ตรวจครัว ตรวจวัด รักษาสมบัติพระศาสนา - ในรัศมีที่คุณยายเดินไปถึง
คุณยายอาจารย์ · อยู่กับยาย พิมพ์1ปี45
ในรัศมีที่คุณยายเดินไปถึง
นอกจากที่ครัวแล้ว คุณยายยังชอบเดินไปดูความเรียบร้อย ต่าง ๆ บริเวณรอบ ๆ กุฏิ วันละหลายรอบ กุฏิคุณยายจะมีใต้ถุนเตี้ย ๆ พอให้นำสิ่งของเข้าไปวางไว้ได้ จึงใช้เป็นที่เก็บถังอุปกรณ์ ต่าง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับใช้ทำความสะอาด เช่น ไม้กวาด ชนิดต่าง ๆ มีทั้งไม้กวาดดอกหญ้า ไม้กวาดทางมะพร้าว ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบันไดอลูมิเนียมที่พับเก็บได้ วางนอนไว้อยู่ที่ใต้ถุนกุฏิ
เวลาคุณยายเดินไปดูความเรียบร้อยของกุฏิ บางทีท่าน จะขึ้นไปดูข้างบนกุฏิ บางทีท่านก็จะเดินดูบริเวณรอบ ๆ กุฏิ สายตาของท่านมักจะเหลือบมองเห็นอะไรที่เป็นจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนทั่วไปมองผ่านอยู่เสมอ
ไม้กวาดที่วางรวมกันอยู่ที่ใต้ถุนกุฏิตรงทางขึ้นบันได ต้อง จัดให้เป็นหมวดหมู่ หันหัวหันด้ามไปทางเดียวกัน และด้ามทุก ด้ามจะต้องจัดเรียงให้อยู่ในแนวที่ตรงกัน เมื่อท่านเห็นข้าพเจ้า จัดเสร็จเรียบร้อยท่านจะบอกว่า
“เอออย่างนี้แหละ ข้าวของต้องเก็บให้เรียบร้อย เกิดภพกี่ชาติ เราก็จะได้เจอแต่สิ่งที่เรียบร้อย”
บันไดอลูมิเนียมก็เช่นเดียวกัน จะมีอยู่ ๒ อัน บันไดสั้น กับบันไดยาว ที่บันไดทุกอันจะมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า “บันไดกุฏิ คุณยาย” คุณยายบอกว่ายายให้เขาเขียนตัวหนังสือไว้ ไม่ใช่ เพราะหวง แต่เขียนไว้ให้รู้ว่า หากใครเอาไปใช้ที่ไหนแล้วจะได้ เอามาเก็บที่เดิมถูก หรือเวลาบันไดหายไป ใครเห็นเขาวางทิ้งไว้ อยู่ที่ไหนจะได้เอามาเก็บได้ถูกที่
“ข้าวของเอาไปใช้น่ะ ใช้ได้ แต่ใช้แล้ว ต้องเอาไปเก็บไว้ ที่เดิม”
คุณยายท่านจะละเอียดรอบคอบในการดูแลรักษาสมบัติ พระศาสนาเช่นนี้เสมอ
ที่หลังกุฏิคุณยายตรงรางน้ำฝน จะมีตุ่มอยู่ ๑ ใบ รองน้ำ ไว้จนเต็มตุ่มมีฝาปิดด้วย สมัยก่อนคุณยายจะอาบน้ำจากตุ่มใบนี้ เมื่อก่อนฝาปิดตุ่มเป็นฝาอลูมิเนียมเก่า ๆ จึงมีรอยบุบบุ๋มเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วงหน้าฝนมักจะมีน้ำมาขังอยู่ที่ฝาตุ่ม ตรงที่มีรอยบุบ บุ๋ม ดูไปแล้วก็เป็นน้ำเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่คุณยายท่านไม่เคย ดูเบา เวลาท่านเดินผ่าน ท่านจะเหลือบไปดูอยู่เสมอว่ามีน้ำแช่ขังอยู่ที่ฝาตุ่มหรือเปล่า ถ้ามีท่านจะคอยเปิดฝาตุ่ม และเทน้ำที่ ฝาออกอยู่เสมอทุกครั้งที่ท่านเดินผ่าน
จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ คุณยายไม่เคยมองข้าม และไม่ เคยเบื่อหน่ายที่จะทำเลย ถ้าท่านทำสิ่งใดแล้วท่านจะทำอย่าง สม่ำเสมอเป็นประจำ
จากตุ่มน้ำเดินไปอีกไม่กี่ก้าว ก็จะมีราวตากผ้าขี้ริ้วสำหรับ ใช้เช็ดถูกุฏิ เป็นอีกจุดหนึ่งที่คุณยายท่านมักจะหยุดแวะดูความ เรียบร้อยเกือบทุกครั้งที่ท่านเดินผ่านที่ราวตากผ้าขี้ริ้วจะมีผ้าตาก อยู่เป็นประจำ ทั้งผืนเล็ก ผืนใหญ่ ผืนบาง ผืนหนา คุณยาย ท่านมักจะแวะเข้าไปดู ไปจัดตรงนั้น ดึงตรงนี้ ให้ผ้าทุกชิ้น ตากอย่างเป็นระเบียบสวยงาม แต่ละผืนท่านจะดึงให้เรียบตรง ให้ชายผ้าเสมอกัน ผ้าขี้ริ้วที่กุฏิคุณยายจะซักสะอาดมาก จน ข้าพเจ้าแอบขํา ๆ อยู่ในใจว่า สงสัยจะสะอาดกว่าผ้าเช็ดตัว เราซะอีก คุณยายไม่เคยดูถูกว่านี่เป็นผ้าขี้ริ้ว แต่จะให้ความ สำคัญและดูแลรักษาเป็นอย่างดี แม้จะเป็นของต่ำต้อยแต่เมื่อ ได้อยู่ในความดูแลของคุณยาย ของนั้นจะมีรัศมีเปล่งประกาย
ดึงดูดตาดึงดูดใจแก่ผู้มาพบเห็นว่า “ใครนะช่างทำอะไรได้ละเอียด ประณีต งดงามเช่นนี้”
ข้าง ๆ ห้องเลขาฯ จะมีห้องน้ำ ๒๐ ห้อง แม้ในวันธรรมดา ที่ไม่ค่อยมีคนมาใช้มากนัก เปิดไว้เพียง ๒-๓ ห้อง* คุณยายท่านก็ไม่เคยที่จะละเลย ถ้ามีโอกาสท่านจะแวะเดินเข้าไปตรวจดู ความสะอาดของห้องน้ำแต่ละห้องเสมอ สิ่งที่ท่านคอยบอก คอยสอนเป็นประจำ คือ การตักน้ำราดส้วม และการดูแล ห้องน้ำอย่าให้เปียกแฉะ การเปิดปิดก๊อกน้ำ ถ้ามีขันลอยอยู่ใน อ่าง คุณยายก็จะหยิบขึ้นมาคว่ำไว้ที่ขอบอ่าง แต่ส่วนใหญ่ที่คุณ ยายพบ คือ มักจะมีคนชอบลืมเปิดไฟทิ้งไว้ ท่านก็จะคอยตาม ไปปิดไฟ
(*ในวันเสาร์ก่อนอาทิตย์ต้นเดือน จะมีอาสาสมัครแผนกบุญสถานมาช่วยกันทำความ
สะอาด และเปิดใช้ทุกห้องเฉพาะวันอาทิตย์ต้นเดือน)
บางครั้งคุณยายท่านเดินดูโน่น ดูนี่ จนเลยไกลไปถึงกุฏิ หลวงพ่อทัตตชีโว ซึ่งอยู่ตรงทางแยกประตู ๓ ท่านจะเดินดูรอบ ๆ บริเวณกุฏิ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
เดินไปทางหลังกุฏิ เห็นมีพื้นที่ว่าง คุณยายจึงให้หาหน่อ กล้วยมาลงปลูกไว้ ช่วงที่ปลูกต้นกล้วยใหม่ ๆ คุณยายจะเดินมา ดูเกือบทุกวัน แม้ระยะทางจากกุฏิคุณยายมาถึงกุฏิหลวงพ่อจะไกลเมื่อเทียบกับอายุของท่านในวัย ๘๐ กว่า แต่ด้วยอุปนิสัย ของท่าน เมื่อทำสิ่งใดไว้แล้วจะตามดูแลรักษาไม่ละทิ้งไปง่าย ๆ ต้นกล้วยก็เช่นเดียวกัน ท่านจะตามไปดู
บางครั้งเดินมาพบสามเณร กำลังรับบุญเก็บกวาดใบไม้ รอบ ๆ กุฏิหลวงพ่อทัตตชีโว คุณยายก็ไม่ลืมที่จะยกมือพนม แล้วบอกสามเณรว่า “เณรเอาบุญกับยาย ช่วยรดน้ำต้นกล้วย ให้ยายด้วยนะ” แต่เนื่องด้วยพื้นที่บริเวณนั้นพื้นดินแข็งคล้ายเป็น ดินปนหิน ต้นกล้วยจึงไม่ค่อยงาม
บางวันเสร็จจากตรวจงานที่ครัวหน้า นั่งพักพอหายเหนื่อยแล้ว คุณยายก็จะเดินดูพื้นที่บริเวณรอบ ๆ เลียบเลาะเลยไปทาง ศาลาลอยน้ำ (ซึ่งเคยสร้างคร่อมคูน้ำติดกับศาลาจาตุฯ เพื่อใช้ เป็นสถานที่รองรับสาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมากขึ้น ๆ จนศาลาจาตุฯ รองรับไม่พอ ปัจจุบันนี้ได้รื้อถอนไปแล้ว) ผ่านมา ทางห้องน้ำตรงข้างอาคารประชาสัมพันธ์ (หินอ่อน) คุณยายก็อด ไม่ได้ที่จะเดินแวะเข้าไปเปิดตรวจดูทั้งห้องน้ำชาย ห้องน้ำหญิง เสร็จแล้วจึงแวะเข้าไปในอาคารประชาสัมพันธ์ เพื่อพูดคุยกับ หลวงพี่สุวิชฺชาโภ (พระครูสมุห์สุวิทย์ สุวิชฺชาโภ) ซึ่งดูแลอยู่ที่นั่น และถือเป็นโอกาสที่คุณยายจะได้นั่งพักไปในตัว ระหว่างนั้นคุณยาย ท่านก็จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ไปรบกับไอ้เลอะ ๆ เทอะ ๆ มา
“ท่าน... ยายต้องไปรบกับพวกที่ชอบทำอะไรเลอะ ๆ เทอะ ๆ มาทั้งวัด คนทางโลกเท่าไรนะเขาเกษียณ ยาย ๘๓ ปี แล้วยังไม่หยุดเลย”
หลังจากที่ได้คุยกับหลวงพี่และนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว คุณยายจึงเดินกลับโดยใช้เส้นทางที่ผ่านทางด้านอาคารดาวดึงส์ อาคารดาวดึงส์นี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าคุณยายเดินผ่านมาทางนี้ ท่านมักจะแวะเข้าไปหยุดยืนดูตรงกระดานที่เขียนกฎ ระเบียบของวัดไว้ แล้วชี้ไปที่แผ่นกระดาน “อ่านให้ยายฟังหน่อย เขาเขียนว่าอย่างไร”
ข้าพเจ้าก็อ่านให้คุณยายฟัง ตั้งแต่ “ศูนย์พุทธจักรฯ เป็น บุญสถานของพุทธศาสนิกชนทุกท่าน เป็นสถานที่ต้องการความ สงบ สะอาด เรียบร้อยและสำรวม อันเป็นเอกลักษณ์ของพุทธ ศาสนา ฉะนั้นโปรดช่วยกันจรรโลงพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป ด้วยการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด....
ตาม”
จนบรรทัดสุดท้ายเขียนว่า “บัณฑิตย่อมรับรู้และปฏิบัติตาม”
คุณยายบอกว่า “ยายเป็นคนวางกฎ วินัย ยายไม่รู้หนังสือ
แต่สร้างวัดให้เขาอยู่ วางแผน วางกฎวินัย
ไม่รู้ทำได้อย่างไร ข้างในมันสอน บุญเก่ายายคงเยอะ”
แล้วท่านก็ค่อย ๆ เดินกลับไปที่พัก นี่คือภาพกิจวัตรบางส่วนบางตอนของคุณยายในวัย ๘๐ กว่าปี ท่านช่างขยันขันแข็ง เอาการเอางาน ไม่เคยนิ่งเฉยดูดาย หรือปล่อยเวลาว่างให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เลย
สิ่งที่คุณยายทำนั้นมากมายนัก เมื่อเทียบกับวัยและ สังขารของท่านซึ่งร่วงโรยไปทุกขณะ แต่ด้วยดวงใจอันกล้าแกร่ง ที่ไม่เคยเหี่ยวเฉาโรยราของท่าน ท่านจะทำอย่างเต็มที่และเต็ม กำลังที่ท่านจะทำได้ โดยไม่กลัวความลําบาก เหนื่อยยาก บ่อย ครั้งที่ข้าพเจ้าต้องคอยถามท่านว่า “คุณยายเหนื่อยไหมคะ” คุณยายจะตอบด้วยคำพูดช้า ๆ ทีละคำ ด้วยความหนักแน่น และชัดถ้อยชัดค่า อย่างไม่ยอมแพ้และไม่ยอมพักว่า “เหนื่อย แต่ยายสู้” หรือไม่ก็คำตอบที่ว่า “เหนื่อย แต่ยายอดทนเอา”
เป็นคำตอบสั้น ๆ แต่สะท้อนเข้าไปในใจของข้าพเจ้าอย่าง ไม่รู้ลืม เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่า นี่คือคำตอบที่เปี่ยมไปด้วยความ หมายอันยิ่งใหญ่ของ
คุณยาย ผู้มีคำว่า “สู้ และอดทน”
แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร
คำว่าสู้และอดทนไม่เคยห่างหายไปจากใจของคุณยายเลย
คุณยายจึงเป็นสุดยอดแบบอย่าง
สุดยอดของวีรสตรียอดนักสู้ ผู้ทรหดอดทน
ที่อยู่ในใจของข้าพเจ้าเสมอมาและตลอดไป