สุขภาพของคุณยาย
คุณยายอาจารย์ · อยู่กับยาย พิมพ์1ปี45
สุขภาพของคุณยาย
โดยปกติ คุณยายถือว่าเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพ แข็งแรง กระฉับกระเฉง แคล่วคล่องว่องไว ขณะอายุ ๘๓ ปี ของท่าน หลังยังตั้งตรง หูดี ตาดี กล้ามเนื้อผิวพรรณยังเต่งตึง ปฏิภาณไหวพริบในการพูดคุยโต้ตอบก็เป็นเยี่ยม หากไม่ทราบ อายุของท่านมาก่อนอาจประมาณคาดเดาว่า ท่านอายุ ๖๕-๗๐ ปีได้ ช่วงที่ข้าพเจ้าเข้ามารับใช้ท่านจนเกือบปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งในระหว่างนั้นคุณยายยังพักอยู่ที่กุฏิคุณยายหลังเดิม (ปรนิม
มิตวสวัตดี) ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคุณยายเจ็บไข้ได้ป่วยถึงขนาด ต้องเข้าโรงพยาบาลเลย จะมีก็แต่ไปเพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป
แต่ภายใต้บุคลิกท่าทางอันแข็งแรงของท่านนี้ มักจะมี อาการไม่สบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ซึ่งเป็นปกติของ ผู้สูงอายุทั่วไป คือคุณยายมักจะมึนศีรษะ และปัสสาวะบ่อย นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับความยืดหยุ่นและการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น ยกแขนไม่ค่อยขึ้น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ ไม่ค่อยถนัด
คุณยายท่านมักมึนศีรษะบ่อย ๆ เวลามึนศีรษะคุณยาย มักบอกว่า “มันมึน ๆ ก๊ง ๆ” พร้อม ๆ กับบอกสาเหตุว่า “หมอ เขาบอกว่ายายเลือดน้อย” เมื่อท่านมึนศีรษะ พวกเราก็มักชงยาหอมมาให้ท่านดื่ม และให้ท่านนอนพักนิ่ง ๆ นวดมือ นวดเท้า ๆ ให้ท่าน อาการก็ทุเลาลง นอกจากนี้ยังมีการรักษาแบบใช้หมอ นวดแผนโบราณในบางโอกาส เมื่อถามถึงอาการของท่านว่า เป็นอย่างไรบ้าง ท่านก็ จะมีมาตราวัดเปรียบเทียบของท่าน ที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย เช่น บาทนึงเหลือสลึงนึง เป็นต้น
มีอยู่ช่วงหนึ่ง แขนคุณยายยกไม่ค่อยขึ้น คือพอยกได้ แต่เวลายกแขนใส่เสื้อ หรือยกแขนชูขึ้น จะยกได้ไม่สูง คุณหมอ แต่ละท่านได้แนะนำวิธีปฏิบัติ เพื่อการรักษาด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน พี่อารีพันธุ์ได้นำวิธีรักษามาปฏิบัติกับคุณยาย ท่านก็ให้ ความร่วมมือเป็นอย่างดี ปฏิบัติตามด้วยความสม่ำเสมอ มุ่งมั่น พากเพียรที่จะให้หายเป็นปกติ
ในช่วงนั้นมีการติดตั้งชักรอกไว้ที่ห้องเลขาฯ เพื่อให้คุณ ยายได้บริหารไหล่และแขน โดยที่เชือกทั้ง ๒ ข้างของชักรอก ผูกห่วงยางนิ่ม ๆ ไว้ เพื่อให้คุณยายสอดมือเข้าไปจับ พอมือหนึ่ง ดึงชักรอกลง ข้างหนึ่งก็ชูสูงขึ้น แล้วดึงขึ้นลงสลับกัน คุณยาย ท่านขยันดึงชักรอกของท่านทุกวัน
ที่หลังห้องเลขาฯ มีที่บริหารแขน ซึ่งพี่อารีพันธุ์ให้ช่างไม้ ของวัดช่วยทำให้ มีลักษณะเหมือนอุปกรณ์บริหารร่างกายที่มีใน สวนสุขภาพ หรือสวนสาธารณะต่าง ๆ เป็นแท่นไม้ มีไม้ท่อน กลม ๆ ขนาดพอสมควร วางพาดอยู่ตรงกลาง มีที่ให้เอามือ ๒ ข้างจับ แล้วยกเหยียดแขนทั้ง ๒ ชูขึ้น คุณยายท่านจะเดินออกไป ยกขึ้นยกลง ๆ ทุกวัน วันละประมาณ ๑๐ - ๑๕ ครั้ง คุณยายท่าน นับของท่านเอง ยกขึ้นยกลงนับเป็นหนึ่งครั้ง ท่านประมาณของ ท่านเองว่ากี่ครั้ง ถ้าปกติก็ยก ๑๕ ครั้ง แต่ถ้าท่านเหนื่อยก็ ประมาณ ๑๐ ครั้ง พร้อมกับบอกว่า “เอ้า! พอก่อน”
นอกจากนี้ในช่วงเย็น พี่อารีพันธุ์จะเอาลูกประคบมา ประคบที่ช่วงไหล่และแขนให้คุณยายทุกวัน ด้วยความมุ่งมั่น สม่ำเสมอ และอยากให้อาการของคุณ ยายหาย จนในที่สุดแขนทั้ง ๒ ข้างก็หาย ยกชูได้สูงตามปกติ
แม้ในช่วงวัยใกล้ ๙๐ ปี แขนท่านยังยกชูขึ้นได้สูง และยังออก กำลังกายท่ายกแขนขึ้นยกแขนลงได้วันละหลาย ๆ ครั้ง
คุณยายท่านเอาใจใส่ต่อสุขภาพของท่านเป็นอย่างดี ถ้า สิ่งไหนเป็นผลดีต่อสุขภาพ ท่านก็ทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับ ประทานอาหาร การบริหารร่างกาย ท่านทำอย่างสม่ำเสมอ
ในการรับประทานอาหาร พี่อารีพันธุ์จะดูแลในเรื่องคุณค่า ทางโภชนาการให้ครบหมู่ เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย ของท่าน ตอนเช้าเป็นข้าวต้มและกับข้าว มีอาหารเสริม พวก เลซิติน วีทเจอม รําข้าว งาด่า ฯลฯ ตอนเพลเป็นข้าวสวย
เมนูอาหารหลัก ๆ ของคุณยาย คือ ปลา ผัดผัก แกงจืด และผลไม้ ท่านชอบเกลี่ยข้าวใส่ช้อนของท่านเอง พี่อารีพันธุ์ จะคอยตักกับข้าวใส่ในช้อนข้าวให้คุณยาย คุณยายท่านก็จะยก ช้อนข้าวใส่ปากทุกคำโดยไม่มีการปฏิเสธ ยกเว้นถ้าตักกับข้าว ใสในช้อนให้ท่านมากเกินไป ท่านจะเขี่ยออก บอกว่าเดี๋ยวมัน จะเค็ม (คงเป็นเพราะคนรุ่นก่อน ๆ จะเน้นหนักไปทางรับประทาน ข้าวมากกว่ากับข้าว)
ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินคุณยายติชมในเรื่องรสชาติของอาหารว่า อันนี้อร่อย อันนี้ไม่อร่อย อันนี้ชอบ อันนี้ไม่ชอบเลย มีแต่บอกว่า “อะไรกินได้ ยายกินได้หมด” คุณยายท่านเป็นคนอยู่ ง่ายกินง่าย ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านไม่เคยบอกว่า อยากทาน สิ่งนั้นสิ่งนี้ สุดแล้วแต่ลูกศิษย์ลูกหาจะจัดหาได้ ต้องอาศัยวิธี สังเกตเอาจึงจะทราบว่าคุณยายชอบอะไร ซึ่งไม่บ่อยนักที่คุณ ยายท่านจะถาม “อันแดง ๆ นี้เขาเรียกว่าอะไร” คุณยายชี้ไป ที่จานหมี่กรอบ ก็คาดเดาเอาว่าคุณยายท่านคงจะชอบ ก็จะ ตักหมี่กรอบให้ท่านอีก
ในจานผลไม้ที่ครัวมักจัดให้หลายชนิด นั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้พอดีคำเคี้ยวได้ คุณยายท่านจะเอาส้อมจิ้มรับประทานของ ท่านเอง ก็ต้องคอยสังเกตว่า อย่างไหนท่านจิ้มบ่อย สังเกตว่า ท่านชอบจิ้มไปที่ชิ้นขาว ๆ คือ สาลี่
ในเรื่องการบริหารร่างกาย นอกจากท่าแกว่งแขนยกแขน ที่พี่อารีพันธุ์พาคุณยายออกเป็นประจำแล้ว ยังมีท่ากายบริหาร ที่ท่านชอบทำ เช่น ท่านั่งเอาขาเหยียดไปข้างหน้า แล้วก้มลงเอา นิ้วมือแตะที่ปลายเท้า ซึ่งคุณยายท่านทำได้ดี ชนิดที่ว่าคนหนุ่ม สาวยังสู้ไม่ได้เลย กล้ามเนื้อของท่านยืดหยุ่นดีมาก ท่านจะ ค่อย ๆ เอามือไถไปที่หน้าขา แล้วโน้มตัวลงไปเรื่อย ๆ จนเอามือ แตะที่ปลายเท้า ไม่ใช่แค่นั้น คุณยายยังเอามือทั้งมือจับที่นิ้วเท้า ได้เลย ท่านเรียกท่านี้ว่า “โยกเยก”
นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เพื่อสุขภาพที่มีสาธุชนนำมาถวาย คุณยายท่านก็หมั่นใช้เป็นประจำ ที่บนกุฏิตรงระเบียง มีที่นวดฝ่าเท้า ทำจากปล้องไม้ไผ่ ผ่าครึ่งซีก เวลาคุณยายขึ้นไปบนกุฏิ ก่อนลงจากกุฏิทุกครั้ง คุณยายมักเดินแวะไปเหยียบปล้องไม้ไผ่อันนี้ โดยเอามือจับที่ ราวระเบียง ใช้ฝ่าเท้าวางบนส่วนนูน ๆ ของปล้องไม้ไผ่ผ่าซีก แล้วขยับเท้าไปมา
ที่ห้องเลขาฯ จะมีกะลาตัวผู้หัวแหลมขัดมันอยู่ ๑ คู่ วางคว่ำอยู่บนผ้าขนหนูผืนหนา คุณยายจะเอามือจับที่โต๊ะทานข้าว แล้วขึ้นไปเหยียบบนกะลา หัวแหลม ๆ ของกะลาก็ช่วยนวดเท้าให้ ไม่ว่าคุณยายจะทำอะไร ท่านจะทำด้วยความสม่ำเสมอ ไม่ละทิ้งไปง่าย ๆ ข้าพเจ้าประทับใจในความสม่ำเสมอของท่านมาก
ช่วงนั้นคุณยายเอามือแช่น้ำทะเลทุกวันเพราะที่เล็บมือของ คุณยายบางเล็บ มีลักษณะเห็นเป็นสีขาวกินเข้าไปในเนื้อเล็บ ทำ ให้ระหว่างเนื้อเล็บเป็นโพรงเล็ก ๆ อยู่ มีลักษณะคล้ายเป็นเชื้อรา แต่เมื่อแพทย์ตรวจหาเชื้อแล้วลงความเห็นว่าไม่มีเชื้อรา
คุณยายบอกว่า “สมัยอยู่นครชัยศรี ยายทำนา เล็บมันก็เลยไม่ค่อยดี” รักษามานานแล้วแต่ไม่หายสักที มีคนแนะนำให้ เอานิ้วไปแช่น้ำทะเล จะรักษาให้หายได้ ท่านจึงได้ลองใช้วิธีนี้ดู ที่ใต้ถุนกุฏิมีแกลลอนน้ำทะเลอยู่ เวลาจะใช้ก็ไปในน้ำทะเลใส่ขันมา คุณยายท่านขยันเอานิ้วแช่น้ำทะเลเป็นประจำทุกวันในระหว่าง เวลาที่ท่านนั่งพักช่วงสาย ๆ
แต่มีอยู่วันหนึ่ง ช่างมาซ่อมถนนที่ทรุด โดยยกถนนขึ้น แล้วพ่นทราย เครื่องพ่นทรายเสียงดังมาก จึงต้องย้ายไปอยู่ บ้านที่ครัวหลังเป็นการชั่วคราว ข้าพเจ้านึกว่าวันนี้คุณยายคง งดแช่น้ำทะเล ทันทีที่สิ้นสุดความคิด คุณยายบอกว่า “ให้ถือ เอาขันน้ำทะเลไปด้วย จะได้แช่ให้มันหาย ๆ”
ข้าพเจ้าได้แต่นึกชื่นชมท่าน ถ้าท่านทำสิ่งใดแล้ว ท่าน ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและเอาจริง ท่าน จึงได้ชื่อว่า “คนจริง”
แม้ว่าคุณยายท่านดูแลสุขภาพสังขารของท่านเป็นอย่างดี แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า เวลาท่านทำงานท่านจะทำแบบทุ่มชีวิต อย่าง เต็มที่เต็มกำลัง โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก ไม่ว่า จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ท่านไม่เคยย่อท้อ ไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้ง ความมุ่งมั่นแน่วแน่ของท่านได้ นอกจากความสำเร็จ
คุณยายท่านเริ่มมีอาการมึนศีรษะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะช่วง ที่ฝนตก อากาศมักจะชื้นอยู่เสมอเพราะที่กุฏิคุณยายมีต้นไม้ ปกคลุมหนาแน่น จึงมีการย้ายที่พักจากกุฏิมาที่อาคารดาวดึงส์ อาคารดาวดึงส์ในขณะนั้นเป็นที่ทำงานของแผนกเสียง มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมืออยู่หลายอย่าง แต่ยังมีห้องที่ว่าง พอให้คุณยายใช้เป็นห้องนอนได้ จึงใช้เป็นที่พักชั่วคราวก่อนที่ จะย้ายมาอยู่ที่บ้านธรรมบาล
ช่วงหลัง ๆ นี้ สังเกตว่าคุณยายท่านบ้วนน้ำลายบ่อย จน ต้องหากระโถนบ้วนน้ำลายมาให้ท่านใช้เป็นประจำ นอกจากนี้คุณยายยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก ทั้ง ๆ ที่รับประทาน อาหารเป็นปกติเท่าเดิม ใบหน้าของท่านดูอิ่มเอิบ เปล่งปลั่ง และผ่องใสมาก ท่านอารมณ์ดี เบิกบาน แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา ผู้ใดที่เข้าใกล้ท่านก็มักจะมีแต่รอยยิ้มและความอบอุ่น แต่ใน ขณะเดียวกันเรี่ยวแรงของท่านก็ถดถอยลง ท่านมักจะพูดว่า
“ยายไม่ค่อยมีแรง” และบางครั้งท่านก็พูดถึงการจากไป
“ยายอายุเยอะแล้ว
ยายเตรียมพร้อมทุกอย่าง
ทำบุญทำทาน ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า
ถึงเวลาก็ไป”
ท่านมักพูดถึงการเตรียมพร้อมของท่านอยู่บ่อยๆ “ถึงคราว หมดอายุขัยก็ขอให้ไปโดยง่ายสบาย” ข้าพเจ้าก็ได้ แต่นึกว่า ที่ คุณยายชอบพูดเพราะท่านเป็นผู้ไม่ประมาท แต่คงอีกนาน กว่า จะถึงเวลาที่ท่านจะจากไป เพราะคุณยายท่านยังดูสดชื่น แจ่มใส เหมือนคนมีสุขภาพดี แม้จะไม่ค่อยมีแรงในบางครั้ง
ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๙ อาการเหนื่อย ไม่มีแรงของคุณยาย ปรากฏชัดมากขึ้น บางครั้งคุณยายท่านจะมีอาการเหมือนคนเป็นลม ช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๙ และปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงเป็นช่วงที่คุณยายเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะ ช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นช่วงที่คุณยาย ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่โรงพยาบาล ในการพัก ตรวจเช็คร่างกาย และดูอาการ เพราะที่โรงพยาบาลจะมีเครื่องมือและบุคลากรทาง การแพทย์ครบทุกอย่าง การไปโรงพยาบาลของคุณยายมักจะ ไปแบบเงียบ ๆ เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบ เพื่อที่ท่านจะได้พักรักษาตัวอย่างเต็มที่
ในระหว่างที่นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาล พระเดชพระคุณ หลวงพ่อธัมมชโยได้ไปเยี่ยมคุณยายที่ห้องพัก ขณะนั้นคุณยาย กำลังนอนให้น้ำเกลืออยู่ที่เตียง เมื่อคุณยายเห็นหลวงพ่อ มือทั้ง สองของคุณยายก็ค่อย ๆ ขยับยกพนมมือไหว้ พระเดชพระคุณ หลวงพ่อบอกคุณยายว่า “ยายนอนดิ่งธรรมะ ซ้อนองค์พระไป ๆ เลยนะยาย”
คุณยายพยักหน้ารับ นอกจากนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ยังได้เล่าเรื่องเก่า ๆ ให้คุณยายฟังถึงตอนที่ท่านเจอคุณยายตอน อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ และตอนที่หลวงพ่อไปเยี่ยมคุณยาย เมื่อ คุณยายอายุ ๕๓ ปี ขณะนั้นคุณยายป่วยหนักอยู่แถวสุขุมวิท ท่าน เล่าว่า ท่านไปเยี่ยมคุณยายซึ่งนอนป่วยอยู่ ไปนั่งสมาธิอยู่หน้า เตียง และถามคุณยายว่า “อย่างนี้แล้ว ทำอย่างไรต่อ”
คุณยายตอบ หลวงพ่อถาม คุณยายก็ตอบอยู่อย่างนี้ ท่านมุ่งมั่นอยู่แต่กับการเรียนธรรมะกับคุณยาย คุณยายนอนลืมตาฟังหลวงพ่อเล่า ในแววตาของท่านเหมือนกำลังย้อนระลึก ถึงภาพในอดีต มีรอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏที่ริมฝีปากของท่าน ก่อนพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะกลับ ท่านได้ให้กำลังใจ กับอุปัฏฐากทุกคน และให้ทุกคนทำหน้าที่และเอาบุญกับคุณ ยายอย่างเต็มที่ “เพราะกายคุณยายเปรียบเหมือนที่สถิตของพระ ธรรมกายนับพระองค์ไม่ถ้วน”
อาการของคุณยายดีขึ้นเป็นลำดับ เมื่ออาการดีขึ้น คุณยายท่านก็มักจะบอกว่า “ยายจะกลับบ้าน” “ยายจะกลับวัด” ต้องช่วยกันโน้มน้าว ให้ท่านพักรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วถึงกลับ เมื่ออาการดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว จึงพาคุณยายกลับมาพักที่วัด “ณ บ้านธรรมบาล” แต่น่าแปลกใจว่า แม้จะกลับมาอยู่วัดแล้ว แต่ในบางครั้งคุณยายก็ยังพูดว่า “ยายจะกลับบ้าน” อยู่เช่นเดิม
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง มักจะหาโอกาสมาเยี่ยม คุณยายเสมอ
เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยมาเยี่ยมคุณยาย ท่านมักจะมีแต่เรื่องบุญกุศล มีแต่ถ้อยคำที่เป็นสิริมงคลมาเล่า ให้คุณยายฟัง และมักจะอวยพรให้คุณยายมีอายุยืน มีสุขภาพ แข็งแรง หายจากโรคภัยไข้เจ็บ คุณยายท่านจะพนมมือรับคำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นระยะ ๆ ด้วยดวงตาที่สว่างสุกใส ใน ช่วงงานบุญต่าง ๆ เช่น งานกฐิน ผ้าป่า หรือวันคล้ายวันเกิดของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยายมักจะเตรียมซองปัจจัยไว้เพื่อนำมาถวายทำบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วย
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็เช่นเดียวกัน เวลาท่านมาเยี่ยมคุณยาย ท่านมักจะเดินตรวจตรารอบ ๆ ห้องก่อน เป็นอันดับแรก ดูว่าปิดเปิดหน้าต่างเป็นอย่างไร อากาศ ถ่ายเทระบายพอหรือเปล่า ท่านจะเป็นผู้ที่รอบรู้ในทุก ๆ เรื่อง ท่านจะสอนอยู่เสมอ ในเรื่องการจัดการดูแลให้สภาพห้องของ คุณยายมีอากาศถ่ายเทได้ดี ตอนไหนควรเปิดหน้าต่าง ไหนควรเปิดแอร์ ลมจะเข้าทางไหน ออกทางไหน ท่านจะสอน ให้สังเกตทุกอย่าง เวลาท่านพบหน้าคุณยาย ท่านจะมาพร้อม ด้วยรอยยิ้ม และเสียงที่ดังฟังชัด ท่านมักจะถามคุณยายว่า “ยาย วันนี้รับข้าวได้เยอะหรือเปล่า” “ยาย วันนี้นอนหลับดี หรือเปล่า” ฯลฯ
เมื่อดูจากภายนอก ลักษณะของคุณยายจะดูเหมือนว่า คุณยายท่านมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติ ใบหน้าอิ่มเอิบ ผ่องใส มาก แต่เมื่อท่านลุกเดิน จึงจะทราบว่าเรี่ยวแรงของท่านถดถอยลงไป
คุณยายพูดถึงการกลับบ้านบ่อยขึ้น “ยายจะกลับบ้าน ๆ”
พี่อารีพันธุ์จะขอคุณยายวันละหลาย ๆ รอบ ทุกวันว่า “ขอให้ คุณยายแข็งแรง อยู่ไปจนถึงฉลองพระเจดีย์นะคะยาย” เมื่อฉลองพระเจดีย์ครั้งที่ ๑ ผ่านไป พี่อารีพันธุ์ก็ขอกับ คุณยายอีกว่า “ขอให้คุณยายแข็งแรง อยู่จนฉลองพระเจดีย์ ครบ ๓ ครั้งเลยนะคะยาย”
แต่สิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้นกำลังคืบคลานใกล้เข้ามา ๆ ทุกขณะโดยที่คำร้องขอใด ๆ ก็ไม่สามารถทัดทานไว้ได้
เพื่อความไม่ประมาท คุณยายได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด มากขึ้นและอยู่ในสายตาตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีพยาบาลวิชาชีพมา ช่วยเฝ้าในตอนกลางคืน และในกลางวันเป็นบางวัน มีอุปัฏฐาก เพิ่มขึ้นเป็นทีมงานใหญ่ คอยผลัดเปลี่ยนกันรับบุญ ผลัดละ ๓- ๔ คนเป็นอย่างน้อย เมื่อใดที่คุณยายมีอาการผิดปกติแม้เพียง เล็กน้อย ก็จะรีบเชิญคุณหมอมาตรวจดูอาการทันที
ข้าพเจ้าประทับใจความทุ่มเทในการทำหน้าที่ของแต่ละ คนมาก ทุกคนจะตั้งใจและเต็มใจดูแลปรนนิบัติรับใช้คุณยายอย่าง ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นหน้าที่ แต่ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไป ด้วยความเคารพรักท่านอย่างที่สุด อะไรที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับท่าน ไม่ว่าจะต้องเสียเวลาหรือมีรายละเอียดปลีกย่อย เพิ่มเติมมากขึ้นเพียงไร ทุกคนก็เต็มใจพร้อมที่จะทำ ทุกคน เข้าใจความหมายของคำว่า “ความอดทนไม่มีขีดจำกัด ทุกคนสามารถปรับเพดานของความอดทนขึ้นไปได้ไม่มีสิ้นสุด ขอเพียงแต่มีใจที่เปี่ยมด้วยความรักและศรัทธา”
“คุณยายคือศูนย์รวมใจ และอยู่ในใจของทุก ๆ คน”
คุณยายเมื่อท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง ท่านเป็นสุดยอด ของครูบาอาจารย์ หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ ท่านเป็นตัวอย่าง ด้วยการทำให้ดู และคอยบอกคอยสอนลูกศิษย์ลูกหาให้ทำแต่ ความดี สั่งสมบุญบารมี ท่านจะคอยชี้แนะสิ่งที่ถูก แก้ไขสิ่งที่ ผิดให้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ คุณยายก็เป็นผู้สูงอายุที่มีเมตตา ผ่องใส อารมณ์ดี อบอุ่น และน่าเข้าใกล้ที่สุด ท่านจะเกรงใจ ทุกคนที่อยู่รอบข้าง ท่านชอบที่จะพึ่งพาตนเองมากกว่าที่จะเรียก ขอให้ใครช่วย ผู้ใดได้เข้าใกล้คุณยายจะรู้สึกอบอุ่นและรักคุณยาย อย่างที่สุดทุกคน
เมื่อท่านอยู่ในสภาวะที่เจ็บไข้ได้ป่วย คุณยายคือคนป่วย ที่น่าเข้าไปปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างที่สุด เพราะคุณยายเป็นคน ป่วยที่มีความอดทนอย่างยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน พวกเราก็ไม่มีใครรังเกียจ รู้สึกเหมือนกันว่า ไม่ว่าจะเป็นของเสียใด ๆ ที่ออกมาจาก ร่างกายของท่าน ก็เป็นเหมือนของสะอาด ทุกคนมีแต่รีบเข้าไปรับใช้ทำให้คุณยายอย่างดีที่สุด คุณยายจึงเป็นคนป่วยที่มีกลิ่นหอม และสะอาดอยู่ตลอดเวลา
แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณยายคือบุคคลที่ยิ่งใหญ่ด้วยคุณงาม ความดี บุคคลที่ยิ่งใหญ่ด้วยอำนาจกับยิ่งใหญ่ด้วยคุณงามความ ดีนั้นต่างกัน บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ด้วยอำนาจนั้น พอหมดอำนาจ ทุก อย่างก็พลอยเสื่อมสลายหายไป แต่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณงาม ความดีนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยังคงงดงามอยู่ในใจของทุกคน
ตลอดไป ทุกคนพร้อมที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อท่าน โดยที่ ท่านไม่ต้องร้องขอ
แม้วันเวลาจะผ่านไป
สังขารของท่านจะเสื่อมไปตามกาลเวลา
แต่ความมีอำนาจและทรงพลังอันยิ่งใหญ่
จากคุณงามความดีของคุณยายไม่เคยเสื่อมไป
ยังคงงดงามส่องประกายอยู่ในใจของทุก ๆ คน