พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
หลวงปู่วัดปากน้ำ · สาระสำคัญพระธรรมเทศนา
#Page18
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
นโม.
อิติปิโส ภควา
หลวงพ่อวัดปากน้ำ แสดงเรื่องพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ตามลำดับพระบาลี
เริ่มตั้งแต่ "อิติปิโส ภควา" ไปจนจบ โดยเนันประโยชน์ในทางปฏิบัติ
"คุณ" หมายถึง ความดีความงาม ที่ควรเคารพบูชา
ความดีความงามของพระพุทธเจ้า มี ๙ ประการ
ความดีความงามของพระธรรม มี ๖ ประการ
ความดีความงามของพระอริยสงฆ์ มี ๙ ประการ
พระพุทธคุณ
พระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการะของเทวดา อินทร์ พรหม และ มนุษย์ มิใช่เพราะพระองค์
เป็นกษัตริย์ แต่เพราะการสละออกบรรพชา ประกอบพระมหาวิริยะแรงกล้า จนบรรลุพระโพธิญาณ
ณ ใต้ตันศรีมหาโพธิ์ ในวันเพ็ญเดือน 5 คุณความงามความดีของพระองค์ได้บังเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น
จนกระทั่งเสด็จปรินิพพาน นี้เป็นเหตุโดยย่อ เมื่อแยกออกรวมเป็น ๙ ประการ คือ
๑. อรหํ
เป็นเนมิตกนาม เกิดขึ้นเอง พร้อมกับที่ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ แปลได้ ๒ นัย คือ
"ไกล" และ "ควร"
. กล หมายถึงไกลจากกิเลส หรือพ้นจากกิเลส เปรียบเทียบได้หลายประการ คือ
- พระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังแท่งทองชมพูนฺท หรือใสเหมือนดวงแก้วอันหาค่ามิได้
- ประกอบด้วย "ตาทิโน" คือ เป็นผู้คงที่ไม่หวั่นไหว แม้จะเอาของหอม และของเหม็น
ชโลมพระวรกายทั้ง ๒ ด้าน พระหฤทัยของพระองค์ก็ไม่ทรงแปรผัน
- "อินฺทขีลูปโม" พระทัยมั่นคงดังเสาเขื่อน แม้พายุมาทั้ง ๔ ทิตก็ไม่เคลื่อน
การ "ไกล" หรือละกิเลสของพระองค์ หลุดเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่กิเลสในกายมนุษย์ถึงกายภายใน
ต่างๆ เป็นลำดับไป
กิเลสในกายมนุษย์ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ
กิลสในกายทิพย์ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายรูปพรหม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายอรูปพรหม คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย
เมื่อเข้าถึงกายธรรม หรือ ธรรมกาย ชั้นโคตรภูจิต เรียก โคตรภูบุคคล
#Page19
โคตรภูบุคคลเดินสมาบัติ เพ่งอริสัจสี่ เข้าไปทุกกาย เป็นอนุโลมปฏิโลม เมื่อหลุดพันจากกิเลส
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็ตกศูนย์เป็นพระโสดาบัน
กายพระสดาบัน ละกิเลสกามราคะ พยาบาท ขั้นหยาบ
กายพระสกิทาคามี ละกิเลสกามราคะ พยาบาท ขั้นละเอียด
กายพระอนาคามี ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จึงเลื่อนเป็นพระอรหันต์
เข้าถึงกายพระอรหัต จิตพระองค์ผุดผ่อง ไกลจากกิเลส
๑.๒ ควร คือ เป็นผู้ที่เราสมควรบูชาไว้เหนือสิ่งใด
๒. สมุมาสมุพุทฺโธ
แปลตามศัพท์ว่า "ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ" หรือ"ตรัสรู้เองโดยถูกต้อง" หรือ "รู้ถูก
"พุทฺโธ" แปลว่า "ตรัสรู้"
มีความหมายมากกว่าคำว่ารู้แจ้ง เพราะลึกซึ้งมากกว่ารู้ จึงเติมคำว่า "ตรัส" หน้า "รู้"
พระบาลีในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกล่าวถึงคุณวิเศษ ๕ ประการ คือ
จกชุ ฌาณ์ ปญฌา วิชุชา อาโลโ.....
รวมเป็นคำแปลคำเดียวว่า "พุทฺโธ"
พุทฺโธ จึงอาจแปลว่า "ทั้งรู้ ทั้งเห็น" เพราะจก ญาณ คำนั้น
ในมหาสติปัฏฐานสูตร ใช้คำว่า ชานตา ปสุสตา.....
เป็นเหตุสนับสนุนว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ไม่ใช่รู้เฉยๆ แต่ทั้งรู้ทั้งเห็น
พระองค์เห็นด้วยตาธรรมกาย
"สัม" นำหน้า "พุทธะ" เพื่อแสดงว่า ตรัสรู้เอง ไม่มีใครสอน
- พระองค์เห็นด้วยตาธรรมกาย เป็นการเห็นโดยพระองค์เอง สิ่งที่เห็นตรงตามความเป็นจริง
ไม่ใช่คาดเดาหรืออนุมาน จึงได้ชื่อว่า ตรัสรู้ หรือ "สมุมาสมพุทฺโธ" ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ
- พระองค์ตรัสรู้เองได้ เพราะความเป็น อห เมื่ออำนาจสมาธิ ทำให้จิตของพระองค์หลุด
พ้น จากอาสวะแล้ว จิตของพระองค์ก็ไส บริสุทธิ์ ผุดผ่อง เพราะหยุดนิ่งนั่นเอง จึงมีสิ่งหนึ่งผุดขึ้นใน
นิ่ง ทำให้ " " พระองค์ก็รู้ตามนั้นไป น้ำขุ่น แม้อิฐสักก้อนหนึ่งอยู่กันโอ่ง เราย่อมมองไม่เห็น แต่
เมื่อน้ำนั้น นอนนิ่งใสบริสุทธิ์แล้ว แม้แต่เข็มอยู่กันโอ่งเราก็เห็น
"สมุมา" นำหน้า "สมุพุทฺโธ"
"สมุมา" แปลว่า "โดยชอบ" หรือ "โดยถูกต้อง"
พระองค์ตรัสรู้อะไร มีเหตุผลยันกันได้เสมอ จึงถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทั้งเหตุและผล
พระองค์ตรัสรู้ ทั้งเหตุที่ทำให้เกิดสุขและทุกข์พระองค์ตรัสรู้ ทั้งเหตุไม่สุขไม่ทุกข์ หรือสภาพ
เป็นกลางๆ เรียกว่า อัพยากฤต
เหตุให้เกิดสุข ทรงเรียกว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ เพราะเป็นฝ่ายกุศล เหตุให้เกิดทุกข์เรียก
โลภะ โทสะ โมหะ เป็นฝ่ายอกุศล
ปุถุชนมักรู้กันแต่ผล สาวเหตุไม่ใคร่ถึง เช่น ทำโจรกรรมแล้วต้องไปรับโทษ ก็รู้กันขั้นหยาบ ๆ
#Page20
ว่า ผลที่ต้องได้รับทุกข์ คือ ต้องโทษนั้น เนื่องมาจากโจรกรรม แท้จริงเหตุเท่านั้นไม่พอ เพราะโลภ
เป็นมูลเหตุ แต่ก็ยังไม่พอ ต้องสาวไปว่าทำไมโลภจึงครอบงำเขาได้ ก็เพราะใจเขาสกปรก ทำไมใจเขา
สกปรก เพราะเขาไม่ประพฤติตามโอวาทของพระบรมศาสดาที่ให้รักษาศีล อาจเพราะไม่ได้อ่าน หรือ
ฟังธรรม เป็นต้น
พระองค์ทรงสอนไว้ละเอียด ให้รู้ถึงเหตุผล ว่าผลเกิดจากเหตุใด ทรงมีแนวสอนให้ปฏิบัติเพื่อ
ละเหตุให้เกิดทุกข์ บำเพ็ญเหตุให้เกิดสุข ตลอดจนวิถีทางดับเหตุทั้งปวง เรียกว่า "นิโรธ"
มูลรากฝ่ายเกิดหรือสมุทัย คือ อวิชชา
ในทางดับ หรือ นิโรธ คือ ดับอวิชชา
อวิชชาจึงเหมือนต้นไฟ ดับตัวเดียวจะดับได้หมด
คำสอนของพระองค์จึงอยู่ที่ว่า ให้ผู้ปฏิบัติหาทางกำจัดอวิชชาเสีย จึงจะพันจากวัฎฏสงสาร
พระอุทานอันเป็นบุคคลาธิษฐานสั้นๆ มีว่า
"ท่านนายช่างไม้ คือ ตัณหา เราเจอตัวท่านแล้ว ท่านหมดโอกาสที่จะมา
สร้างปราสาท คือ อัตตภาพร่างกายเราแล้ว กระดูกซี่โครงท่าน คือ กิเลส เราหัก
กรอบหมดแล้ว ยอดปราสาท คือ อวิชชา เราก็รื้อทำลายหมดแล้ว จิตของเรา
ปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว เราถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว"
๓. วิชฺชาจรณสมุปนฺโน
แปลว่า พระองค์ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
ก. วิชชา หมายถึง ความรู้ที่กำจัดมืดเสีย
"มืด" หมายเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ ๕)
"วิชชา" ความรู้ ตรงข้ามกับ "อวิชชา" คือ ไม่รู้
เมื่อมี "อวิชชา" ก็ไม่รู้ถูกหรือผิด ไม่รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคตของ สังขาร ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
และอริยสัจ < เพราะมีอุปาทาน (ยึดมั่น) ขันธ์ ๕ ให้มืด ไปนิพพานไม่ได้
ถ้าปล่อยขันธ์ ๕ ไม่ได้ ก็พ้นจากภพไม่ได้ ต้องมืดมนเวียนว่ายตายเกิดในกามภพ รูปภพ
อรูปภพ เป็นพวกมืด รวมทั้งสัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ที่มืดหนัก
วิชชา แบ่งเป็น ๓ คือ
๓.๑ วิปัสฺสนาวิชฺชา
๓.๒ มโนมยิทฺธิวิชฺชา
๓.๓ อิทธิวิธีวิชฺชา
ถ้ารวมอภิญญาด้วยเป็น ๘ คือ
๓.๔ ทิพฺพจักฺขุวิชฺชา
๓.๕ ทิพฺพโสตฺวิชฺชา
๓.๖ ปรจิตฺตวิชฺชา (เจโตปริยญาณ)
๓.๗ ปุพเพนิวาสานุสฺสติวิชฺชา
๓.๘ อาสวักขยวิชฺชา
#Page21
๓.๑ วิปัสสนาวิชชา
"วิปัสสนา" ตามศัพท์แปลว่า เห็นแจ้ง เห็นวิเศษ
อีกนัยหนึ่ง คือ เห็นนามรูปต่าง ๆ และเห็นแจ้งว่าเป็นของไม่เที่ยง เต็มไปด้วยทุกข์และเป็น
เห็นได้อย่างไร ?
ต้องหลับตาเอาใจจรดที่ศูนย์กลางดวงธรรม หรือดวงปฐมมรรค เพราะเห็น จำ คิด รู้ อยู่ที่นี่
อยู่ที่ตำแหน่งศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ถูกส่วนก็จะเห็นกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กาย
อรูปพรหม ซ้อนเป็นชั้น ๆ เข้าไป ถึงกายอรูปพรหมเป็นขั้นสมถะ ยังไม่เห็นแจ้ง เพราะยังเป็นกาย
ในโลก ยังติดอยู่ในกระเปาะภพของตัว ทำให้มืดอยู่ เหมือนลูกไก่ในกระเปาะไข่ที่บังตัวเองไว้
พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป เพราะเห็นว่ายังมีอะไรดียิ่งกว่านั้น จนบรรลุวิปัสสนาวิชชา
เมื่อเห็นนามรูปด้วยตาธรรม พระองค์ได้หลุดจากกระเปาะไข่ คือโลกได้แจ้ง พระองค์ รู้ด้วยญาณธรรม
เป็นการเห็นก่อนรู้ ส่วนกายในโลกรู้ด้วยวิญญาณ
"เห็นด้วยตามนุษย์ ไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ อย่างมากก็เป็นเพียงปัจจัย
เพื่อจะให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น การเห็นด้วยตาทิพย์ ตารูปพรหม และอรูปพรหม
ก็เช่นเดียวกัน เป็นเพียงปัจจัยเพื่อให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น ต้องเห็นด้วยตา ธรรม
กาย จึงจะบรรลุมรรคผลได้"
พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเน้นไปในทางอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพื่อตะล่อมให้ผู้มีปัญญาสอด
ส่องเห็นนิจจัง สุขัง อัตตา ต่อไปเอง ดังเช่น มีคน ๒ คนยืนอยู่ คนหนึ่งสูง คนหนึ่งเตี๋ย ถ้าเราบอก
ว่าเรา รู้จักคนสูง เขาก็ย่อมเข้าใจเองว่า คนที่เราไม่รู้จักคือคนเตี้ย
อนิจจัง จึงบอกนิจจัง ทุกขังบอกสุขัง อนัตตาบอกอัตตา
และ ธรรมกาย คือนิจจัง สุขัง อัตตา
ต้องปล่อยอุปาทาน ที่เรียกว่า "ติด" ปล่อยได้เรียก "หยุด" เพราะพ้นจากโลภ เข้านิพพาน
ปล่อยหมดให้เห็นความจริงของขันธ์ ๕ ด้วยตาธรรมกาย จึงเป็น "วิปัสสนาวิชชา" ๑๐ ประการ
๓.๒ มโนมยิทฺธิ
แปลว่า ฤทธิ์ทางใจ เมื่อมีธรรมกาย ทำให้ใจมีฤทธานุภาพสูงจากธรรมดา นึกให้เป็นอย่างไร
ก็เป็นไปตามนึก เช่น พระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์ นึกให้เทวดาเห็นมนุษย์ และมนุษย์เห็นเทวดา
๓.๓ อิทฺธิวิธี
แปลว่า แสดงฤทธิ์ให้ปรากฏต่างๆ เช่น เนรมิตจักร เนรมิตพระกาย หรือปราสาทราชฐาน
ครั้งทรงทรมานพระเจ้าชมภูบดีให้ลดทิฏฐิมานะก่อนแสดงธรรม
๓.๔ ทิพฺพจักขุ
แปลว่า ตาทิพย์ เห็นอะไรๆ ได้หมดทั้งใกล้ไกล เช่น คราวที่พระมเหศวรจำแลงตัวให้เล็กไป
ซุก อยู่ในเมล็ดทรายใต้เชิงเขาพระสุเมรุ พระองค์ก็ทรงเห็น แล้วเอาฝ่าพระหัตธ์ช้อนออกมา พร้อม
เมล็ดทราย
อนัตตา
#Page22
ตาทิพย์นี้ พระสาวกก็มีได้ด้วยการใช้ตามนุษย์ ซ้อนตาของกายต่างๆ แล้วเอาตาธรรมกายดู
๓.๕ ทิพฺพโสตฺ
แปลว่า หูทิพย์ ใครจะพูดอะไรที่ไหนได้ยินหมด โดยเอาแก้วหูกายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูป-
พรหม ซ้อนกันตลอดแก้วหูธรรมกาย
๓.๖ ปรจิตฺตวิชชา
แปลว่า ความรู้ที่สามารถทำให้ล่วงรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ เช่นพวกยักษ์คิดจะตั้งปัญหาถามพระ
ศาสดา ถ้าแก้ไม่ได้จะจับโยนข้ามมหาสมุทร แต่ว่าพระองค์กลับถามเย้ยไปเสียก่อนว่า ปัญหานั้น
ท่านรู้มาจากพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
๓.๗ ปุพเพนิวาสวิชชา
แปลว่า ความรู้ที่ระลึกชาติหนหลังได้ เป็นอะไร เกิดที่ไหนมาแล้วบ้าง เช่น เวสสันดรชาดก
๓.๘ อาสวักขยวิชชา
แปลว่า ความรู้ที่ทำลายอาสวะให้หมดสิ้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ
ไม่เหลือในใจพระองค์เลย
ข. จรณะ แปลว่า ประพฤติหรือธรรมควรประพฤติ
พระองค์ประกอบด้วยจรณะ มี ๑๕ ประการ คือ
๑. ศีลสังวร คือ สำรวมในพระปาฏิโมกข์
๒. อินทรีย์สังวร คือ สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้อารมณ์ที่จะชักความชั่วเข้ามาติดได้
โดยไม่ต้องฝืน
๓. โภชเนมัตตัญญุตา คือ ประมาณในการบริโภคพอสมควร
ชาคริยานุโยค ทรงประกอบความเพียร ทำให้พระองค์ รู้สึกพระองค์ นิวรณ์เข้าครอบงำไม่ได้
4. สัทธา ทรงประกอบด้วยศรัทธาอย่างอุกฤษฏ์ ทรงบำเพ็ญทานของนอกกาย ทานอุปบารมี
ด้วยการสละเลือดเนื้อเมื่อทำความเพียรและสละได้ถึงชีวิตเป็นทานปรมัตถบารมี
๖. สติ ได้แก่ สติวินัย พระองค์ไม่เผลอในกาลทุกเมื่อ ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน ในมหาสติปัฏฐาน
สูตร ท่านหมายเอาสติถึง กาย เวทนา จิต ธรรม
๗. หิริ การละอายต่อความชั่ว
๘. โอตฺตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป
๙. พาหุสัจจะ ฟังมาก นับแต่ครั้งสร้างบารมี ทรงเอาใจใส่ฟังธรรมจากสำนักต่างๆ เช่น ที่
สำนักอาฬารดาบส อุทกดาบส ก็ได้เรียนรูปฌาน อรูปฌาน
๑๐. อุปักกโม ความเพียรไม่ละลด เช่น ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕
- เวลาเช้าบิณฑบาต
- เวลาเย็นทรงธรรม
- เวลาค่ำทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุ
-เวลาเที่ยงคืนทรงเฉลยปัญหาเทวดา
- เวลาใกล้รุ่งพิจารณาเวไนยสัตว์ที่จะพึงโปรด
#Page23
๑๑. ปัญญา มีความรู้เห็นกว้างขวาง หยั่งรู้เหตุและผลถูกต้องไม่ผิดพลาด
๑๒.-๑๕. รูปฌาน ๔ เป็นโลกิยปัญญาที่ทรงเรียนฌานจากดาบส มีอัปปนาสมาธิ เป็นต้น
พระองค์ได้อาศัยประโยชน์นำสู่โลกุตตระ ด้วยการหยั่งรู้จากญาณธรรมกาย อันเป็นส่วนที่พระองค์
ตรัสรู้เองภายหลัง
๔. สุคโต แปลได้หลายนัย คือ
๔.๑ ไปดีแล้ว
หมายถึง พระองค์ประพฤติบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ สม่ำเสมอทุกๆ ชาติ ดับขันธ์จากชาติ
หนึ่ง ไปสู่สุคติ ทุกชาติ หรือพระองค์ดำเนินกาย วาจา ใจ ในแนวอริยมรรค คือมรรคมีองค์ ๘ ย่อเป็น
ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อเหลือดวงปฐมมรรค เมื่อหยุดนิ่งจนกิเลสของกายในโลก (๘ กายแรก) เข้าไป
ทำให้ขุ่นไม่ได้ จึงเข้าถึงธรรมกาย
จิตของธรรมกายเป็นมรรคจิต ญาณธรรมกายเป็นมรรคปัญญา
ธรรมกายเข้าสมาบัติ ดูอริยสัจ เข้าถึงโสดา สกิทาคา อนาคา จนตกศูนย์เป็นพระพุทธเจ้า
เรียกสุคโต
๔.๒ ไปสู่ที่ดี
หมายถึง ไปอยู่แดนอันเกษม คือ "นิพพาน"
เมื่อธรรมกายหยุดถูกส่วนตกศูนย์ จะมีอายตนะ คือ "อายตนะนิพพาน" ดึงดูดธรรมกาย ที่
ตกศูนย์นั้น เข้านิพพานอยู่เนืองนิจ แม้ในขณะมีพระชนม์ หรือเมื่อจะดับขันธ์เข้าสมาบัติ ก็ได้ชื่อว่า
๔.๓ ทรงพระดำเนินงาม
เมื่อครั้งทรงพระดำเนินไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนะ โดยการย่างพระบาท พระ
ฉัพพรรณรังสีรุ่งโรจน์ แม้สัตว์ ๔ เท้าก็พลันตกตะลึง
๔.๔ ไปสู่ที่ไหนดีที่นั่น
คราวที่เมืองไพศาลี เกิดไข้ทรพิษระบาด ผู้คนล้มตายจนซากศพเกลื่อนกลาด พวกเจ้าลิจฉวี
ขอให้พระองค์มาช่วย คืนนั้นเทวดาช่วยบันดาลให้ฝนตก ซัดซากศพ และทำความสะอาดจนหมด
รุ่งเช้าพระองค์ไปถึงก็สะอาดทั้งเมือง แล้วจึงรับบิณฑบาต เจริญพระปริตร และเจริญพระพุทธมนต์
อมนุษย์ก็ปลาสนาการไปหมด
๕. โลกวิทู
แปลว่า "รู้แจ้งซึ่งโลก"
"โลก" มีความหมายว่า
- เป็นที่ก่อแห่งสัตว์ เพราะเป็นที่เกิดที่อยู่ของสัตว์
- เป็นที่ก่อผลแห่งสัตว์ เพราะเป็นที่ซึ่งสัตว์ก่ออกุศลและกุศล เฉพาะโลกมนุษย์ที่มนุษย์
อาศัยสร้างบุญ แล้วส่งผลไปสวรรค์ บำเพ็ญบารมีไปนิพพาน ถ้าสร้างบาปก็ไปนรก
#Page24
โลกแบ่งเป็น ๓ คือ
๕.๑ สังขารโลก
๕.๒ สัตวโลก
๕.๓ โอกาสโลก
๖. อนุตฺตโรปุริสฺสธมฺมสารถิ
พระองค์เปรียบเสมือนสารถีผู้ฝึกสอนคนเป็นอย่างดี คือ ทรงมีพระปรีชาญาณ ฝึกสอนคนให้
เป็นคนดี จนบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ย่นคำสอนเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยอุบายสอนต่างๆ ให้ตรง
กับนิสัย เช่น ทรงเนรมิตนางฟ้าล่อพระนันทกุมาร ผู้มีนิสัยทางราคะจริต เป็นกุตโลบายให้เบื่อหน่าย
- ใช้อิทธิปาฏิหารย์ ปราบพระยานาคพ่นพิษให้พ่ายแพ้ ทำให้อุรุเวลกัสสปะเลื่อมใส
- การแสดงจงกรม คือเดินอยู่บนน้ำ แล้วเหาะขึ้นบนอากาศ แล้วลอยลงมาสู่เรือของอุรุเวล-
กัสสปะและบริวาร เพื่อให้รู้ว่าทางที่ไปไม่ใช่ทางไปมรรคผล จนอุรุเวลกัสสปะละทิฏฐิ ขอบวชใน
พระศาสนา ทั้งนทีกัสสปะและดยากัสสปะก็ตามมาอีก ทำให้ทรงสามารถปักหลักศาสนาในกรุงราชคฤห์
๗. สตฺถาเทวมนุสฺสานํ
แปลว่า พระองค์เป็นบรมดรูแห่งเทวดา และมนุษย์โดยเห็นได้จากพุทธกิจ ๕ ประการ ที่กล่าว
มา แล้วว่า ยามเย็นและด่ำ เป็นครูของมนุษย์ ยามเที่ยงคืน เป็นครูของเทวดา
ในมงคลสูตร ยืนยันอีกว่า แสดงมงคลสุตรเพราะเทวดามาเฝ้าและยกปัญหาว่าอะไรเป็นมงคล
๔. พุทฺโธ
แปลได้หลายนัย แต่ในที่นี้แปลว่า "เป็นผู้บาน" หรือ "เป็นผู้เบิกบานแล้ว"
บานนั้นเปรียบด้วยดอกบัว เมื่อพระองค์ประกอบความเพียร ยังไม่ตรัสรู้ เปรียบเหมือนยัง เป็น
ดอกบัวตูม พอตรัสรู้ก็เป็นบัวบาน พระกมลก็เบิกบานเต็มที่
๙. ภควา
แปลว่า "หัก" หรือ "แจก"
"หัก" หมายความว่า พระองค์หักเสียได้ ซึ่งสังสารจักร คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็น
กำลังดันให้หมุนเวียนว่ายอยู่ในวัฏฎสงสาร พระองค์จึงพันจากภพ 3 ออกสู่นิพพาน
"แจก" หมายความว่า เมื่อพระองค์ตรัสรู้ ทรงรู้แจ้งสามารถจำแนกแยกแยะธรรมส่วนที่ละเอียด
ให้เห็น เช่น ทรงจำแนกขันธ์ ธาตุ อายตนะ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นต้น รวมทั้งหลักธรรมอื่นๆ
ให้สาวก รู้เห็นและปฏิบัติสืบมา
พระธรรมคุณ
๑. สวากขาโต ภควตา ธมฺโม
ธรรมในที่นี้ กล่าวเฉพาะ "พระสัทธรรม"
"สวากขาโต" แปลว่า "ธรรมที่พระองค์กล่าวดีแล้ว" หมายความว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสสอน
ล้วนส่งผลให้ผู้กระทำตามได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั้งทางโลกและทางธรรมได้
#Page25
ธรรมที่พระองค์ตรัสสอน ได้ชื่อว่า "สวากขาตธรรม" มีอริยมรรคเป็นต้น
พระสัทธรรม แบ่งเป็น ๓ หมวด คือ
ปริยัดิธรรม ได้แก่ คำสั่งสอนอันเป็นแนวทางไปสู่ปฏิบัติ
ปฏิบัติธรรม ได้แก่ คำสอนที่บ่งวิธีการปฏิบัติโดยตรง มีผลส่งให้ถึงปฏิเวธ
ปฏิเวธธรรม ได้แก่ การรู้แจ้งแทงตลอดสภาวะความเป็นจริง ทั้งหมด
๒. สนฺทิฏฺฐิโก
แปลว่า คำสอนของพระองค์นั้น ผู้ใดปฏิบัติตามผู้นั้นจะเห็นผลได้ด้วยตนเอง เห็นแทนกันไม่
๓. อกาลิโก
ผู้ใดปฏิบัติ ผู้นั้นย่อมได้รับผลเสมอโดยไม่มีจำกัดเวลาว่ามีเขตเพียงนั้นเพียงนี้
๔. เอหิปสฺสิโก
เพราะเหตุว่าเป็นของดี ของจริง เมื่อผู้ใดปฏิบัติได้แล้ว จึงเป็นเสมือนสิ่งที่น่าจะเรียก บอก
คนอื่นมาดูว่า นี่ดีจริงอย่างนี้
๕. โอปนยิโก
เมื่อดีจริงก็ควรน้อมนำของดีจริงที่พบแล้วเข้ามาไว้ในตน คือยิ่งถือปฏิบัติเรื่อยไปไม่ละวางเสีย
๖. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ
ธรรมนั้นถึงรู้ได้เฉพาะด้วยตนเอง คล้ายข้อ ๒ แต่ข้อนี้เนันอาการรู้ คือ ผู้ปฏิบัติตามธรรม
จะรู้ว่าธรรมดีจริง และได้ผลเป็นอย่างไร เกิดจากการปฏิบัติของตนเอง ด้วยใจของตนเอง เป็นรสทางใจ
ที่แม้เยือกเย็นเป็นสุขปานใด ก็เล่าให้ใจเราเป็นอย่างเขาไม่ได้
พระสังฆคุณ
สาวกตามความหมายในบทสังฆคุณ กล่าวเฉพาะอริยสาวกเท่านั้น
สาวกของพระองค์ มี ๒ จำพวก
๑. ปุถุชนสาวก ได้แก่ ปถุชนผู้ที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย แต่ยังไม่ได้บรรลุธรรม
๒. อริยสาวก แปลว่า สาวกผู้ประเสริฐ
คือ สาวกผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว เป็นชั้นอริยะ หรืออริยสาวก จัดเป็น ๔ คู่ ตามลำดับ
ธรรมที่บรรลุ
๑. โสดาปัตติมรรค และ โสดาปัตติผล
๒. สกิทาคามิมรรค และ สกิทาคามิผล
๓. อนาคามิมรรค และ อนาคามิผล
๔. อรหัตมรรค และ อรหัตผล
ถ้าจัดเป็นรายบุคคล ได้เป็นอริยบุคคล ๘ หรือพระอริยสาวก ๘
#Page26
พระอริยบุคคล บำเพ็ญกิจถูกส่วน เห็นดวงใส เข้าถึงกายต่างๆ จนถึงกายธรรมเป็นชั้นๆ ไป
เมื่อดวงธรรมกายมนุษย์ขยายออก ได้ปฐมฌาน กายธรรมเข้าปฐมฌาน ใจธรรมกายน้อมไปใน
ละเอียดขึ้น เกิดฌานใหม่เป็นลำดับ จนถึงฌานที่ ๘ เรียกเข้าฌานโดยอนุโลม แล้วย้อนกลับจับแต่ฌาน
ที่ ๘ ถอยหลังมา ๑ เรียกปฏิโลม ทำดังนี้ ๗ หน
ธรรมกายอยู่บนฌานที่ ๘ ตั้งแต่ ๑ - ๘ ตาธรรมกายดูอริยสัจ < ถูกส่วนเข้าธรรมกายก็ตก
ศูนย์ เป็นดวงใส ศูนย์นั้นกลายเป็นธรรมกายพระโสดา
ธรรมกายโสดาเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ ๔ ในกายทิพย์ ตกศูนย์ เป็นพระสกิทาคามี
ธรรมกายสกิทาคามีเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ ๔ ในกายรูปพรหมตกศูนย์ เป็นพระอนาคามี
ธรรมกายอนาคามีเข้าฌาน พิจารณาอริยสัจ < ในกายอรูปพรหม ตกศูนย์ เป็นพระอรหัต
ขั้นพระโสดา ละกิเลสได้ ๓ คือ
๑. สักกายทิฏฐิ ละได้เพราะพิจารณาเห็นว่าสังขารเป็นเรือนอาศัยชั่วคราว แต่ธรรมกาย
เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา
๒. วิจิกิจฉา เพราะเข้าถึงธรรมกาย ถอดกายที่เป็นโลกีย์ได้เป็นพระรัตนตรัยแล้ว
๓. สีลัพพตปรามาส เมื่อเป็นพระรัตนตรัย ท่านไม่ยึดมั่นศีลและวัตรนอกศาสนาแล้ว
ขั้นพระสกิทาคา ละเพิ่มอีก ๒ คือ
๑. กามราคะ ได้แก่ ความกำหนัดยินดีในวัตถุกาม และกิเลสกาม
๒. พยาบาทอย่างหยาบ ได้แก่ การผูกใจโกรธ
พระอนาคามี ละกามราคะ พยาบาทอย่างละเอียด
พระอรหัต ละกิเลสทั้ง ๕ ดังกล่าวได้โดยสิ้นเชิง และสังโยชน์เบื้องบน ๕ คือ
รูปราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในรูปฌาน
๒. อรูปราคะ คือ ความกำหนัดยินดีในอรูปฌาน
๓. มานะ คือ ความถือตน
๔. อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน
๕. อวิชชา คือ ความมืด ความโง่ ไม่รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของสังขาร ไม่รัปฏิจจ-
สมุปบาทธรรม และอริยสัจ จึงรวมเป็น ๑๐ ประการที่พระอรหัตละได้
พระอริยบุคคลจึงเป็นผู้ที่ :-
๑. สุปฏิปนฺโน ท่านปฏิบัติดีแล้ว คือ ปฏิบัติตามแนวมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลาง
ตามที่พระบรมศาสดาดำเนินมาแล้ว ไม่หย่อนเกินไป ไม่ตึงเกินไป
๒. อุชุปฏิปนฺโน ปฏิบัติแล้วตรง คือการปฏิบัติมุ่งตรงสู่พระนิพพาน ไม่วอกแวกไปทางอื่น
๓.ฌายปฏิปนฺโน ปฏิบัติมุ่งเพื่อรู้ธรรมที่จะออกจากภพ ๓ โดยแท้
๔.สามีจิปฏิปนฺโน ปฏิบัติอย่างดีเลิศ เพราะท่านปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงนิพพานจริงๆ
๕.อาหุเนยฺโย จึงเป็นผู้ควรเคารพสักการะ
๖.ปาหุเนยฺโย จึงเป็นผู้ควรต้อนรับ
๗.ทกฺขิเณยฺโย จึงเป็นผู้ควรรับของที่เขาทำบุญ
๘.อญฺชลีกรณีโย จึงสมควรกราบไหว้
#Page27
"อนุตตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ไม่มีอื่นจะดีกว่าอีกแล้ว
แม้กาลเวลาผ่านมานาน ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อห้ามว่า ผู้ที่ปฏิบัติตามจะไม่ได้รับผลอย่างที่ท่าน
ได้รับ นอกจากคำกล่าวอ้างของคนเกียจคร้าน
คำว่า "อกาลิโก" เป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้ใดปฏิบัติตามธรรมของพระองค์ ย่อมจะเกิดผลทุกเมื่อ
ดังนั้นปัญหาจึงเหลือว่า พวกเราจะปฏิบัติจริงหรือไม่เท่านั้น
ดังพรรณนามานี้ พึงระลึกว่าพระโอวาทในเรื่องบูชา พระองค์สรรเสริญ "ปฏิบัติบูชา" มาก
กว่า "อามิสบูชา" (บูชาด้วยเครื่องสักการะ)
อย่าเพียงแต่ท่องจำ อิติปิโส ภควา...หรือเพียงแต่ระลึกถึงพระคุณเหล่านี้ แต่ให้มุ่งอิทธิบาท ๔
ปักใจ บากบั่น วิจารณ์ และทดลอง โดยเฉพาะในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
ว่าด้วยรัตนะ
"รตนตุตย์" แปลว่า หมวดสามแห่งรัตนะ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ประเสริฐ
กว่าสวิญญาณกรัตนะในไตรภพ เพราะเป็นของทำความดีให้แก่โลกทั้งสาม
กามโลก มีรัตนะ คือ เพชร แก้ว ทั้งเป็นและตาย
"แก้วเป็น" ที่เป็นรัตนะเจ็ดของจักรพรรดิ
รูปโลก มีรัตนะให้แสงสว่างในโลกของเขา
อรูปโลก มีรัตนะให้แสงสว่างในโลกของเขา
รัตนะ จึงเป็นของทำความยินดีและปลื้มใจแก่มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม ได้เท่ากำลัง
ของรัตนะนั้นๆ
"รัตนะเป็น" ทำให้มีขึ้นได้ด้วยความเพียร ระวังกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ทวีขึ้น อย่าหยุด จน
เห็น "ศูนย์" ที่กลางตัวเหนือสะดือ ๒ นิ้วมือ เรียก "ดวงปฐมมรรค" มีขนาดต่างๆ กัน โตไม่เกิน
ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เล็กไม่เกินดวงตาดำข้างใน ให้หมั่นเอาใจจรดอยู่ที่ดวงนี้ ในอิริยาบถทั้งสี่เท่านั้น
ใจหยุดกลางดวงปฐมมรรด จะเข้าถึงกายในกายตามลำดับ
"หยุดให้มากที่สุดก็เจริญที่สุด หยุดต้องมีกลเม็ด หยุดดับหยาบไปหา
ละเอียดร่ำไป ไม่ใช่หยุดแล้วไม่ทำอะไร ทำหยุดในหยุดนั่นแหละหนักขึ้นทุกที
ไม่มีเวลาหย่อนจึงจะเจริญถึงที่สุดเร็ว"
แล้วจะเข้าถึงธรรมกาย เป็นกายสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ผู้ใดทำกายนี้ได้ได้ชื่อว่าเป็น อนุ
พุทธเจ้า ตามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า มีหลายจำพวก
สัพพัญญพุทธเจ้า
ปัจเจกพุทธเจ้า
- สาวกพุทธเจ้า
- สุตพุทธเจ้า
- พหูสุตพุทธเจ้า
- อนุพุทธเจ้า
#Page28
พระรัตนตรัยและการเข้าถึง (โดยย่อ)
พระรัตนตรัย
"รัตนะ" แปลว่า แก้ว
ในที่นี้ หมายถึงแก้วที่ประเสริฐ เช่น แก้วมณีโชติรส ใครมีไว้ย่อมอิ่มอกอิ่มใจยิ่งกว่าทรัพย์ใด
การเข้าถึงพระรัตนตรัย ก็ชื่นใจ อิ่มใจนัก
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต
- ร่างกายพระสิทธัตถะ ไม่ใช่พุทธรัตนะ ทรงทำความเพียรถึง ๖ พรรษา จึงพบรัตนะในพระองค์
คือ "กายธรรม" มีสันฐานเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกปรากฎอยู่ใน
ศูนย์กลางกาย
ในอัคคัญญสูตร สุตตันปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ยืนยันความไว้เช่นกันว่า ธรรมกายนี้
เป็นชื่อตถาคตโดยแท้
ส่วนเรื่องพระวักกลิ กล่าวถึง
"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" จึงหมายความว่า
- ผู้ใดเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ผู้นั้นเห็นเรา คือ ตถาคต หรือ
- ผู้ใดเห็นดวงธรรมนี้ ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า หรือ
- ผู้ใดเห็นธรรมกาย ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า
เพราะขณะนั้น พระวักกลิอยู่ใกล้ ๆ พระองค์ หากดูด้วยตาธรรมดาก็ควรจะเห็นได้ แต่ที่แล
เห็นเป็นแต่เปลือกของพระองค์ และยังตรัสว่าเป็นกายที่เปื่อยเน่า
"เรา" ในที่นี้ จึงหมายถึง "กายภายใน" คือ ธรรมกายนั่นเอง
"ผู้ที่ปฏิบัติจะตอบปัญหานี้ได้ด้วยตนเอง"
- ธรรมกาย มีสีใสเหมือนแก้ว ชื่อว่า "พุทธรัตนะ"
- ธรรมที่กลั่นออกจากหัวใจธรรมกาย ชื่อว่า "ธรรมรัตนะ"
- ดวงจิตของธรรมกาย ชื่อ "สังฆรัตนะ"
ทั้งสามมีความเกี่ยวเนื่องกัน พรากจากกันไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้ชื่อว่า เข้าถึง
ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะด้วย
การเข้าถึงพระรัตนตรัย
เพียงแต่เลื่อมใส ท่องบ่น ปฏิญาณตน ยังไม่เรียกว่า "เข้าถึง" อย่างมากก็เรียก "ขอถึง"
การจะเข้าถึงต้องบำเพ็ญเพียรตามพระบรมศาสดา จนบรรลุกายธรรม ด้วยการเพียรเสมอ
ในทุกอิริยาบถ อย่าหยุด อย่าท้อแท้ ผลจะเกิดวันหนึ่ง คือ รู้แจ้งเห็นจริงได้ด้วยตัวเอง
การปฏิบัติเช่นนี้ไม่พ้นวิสัยของมนุษย์ เพราะในปัจจุบัน ผู้ที่ได้ธรรมกายก็มีอยู่มาก ถามเขา
เหล่านั้นได้ว่า ผู้ที่ได้ธรรมกายมีความอิ่มเอิบและสุขกายใจเพียงไหน จะได้รู้ด้วยว่า ศีล สมาธิ ปัญญา
จริงแค่ไหน
#Page29
ตนเป็นที่พึ่งของตน
อัตตา (ตน) มี ๒ อย่าง คือ
๑. อัตตาสมมุติ คือ กายโลกีย็ ตั้งแต่กายมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เพราะมีการเกิด
๒. อัตตาแท้ คือ กายโลกุตตระ หรือ ธรรมกาย
"ธรรมกาย นี้แหละ คือ อัตตาแท้ หรือ ตนแท้"
การรักษาไตรทวาร
"ไตรทวาร" แปลว่า ประตูทั้งสาม หมายถึง กาย วาจา ใจ
กาย วาจา ใจ เป็นทวาร เพราะความดีและความชั่วลอดเข้าไปถึงจิตทางนี้
ความชั่ว เป็น ทุจริต
ความดี เป็น สุจริต
วิธีที่จะเข้าไป มีอาการไหวก่อน เรียกว่า "วิญญัติ"
กายวิญญัติ ไหวทางกาย
วจีวิญญัติ ไหวทางวาจา
มโนวิญญัติ ไหวทางใจ
อะไรบังคับให้ไหว ?
สังขาร คือ ความรู้สำนึกคิดปรุงแต่ง มี ๓ จำพวก คือ
๑.กายสังขาร บังคับทางกาย
๒. วจีสังขาร บังคับทางวาจา
๓. จิตสังขาร บังคับทางใจ
มีทางเกิดเป็น ๒ ฝ่าย
๑. ฝ่ายทุจริต เกิดจาก อวิชชา และอาสวะ เป็นดวงคำมืด เป็นฝ่ายชั่ว (ดำ) ภาคมาร
คอยอำนวยการให้มืด
๒. ฝ่ายสุจริต เกิดจากวิชชา และอนาสวะ เป็นดวงขาวใสซ้อนอยู่ในดวงธรรม ที่ทำให้
เป็น กายมนุษย์ เป็นฝ่ายดี (ขาว) ภาคพระ อำนวยการให้สว่าง
เราจึงคอย บำเพ็ญสมาธิให้ดวงขาวใสปรากฏอยู่ในศูนย์กลางกายเสมอ ประกอบแต่กุศลกรรม-
บถ ๑๐ เวลาจะตายถ้าตกไปอยู่ฝ่ายดำ เรียกว่า หลงตาย จะไปทุคติ จึงเป็นการจำเป็นที่ต้องระวัง ให้
อยู่ฝ่ายขาว
ดังนั้นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเป็นที่พึ่งอันสูงสุดของเราเท่านั้น