงพ่อเลยต้องแบกหิ้วผูกใบลานเหล่านี้จน “ไหล่ลู่”
เดินต่อไปยังท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองไปยังฝั่งตรงข้ามก็เห็นพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำต้องข้ามฟากไปเรียนหนังสือ
ที่ท่าน้ำแห่งนี้ เราระลึกถึงความวิริยะ อุตสาหะ บากบั่น ความตั้งใจและมุ่งมั่นในการศึกษาเล่าเรียน นี้เป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านในแถบนี้ จนมีแม่ค้าชื่อนวม บ้านอยู่ท่าเตียน ปวารณาถวายอาหารปิ่นโตแด่หลวงพ่อเป็นประจํา
เมื่อแม่ค้านวมทุพพลภาพ เพราะชราลง หลวงพ่อก็ยังรับแม่ค้านวมนี้มาดูแล ตอบแทนคุณที่เคยถวายอาหาร ดูแลท่านเมื่อครั้งท่านอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ จนกระทั่งแม่ค้านวมสิ้นชีวิตลง
เราโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าน้ำหน้าวัดพระเชตุพนฯ ขึ้นมาตามเส้นทางที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยใช้ล่องเรือไปยังท่าน้ำเมืองนนท์ แล้วต่อเรือหางยาวเข้าไปตามคลอง ใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง จากท่าน้ำที่วัดพระเชตุพนฯ เราก็มาถึงวัดโบสถ์บน
ตามคลองที่แยกไปจากแม่น้าเจ้าพระยา ก่อนที่จะถึงวัดโบสถ์บนนั้น ชีวิตสองฟากฝั่งคลอง ยังเป็นบ้านที่มีวิถีชีวิตอยู่กับน้ำในคลองนี้เป็นหลัก ยังคงซักผ้าที่ท่าน้ำหน้าบ้านตัวเอง บ้านแทบทุกหลังจะมีท่าน้ำไว้คอยยืนโบกมือ เรียกเรือหางยาวเข้าไปจอดรับ
เราผ่านไปเห็นเรือลําใหญ่จอดอยู่หลายลํา ที่เขาไว้ใช้บรรทุกสินค้า ดูแล้วทําให้นึกถึงเรือที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ใช้เป็นเรือบรรทุกข้าวสารไปขายที่กรุงเทพฯ สมัยเมื่อท่านยังเป็นฆราวาส
ภายในอุโบสถวัดโบสถ์บนนี้ ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ พ.ศ. ๒๔๖๐ กลางพรรษาที่ ๑๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ได้สละชีวิตปฏิบัติธรรม จนได้บรรลุธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเข้าถึงพระธรรมกาย ณ โบสถ์หลังเก่าของวัดแห่งนี้เอง
ขณะนี้ภายในวัดโบสถ์บน กําลังมีการก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ เราได้แต่อธิษฐานว่า ขออย่าให้ท่านผู้ดูแลวัดนี้ ทําลายโบสถ์หลังเก่าเลย อยากให้ท่านเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เครื่องระลึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ช่วงเวลาที่ไปนั้น เกิดน้ำท่วมใหญ่ น้ำจึงท่วมเข้าไปถึงเขตบริเวณโบสถ์หลังเก่า สภาพโดยรอบโบสถ์ทรุดโทรมไปมาก เมื่อเดินดูโดยรอบแล้ว ก็ผลักบานประตูเข้าไปภายในโบสถ์ ซึ่งมีทางเข้าอยู่ ๒ ด้าน ซ้ายและขวา ด้านหลังโบสถ์ปิดทึบไม่มีประตู มีพระประธานองค์ใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง และพระองค์เล็กๆ ลดหลั่นกันลงมาอีกหลายองค์
พื้นโบสถ์ยังคงเป็นของเดิม ที่ดูแล้วทําให้นึกถึงวันที่หลวงพ่อท่านบรรลุธรรม ในวันนั้น เมื่อท่านเริ่มนั่งสมาธิในโบสถ์ ท่านเห็นมดขี้ไต่ขึ้นมาตามรอยต่อของแผ่นหิน ท่านตั้งใจจะเอาน้ำมันมาขีดเป็นวงรอบตัวไว้เพื่อกันมด แต่แล้วท่านก็นึกได้ว่า ชีวิตยังสละได้ จะกลัวอะไรกับมด แล้วท่านก็ตั้งใจนั่งไป จนกระทั่งเข้าถึงธรรม ในคืนวันเพ็ญเดือน ๑๐ ที่โบสถ์แห่งนี้นั่นเอง
เรากราบพระประธาน แล้วก็เดินออกมาจากโบสถ์ ก่อนกลับก็หันไปมองดูอีกที ด้วยระลึกว่า น่าจะมีสถานที่สักแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ให้ระลึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ รักษาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติชีวิตของท่าน
สถานที่เกิด ที่บ้านตรงข้ามวัดสองพี่น้อง
สถานที่บรรลุธรรม ที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง
สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ที่วัดบางปลา
แม้ไม่ได้สถานที่เหล่านี้ ก็น่าจะมีสถานที่เก็บรวบรวมประวัติชีวิต และบันทึกคําสอนของท่านไว้บ้าง
เมื่อนึกดูแล้ว ขณะนี้ก็เห็นจะมีอยู่ก็คือ...
วิหารที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคําพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ที่จะสร้างขึ้นในเขตพื้นที่ศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ซึ่งจะเป็นสถานที่รวบรวมประวัติชีวิตของท่าน ตลอดถึงบันทึกคําสอนวิชชาธรรมกาย และตัวแทนท่าน ด้วยรูปหล่อเหมือนขนาดเท่าครึ่งขององค์จริง ทําด้วยทองคําบริสุทธิ์ทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารนี้ จะเป็นสถานที่ที่จัดสร้างขึ้น เพื่อบูชาคุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างแท้จริง บันทึกประวัติชีวิต ตลอดถึงเก็บรักษาหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับท่านไว้ในที่นี้ด้วย
กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไป สถานที่ต่างๆ ที่เราได้ไปดูมานี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไป จนอาจจะจําสภาพเดิมไม่ได้ แต่ก็จะยังคงมีหลักฐานเหลืออยู่ที่วิหารแห่งนี้ เป็นประจักษ์พยานยืนยันให้ชาวโลกได้รู้ว่า...
พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นปูชนียบุคคล ที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยเมื่อพุทธศาสนาล่วงเลยมาแล้ว ๒,๕๐๐ กว่าปี เป็นบุคคลผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย วิชชาอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สูญหายไปจากโลกนานถึง ๒,๐๐๐ ปี ให้กลับคืนมาเพื่อเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิต นําหนทางอันประเสริฐ บริสุทธิ์ หมดจด และเป็นหนทางแห่งความสุขที่แท้จริงมาให้แก่ชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง
โลกที่เราอยู่นี้ ใช่ละคร
แต่ที่แท้เป็นสมร- ภูมิสู้
ธรรมอธรรมต่อกร กันอยู่
มนุษย์ชาติ บ่ อาจรู้ เพราะเค้าปิดบัง
สุนทรพ่อ