ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ต้นไม้

คุณยายอาจารย์ · อยู่กับยาย พิมพ์1ปี45

PDF
ต้นไม้ “นี่ต้นทรงบาดาล ยายให้เขาเอามาปลูก” คุณยายชี้ให้ข้าพเจ้าดูต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ เป็นไม้พุ่มทรง ใหญ่มีดอกสีเหลือง ข้าพเจ้าเพิ่งจะทราบว่า ต้นไม้ชนิดนี้ชื่อทรง บาดาล และในเวลาต่อมาข้าพเจ้าก็ได้รู้จักชื่อของต้นไม้ต่าง ๆ อีกมากมาย การที่ข้าพเจ้าได้เดินตามคุณยาย ทำให้ข้าพเจ้าทราบว่า ท่านรักต้นไม้และชอบปลูกต้นไม้ยิ่งนัก วัดของคุณยายในแผ่นดินผืนแรก พื้นที่ ๑๙๖ ไร่ เต็มไป ด้วยพันธุ์ไม้มากมายหลากหลายชนิด ซึ่งดูเหมือนว่าคุณยายจะ คุ้นเคยกับต้นไม้เหล่านี้เป็นอย่างดี ตรงริมถนนหน้ากุฏิยายจะมีต้นแก้วปลูกเรียงรายอยู่ เป็นต้นแก้วที่ใหญ่มาก ประมาณว่าอายุของต้นแก้วคงเกือบเท่าอายุของวัด คุณยายมักจะบอกพี่อุดม (ปัจจุบันคือพระอุดม ยติสฺสโร) ว่า “อย่าไปแตะต้องตัดแต่งอะไรต้นแก้วเชียวนะ” เนื่องจากว่าหลวงพ่อท่านรักต้นไม้เช่นกัน ครั้นเวลาต้นแก้วออกผลสีแดง คุณยายก็จะบอก “เก็บเอาเม็ดมันไว้ให้ยายด้วย ยายจะเอาไปปลูก” ตรงทางเดินเข้ากุฏิยายจะมีต้นไม้ใหญ่สูงชะลูดเรียงคู่กัน อยู่ฝั่งละ ๒ ต้น ชื่อต้นแล้ว ตามปกติข้าพเจ้าจะไม่ค่อยได้แหงน มองดูต้นดูใบของมันเท่าใดนัก ต่อเมื่อช่วงฤดูออกดอกและดอกร่วงหล่นลงมาเต็มพื้นจึงได้แหงนหน้าขึ้นไปมองว่า ดอกนั้นมา จากไหน ถึงช่วงออกดอกผลิใบต้นแต้วจะสวย เวลาดอกร่วง พื้นที่บริเวณนั้นก็ปูด้วยดอกไม้เล็ก ๆ สีขาวอมชมพูม่วงเต็มไป หมด ต้นแก้วนี้คุณยายบอกว่า หลวงพ่อท่านเอามาปลูก บริเวณรอบ ๆ กุฏิยาย จะมีพันธุ์ไม้หลายอย่าง ทั้งไม้ หอมชนิดต่าง ๆ เช่น ลําดวน บุนนาค พิกุล มีซุ้มการเวก มีต้น มะม่วงใหญ่อยู่หลังกุฏิ คุณยายบอกว่า “มะม่วงเจ้าคุณทิพย์ ยาย เอามาปลูกไว้” ช่วงเวลาออกผลก็จะนำมาถวายพระหรือนำไปให้ สาธุชนรับประทาน บางครั้งก่อนถึงเวลาที่จะมีคนมาเก็บผลมะม่วง ก็จะมีบางผลร่วงลงมาอยู่กับพื้นด้วยฝีมือของกระรอกที่วิ่งซุกซนอยู่ทั่วไป คุณยายมักจะบอกให้เก็บเอามารวม ๆ กันไว้ บางครั้ง คุณยายก็บอกว่า “เดี๋ยวทำมาให้ยายกินด้วยนะ” ข้าพเจ้าทราบดีว่า ท่านไม่ได้อยากลิ้มรสความอร่อยของ มะม่วงนั้น แต่ท่านอยากลิ้มลองรสชาติแห่งความสำเร็จของผลิตผลที่ท่านปลูกด้วยสองมือของท่านเอง มะม่วงลูกนั้นจึงเป็น ผลผลิตที่น่าลิ้มลอง และเป็นผลผลิตที่มีรสชาติหอมหวานเสมอ สำหรับผู้ที่ได้ลงมือปลูกด้วยตนเอง มีต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่นึกว่าจะได้พบในบริเวณ หลังกุฏิคุณยาย ปกติคุณยายมักจะเดินดูบริเวณรอบ ๆ กุฏิ นาน ๆ ครั้ง จึงจะเห็นท่านเดินลึกเข้าไปถึงริมน้ำ บ่ายวันหนึ่ง ท่านชวนข้าพเจ้าเดินไปทางนั้น เหมือนท่านจะมีญาณหยั่งรู้ว่า พืชพันธุ์ของท่านออกผลผลิตอีกชนิดหนึ่งแล้ว เนื่องจากเป็นเส้น ทางที่ไม่ค่อยมีใครสัญจรไปมาบ่อยนัก ข้าพเจ้าจึงคอยดูพื้นทาง เดินให้ท่านอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นมะตูม ๒ ลูก หล่นอยู่กับพื้นหญ้า ข้าพเจ้าเก็บขึ้นมาคุณ ยายบอกว่า “มะตูมยายเอามาปลูกไว้เอง” กลับมาที่ห้องเลขาฯ พร้อมมะตูม พี่อารีพันธุ์บอกว่า “เดี๋ยวเอาไปให้ที่ครัวเขาเผา แล้วทุบให้แตกเอาลงต้ม ในเอาน้ำมะตูมมาให้คุณยายดื่ม” เดินไปทางห้องเลขาฯ หน้าห้องเลขาฯ จะมีต้นตันหยง ปลูกเป็นแถวเรียงรายไปจนสุดถนนหน้ากุฏิหลวงพ่อทัตตชีโว ต้น ตันหยงเป็นต้นไม้ใหญ่ขนาดกลาง มีใบเล็ก ๆ ประกอบกันเป็น ก้าน เวลาผลิใบใหม่ ๆ ดูนุ่มนวล สีเขียวสดใส ถึงเวลาใบร่วง ก็ไม่ทำให้ใบรกพื้นเหมือนไม้อื่น เพราะใบเล็กเป็นฝอยจนผสม กลมกลืนเข้ากันกับพื้นดินได้เป็นอย่างดี ในช่วงนั้นหน้าห้องเลขาฯ พื้นส่วนใหญ่เป็นดินยังไม่ได้ปู ด้วยหินเหมือนปัจจุบันนี้ เม็ดตันหยงจากฝักที่ร่วงลงมา ไม่ทราบ ว่าใช้เวลาพักฟื้นในพื้นดินนานเท่าใด เมื่องอกออกมาจะเห็นต้น กล้าเล็ก ๆ โผล่พ้นดินขึ้นมาเสมอ พอต้นกล้าเขียวแข็งแรงสัก หน่อยคุณยายมักจะบอกให้ขุดเอาไปใส่ถุงชำไว้ข้างหลังห้องเลขาฯ จึงมีกลุ่มถุงต้นกล้าหลายถุงเรียงอยู่ คุณยายท่านมักจะเดินไปดูและบอกว่า “รดน้ำต้นไม้ให้ยายด้วยนะ” หรือไม่ก็ “เอ เราจะเอาต้นไม้พวกนี้ไปลงปลูกไว้ตรงไหนดี” จากห้องเลขาฯ เดินผ่านศาลาดุสิต ด้านข้างศาลาจะมี กลุ่มต้นโมก ซึ่งมักจะออกดอกสีขาวเล็ก ๆ ดูน่ารัก มีกลิ่นหอม อ่อน ๆ ฝักอ่อนสีเขียวเข้มมีลักษณะคล้ายกรรไกร ฝักที่แก่จะ เป็นสีน้ำตาล เมื่อปริแตกออกมาที่เม็ดจะมีขนฟู ๆ ปลิวลอยไปตามลม เวลาคุณยายเดินผ่านต้นโมกบางครั้งก็จะเอามือไปจับหรือโน้มกิ่งลงมาดูใกล้ ๆ คุณยายจะเรียก ต้นโมกว่า ต้นกรรไกร ด้านตรงข้ามของถนนจะมีต้นพุดอยู่ ๒-๓ ต้น คุณยายให้ พี่ประดิษฐ์เอามาปลูกไว้ ช่วงที่เอามาปลูกใหม่ ๆ เวลาเดิน ผ่านคุณยายก็จะแวะดูว่ามีใครรดน้ำหรือเปล่า ดอกพุดเป็นดอกไม้ อีกชนิดหนึ่งที่คุณยายชอบ ที่กุฏิคุณยายตรงบริเวณก่อนจะขึ้น บันไดก็มีต้นพุดต้นใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง มีดอกเยอะ คุณยายมักจะเดิน ไปรอบ ๆ เพื่อชื่นชมกับดอกที่ออกใหม่ ที่ครัวยามาด้านแท้งค์น้ำ ข้าพเจ้ายังจำต้นกล้วยที่คุณยาย ชี้ให้ข้าพเจ้าดูเป็นกอแรกได้ดี แม้เวลาผ่านมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว ปัจจุบันต้นกล้วยกอนั้นก็ยังอยู่ คุณยายบอกว่า “ยายชอบปลูก ต้นกล้วย เวลามันออกลูกแล้วเอามากินได้ เมื่อตัดเครือออกแล้ว ตัดต้นเก่าทิ้ง ต้นใหม่ก็จะแตกหน่อขึ้นมาแทน” อีกประการหนึ่ง ต้นกล้วยจะช่วยคลุมดินไว้ไม่ให้วัชพืชขึ้น คุณยายท่านจะมีภาษาของท่านว่า “ปลูกกล้วยไว้ปราบไอ้เป๊าะ แป๊ะ” ไอ้เป๊าะแป๊ะของคุณยายคือต้นต้อยติ่งนั่นเอง เวลาฝักมัน โดนน้ำก็จะดังเป๊าะแป๊ะ ๆ จะเห็นได้ว่าในบริเวณวัดเขตกำแพง ๑๙๖ ไร่ จะมีกอกล้วยกระจายอยู่ทั่วไป ไม่ว่าซอกมุมไหนที่พอ จะเห็นที่ว่างคุณยายจะให้เอากล้วยไปลงปลูกไว้ พูดถึงต้นเป๊าะแป๊ะหรือพวกหญ้าวัชพืชทั้งหลาย ถ้าเห็นที่ใดท่านก็จะถอนทิ้งทันที แม้แต่ต้นไม้ที่เป็นเถาที่ขึ้นรกเลื้อย พันต้นไม้อื่น เช่น ต้นตำลึงถ้าโผล่ยอดเลื้อยพันผิดที่ไปพันต้นเข็ม บ้าง ต้นแก้วบ้าง คุณยายก็ไม่เอาไว้ ท่านจะตรงดิ่งเข้าไปถอนทิ้ง ทันทีโดยไม่ลังเล แม้ท่านจะรับประทานแกงจืดตำลึงอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม เวลาเดินตามท่าน ข้าพเจ้าจึงต้องคอยมองซ้ายแลขวาให้ ดี จะได้ถอนต้นเหล่านี้ให้ทันก่อนที่ท่านจะต้องลงมือถอนเอง เพื่อที่จะได้ช่วยเบาแรงท่าน ที่ริมโค้งน้ำข้างอาคารดาวดึงส์จะมีต้นมะยมยืนคู่กันอยู่ ๒ ต้น ท่านบอกว่า “ยายเอามาปลูกไว้” คงเป็นมะยมพันธุ์ดี เพราะ มีรสเปรี้ยวเพียงเล็กน้อย ออกลูกเป็นพวงดกทุกปี มีอยู่ครั้งหนึ่ง คุณยายเดินมาดูเห็นมีลูกดกเต็มไปหมด จึงให้เด็ก ๆ ที่ครัวมา ช่วยกันเก็บ คุณยายท่านยืนดูเด็ก ๆ ช่วยกันเก็บด้วยความเบิกบาน บางคนเอาตะกร้อสอยเก็บบนต้น บางคนก็คอยเก็บลูกที่ หล่นลงมาตามพื้นหญ้า บางคนก็คอยเอากระชอนช้อนลูกที่ตกลง ไปในน้ำขึ้นมา รวม ๆ แล้วได้มะยมเป็นกระป๋อง คุณยายก็จะ มอบหมายให้ “คุณเล็ก” เอากลับไปที่ครัว เพื่อแปรรูปมะยมใน รูปแบบต่าง ๆ แจกจ่ายกันรับประทานต่อไป บริเวณวัดพระธรรมกายมองไปทางไหนมีแต่ความร่มรื่นนี่ ต้นประดู่ยายปลูก ฝั่งโน้นติดกำแพงใกล้น้ำต้นกระถินณรงค์ หลังโบสถ์มีต้นกันเกราเวลาออกดอกส่งกลิ่นหอม และต้นอื่น อีกเยอะแยะมากมาย... เคยได้ฟังหลวงพี่วิชเชสโกท่านเทศน์ให้ฟังว่า กว่าจะเหลือเป็นต้นไม้ที่ขึ้นให้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ผ่านการปลูก แล้วปลูกอีกไม่รู้ว่ากี่รอบ บางต้นปลูกแล้วก็ตายเพราะดินเปรี้ยวบ้าง บางต้นปลูกแล้วก็โดนไถกลบทิ้งเพราะการก่อสร้างบ้าง แต่คุณยายก็ยังคงนำลูกศิษย์ลูกหาลงปลูกต้นไม้ครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่ย่อท้อหรือหมดกำลังใจ ข้าพเจ้านึกในใจว่า บนพื้นที่แผ่นดินผืนแรก ๑๙๖ ไร่นี้ มีพื้นดินตรงไหนบ้างหนอที่คุณยายไม่เคยเหยียบย่างย่ำเท้าไป มี ต้นไม้ต้นไหนบ้างหนอที่คุณยายไม่รู้จักคุ้นเคย ต้นไม้ทั้งหลายเหล่านี้ปลูกด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย แรง ใจ และด้วยความรัก โดยหวังว่าในวันข้างหน้าจะเติบใหญ่ แตกกิ่ง ก้านสาขาออกดอกผลให้ร่มเงาและความร่มเย็นแก่ผู้ที่ได้มาพัก พิงอาศัย “จุ๊กกรู้ กรุ๊ก ๆ ๆ “ เสียงนกเขาร้อง คุณยายบอกว่า “วัดเราต้นไม้เยอะ นกกามันยังได้มาอาศัย ถ้าอยู่ที่อื่นมาร้องจุ๊กกรูอย่างนี้ ถูกเขาจับไปขายใส่กรงหมดแล้ว” “...ยายเป็นเช่นโพธิพฤกษ์ ศิษย์ดั่งสกุณา ให้ระลึกและพึ่งพา ได้อาศัยใต้บารมี”