ลำดับที่ 3 วิธีเข้าฌานสมาบัติเบื้องต้น
หลวงปู่วัดปากน้ำ · คู่มือสมภาร
ลำดับที่ ๓
วิธีเข้าฌานสมาบัติเบื้องต้น
ดูดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ที่ศูนย์กลางกายมนุษย์
ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายให้กว้างออกไป วัดเส้นผ่าศูนย์
กลางได้ ๒ วา หนา ๑ คืบ วัดโดยรอบ ๒ วา สัณฐานกลม (ไม่ใช่กลมรอบตัวเป็นดวง) ใสเหมือนกระจกส่องหน้า นี่เป็นปฐมฌาน แล้วกายธรรมนั่งบนนั้น ดังนี้เรียกว่า กายธรรมเข้าปฐมฌาน
แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรม
ที่ศูนย์กลางกายทิพย์ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้นนี่เป็นทุติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าทุติยฌานนั้นแล้ว ปฐมฌานก็หายไป ทุติยฌานก็มาแทนที่ธรรมกายนั่งบนนั้น นีชื่อว่า ธรรมกายเข้าทุติยฌาน
แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่
ศูนย์กลางกายรูปพรหมเห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้นนี่เป็นตติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าตติยฌานนั้นแล้ว ทุติยฌานก็หายไป ตติยฌานมาแทนที่ธรรมกายนั่งบนนั้น นี่ชื่อว่า ธรรมกายเข้าตติยฌาน
แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้นเพ่งดูดวงธรรมที่
ศูนย์กลางกายอรูปพรหม เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วน
เท่ากันนั้น นี่เป็นจตุตถฌาน ธรรมกายน้อมเข้าจตุตถฌานนั้นแล้วตติยฌานก็หายไป จตุตถฌานมาแทนที่ธรรมกายนั่งบนนั้น ดังนี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าจตุตถฌาน (เหล่านีเป็นรูปฌาน)
ต่อจากนี้ไป ให้ใจธรรมกายน้อมไปในเหตุว่างของ
ปฐมฌาน เห็นเป็นดวงใสเท่าจตุตถฌาน ธรรมกายก็นั่งบนดวงนั้น เมื่อธรรมกายนั่งอยู่บนอากาสานัญจายตนะฌานดังนี้แล้ว ใจธรรมกายน้อมไปในรู้ ในเหตุว่างของทุติยมาน อากาสานัญจายตนะฌานก็จางหายไป เกิดวิญญาณัญจายตนะฌาน (ใสยิ่งกว่านั้น) ธรรมกายนั่งอยู่บนวิญญาณัญจายตนะญานนั้น ใจธรรมกายน้อมไปในที่รู้ละเอียดในเหตุว่างของตติยฌาน วิญญาณัญจายตนะฌานก็จางหายไป เกิดอากิญจัญญายตนะฌาน (ใสยิ่งขึ้นไปอีก) ธรรมกายนั่งอยู่บนอากิญจัญญายตนะฌานนั้น ใจธรรมกายน้อมไปในรู้ก็ใช้ไม่รู้ก็ใช่ ในเหตุว่างของจตุตถฌาน
อากิญจัญญายตนะฌานก็จางหายไป เกิดเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานแทนที่
รู้สึกว่าละเอียดจริงประณีตจริง ธรรมกาย
นั่งอยู่บนเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานนั้น (นี่เป็นส่วนอรูปฌาน)
เหล่านี้เรียกว่าเข้าฌาน ๑ ถึง ๘ โดยอนุโลม แล้วย้อนกลับ จับ
แต่ญานที่ ๘ นั้น ถอยลงมาหาญานที่ ๗, ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ เรียกว่าปฏิโลม
วิธีพิจารณาอริยสัจจ์
ดูอริยสัจจ์ของกายมนุษย์ให้เห็นจริงว่า ความเกิด แก่
เจ็บ ตาย ของมนุษย์เป็นทุกข์
สิ่งที่เรียกว่าเป็นความเกิดนั้น มีลักษณะเป็นดวงกลมใส
ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ สีขาวใส
บริสุทธิ์ ดวงเกิดนี้จะเริ่มมาจดศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็น
กายมนุษย์ ในเวลาที่กายมนุษย์มีอายุครบ ๑๔ ปีดวงนี้เองเป็นดวงเริ่มเกิดของมนุษย์ทุกคน ถ้าดวงนี้ไม่มาจดกลางดวงธรรมของมนุษย์ กายมนุษย์ก็จะมาเกิดไม่ได้ เมื่อกายธรรมดูความเกิด ดูเหตุที่จะทำให้เกิดเห็นตลอดแล้ว ก็ดูความแก่ต่อไป
ความแก่นี้ซ้อนอยู่ในกลางดวงของความเกิด เป็นดวง
กลม ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ ขนาดเล็กก็เท่าฟองไข่แดงของไก่ สีดำเป็นนิลแต่ไม่ใส เวลาที่ดวงแก่นี้ยังเล็กก็เป็นเวลาที่เริ่มแก่
ถ้าดวงแก่นี้ยิ่งโตขึ้นกายก็ยิ่งแก่เข้าทุกทีดวงแก่นี้เองที่เป็นเหตุให้ร่างกายทรุดโทรม เมื่อแก่มากขึ้นแล้วก็ต้องมีเจ็บ เพราะดวงเจ็บซ้อนอยู่ในกลางดวงแก่นั้นเอง เป็นดวงกลม ขนาดเท่า ๆ กับดวงเกิด ดวงแก่สีดำเข้มยิ่งกว่าดวงแก่
ขณะเมื่อดวงเจ็บนี้มาจดเข้าในศูนย์กลางดวงแก่เข้า
เวลาใด กายมนุษย์ก็จะต้องเจ็บทันที เมื่อดวงเจ็บนี้มาจดหนักเข้า
ดวงตายก็ซ้อนเข้าอยู่กลางดวงเจ็บ เป็นดวงกลมขนาดเล็กโต
เท่า ๆ กับดวงเจ็บ แต่มีสีดำใสประดุจนิลทีเดียว เมื่อดวงนี้เข้า
มาจดกลางดวงเจ็บแล้ว จดตรงหัวต่อของกายมนุษย์กับกายทิพย์
พอมาจดเข้าเท่านั้น หัวต่อของมนุษย์กับทิพย์ก็ขาดจากกัน เมื่อกายมนุษย์ไม่เนื่องกับกายทิพย์ได้แล้ว กายมนุษย์ก็ต้องตายทันที
เมื่อเห็นด้วยตาธรรมกาย และรู้ด้วยญาณของธรรม
กายว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ไม่เที่ยง ไม่แน่นอนจริงแล้ว
รู้เห็นตามจริงเช่นนี่ชื่อว่า สัจจญาณ
เมื่อตาธรรมกายเห็นว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นีเป็น
ทุกข์จริง เป็นสิ่งสมควรรู้ชื่อว่าบรรลุกิจจญาณ
และความทุกข์ทั้งหมดเหล่านี้ เราก็ได้พิจารณาเห็นชัด
แจ้งรู้ชัดเจนมาแล้ว ชื่อว่าบรรลุกตญาณ เช่นนี่ เรียกว่าพิจารณา
ทุกขสัจจ์ ซึ่งเป็นไปในญาณ ๓
ส่วนดวงสมุทัยนั้นมีอยู่ ๓ ดวง อยู่ในศูนย์กลางดวง
ธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ และ
ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ เหมือนกันทั้งหมด ซ้อนกันอยู่สำหรับ
ดวงข้างนอกมีสีดำเข้ม แต่อีก ๒ ดวงนั้น ก็ยิ่งมีความละเอียด
และความดำมากกว่ากันเข้าไปเป็นชั้น ๆ เมื่อเห็นด้วยตาและรู้
ด้วยญาณของธรรมกายเช่นนี้รู้ว่าเพราะสมุทัยนี้จึงทำให้ทุกข์
เกิดเป็นของจริง เช่นนี้ เรียกว่าสัจจญาณ เมื่อรู้แล้วพากเพียร
ละ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งควรละเช่นนี้ เรียกว่ากิจจญาณ เมื่อละ สมุทัยได้ขาดแล้ว ชื่อว่ากตญาณ เช่นนี้เรียกว่า พิจารณาสมุทัย ซึ่งเป็นไปในญาณ ๓
เมื่อมีสมุทัยเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องดูให้รู้ถึงวิธีดับเหตุแห่ง
ทกข์อันนี้ให้ได้ตลอด ที่เรียกว่านิโรธ นิโรธนีเป็นดวงกลมใสอยู่
ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขนาดวัดตัดกลาง ๕ วา ขณะเมื่อมีนิโรธแล้ว สมุทัยย่อมหมดไป เหมือนรัศมีของ
พระอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้หายไปฉะนั้น เมื่อเห็นด้วยตาและ
รู้ด้วยญาณธรรมกายว่า ความดับไปแห่งสมุทัยเป็นนิโรธจริง
ชื่อว่าสัจจญาณ และนิโรธนี้เป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าเป็น
กิจจญาณ เมื่อรู้เห็นตลอดแล้ว ชื่อว่าทำให้แจ้งซึ่งนิโรธแล้ว
จัดเป็นกตญาณ เช่นนี้เรียกว่าได้พิจารณาซึ่งนิโรธ อันเป็นไปใน
ญาณ ๓
เมื่อทำนิโรธความดับให้แจ้งได้แล้ว ก็จะพึงทำมรรคให้
เกิดขึ้น มรรคนีก็คือ ดวงศีล สมาธิปัญญา ซึ่งอยู่ในศูนย์กลาง
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่นเอง มีสัณฐานกลมใสบริสุทธิ์
ยิ่งนัก ขนาดเท่ากันกับหน้าตักของธรรมกาย เมื่อได้เห็นด้วย
ตาได้รู้ด้วยญาณของธรรมกายแน่ชัดแล้ว รู้แน่ว่าสิ่งนี้เป็น
มรรคจริง ชื่อว่าเป็นสัจจญาณ เมื่อมรรคนี้เป็นของจริง ก็เป็น
ทางควรดำเนินให้เจริญขึ้น ชื่อว่าเป็นกิจจญาณ เมื่อได้รู้เห็น
ตลอดด้วยตาและญาณของธรรมกายถึงมรรคนี้ว่า ได้ดำเนินให้
เจริญขึ้นแล้วนี้ชื่อว่าเป็นกตญาณ เช่นนี่ชื่อว่าได้เห็นมรรค
พร้อมทั้งรู้เป็นไปในญาณ ๓ ฉะนี้
วิธีเข้าถึงธรรมกายในธรรมกาย
เห็นอริยสัลจ์เหล่านี้พร้อมกับเดินสมาบัติ เมื่อถูกส่วนเข้า
ธรรมกายก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดผ่าศูนย์กลาง ๕ วา ในไม่ช้า
สูญนั้นก็กลับเป็นธรรมกายหน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๕ วา เกศ
ดอกบัวตูม นี้เป็นพระโสดา แล้วธรรมกายพระโสดานั้นเข้าฌาน
ดูอริยสัจจ์ของกายทิพย์ให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว
เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระโสดาก็ตกสูญเป็นดวงใส
วัดผ่าศูนย์กลางได้ ๑๐ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกศดอกบัวตูม นี่เป็นพระสกิทาคามี แล้วธรรมกายพระสกิทาคามีนั้นเข้าฌาน ดูอริยสัจจ์ของกายรูปพรหมให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระสกิทาคามีก็ตกสูญเป็น
ดวงใส วัดผ่าศูนย์กลางได้ ๑๕ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็น
ธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกศดอกบัวตูม นี่
เป็นพระอนาคามี แล้วธรรมกายพระอนาคามีนั้นเข้าฌานดู
อริยสัจจ์ของกายอรูปพรหมให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระอนาคามีก็ตกสูญเป็น
ดวงใส วัดผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็น
ธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกศดอกบัวตูม นี่
เป็นพระอรหัตต์แล้ว
วิธีเข้านิพพานเป็น
ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระโสดาเป็น
ปฐมฌาน (แบบเดียวกับที่เคยทำมาแล้วในการทำฌาน) ธรรม
ที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระสกิทาคามีเป็นทุติยฌาน ธรรมที่
ทำให้เป็นธรรมกายของพระอนาคามีเป็นตติยฌาน ธรรมที่
ทำให้เป็นธรรมกายของพระอรหัตต์เป็นจตุตถฌาน ว่างของ
ปฐมฌานประกอบเป็นอากาสานัญจายตนะฌาน รู้ในว่างของ
ทุติยฌานเป็นวิญญาณัญจายตนะฌาน รู้ที่ละเอียดในเหตุว่าง
ของตติยญานเป็นอากิญจัญญายตนะฌาน รู้ก็ใช่ไม่รู้ก็ใช่ใน
เหตุว่างของจตุตถฌานเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน
เข้าสมาบัติทั้ง ๘ นี้โดยอนุโลม ปฏิโลมจนครบ ๗ เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้านิพพานของกายมนุษย์
เดินสมาบัติในนิพพานของกายมนุษย์ครบ ๗ เที่ยว
กายธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายทิพย์
เดินสมาบัติในนิพพานของกายทิพย์ครบ ๗ เที่ยว กาย
ธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายรูปพรหม
เดินสมาบัติในนิพพานของกายรูปพรหมครบ ๗ เที่ยว
กายธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายอรูปพรหม
เดินสมาบัติในนิพพานของกายอรูปพรหมครบ ๗ เที่ยว
กายธรรมก็ตกสูญเข้านิพพานของกายธรรมเลยทีเดียว
เวลาจะออกจากนิพพานของกายธรรม ก็ต้องเดิน
สมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของกาย
อรูปพรหม แล้วเดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึง
นิพพานของกายรูปพรหม แล้วเดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญ
กลับออกมาถึงนิพพานของกายทิพย์ เดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว
ตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของกายมนุษย์ เดินแบบเดียวกับเวลาเข้าไป
(สำหรับฌานนั้น ขนาดที่กล่าวแล้ว คือ วัดตัดกลาง ๒
วา หนา ๑ คืบ วัดโดยรอบ ๖ วานั้น เป็นขนาดธรรมดา แต่
เมื่อเวลาที่ถึงขั้นธรรมกายขยายส่วนโตขึ้นแค่ไหน พึงเข้าใจว่าฌานก็จะขยายส่วนโตขึ้นไปตามนั้นได้)