ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

จริงแค่ชีวิต

หลวงปู่วัดปากน้ำ · วิสุทธิวาจา 1

PDF
๘ จริงแค่ขีวิต ที่บริกรรมว่าดังนี้ก็เพื่อจะประคองใจเราให้หยุด สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๆๆๆ พอถูกส่วนเข้าใจก็หยุดอยู่กลางดวงนั้น มืดก็อยู่ตรงนั้น สว่างก็อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องถอยไปถอยมา นิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ พอนิ่งถูกส่วนเข้าเท่านั้นมืดหนักเข้าก็เห็นดวงใส สว่างก็เห็นดวงใส ใจก็อยู่กลางดวงใส ถ้าว่ามันไม่นิ่งไม่หยุด มันซัดส่ายไปบริกรรมฟอร์มไว้ สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ๆ ๆ ๆ ๆ พอถูกส่วนเข้า หยุด หยุดแล้วไม่ต้องบริกรรม เพ่งเฉยหยุดแล้วไม่ต้องบริกรรม เพ่งเฉย ดูนิ่ง ถ้าว่าขยับเคลื่อน หรือขยับไปเสียเสื่อมไปเสียบริกรรมฟอร์มไว้ สัมมาอะระหัง ๆๆๆๆ ไว้ จนกระทั่งหยุดนิ่ง พอหยุดนิ่งไม่ต้องบริกรรมเพ่งเฉย วางอารมณ์เฉยให้หยุดอยู่นั้นแหละ หยุดเท่านั้นแหละอย่าไปนึกถึงมืด-สว่างนะ หยุดอยู่นั่นแหละ หยุดนั้นแหละเป็นตัวสําเร็จ ที่บอกแล้ว สมณะหยุด สมณะหยุด พระองค์ให้นัยไว้ว่า สมณะหยุดแล้ว ท่านไม่หยุด นี่หยุดนี่แหละเพียงตรงนี้ ให้มันได้ตรงนี้ซะก่อน อื่นไม่ต้องไปพูดมากนักใหญ่โตมโหฬาร พูดหยุดนี่ให้มันตกลงกันก่อน ไอ้ที่หยุดอยู่นี่เขาทํากันได้นะ วัดปากน้ำมีตั้งแปดสิบกว่า ถ้าไม่หยุดก็เข้าไปถึงธรรมกายไม่ได้ เขาเข้าถึงธรรมกายแปดสิบกว่านะ เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งทํากับเขาไม่ได้เชียวหรือ? ทําไมจะไม่ได้ ทําจริงเข้า ทําไม่จริงต่างหากล่ะมันไม่ได้ จริงละก็ได้ทุกคน จริงแค่ไหน? แค่ชีวิตซี เนื้อเลือดจะแห้งเหือดหมดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้ไม่ลุกจากที่ นี่จริงแค่นี้ ได้ทุกคน ฉันเอง ๒ คราว ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง..พอถึงกําหนดเข้าก็ได้ ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง..พอถึงกําหนดก็ได้ ไม่ตายสักที พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รูปนั้นประกอบความเพียรด้วยจตุรังคะวิริยะ ด้วยองค์ ๔ เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน เนื้อเลือดจะแห้งหมดไปไม่ว่า ประกอบด้วยจาตุรังคะวิริยะเช่นนี้ พอถูกส่วนเท่านั้น ในเวลาค่ำได้บรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เวลายามที่ ๒ ได้บรรลุจุตุปปาตญาณ เวลายามที่ ๓ ได้บรรลุอาสวักขยญาณ เล่นตลอดคืน ท่านจริงอย่างนั้นอาจารย์ของเรา เป็นลูกศิษย์ก็จริงเหมือนกันแหละ ไม่ได้ยอมตาย ไม่หยุดยอมตายกันทีเดียว เอาหยุดจริงๆ กัน พอทยุดเข้าเท่านั้น จับตัวได้ว่า อ้อ...ทางศาสนาเดินหลักอย่างนี้ ถูกส่วนอย่างนี้ก็จําให้มั่นเชียวนะ สัมมาอะระหังๆๆ ให้มั่นคงทีเดียว อย่าให้เคลื่อน จากพระธรรมเทศนาเรื่อง “หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน”