ความเมตตา
หลวงปู่วัดปากน้ำ · คำสอนหลวงปู่สู่โลกปัจจุบัน
ความเมตตา
“...เมตตารักใคร่อย่างบุตรน่ะ เมตตารักใคร่อย่างไร?
มีอะไรให้หมด ถ้าว่ามีนม ก็รับให้นมทีเดียว มีของ
อะไรให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง รักใคร่จริงๆ อย่างนั้น...”
ลูเธอร์ เบอร์แบงก์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เลื่องชือ ได้กล่าวไว้
ว่า “เคล็ดลับของการเพาะพันธุ์พืชให้ดี นอกจากจะอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องมีความเมตตาอยู่ด้วย” ขณะที่เขาทดลองทําให้กระบองเพชรไม่มีหนามอยู่นั้น ลูเธอร์ เบอร์แบงก์มักจะพูดกับต้นกระบองเพชร เพื่อสร้างคลื่นแห่งความเมตตาว่า“พวกเธอไม่มีอะไรจะต้องกลัว พวกเธอไม่จําเป็นต้องมีหนามไว้ป้องกันตัวอีกแล้ว ฉันจะช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเธอเอง” ต่อมาเขาก็ประสบความสําเร็จในการทําให้กระบองเพชรพันธุ์ที่เขาทดลองพัฒนามาเป็นพืชไม่มีหนามได้จริงๆ
ในยุคต่อๆ มา มีการทดลองเรื่องอานุภาพของความ
เมตตากับพืชอีกหลายชนิด แต่ละการทดลองปรากฏผลเหมือนๆกันว่า ต้นไม้ที่ได้รับการแผ่เมตตา หรือพูดจาดีๆ ด้วยนั้น จะเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรงกว่าต้นไม้ที่ถูกดุด่าอย่างเห็นได้ชัดถ้าเป็นไม้ดอกก็จะออกดอกมากกว่าและสวยงามกว่า
เรื่องความเมตตานี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก แต่ถ้าจะให้มีอํานาจมากต้องตั้งจิตเมตตาต่อผู้อื่นเหมือนแม่เมตตาต่อลูก ถ้าใครทําได้ ท่านบอกว่าจะมีคนรักใคร่เมตตามากมาย
“...เมตตารักใคร่อย่างบุตรน่ะ เมตตารักใคร่อย่างไร? มี
อะไรให้หมด ถ้าว่ามีนม ก็รับให้นมทีเดียว มีของอะไรให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง รักใคร่จริงๆ อย่างนั้น...จิตดวงนี้เป็นจิตดวงสําคัญ เมื่อรู้จักใช้แล้วละก็ ใช้จําเพาะลูกของตนก็ไม่ได้ผล มีฤทธิ์นัก ถ้ารู้จักใช้ถูกส่วนแล้วละก็ มีฤทธิ์มีเดชมากมายนักนะจะมีคนรักใคร่มากมายนับประมาณไม่ได้..”
ความรักความเมตตาของแม่ที่มีต่อลูกเป็นความรักที่
บริสุทธิ์ ยิ่งใหญ่ จริงใจ เปี่ยมด้วยความปรารถนาดีและมี
ปริมาณมากมายมหาศาล เมื่อแผ่ความเมตตาชนิดนี้ออกไป จึงได้รับความรักความเมตตากลับคืนมามหาศาลเช่นกัน
ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ดูแล้ว
น่าจะสอดคล้องกับกฎข้อที่ ๓ ของนิวตัน (Sir Isaac Newton)นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ คือ กฎของกิริยาและปฏิกิริยา (Law of Action and Reaction) ซึ่งมีหลักการว่า “แรงที่วัตถุที่หนึ่งกระทําต่อวัตถุที่สอง ย่อมเท่ากับแรงที่วัตถุที่สองกระทําต่อวัตถุที่หนึ่งแต่ทิศทางตรงข้ามกัน” (Action = Reaction) ดังตัวอย่างที่สามารถมองเห็นได้ง่ายๆ เช่น การที่เราเอามือทุบกําแพงแล้วเจ็บมือ แรงที่มือทุบกําแพงคือแรงกิริยา ส่วนแรงกระทําย้อนกลับจากกําแพงมาสู่มือคือแรงปฏิกิริยา ยิ่งทุบแรงเท่าไร ก็จะยิ่งเจ็บมือ
มากขึ้นเท่านั้น
อาจมีคนแย้งว่า ฉันให้ความรักความเมตตากับบางคน
มากมาย ทําไมไม่เห็นมี Reaction (ปฏิกิริยา) กลับมาเลย ทําไม?
จริงๆ แล้ว ความรักความเมตตาที่เราให้กับคนอื่นนั้น
ส่วนใหญ่เขารับรู้ได้ แต่การที่ Reaction ไม่ค่อยจะยอมทํางานนั่นอาจเป็นเพราะรักของเราไม่มากพอ และไม่ใช่ความเมตตาที่บริสุทธิ์ จึงไม่มีอานุภาพเพียงพอ
ความเมตตานอกจากจะทําให้เป็นที่รักใคร่ของผู้คนมากมายแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ยังกล่าวถึงอานุภาพของความเมตตาไว้อีกว่าช่วยให้ทํา กิจการงานต่างๆ สําเร็จโดยง่ายดาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะใครๆ ก็เต็มใจให้ความร่วมมือ
“...บุคคลผู้เจริญเมตตา พึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ จิตดวงของมารดาที่พร่าชีวิตแทนบุตรของตนได้น่ะ บุคคลผู้ประกอบด้วยเมตตา พึงตั้งจิตดวงนั้นไว้ ..”
“...จําดวงจิตดวงนั้นไว้ นั่นแหละทําให้เป็นขึ้นเถอะ จิต
ดวงนั้นน่ะให้เป็นแก่มนุษย์ทั่วไปละก็ บุคคลนั้นแหละจะทําอะไรละก็ ในโลกมนุษย์สําเร็จหมด สําเร็จหมดทีเดียว จะสร้างประเทศก็สําเร็จหมด สร้างวัดสร้างวาเป็นสําเร็จหมดใช้อย่างนั้นแหละคนต้องมาช่วยทําให้สําเร็จทุกประการ..”
แม้เราจะยังไม่สามารถทําใจให้เมตตาคนอื่นเหมือนอย่างที่
แม่รักลูกได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะเราไม่เคยเป็นแม่ หรือเพราะเหตุใดก็ตาม แต่ถ้าเรามีความรักความเมตตากับผู้อื่นอย่างจริงใจในระดับหนึ่ง เชื่อว่ามนุษย์โดยทั่วไปจะสามารถรับรู้ได้ เพราะขนาดพืชซึ่งปราศจากจิตใจยังสามารถรับกระแสความเมตตาได้
เคล็ดลับการเพาะพันธุ์พืชของเบอร์แบงก์ต้องอาศัยทั้ง
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเมตตา ส่วนเคล็ดลับของการเป็นที่รัก นอกจากจะอาศัยความรู้เรื่องความเมตตาที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านให้ไว้แล้ว ยังต้องอาศัยความจริงใจเป็นพื้นฐานด้วย