ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เขาเห็น..ตอนปัดระเบิด

หลวงปู่วัดปากน้ำ · อานุภาพหลวงปู่..ยุคต้นวิชชา

PDF
เขาเห็น..ตอนปัดระเบิด สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นตกเป็นเป้าหมายสําคัญในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีมหาอํานาจอย่างสหรัฐฯ เป็นแกนนํา มุ่งนํากําลังเข้ากวาดล้าง และในที่สุด..ญี่ปุ่นก็ต้องประกาศยอมแพ้สงคราม เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 เพราะอำนาจการทําลายล้างของระเบิดปรมาณู หวอ..ห..ว..อ..สัญญาณเตือนภัยดังสนั่น! ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ทําให้ผู้คนต่างตกใจ พากันวิ่งหนีหลบเข้าไปในหลุมหลบภัย เพื่อให้รอดจากสะเก็ดระเบิดที่กําลังทิ้งลงมาแบบปูพรม เครื่องบินรบ B-29 ..เป้าหมายในการทําลายล้างคือ โรงไฟฟ้าวัดเลียบ (วัดราชบูรณะ) สะพานข้ามกรุงธน และสถานที่สําคัญต่าง ๆ ซึ่งตรงตามหลักยุทธศาสตร์การรบที่สหรัฐฯ กําลังจะตัดเส้นทางการคมนาคมของพวกญี่ปุ่น ตลอดจนทําลายแหล่งพลังงานที่สําคัญที่สุดคือ โรงไฟฟ้า ฟิ้ว....ฟิ้…..ว…... ตูม!!! ระเบิด..พลังแห่งการทําลายล้างลูกแล้ว..ลูกเล่าถูกทิ้งดิ่งลงมา แต่แปลก..ที่พลาด!!! โดนเป้าหมายน้อยมาก หรือมีผลกระทบต่อเป้าหมายไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นจะ ดิ่งลงกลางทุ่ง แม่น้ำเจ้าพระยาหรือสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์พร้อมกับฝุ่นควันที่คลุ้งขึ้นตามแรงระเบิด การประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองไทยยังคงยืดเยื้อไปตามกระแสสงครามโลก สัญญาณหวอยังคงดังขึ้นในแต่ละวัน.. ทั้งกลางวันและกลางคืน เสียงระเบิดดังจนกลายเป็นความชาชิน ทําให้ระยะหลัง ๆ ผู้คนไม่ค่อยใส่ใจกับการหลบภัยเท่าไรนัก หวอ .... ห ..ว..อ. คราวนี้มันดังขึ้นอีกซ้ำ ๆ กัน บางคนก็วิ่งไปหลบเหมือนเดิม แต่บางคนกลับออกมาดูเครื่องบินรบที่กําลังขับเคลื่อนมา และเป็นธรรมดาที่วัยซนอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ทําให้อยากจะเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดโดยไม่กลัวอันตรายแต่อย่างใด เด็กชายยงยุทธ ดิลกเจริญ ปืนขึ้นไปบนดาดฟ้าห้องแถว ที่เรียงรายติด ๆ กันในเวลาเดียวกับที่ผู้ใหญ่และเด็กคนอื่น ๆ ก็ปีนดูบนดาดฟ้าบนบ้านของตน “เฮ้ย!.. เฮ้ย!.. นั่นอะไร !? ..มองซิ คนใส่ชุดขาว ๆลอยอยู่บนฟ้า อย่างกับแม่ชี..” ผู้คนเงยหน้ามองตามเสียงที่ดังขึ้นจากกลุ่มผู้ใหญ่ แน่นอน..! เด็กชายยงยุทธก็เงยหน้ามองตามด้วย ช่างประหลาดเหลือเกิน..!? ภาพที่เขาเห็นบนท้องฟ้าเป็นแม่ชีจริง ๆ มีลักษณะโปร่งแสงลอยอยู่นิ่ง ๆ ใกล้กับเครื่องบินรบ B-29 ที่กําลังขับเคลื่อนมา 2 - 3 ลำ พร้อม ๆ กัน คนดูต่างชี้ไม้ชี้มือ ส่งเสียงอื้ออึงกับสิ่งประหลาดที่ปรากฏให้เห็น “ทิ้งเท่าไรก็ไม่โดน..ไม่มีวันโดนหรอก..ฮ่า..ฮ่า..” นี่คือเสียงพูดพร้อมเสียงหัวเราะร่าดัง ๆ ของยายผิน ที่มักพูดอยู่เป็นประจําในช่วงเกิดสงคราม ยายผินเป็นแม่ครัวทํากับข้าวอาศัยอยู่ในบ้านของเด็กชายยงยุทธ แกชอบไปทําบุญที่วัดปากน้ำอยู่เป็นประจํา แต่น่าเสียดายประโยคที่แกพูด กลับไม่มีใครในบ้านใส่ใจ หรือเข้าใจความหมายอะไรมากนัก แต่เสียงนี้ได้เข้าไปอยู่ในความทรงจําของเด็กชายยงยุทธ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า“หลวงพ่อวัดปากน้ำกับพวกนั่งสมาธิเขาปัดลูกระเบิดกัน ต่อให้ทิ้งมายังไงก็ไม่มีวันโดนหรอก..ไม่มีวันโดน..” ในวันต่อมา..เรื่องแม่ชีปัดลูกระเบิดที่มีพยานหลายคนเห็น ไม่ใช่เป็นเรื่องโคมลอย หรือตาฝาดไปเสียแล้ว เพราะหนังสือพิมพ์ก็ได้เอาข่าวนี้มาลงเป็นหลักฐานยืนยันเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 กาลเวลาผ่านไปจนกระทั่งเด็กชายยงยุทธโตขึ้น เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์และครุศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นเรียนต่อด้านการตลาดและเข้าทํางานในตําแหน่งหน้าที่การงานที่ดีทางด้าน Import-Export วันหนึ่งน้องชายเขาก็ได้นําหนังสือเล่มสําคัญมาให้ จากข้อความในหนังสือเล่มนี้เหมือนกับจะกระตุ้นหรือรื้อฟื้นสัญญาอะไรเก่า ๆ ที่เขาเองก็ไม่อาจรู้ เขารู้สึกเพียงแต่ว่าเขาอยากไปศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม (ต่อมา คือ วัดพระธรรมกาย) เขาต้องไปที่นั่นให้ได้ และหนังสือเดินไปสู่ความสุขเล่มนี้ ทําให้เขาได้ไปที่นั้นจริง ๆ .. ชีวิตคุณยงยุทธ ดิลกเจริญ เริ่มผูกพันกับศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม เพราะที่นี่ทําให้เขารู้คุณค่าของการทําทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เขามีศรัทธามากและเป็นหนึ่งในประธานสร้างโบสถ์ของวัดพระธรรมกายด้วย เขาไปที่วัดพระธรรมกายบ่อยมากจนคุ้นเคยและใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ คือ หลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ศิษย์เอกหลวงปู่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ด้วยความเป็นลูกศิษย์ที่สนิทนี่เอง เวลามีปัญหาอะไรก็จะคอยปรึกษาไต่ถามคุณยายอาจารย์ฯตลอด แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจําเลย และยิ่งรู้ว่าคุณยายเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ วัดปากน้ำด้วยแล้ว สิ่งนี้จึงถูกรือฟื้นขึ้นมาอีก ซึ่งก็คือ เรื่องราวครั้งสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กับคําพูดของยายผินที่ได้พูดไว้ พอคุณยงยุทธได้ไปกราบคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ก็รีบเรียนถามท่านเลยว่า “คุณยายครับ. .ทําไมเครื่องบินที่ทิ้งระเบิดลงมาถึงไม่โดนที่สําคัญ กลับลงทุ่งลงน้ำล่ะครับ” ซึ่งคุณยายท่านก็ตอบว่า “อ้าวคุณ.. เวลาที่เครื่องบินมันทิ้งระเบิด ยายเข้าที่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านสั่งให้ยายจัดการ ยายก็เนรมิตเมืองให้เป็นป่า..เป็นแม่น้ำ เนรมิตแม่น้ำ ให้เป็นบ้านเมือง เท่านี้ทิ้งเท่าไหร่ก็ไม่ถูก” ซึ่งถ้าเราอยากจะเข้าใจอะไรให้มากขึ้น ต้องนั่งสมาธิและศึกษาวิชชาธรรมกายตามอย่างหลวงปูวัดปากน้ำ เพราะการทําวิชชาธรรมกายเป็นเรื่องเหนือวิสัย ที่จะเข้าใจด้วยจินตมยปัญญา (ปัญญาจากการคิด) หรือสุตตมยปัญญา ( ปัญญาจากการฟัง) แต่จะเข้าใจได้ด้วยภาวนามยปัญญา (ปัญญาจากการเจริญภาวนา) ซึ่งการทําวิชชาในสมัยหลวงปู่วัดปากน้ำเขาทํากันเป็นทีม ต้องนั่งสมาธิจนมีความละเอียดมาก แล้วอาศัยพระธรรมกายปาฏิหาริย์ให้เห็นเมืองเป็นป่า เห็นแม่น้ำเป็นเมืองอะไรอย่างนี้ ทหารที่ทิ้งระเบิดก็จะเข้าใจผิดทิ้งไม่โดนสักที ซึ่งสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำทําวิชชา ก็มีคุณยายอาจารย์ฯ เป็นหัวหน้าทีมกะดึกในชุดนั้น สําหรับภาพส่วนหยาบที่คนทั้งหลายเห็นนั้น ก็เห็นต่าง ๆ กันไป เช่น เห็นเป็นภาพแม่ชีลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าปัดลูกระเบิดบ้าง ลอยอยู่เฉย ๆ บ้างซึ่งเรื่องละเอียดของวิชชาธรรมกาย เป็นดังข้างต้นที่อธิบายมานี้...