ภาพสุดท้าย
คุณยายอาจารย์ · อยู่กับยาย พิมพ์1ปี45
ภาพสุดท้าย
นานแล้วที่คุณยายไม่ได้เข้าไปใช้บริการในสถานที่ที่ เรียกว่า โรงพยาบาล ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าได้มาโรงพยาบาลกับ คุณยาย คือเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่แล้ว... กลางดึกของคืนวันอังคารที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้าพเจ้า ได้มาโรงพยาบาลกับคุณยายอีกครั้ง และด้วยความหวังว่าคุณ ยายจะหายกลับไปดังเช่นทุกครั้ง... แต่ทว่าครั้งนี้ไม่เป็นดังเช่นที่คิดเสียแล้ว
เช้าวันเสาร์ที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ขณะที่ข้าพเจ้า กำลังเตรียมอาหารเช้าสำหรับพี่ ๆ และพยาบาลที่เฝ้าคุณยาย อยู่ห้อง C.C.U. ด้วยความหิว แอปเปิ้ลที่ปอกชิ้นสุดท้ายถูกหยิบ เข้าปาก ช่างเป็นแอปเปิ้ลที่หอมหวานและกรอบอร่อย รสชาติแห่งความโอชะยังแผ่ซ่านอยู่ในประสาทสัมผัส
ขณะเดียวกันนั้นเอง พี่อารีพันธุ์ซึ่งเฝ้าคุณยายอยู่ที่ห้อง C.C.U. ก็เปิดประตู แล้วเดินเข้ามาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ พร้อมทั้ง บอกข้าพเจ้าด้วยประโยคบางประโยค.... ไม่เหลือความรู้สึกหิวหรือ รสชาติแห่งความอร่อยใด ๆ อยู่เลย มีแต่ความรู้สึกตื้อ เหมือนมีอะไรมาจุกแน่นอยู่ที่ลำคอ
ข้าพเจ้าวางมือจากงานทุกอย่าง แล้วเดินตรงไปที่ห้อง C.C.U. เปลี่ยนรองเท้าสำหรับเข้าห้อง C.C.U. เดินเข้าไปหาคุณยาย จับที่แขนท่านยังคงมีไออุ่น ๆ ท่านนอนหลับตาอยู่ แม้ใบหน้า จะดูอิดโรยเล็กน้อย แต่ก็ยังดูดีในความรู้สึกของข้าพเจ้า....ไม่มีวี่แวว ช่างขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของคุณหมอที่ตรวจเช็คร่างกาย ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ข้าพเจ้าเดินไปที่ปลายเตียง คุกเข่า ลง และกราบที่เท้าคุณยาย ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาจากปาก ของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าพูดหลายสิ่งหลายอย่างกับคุณยาย ด้วยดวงใจ และสุดท้ายหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ และสิ่งอัศจรรย์ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับท่าน พร้อมกับปลุกความรู้สึกฮึดสู้ ให้เกิดขึ้นกับตัวเอง
พี่อารีพันธุ์มอบหมายงานให้ข้าพเจ้ากลับไปเอาของหลาย อย่างที่วัด โดยไม่รอช้า โดยไม่รอให้ใครมารับ ข้าพเจ้าลงมาข้าง ล่าง เดินไปที่หน้าโรงพยาบาล เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่วัด ระหว่างที่นั่งอยู่ในแท็กซี่ ข้าพเจ้าก็วางแผนต่าง ๆ ไว้ในใจ เพื่อบริหาร เวลา จัดการงานทุกอย่างให้เสร็จในเวลาที่รวดเร็วที่สุด เพราะ
ถึงแม้ว่าอีกใจหนึ่งบอกว่ายัง แต่อีกใจหนึ่งข้าพเจ้าก็กลัวว่า ระหว่างนั้นจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เวลาแม้เสี้ยววินาทีก็ช้าไม่ได้
เมื่อมาถึงวัดแล้ว ข้าพเจ้ารีบไปเอารถ แล้วไปบ้านที่ครัว หลัง ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “อุบาสิกาคาร” เพื่อเอาชุด ใหญ่ของคุณยาย ที่ท่านจะใส่เฉพาะวันอาทิตย์ต้นเดือน หรือวัน ที่มีงานบุญใหญ่ เป็นชุดสีขาวเสื้อแขนยาว และมีผ้าสไบเฉียงพาดบ่า
การเตรียมชุดให้คุณยายครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน ๆ หลาย ปีแล้วที่คุณยายไม่ได้ใส่ชุดเหล่านี้ บางชุดเนื้อผ้าหนา เอาไว้ใส่ ตอนอากาศเย็น บางชุดเนื้อผ้าเริ่มออกเป็นสีเหลือง เพราะไม่ได้ ใช้มานาน ข้าพเจ้าเลือกชุดที่ดูดีน่าใส่สบายที่สุดออกมา ๑ ชุด พร้อมทั้งผ้าสไบเฉียงเนื้อผ้าบางเบา ซึ่งมีอยู่ผืนเดียว แต่ยังดูใหม่อยู่เสมอ
ข้าพเจ้ายังจำครั้งสุดท้ายที่คุณยายใส่ชุดนี้ เพื่อไปสภา ธรรมกายสากลในเช้าวันอาทิตย์ต้นเดือนเมื่อ ๓ ปีก่อนได้ดี พวก เราช่วยกันเปลี่ยนชุด คาดเข็มขัด กลัดกระดุม ใส่ถุงเท้าให้ท่าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านทำเอง คือ การเฉวียงผ้าสไบพาดบ่า มือของท่านจะค่อย ๆ จับผ้าเนื้อบางเป็นจีบหลวม ๆ ก่อนที่จะเฉวียงผ้า ขึ้นไปพาดบ่า ด้วยความพอเหมาะพอดี ช่างเป็นศิลปะ ความประณีตเฉพาะตัว แม้ใครทำให้ก็เฉวียงได้ไม่งามเหมือนท่านทำเอง ข้าพเจ้านำเอาชุดคุณยายมาให้น้าเล็กช่วยรีดทับให้อีกครั้ง ระหว่างนี้ ข้าพเจ้าก็ไปเอาผ้าไตรซึ่งเก็บไว้ที่ดาวดึงส์ เป็น ชุดผ้าไตรผ้าเนื้อดี เย็บด้วยความประณีตจำนวนหนึ่ง ที่คุณยาย จัดเตรียมและรวบรวมไว้ เพื่อที่จะได้นำมาถวายพระในเวลาและ โอกาสอันเหมาะสม ข้าพเจ้าเลือกหยิบเอาชุดที่มีป้ายชื่อเล็ก ๆ เขียนติดว่า “หลวงพ่อธัมมชโย” ออกมา ๑ ชุด
จากนั้นจึงไปที่ “บ้านธรรมบาล” เพื่อเอาดวงแก้ว ดวง แก้วส่วนใหญ่ของคุณยายจะมีคนนำมาถวาย รวมทั้งพระเณร
เมื่อถึงเวลาอันเป็นมงคล ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงครบรอบคล้าย วันเกิดของท่านในบางปี ซึ่งในแต่ละปีจะอยู่ใกล้ ๆ ช่วงวันปีใหม่ คุณยายก็จะรวบรวมและนำดวงแก้วออกมาถวายพระเณรทั้งวัด บางครั้งก็ยังเผื่อแผ่มาถึงเด็กวัดทุกคนทั้งหญิงชาย และในโอกาสสำคัญต่างๆ ลูกหลานก็มักจะหาสิ่งที่เลิศประเสริฐทั้งหลายมาถวาย เพื่อเป็นเครื่องกราบบูชาธรรม น้อมรําลึกถึงพระคุณของคุณยาย หนึ่งในนั้นก็คือ ดวงแก้วขนาดต่าง ๆ
ส่วนพระเณร ลูกหลานที่อยู่ในวัด ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยใจ
แต่ไม่ค่อยมีปัจจัย มักตัดใจถวายของรักที่ตนมีอยู่ เช่น นำดวงแก้วดวงโตที่สุดของตนมาถวายแด่คุณยาย ภาพต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นภาพแห่งความประทับใจของข้าพเจ้า ในการแสดงออกถึงความเมตตาที่ครูบาอาจารย์มีต่อศิษย์ และความเคารพรักอย่างสูงยิ่งที่ลูกศิษย์มีต่อครูบาอาจารย์
ข้าพเจ้าเลือกดวงแก้วดวงใหญ่ที่สุดออกมา ๑ ดวง เป็น ดวงแก้วขนาดประมาณ ๑๐ เซนติเมตร และสุดท้ายข้าพเจ้า ได้ไปเอา “ถุงสำคัญ” ที่กุฏิคุณยาย
กลับไปถึงโรงพยาบาลก็เผลพอดี ข้าพเจ้านำผ้าไตร ดวง แก้ว....และถุงสำคัญใบนั้น เข้าไปให้พี่อารีพันธุ์ที่ห้อง C.C.U. เพื่อ เรียนให้คุณยายทราบและจบอธิษฐาน สีหน้าของคุณยายยังดูดี ในความรู้สึกของข้าพเจ้า...ไม่มีวี่แวว
ข้าพเจ้ากลับมายังห้องพักผู้ป่วย ซึ่งตอนนี้น่าจะเรียกว่า ห้องพักของผู้เฝ้าไข้มากกว่า อาหารที่ข้าพเจ้าเตรียมไว้ให้ทุกคน ในมื้อเช้ายังคงเหมือนเดิม ไม่มีใครแตะต้องอะไรเลยแม้แต่นิด เดียว มันเป็นความรู้สึกที่ทุกคนซื้อ โดยไม่ต้องทานอะไรเลย ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกนี้ดี แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ทุก คนต้องมีเรี่ยวแรงเพื่อทำหน้าที่ต่อไป ข้าพเจ้าจัดเตรียมอาหาร มื้อเที่ยงสำหรับทุกคนอีกครั้ง
ช่วงบ่ายทุกคนเริ่มปรับสภาพใจ เหตุการณ์จึงเหมือนสงบ นิ่ง สีหน้าของคุณยายก็ยังดูดี จนข้าพเจ้าอดนึกในใจไม่ได้ว่า คงยังอีกหลายเพลา กว่าราตรีอันมืดมิดนั้นจะมาถึง
ตอนค่ำพอมีช่วงจังหวะเวลา พี่อารีพันธุ์จึงมอบหมาย “ถุงสำคัญนั้น” ให้ข้าพเจ้าช่วยจัดการ ก่อนที่พี่อารีพันธุ์จะไปคุย ปรึกษาเรื่องราวต่าง ๆ กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ซึ่ง ท่านจะหาโอกาสแวะเวียนมาที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน
พี่อารีพันธุ์บอกว่า ถุงสำคัญนี้เป็นถุงซองปัจจัยที่คุณยาย ท่านตั้งใจเก็บไว้ทำบุญ ท่านเก็บของท่านเอง และมอบให้กับมือ พี่อารีพันธุ์ว่าให้นำปัจจัยนี้ถวายหลวงพ่อ ข้าพเจ้ารับถุงกระดาษ นั้นมา แม้สีออกจะซีดเก่าด้วยกาลเวลา แต่ก็ยังดูแข็งแรง มีหู นิ้วเป็นเชือกสีดํา เปิดดูในถุงนั้น มีซองสีขาวอมน้ำตาลอ่อน ๆ ที่มัดรวมหลายซองเข้าด้วยกันเป็นตั้งเล็ก ๆ หลายตั้ง ข้าพเจ้า หยิบออกมาทีละตั้ง ค่อย ๆ แกะมัดออกมาเปิดดูแต่ละซอง ในแต่ละซองนั้นมีปีกธนบัตรที่มัดไว้ด้วยหนังยางอย่างเรียบร้อย ดู ประณีต สวยงาม ทำให้ใจของข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนโยนยิ่งนัก
เมื่อนึกถึงท่านผู้ที่ได้จัดเก็บปัจจัยเหล่านี้ มโนภาพทั้งหลาย ก็เกิดขึ้นในใจของข้าพเจ้า งานชนิดเดียวกัน แต่....แต่ละคนทำได้ ไม่เหมือนกัน แม้แต่การเก็บปัจจัย ยังส่องประกายโดดเด่นของความเป็นคุณยายออกมา ธนบัตรทุกใบคงผ่านการเอามือของ ท่านรีดทับให้เรียบ ตรงมุมทุกมุมของธนบัตรไม่มีการหักงอ แม้แต่น้อย ก่อนที่จะนำธนบัตรมาซ้อนรวมกัน มัดด้วยหนังยาง ทั้ง ๒ ข้าง ในตำแหน่งที่พอเหมาะพอดี จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ก็มากพอที่จะทำให้มัดธนบัตรของท่านไม่เหมือนใคร และที่สำคัญ ที่สุดท่านทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยใจอันละเอียด ประณีต และงดงาม
ข้าพเจ้านับรวบรวมทุกชุดทุกซองในถุงเป็นหนึ่งเดียว กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน เมื่อนำของทุกอย่างเข้าไปให้พี่อารีพันธุ์ เพื่อให้คุณยายจบอธิษฐานอีกครั้ง ข้าพเจ้ามองดูหน้าคุณยายก่อน ที่ตัวเองจะถือของกลับออกมา ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกว่า ท่านยังดูดี
เกือบตี ๑ ข้าพเจ้าสวดมนต์ นั่งสมาธิ อธิษฐานหลายสิ่ง หลายอย่างเพื่อคุณยาย ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน พร้อมกับความ คิดที่ว่า พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้า กลับวัดไปเอาของ แต่ข้าพเจ้า นอนไม่หลับ แม้จะเปิด Sound-about เสียงน่านั่งสมาธิของ หลวงพ่อเสียบใส่หูข้างหนึ่งไว้ ส่วนหูอีกข้างหนึ่งเอาไว้ฟังเสียง เผื่อมีเหตุการณ์เร่งด่วนต่าง ๆ เกิดขึ้น
ประมาณตี ๓ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคนเปิดประตู เดินเข้า มาในห้อง พี่พยาบาลเดินเข้ามาเรียกข้าพเจ้า การเรียกครั้งนี้ไม่ใช่เรียกเพื่อให้ช่วยหยิบหรือเตรียมสิ่งของอะไรให้ ด้วยสัญชาติญาณ ข้าพเจ้าทราบทันทีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ข้าพเจ้ารีบไปที่ ห้อง C.C.U. สีหน้าทุกคนบ่งบอกว่า เวลานั้นใกล้จะมาถึง
ที่เตียงคุณยาย ข้าพเจ้าค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับที่แขนท่าน แต่สัมผัสครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหน แม้มือและนิ้วทั้งห้ากำและบีบ แขนท่านเบา ๆ ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่าสัมผัสนั้นไม่ถึงท่าน จับได้แค่ผิว ๆ ของท่านเท่านั้นเอง
พี่อารีพันธุ์นั่งอยู่ที่ข้างเตียง จับมือคุณยายไว้ตลอด คอยเอนหน้าเข้าไปใกล้ ๆ หูคุณยาย แล้วพูดถ้อยคำอันเป็นมงคล เป็น บุญกุศลให้คุณยายฟังเป็นระยะ ๆ ก่อนที่จะเปิดเทปนำนั่งสมาธิ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยให้คุณยายฟัง แม้ท่านจะ ไม่ได้มายืนอยู่ ณ ที่นี้ แต่ทุกคนทราบดีว่า คุณยายอยู่ในศูนย์ กลางกายของหลวงพ่อตลอดเวลา แม้อยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ เพราะคุณยายไม่เคยหลุดหายไปจากสายตาภายในของหลวงพ่อเลย สายตาภายในของท่านคอยสอดส่องดูแล อำนวยอวยพร รวมบุญบารมี แผ่ส่งมาถึงคุณยายตลอดในทุกที่ทุกแห่งหน เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวมาถึง คุณยายถวายดวงแก้ว ผ้าไตร ปัจจัย ที่พักข้างเตียงคุณยายในห้อง C.C.U. แคบ ๆ ก็ถูกผู้คนนั่งรายล้อม มีคุณหมอตามมาสมทบอีก ๓ ท่าน ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่พื้นด้านปลายเตียง ไม่สนใจมองดูสิ่งใด อีกต่อไปแล้ว ได้แต่นั่งหลับตาเอาใจไว้ที่กลางกาย ค่อย ๆ นึก ภาพคุณยาย ในอิริยาบถที่ข้าพเจ้าชอบ ค่อย ๆ นึกให้ชัดและสวย ได้ยินเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวพูดส่งคุณยายเป็น ระยะ ๆ น้ำเสียงและการทอดเสียงของท่านเปี่ยมไปด้วยความ อ่อนโยนและเคารพรักอย่างที่สุด
ข้าพเจ้านึกถึงหน้าคุณยายไปเรื่อย ๆ ใจของข้าพเจ้ารวม และสงบนิ่งดีมาก จนแวบหนึ่งของความคิด ข้าพเจ้านึกถึงความ เมตตาของคุณยายว่า คุณยายท่านเป็นผู้ให้มาโดยตลอด แม้ ตอนที่ท่านกำลังจะจากไป ท่านยังคุมบุญเอาบุญให้ลูกหลาน มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดน้ำใส ๆ ที่คลออยู่ในเบ้าตาทั้งสอง
ใกล้รุ่งเช้าของวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ เวลา ประมาณเกือบตี ๕ ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ เงียบเสียงลง จนเงียบ สนิทเสียงหลวงพ่อทัตตชีโวบอกทุกคนว่า “กราบลายายซะ” ทุกคนก้มลงกราบคุณยายเป็นครั้งสุดท้าย แล้วท่านก็บอกว่า “พวกเราทำหน้าที่กันอย่างดีที่สุดแล้ว อย่าร้องไห้”
แม้รู้ว่าวันนี้จะมาถึง แม้เตรียมใจไว้เป็นอย่างดี แม้จะสวดมนต์ทุกวันว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจด้วย กันหมดทั้งสิ้น แม้จะทราบว่าคุณยายท่านสั่งสมบุญบารมีมา อย่างเต็มเปี่ยม การจากไปของท่านเป็นเพียงการย้ายบ้านใหม่ เท่านั้นก็ตาม แต่สายใยแห่งความรัก ความผูกพัน ยากนักที่ จะตัดขาดได้โดยเร็วพลัน
ข้าพเจ้ามองดูพี่อารีพันธุ์ด้วยเข้าใจในความรู้สึกนั้นดี ๑๗ ปีที่ยืนอยู่เคียงข้างคุณยายมาโดยตลอด...ยาวนานกว่าข้าพเจ้า ยิ่งนัก พี่อารีพันธุ์ค่อย ๆ บรรจงเช็ดตัวทำความสะอาดและเปลี่ยน ชุดให้คุณยายเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่ามีผู้ช่วยพอแล้ว ข้าพเจ้าก็ค่อย ๆ ถอยออกมา บอกกับตัวเองว่า ตั้งสติให้ดี มีอะไรที่ควรจะต้องทำต่อไปอีกบ้าง
ข้าพเจ้าไปบอกน้องที่ช่วยขับรถให้เตรียมรถเพื่อพาคุณ ยายกลับ แล้วไปเก็บของที่ห้อง เอาเฉพาะชิ้นที่สำคัญกลับไป ก่อน โทรศัพท์กลับวัด ซึ่งข้าพเจ้าบอกแต่เพียงว่า คุณยายจะ กลับเช้านี้ ให้เตรียมห้องและเตียงให้คุณยาย กลับไปถึงท่านจะพักเลย คุณยายนั่งรถกลับวัด เหมือนกับทุก ๆ ครั้งที่ท่านนั่งรถ ระหว่างทางที่กลับวัด เห็นพระท่านกำลังออกเดินบิณฑบาต พี่อารีพันธุ์พูดลอย ๆ ขึ้นมาว่า “คุณยายท่านเกิดตอนพระบิณฑบาต ตอนไปท่านก็ไปตอนพระบิณฑบาต” ข้าพเจ้าเคยได้ยินมาเช่นกัน “ท่านเกิดตอนพระออกบิณฑบาต ท่านจึงได้ขยันนัก”
คุณยายกลับมาถึงบ้านใหญ่แล้ว
ภาพคุณยายที่นอนสงบนิ่ง หลับตาพริ้ม ที่ริมฝีปากมี รอยยิ้มแต่พองาม ช่างเป็นภาพที่ดูเหมือนคุณยายนอนหลับสนิท อย่างมีความสุขยิ่งนัก จนอดไม่ได้ที่จะทำให้ข้าพเจ้าคอยวนเวียน เข้าไปใกล้ ๆ แล้วเอามือจับที่แขนท่าน แล้วพูดเบา ๆ ด้วย ประโยคที่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกกับท่านว่า “คุณยายคะ คุณยายได้ พักแล้วนะคะ ดูเหมือนคุณยายนอนหลับอย่างมีความสุขจังเลย” ก่อนที่จะเลื่อนตัวออกมานั่งพับเพียบหลับตาอยู่ที่ปลายเตียงท่าน
ข้าพเจ้านึกถึงภาพต่าง ๆ ของคุณยาย แต่ภาพที่โดดเด่น ชัดเจนในความรู้สึกของข้าพเจ้าตอนนี้ คือภาพแห่งความเป็น นักสู้ของคุณยาย เป็นภาพของยอดนักรบที่กรําศึกในสงคราม ต่อสู้ในสมรภูมิมาอย่างทรหดอดทนแล้วก้าวเดินออกมาจาก สนามพร้อมด้วยชัยชนะ ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะได้พัก ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดคุณยายที่ว่า
“ยายสู้มาตลอด สู้มาจนสุดฤทธิ์
ยังมีชีวิตอยู่เราต้องสู้ เมื่อไรตายแล้วก็พักกัน
ถ้าเราถอย เราก็แพ้เขา แพ้ไอ้ดํา”
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยบอกว่า “ยิ้มของคุณ ยายเป็นยิ้มที่จากไปของผู้ชนะ”
ชัยชนะของคุณยาย เป็นชัยชนะที่สะอาด บริสุทธิ์ และ งดงามยิ่งนัก เป็นชัยชนะที่จะไม่กลับมาพ่ายแพ้อีก เพราะเป็นชัยชนะที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ และดีงามล้วน ๆ
ตอนเย็น พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว คณะพระ เถระผู้ใหญ่ และพี่ถาวร นำเรือนทองหลังใหม่มาให้คุณยาย ถ้าสิ่งใดทำให้คุณยายได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยจะ ทำให้คุณยายทันทีและทำอย่างดีที่สุด เรือนทองหลังใหม่ของคุณยายก็เช่นกัน ด้วยดําริของหลวงพ่อจึงได้เรือนทองที่เหมาะสม กับฐานะ กับบุญบารมีของคุณยายมา
เรือนทองหลังใหม่นี้ ทำมาจากไม้สักที่อบจนแห้งสนิท แต่ละด้านเป็นไม้แผ่นใหญ่แผ่นเดียว หนาประมาณ ๕ เซนติเมตร ปิดทองทุกด้านด้วยฝีมืออันประณีต จนมองเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนถูกฉาบทาด้วยทองสุกอร่าม ข้างในทุกด้านบุด้วยไม้แก่น จันทน์หอม ซึ่งเป็นไม้ที่หาได้ยาก โดยเฉพาะตามขนาดที่ต้องการ เป็นไม้แผ่นใหญ่ มีความหนาประมาณ ๓ เซนติเมตร แต่คงด้วย บุญบารมีของคุณยายจึงได้มา ไม้แก่นจันทน์หอมนี้ เป็นไม้เนื้อดีและมีกลิ่นหอมทนนาน จึงเปรียบเหมือนเป็นเครื่องหอมที่ใช้ สักการะกราบไหว้บูชาสังขารกายหยาบของคุณยายตลอดเวลา
สังขารกายหยาบของคุณยายที่มีใบหน้าอันยิ้มละไม ภาย ใต้ชุดสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของการถือศีล ประพฤติพรหมจรรย์ ได้ค่อย ๆ ถูกพันห่อด้วยผ้าสีขาวเนื้อดี แล้วห่อตามด้วยสำลี ผ้า สีขาวสลับกับสำลีถูกม้วนพันไปมาหลายรอบ จนเนื้อผ้าม้วนใหญ่ หมด นับได้ประมาณ ๔๓ รอบ เสร็จแล้วปะพรมด้วยน้ำมันดอก มะลิหอมจนทั่ว ในระหว่างขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ ได้มีการ พรรณนาสรรเสริญพระคุณของคุณยายไปด้วย โดยถ้อยคำที่ กล่าวพรรณนานั้น กล่าวเท่าใดก็ไม่หมด และไม่ซ้ำกันเลย
สรีระกายหยาบของคุณยาย ได้ถูกอัญเชิญเข้าไปอยู่ในเรือนทอง ปะพรมด้วยน้ำมันดอกมะลิหอมอีกรอบหนึ่งจนชุ่ม แล้วปิดฝาเรือนทองไม้สัก ผนึกฝาทุกด้านให้สนิทแน่น ก่อนที่ จะนำเรือนทองชั้นนอกมาครอบไว้อีกชั้น
เรือนทองชั้นนอกนี้ มีลักษณะเป็นกล่องเพื่อครอบสวม เรือนทองไม้สัก มีพื้นชั้นในทำจากแผ่นเงินที่ซอยตัดเป็นเส้น ๆ ถักทอเป็นกล่อง ขนาดใหญ่กว่าเรือนทองไม้สักเล็กน้อย ส่วนชั้น นอกทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่นำมารีดเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วซอยตัดเป็นเส้นเล็ก ๆ นำมาจักสานถักทอจากฝีมือช่างโบราณด้วยความละเอียดประณีต ครอบอยู่ชั้นนอกสุด ที่ทุกคนมองเห็นเป็นสีทอง อร่าม สุกเปล่งปลั่งอยู่ตลอดเวลา ในยามที่ได้มากราบไหว้สรีระ สังขารของคุณยาย
ในเวลาต่อมา เหล่าศิษยานุศิษย์ของคุณยายได้ร่วมใจกัน ทำ “ผ้ามหาสุวรรณรัตนภูษา” อันประณีตวิจิตรบรรจง เพื่อน้อม ถวายบูชาธรรมแด่คุณยาย ผ้ามหาสุวรรณรัตนภูษาเป็นผ้า สำหรับคลุมเรือนทอง ผืนผ้าทำมาจากทองคำบริสุทธิ์ที่นำมาหลอม ทำเป็นเส้นๆ เหมือนด้ายไหม แล้วนำเส้นทองคำนี้มาทำเป็นห่วง เล็ก ๆ นับล้าน ๆ ห่วง ถักทอร้อยต่อกัน จนเป็นผ้าผืนใหญ่ ที่ชาย ผ้าทุกด้านห้อยประดับด้วยรัตนชาติขนาดน้อยใหญ่หลากสีนานา ชนิด ผืนผ้าทองคำที่คลุมด้านหน้าเรือนทอง มีตัวอักษรที่ทำจาก ทองคำ เขียนจารึกไว้ว่า
ถวาย
มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
ทุกอย่างทำอย่างดีที่สุด ด้วยความเคารพรักและด้วยความ กตัญญูต่อคุณยายผู้เปี่ยมด้วยบุญบารมี ผู้เป็นสุดยอดครูบาอาจารย์ หาใครเสมอเหมือนมิได้ เหมาะสมยิ่งนักกับคุณยาย ผู้มีแต่ความ กตัญญู และปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์อย่างดีที่สุด เมื่อถึงคราวที่ คุณยายละสังขารจากไป ลูกศิษย์ลูกหาของคุณยาย ซึ่งนำโดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ก็ได้ร่วมแรงร่วมใจ รวมกำลัง สติปัญญา เพื่อทำให้คุณยายอย่างดีที่สุด เท่าที่ศิษย์จะพึงกระทำ ต่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่สุดที่จะประมาณได้
ณ เวลานี้ ตาเนื้อของข้าพเจ้าไม่สามารถมองทะลุผ่านเข้าไปเห็นคุณยายซึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ข้างในนั้นได้แล้วแต่ตาภายใน ของข้าพเจ้ายังเห็นภาพคุณยายแจ่มชัดงดงาม คุณยายไม่ได้จาก ข้าพเจ้าไปไหน ยังคงอยู่ในใจของข้าพเจ้านี่เอง
ภาพของท่านจะปรากฏทุกครั้งในเวลาที่ข้าพเจ้านึกถึงและยิ่งเมื่อใดใจของข้าพเจ้าผ่องใส ภาพของท่านยิ่งแจ่มชัดและงดงาม
ไม่ว่าท่านจะอยู่ในทิพย์วิมานแดนสวรรค์หรือ ณ ที่ใด
สายตาท่านก็คงสอดส่องมองมาที่ลูกหลานทั้งหลาย
ด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาและให้กำลังใจ
และท่านคงจะยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งนัก
ถ้าเราทำอย่างที่ท่านสอน...
คุณยาย...รักบุญกลัวบาป
คุณยาย...รักการนั่งสมาธิ
คุณยาย...รักหลวงพ่อและลูกหลานทุกคน
คุณยาย...รักวัดพระธรรมกาย ฯลฯ
ข้าพเจ้าถามตัวเองอีกครั้งว่า
“บุญอันใดหนอที่ทำให้ข้าพเจ้ามาพบคุณยาย ข้าพเจ้าจะรักษาความมีบุญนั้นไว้
และจะตอบแทนพระคุณท่านได้อย่างไร”