สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน
หลวงปู่วัดปากน้ำ · สาระสำคัญพระธรรมเทศนา
#Page36
สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน
๑๓ กันยายน ๒๔๙๖
นโม......
อตฺตทีปา อตฺตสรณา.....
พระบรมศาสดา แสดงธรรมนี้ เพื่อให้พวกเราทั้งหลายได้รู้จักตน ว่าเป็นเกาะและที่พึ่ง ที่พึ่ง
อันนี้หากไม่ใช่พระบรมศาสดาแล้ว รู้เองไม่ได้
เมื่อพระบรมศาสดา แสดงพระธรรมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ และ พระยสกับสหายสำเร็จแล้ว
ทรงเสด็จไปยังเหล่าชฎิล ในระหว่างทางพบพวกราชกุมารเล่นซ่อนหากันในป่าไร่ฝ้าย ราชกุมารเหล่า
นั้นต่างก็มีมเหสี แต่องค์หนึ่งไม่มีมเหสี จึงจ้างหญิงแพสยาไปเป็นมเหสีกำมะลอ เมื่อเล่นซ่อนหา ก็
ถอดเครื่องประดับใส่ห่อให้มเหสีแต่ละองค์ถือ พระมเหสีกำมะลอพอเห็นของมีค่ามากเช่นนั้นจึงได้หนีไป
ทั้งหมดช่วยกันค้นหาหญิงแพสยานั้น จนไปพบพระบรมศาสดาประทับอยู่โคนต้นไม้
ราชกุมารเหล่านั้นจึงทูลถามพระองค์ว่า เห็นหญิงถือห่อผ้าเดินไปทางนี้ไหม พระองค์ทรง
รับสั่งว่า "ราชกุมารทั้งหลาย เธอจะหาหญิงถือห่อผ้านั้นดี หรือจะหาตัวดี"
ราชกุมารก็ทูลรับว่า "หาตัวดี พระเจ้าค่ะ"
พระองค์จึงทรงแสดงพระธรรมในเรื่องสิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน แปลตามพระบาลี
อตฺตทีปา ฯ มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง สิ่งอื่นไม่ใช่
ธมฺมาทีปา ฯ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง สิ่งอื่นไม่ใช่
คำว่า ตน หมายถึงอะไร ?
หมายไว้หลายชั้น ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด มี ๘ กาย ทั้งหมดอยู่ในภพ ๓
เป็น "ตนในภพ" โดยสมมติชั่วคราว ต้องเวียนว่ายตายเกิดเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่า โลกีย์
ตั้งแต่กายธรรมถึงกายธรรมอรหัตละเอียด มี ๑๐ กาย เป็น "ตนนอกภพ" โดยวิมุตติ ไม่ใช่
สมมุติ เป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา
คำว่า ธรรม หมายถึงอะไร ?
ธรรม สำหรับให้ตนนั้นเป็นอยู่ ตนนั้นไม่มีธรรมเลยก็เป็นอยู่ไม่ได้ ทั้งกายมนุษย์ถึงกายพระ
อรหัตละเอียด มีถ้าไม่มีธรรมก็ดับหมด
ธรรมอยู่ที่ไหน ?
อยู่กลางกายมนุษย์ เรียกดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใสเท่าฟองไข่แดงของไก่
#Page37
"ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์สเท่าฟองไข่แดงของไก่ ดวงนั้นแหละเรียก
ธรรมดวงนั้นดับไป กายมนุษย์ก็ดับ
ธรรมดวงนั้นผ่องใส สะอาด สะอ้าน กายมนุษย์ก็รุ่งโรจน์โชตนาการ
ธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใส ซอมซ่อ ไม่สวยไม่งาม
น่าเกลียด น่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนัก ธรรมดวงนั้นแหละเป็นชีวิตของ
มนุษย์ คือความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ อยู่กลางดวงนั้น"
ดวงธรรม มีขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นดวงธรรมในภพอย่างใหญ่ก็เพียงแปดเท่า ของฟอง
ไข่แดงของไก่ ถ้าเข้าถึงธรรมกาย ก็เห็นดวงธรรมนอกภพ เป็นดวงใสเหมือนกัน เส้นผ่า ศูนย์กลางจะเท่ากับหน้าตักธรรมกาย ซึ่งมีขนาดโตขึ้นไปตามลำดับ จนถึงกายธรรมอรหัตละเอียด หน้าตัก
๒๐ วา จนถึงนับอสงไขยไม่ถ้วน
กายเป็นที่เกาะที่พึ่งได้อย่างไร ?
เรือล่มจมลงในมหาสมุทร มนุษย์นั้นก็ต้องพยายามว่ายน้ำไป เมื่อพบเกาะก็ย่อมดีใจ หมด
เหนื่อยยาก เพราะได้เกาะเป็นที่พึ่งพา มีผลไม้พอยังอัตภาพ กายมนุษย์ก็มีคุณเปรียบได้ดังเกาะ เป็น
ที่พึ่งของเรา
เราอาศัย "กายมนุษย์" เป็นเกาะ ถ้าทิ้งกายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียดก็อยู่ไม่ได้ก็ต้องตาย
ส่วนธรรมเป็นเกาะอย่างไร ?
ถ้าไม่ได้ดวงธรรม กายต่างๆ ก็ไม่มีที่อาศัยหรือเป็นที่เกาะ เช่นกายมนุษย์ละเอียด มีกายมนุษย์
หยาบเป็นเกาะ ส่วนธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียด ก็เป็นเกาะให้กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์
ก็มีกายทิพย์กับธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ เข้าถึงไปเป็นลำดับทั้ง ๑๘ กาย ถึงกายธรรมอรหัตละเอียด
ได้อาศัยกายธรรมพระอรหัตหยาบ และอาศัยดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัตหยาบ เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง
กายมนุษย์และดวงธรรมกายมนุษย์จึงเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง เราอาศัยอยู่กับกายมนุษย์เป็นที่พึ่ง
จริงๆ ทั้งอาบน้ำ อุจจาระ คนอื่นพึ่งไม่ได้ เราต้องทำเองทุกอย่าง
ส่วนกายมนุษย์ละเอียดที่อาศัยดวงธรรมนั้นอยู่ ก็มีธรรมดวงนั้นเป็นที่อาศัย กายมนุษย์-
ละเอียดจึงเป็นตัวของตัวเอง และเป็นที่อาศัยด้วย ธรรมก็เป็นตัวของตัวเองและเป็นที่อาศัยด้วย
ธรรมดวงนั้น เป็นที่พึ่งสำคัญ เพราะได้มาด้วยความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ถ้าธรรมดวงนั้นดับไป กายมนุษย์ละเอียดก็หมดที่พึ่ง กายทิพย์ก็เช่นกัน
ฉะนั้นจะต้องเรียนให้รู้จักกายของตัวเองก่อนว่า กายมนุษย์นี้เป็นตัวโดยสมมติทั้ง ๘ กายที่
อยู่ในภพเรียกว่า "อตุตสมมติ" แปลว่า ตัวโดยสมมติ จะเอาของจริงต้องเข้าถึง "กายธรรม" ที่เป็นกายนอกภพ เป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา
ส่วนธรรมที่ทำให้เป็นกายทั้ง ๘ กายแรก ก็เรียกว่า ธรรมสมมติ เหมือนกัน ที่พระพุทธเจ้าว่าธรรม
#Page38
ตรัสว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ" แปลว่า ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม ตัวก็เป็นตัว
ธรรมก็เป็นธรรม
"จะไปพึ่งสิ่งอื่นเลอะละไม่ได้ ถ้าพึ่งจ้าวพึ่งผี เที่ยวบนบานศาลกล่าว นี่
เพราะพวกเหล่านี้ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ศึกษาในธรรมของ
สัตบุรุษ ความเห็นจึงพิรุธไปเสียแล้ว ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า ความเห็นจึงได้เลอะเลือนไปเช่นนั้น ถ้า
ไม่เลอะเลือนจะต้องมี ๒ อย่างนี้เท่านั้น คือ มีกาย กับธรรม ๒ อย่างนี้เท่านั้น"
"มีตัวกับธรรม ๒ อย่างนี้เท่านั้น กายมนุษย์ก็มีตัว กายมนุษย์ก็มีธรรมที่
ทำให้เป็นตัวตลอดทุกกาย ทั้ง ๑๘ กาย มีตัวกับมีธรรมที่ทำให้เป็นตัว แต่ว่าตัว
ทั้งหลายเหล่านั้นทั้ง ๘ กายในภพ เป็นอนิจุจํ ทุกฺข์ อนตุตา หมดไม่เหลือเลย
ทั้ง ๑๐ กายนอกภพเป็น นิจจํ สุข อตุตา หมดไม่เหลือเลย ตรงกันข้าม
อย่างนี้เป็นของเที่ยงของจริงหมด แต่ว่าในภพแล้วเป็นของไม่เที่ยง ไม่จริงหมด"
"ให้รู้จักหลักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ ตามความเป็นจริงของทางมรรคผล
ตามความเป็นจริง ของกายที่เป็นของในภพนอกภพชัดอย่างนี้ละก็ ก็ไม่งมงาย
การหาเลี้ยงชีพ หรือการเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ ก็ไม่สับสน อลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตน และบุคคลผู้อื่นเป็นเบื้องหน้า"