ตรวจครัว ตรวจวัด รักษาสมบัติพระศาสนา - ตรวจครัว
คุณยายอาจารย์ · อยู่กับยาย พิมพ์1ปี45
ตรวจครัว
นอกจากท่านจะนั่งรถสามล้อไปตรวจบริเวณต่าง ๆ รอบ วัดแล้ว กิจวัตรประจำวันอีกอย่างหนึ่งของคุณยาย คือ การเดิน ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ครัว และบริเวณต่าง ๆ รอบที่พัก ในรัศมีที่ท่านพอจะมีกำลังเรี่ยวแรงเดินไปถึง
ครัวกับคุณยายเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก เพราะครัว เป็นแหล่งหุงหาเสบียงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนทั้งวัด คุณยาย จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเพราะ “กองทัพเดินด้วยท้อง” ข้าพเจ้ามักจะได้ยินคุณยายอธิษฐานอยู่เสมอ ๆ ว่า
“ขอให้บุญกุศลช่วยข้าพเจ้า ถ้าหากข้าพเจ้าจะมีข้าทาส บริวารหญิงชายเท่าไร ก็ขอให้มีสมบัติให้เขากินเขาใช้ไม่รู้จัก หมดสิ้น มีมาร้อยให้เลี้ยงได้ทั้งร้อย มีมาล้านให้เลี้ยงได้ทั้งล้าน”
คุณยายจึงมักเดินไปดูที่ครัวทุกวัน วันละหลายครั้งแล้ว แต่โอกาส ตอนเช้าบ้าง สายบ้าง บ่ายบ้าง เย็นบ้าง บางวันก็ไปดูครบทั้ง ๔ เวลาเลย และด้วยสาเหตุอีกประการหนึ่ง ๔ คุณยายท่านบอกว่า “หลวงพ่อบอกว่า ยาย ๆ ดูครัวให้ดี....ยาย ก็เลยเข้าครัวทุกวัน” คุณยายไม่ว่าท่านจะได้รับมอบหมายงานใดจากหลวงพ่อ ท่านจะทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ สุดกำลังความสามารถ
เมื่อมาถึงที่ครัวหน้า คุณยายจะเดินดูความเรียบร้อย ก่อน ๑ รอบ ท่านมักจะสอนอยู่เสมอ ๆ ว่า
“ข้าวของต้องจัดต้องวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าเราทำอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อย สอนคนอื่นก็สอนได้ทำอะไร เราต้องทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ชาติต่อไปเราไปเกิด เราก็ จะทำอะไรได้เรียบร้อย ได้พบได้เจอแต่สิ่งที่เรียบร้อย”
ข้าวของเครื่องใช้ในครัวจะถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อย เป็นที่เป็นทาง เป็นสัดส่วน เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น จาน ชาม ช้อน แก้วน้ำ ฯลฯ ภาชนะอันไหนของพระ ของ ฆราวาส จะถูกจัดแยกโดยชัดเจน ไม่ให้นำมาใช้ปะปนกัน
การที่ข้าพเจ้าได้เดินตามคุณยายไปในที่ต่าง ๆ ยิ่งทำให้ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นความเป็นยอด ความพิเศษ ความไม่ธรรมดาของท่าน
สายตาของคุณยายที่กวาดมองไปตามที่ต่าง ๆ นั้น เฉียบ ไวและแหลมคม แม้มองไปแค่ปราดเดียว คุณยายก็จะเก็บราย ละเอียดต่าง ๆ ได้หมด ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านล่าง ด้านบน ข้าพเจ้าแอบนึกเปรียบเทียบอยู่ในใจว่า “ตาคุณยายเหมือนเรดาร์เลย” พอท่านมองไปทางไหน หันไปทางไหน ก็จะจับรายละเอียด แม้จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ทุกที่ ความสกปรก รกรุงรัง ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่สามารถเล็ดลอดสายตาคุณยายไปได้เลย ช่างผิดกับสายตาของข้าพเจ้าที่ต้องมองแล้วมองอีกหลาย ครั้ง กว่าจะเห็นอะไรได้เท่ากับคุณยายมองเห็นครั้งเดียว
นอกจากนี้ตาภายในของท่านก็ทำหน้าที่ได้ไม่แพ้กัน ไม่มีใครปิดบังอะไรคุณยายได้เลย คำว่า ผักชีโรยหน้า จึงไม่มี
ที่ครัวยามาจะมีตู้สเตนเลสส์สูงขนาดเท่าเอว เป็นแถว เรียงยาวอยู่จำนวนหลายใบ ทั้งอยู่ในห้องโถงและนอกห้องโถง ตรงที่จัดเตรียมอาหารก็จะมีตู้สเตนเลสส์ตั้งเป็นแถวเรียงยาว แถวทำมุมตั้งฉากกันอยู่ ภายในตู้จะมีภาชนะถ้วยชามต่าง ๆ วางเรียงซ้อนกันอยู่ อย่างเป็นหมวดหมู่และเป็นระเบียบเรียบร้อย คุณยายท่านเล่าว่า
“เมื่อก่อนจะมีชั้นไม้สำหรับวางคว่ำถ้วยชาม วันดีคืนดีก็ มีหมามายกขาเยี่ยวใส่ ยายก็เลยไปบอกบุญตู้สเตนเลสส์เขามา”
เนื่องจากตู้สเตนเลสส์มีหลายใบ บานประตูปิดเปิดก็มาก การเปิดตู้ก็ต้องจับปิดให้ถูกตำแหน่ง ถูกเหลี่ยม ถูกมุม จึงจะปิด สนิท บางทีเปิดปิดตู้กันด้วยความเร่งรีบ จึงมักมีผู้ปิดตู้ไม่สนิท อยู่เนือง ๆ เวลาคุณยายมา บางครั้งท่านจะคอยมาเดินตรวจดู ตู้ไหนปิดไม่สนิท ท่านก็จะคอยขยับปิดใหม่ให้สนิททุกครั้งไป ท่าน มักจะเตือนเรื่องการปิดตู้ให้สนิทอยู่เสมอ ๆ
“ปิดอย่างนี้เดี๋ยวประตูก็พังเร็ว ต้องปิดให้สนิท ถ้าปิดไม่สนิท เดี๋ยวพวกแมลงสาปก็เข้าไป ไปเยี่ยวใส่ เดี๋ยวเราก็เอา ถ้วยชามไปใช้ ไปใส่ของกิน”
พร้อม ๆ กันนั้น ท่านก็จะสาธิตวิธีการปิดเปิดตู้ให้ดู
* เวลาปิด เปิด ให้ระวัง ดูให้มันตรง ๆ ก่อนแล้วถึงปิด”
ลิ้นชักตู้สเตนเลสส์ก็เช่นกัน เวลาปิดลิ้นชัก ถ้าไม่ระวัง ผลักเข้าไปแรงนักก็จะเสียงดัง คุณยายท่านก็จะคอยสอน คอยทำให้ดู
“ให้ปิดเบา ๆ ทำอะไรให้เบาไม้เบามือ ทำอะไรไม่เบา ไม้ ๆ เบามือ เดี๋ยวของก็พังเร็ว”
คุณยายท่านจะคอยบอกคอยสอน ให้รู้จักใช้ข้าวของอย่างระมัดระวังที่สุด แม้แต่บนหลังตู้สเตนเลสส์มีรอยขีดข่วนเล็กน้อย ท่านก็ไม่ได้มองผ่าน ท่านจะเรียกให้ทุกคนที่ทำงานในที่นั้นมาดู และคอยตักเตือนให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษา ระมัดระวัง และ หาวิธีป้องกันไม่ให้มีรอยขีดข่วนนั้นเกิดขึ้นอีก เช่น ถ้ามีข้าว ของวางอยู่บนหลังตู้ ห้ามลากสิ่งของนั้นไปมา ให้ใช้วิธียกของ
ขึ้นมาแทน เวลาจะเตรียมอาหาร จะหั่นจะตัดอะไรต้องหาถาด รองเขียงทุกครั้ง และให้ไปจัดเตรียมในพื้นที่ที่ใช้สำหรับจัดเตรียม แทนที่จะมาทำที่หลังตู้สเตนเลสส์
ที่ครัวคุณยายจะมีพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยจะพบเห็น ที่ไหน คือ ชั้นวางของสเตนเลสส์ ซึ่งมีล้อสำหรับใช้ลากเข็น เคลื่อนย้ายไปมาได้ เดิมทีเป็นชั้นไม้ซึ่งเปียกและผุพังง่าย จึงได้ ดัดแปลงทำเป็นชั้นสเตนเลสส์ซึ่งทนทานกว่าสำหรับนำมาใช้ที่ครัว รถเข็นชั้นสเตนเลสส์นี้จะมีอยู่หลายคัน แต่ละคันจะมีชั้นอยู่ ๓-๔ ชั้น นำมาใช้ในงานต่าง ๆ ได้ เช่น ใช้เป็นที่วางกล้วย วางผลไม้ ใช้เป็นที่วางพักผักที่ล้างเสร็จแล้ว ก่อนที่จะนำมาประกอบอาหาร แต่ที่เห็นใช้บ่อย คือ ใช้เคลื่อนย้ายภาชนะ และใช้เป็นที่คว่ำตาก จาน ชาม ภาชนะทั้งหลายเวลาล้างเสร็จแล้ว
สำรับของพระที่ฉันเสร็จแล้ว อาหารที่เหลือก็จะถูกนำมา ถ่ายเทใส่ภาชนะ เพื่อให้คนได้นำไปรับประทานต่อไป ส่วนถ้วย จาน ชาม ภาชนะของพระที่ฉันเสร็จ จะถูกรวบรวมขึ้นใส่ชั้น สเตนเลสส์ที่มีล้อ เสร็จแล้วก็จะลากรถเข็นนี้ไปยังบริเวณอ่าง ล้างจานซึ่งอยู่ข้างหลัง เวลาเอาของลงอ่างล้างก็จะเอาลงเป็น ชุด ๆ จาน ถ้วย ชาม ช้อน ฯลฯ เวลาเอาขึ้นตากบนชั้น ก็เอา ขึ้นตากเป็นชุด ๆ แล้วคว่ำเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากขนาดเล็กไปใหญ่ เพื่อสะดวกในการจัดเก็บ เป็นแถวของจาน แถวของถ้วยชาม แถวของถาด ฯลฯ ช้อนก็จะคว่ำตากทีละคัน เรียงเป็นแถว เสร็จแล้วก็ลากรถเข็นชั้นสเตนเลสส์ที่มีภาชนะคว่ำ ตากอยู่ไปจอดตากไว้ในที่ที่มีแดด เมื่อแห้งแล้วก็ลากรถเข้าร่ม เก็บภาชนะเข้าตู้ต่อไป
เนื่องจากชั้นวางของสเตนเลสส์มีล้อลากไปมาได้ บางที ก็มีการใส่ของลากไปครัวทางข้างหลังบ้าง ดังนั้น เวลามาที่ครัว พอเห็นชั้นสเตนเลสส์ คุณยายท่านมักจะบอกว่า “นับดูสิว่าที่ ครัวนี้มีกี่คัน อยู่ครบหรือเปล่า ลากไปที่ไหนแล้วต้องเอามาเก็บที่เดิม”
คุณยายท่านจะละเอียดรอบคอบ คอยตรวจตรา ดูแล รักษาสมบัติทุกชิ้น ทุกชนิดอย่างดีที่สุด
ถ้าวัดเราเปรียบเหมือนครอบครัว ก็คงเป็นครอบครัวที ใหญ่มาก มีสมาชิกในครอบครัวมาก มีข้าวของเครื่องใช้มากมาย มีคุณยายทำหน้าที่เป็นแม่บ้านได้อย่างดีเยี่ยม หาผู้ใดเสมอเหมือน มิได้ รู้จักจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา เมื่อสิ่งของใดหายไปก็รู้จักหา เมื่อของใดชำรุดเสียหายก็รู้จักซ่อมแซม และรู้จักประมาณในการใช้ของให้ พอเหมาะพอดี สิ่งที่คุณยายทำให้ดูเป็นตัวอย่างนั้น ล้วนเป็น เหตุปัจจัยที่จะทำให้รักษาครอบครัวหรือตระกูลให้มั่งคั่ง และยังยืนยาวนาน
นอกจากนี้ท่านยังได้เมตตาอบรมสั่งสอนสมาชิกในครอบ ครัวให้ประพฤติปฏิบัติตามท่านอยู่เสมอ ๆ โดยไม่เหนื่อยหน่าย ในการพร่ำสอน
แต่บางครั้งท่านก็อดที่จะพูดด้วยความเป็นห่วงคนรุ่นหลัง ไม่ได้ ตามลักษณะนิสัยของผู้สูงอายุว่า “ดีนะที่ยายอายุยืน คนรุ่นใหม่จะรักษามันได้หรือเปล่า ถ้าไม่มียาย”
นอกจากเรื่องความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการรู้จักดูแลรักษาข้าวของ สมบัติพระศาสนาแล้ว มีอีก เรื่องหนึ่งที่คุณยายไม่ชอบเป็นนักหนา และมักจะคอยตักเตือน อยู่เสมอ ๆ คือ เรื่องการคุยกัน หรือเอะอะเสียงดังในเวลา ทำงาน ถ้าท่านพบที่ใดท่านจะเดินเข้าไปตักเตือนทันที การตักเตือนของท่านมีหลายรูปแบบ บางครั้งท่านจะเดินผ่านพร้อมกับ ทักทายว่า “คุยอะไรกันอยู่” หรือ “บ่นอะไรกันอยู่” แค่นี้ก็ เป็นที่รู้กัน ทุกคนจะเงียบสนิททันที แต่มีบางครั้งก่อนที่คุณ ยายจะเดินเข้าไปในครัว เสียงพูดคุยกันก็ดังมาตามอากาศจน คุณยายเดินเข้าไปในครัวแล้วก็ยังคุยกันออกรสชาติ โดยไม่มีใคร ทราบว่าคุณยายเดินเข้ามา คุณยายจะเดินไปยังต้นเสียงและมี การตักเตือน ติวเข้มเป็นรายตัวไปเลยก็มี
คุณยายมักจะสอนอยู่เสมอ ๆ ว่า
“เวลาทำงาน ให้ตั้งใจทำงาน
อย่าทำไปคุยไป
เวลาคุยมันต้องคิด ใจมันก็ไปติดอยู่กับเรื่องที่คุย
ไหนจะต้องทำงาน รีบ ๆ ทำให้เสร็จ ทำเสร็จแล้วถึงคุย”
คุณยายท่านจะเข้มงวดเรื่องนี้มาก ถ้าพบเมื่อไรท่านจะ เข้าไปตักเตือนทันที ถ้าได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งมาจากทางไหน คุณยายมักจะเดินตรงไปทางนั้นก่อนเป็นอันดับแรก
ความเป็นคนเอาจริง ทำอะไรทำจริง ไม่ละทิ้งไปง่าย ๆ ไม่สำเร็จไม่เลิกรา และไม่เบื่อหน่ายในการพร่าสอนของท่าน จึง ทำให้คุณยายเป็นที่เคารพรัก และยำเกรงของทุก ๆ คน
ที่ครัว คุณยายเปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความ สะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความเงียบสงบ ความมี สติและสำรวมระวัง เพราะทุกครั้งที่คุณยายเดินเข้ามาในครัว จาก พนักงานและเด็กวัดผู้เผลอสติ ทำงานไปคุยกันไปก็จะปิดปาก เงียบสนิท มีสติตั้งใจทำงานที่อยู่ข้างหน้า จากพนักงาน และเด็กวัด ผู้ไม่ระมัดระวัง วางข้าวของโครมคราม ระวังบ้างไม่ระวัง บ้าง ก็จะทำด้วยความ ระมัดระวัง วางแต่เบาไม้เบามือ ข้าวของ ทุกอย่างจะอยู่ในที่ในทาง อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดสะอ้าน
แม้คุณยายท่านจะคอยเข้มงวดกวดขันในเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่ทุกคนที่ได้อยู่ใกล้ชิดคุณยายจะมีความรู้สึกเดียวกันคือ สัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความเมตตา ปรารถนาดี ความเป็นธรรม ชาติ เป็นกันเอง และไม่ถือตัวของท่าน ทุกคนจึงเคารพรักท่าน อย่างที่สุด ไม่มีความรู้สึกกลัว แต่เป็นความอบอุ่นใจยิ่งนักที่ได้ อยู่ใกล้ ๆ คุณยาย นอกจากนี้คุณยายยังจำชื่อผู้ที่ช่วยงานทุก คนที่ครัวได้อย่างแม่นยำ และรู้จักอุปนิสัยของแต่ละคนเป็นอย่างดี
ตรงมุมสุดตู้สเตนเลสส์ข้างประตูของครัวด้านที่อยู่ฝั่งแท้งค์น้ำ จะมีเก้าอี้หวายตัวสูงของคุณยายตั้งอยู่ เวลาท่านมาที่ครัว หลังจากตรวจดูความเรียบร้อยเสร็จแล้ว ท่านมักจะมานั่งพักที่ เก้าอี้ตัวนี้ พอคุณยายท่านนั่งเก้าอี้ตัวนี้แล้ว จะมองเห็นบรรยากาศ การทำงานทุกอย่างที่อยู่ในครัว มุมนี้กำลังปอกและจัดผลไม้ มุม นั้นกำลังจัดเตรียมสำรับสำหรับถวายพระ มุมโน้นกำลังปรุงอาหารอยู่หน้าเตา ใครเดินแวะเข้ามาที่ครัวก็จะมองเห็นคุณยาย มาแต่ไกลเลย บางทีมีเจ้าภาพเอาอาหารมาถวายพระ คุณยายท่านก็จะเมตตาพูดคุยทักทายด้วยเป็นอย่างดี
คุณยายมักจะนั่งที่ครัวหน้าสักพัก และถ้าไม่เหนื่อยมาก ท่านจะเดินต่อไปที่ครัวหลัง ที่ครัวช่วงนั้นจะมีอุบาสกอุบาสิกาที่ เป็นเจ้าหน้าที่ประจำและพนักงานอยู่ไม่กี่คน แต่ในวันอาทิตย์จะ มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมาช่วยงานเป็นจำนวนมากพอสมควร
ครัวหลังจะเป็นครัวที่ใช้เตรียมอาหาร สำหรับเลี้ยงพระ เลี้ยงคนทั้งวัด ตลอดจนทำอาหารเลี้ยงสาธุชนที่มาวัดในวันอาทิตย์ จึงมีอุปกรณ์ข้าวของเยอะแยะมากมาย รวมทั้งวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ในการเตรียมอาหาร ภาชนะที่ใช้ก็จะมีแต่ขนาดใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระทะ หม้อ กะละมัง ฯลฯ
นอกจากบริเวณที่ใช้จัดเตรียมอาหารแล้ว ก็จะมีพื้นที่ สำหรับใช้ล้างภาชนะ พวกหม้อ กะละมัง ฯลฯ ภาชนะทั้งหลาย ที่ส่งไปตามจุดต่าง ๆ จะถูกรวบรวมนำกลับมาล้าง และคว่ำตาก เรียงเป็นทิวแถวที่ครัวนี้
เมื่อคุณยายมาที่ครัวหลัง ท่านก็จะเดินดู บางครั้งก็เดิน ลุยเข้าไปในพื้นที่ที่เขากำลังเตรียมประกอบอาหารกัน กำลังล้าง ภาชนะกันซึ่งเฉอะแฉะ แต่ท่านก็มิได้รังเกียจ บางทีพนักงาน ใหม่คุยกันเสียงดัง ล้างหม้อล้างกะละมังเสียงดังโครมคราม ใช้ ข้าวใช้ของไม่ระมัดระวัง ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ส่วนใหญ่ท่านจะบอกกับ หลวงพี่อิทฺธิจินตโกหรือเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ที่อยู่ประจำ ให้ช่วยดูแล อบรม บอกสอนพนักงาน คุณยายบอกว่า “เด็กพวกนี้ยังไม่รู้จัก อะไร นึกว่าไม่ใช่ของตัวเอง จะทำอะไรก็เลยไม่รู้จักระมัดระวัง ไม่รู้จักประหยัด ไม่รู้จักรักษา ให้ช่วยกันสอนช่วยกันเตือน หม้อ กะละมังก็เหมือนกัน ถ้าไม่ระวังทำเสียงดังโครมคราม มันก็บุบ ก็พังเร็ว”
คุณยายมาที่ครัวหลังบ่อย หลวงพี่อิทฺธิจินตโกหรือที่คุณ ยายเรียกว่า “พระหมู” จึงจัดหาโต๊ะ เก้าอี้ สำหรับคุณยายไว้ ประจำที่ครัวชุดหนึ่ง ตั้งไว้อยู่ใกล้ ๆ โต๊ะทำงานของหลวงพี่และ โต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ครัวซึ่งตั้งเรียงแถวกันอยู่
โต๊ะคุณยายจะเหมือนโต๊ะตัวอื่น ๆ แต่เก้าอี้ของคุณยาย จะพิเศษกว่าเก้าอี้ตัวอื่น คือเป็นเก้าอี้หมุนได้มี ๔ ขา* เพื่อความ ปลอดภัยและมั่นคงในขณะที่คุณยายนั่ง ถ้าท่านเดินมาที่ครัวหลัง ท่านมักจะแวะมานั่งพักที่เก้าอี้ตัวนี้
(* เก้าอี้ในครัวสมัยนั้น มี ๓ ขาทุกตัว ยกเว้นเก้าอี้ของคุณยาย)
โต๊ะทำงานชุดนี้ถือว่าเป็นที่นั่งของที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สูง สุดของครัวทีเดียว เพราะเวลาที่ท่านเดินตรวจดูความเรียบร้อย แล้วมานั่งที่เก้าอี้ตัวนี้ หรือในระหว่างที่ท่านนั่งเก้าอี้ตัวนี้แล้ว มองรอบ ๆ ท่านจะมีคำชี้แนะดี ๆ ให้หลวงพี่และเจ้าหน้าที่ที่ครัว ได้ฟังอยู่เสมอ ๆ ในการที่จะปรับปรุงงานครัวให้มีการพัฒนาที่ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
บางทีขณะที่นั่ง ท่านนั่งหมุนเก้าอี้หันหน้าออกไปมองดูทาง ถนนที่ผ่านครัว เมื่อก่อนไม่ค่อยจะมีรถผ่านไปมาเท่าใดนัก รถ ที่มารับอาหารในครัวส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถซาเล้ง ถ้าเป็นรถยนต์ คุณยายท่านจะให้จอดรถไว้ข้างนอก แล้วจึงขนอาหารออกไปขึ้นรถ เวลา ๑๐ โมงเช้า เป็นเวลาที่คุณยายจะต้องอาบน้ำ คุณ ยาย ท่านจะดูนาฬิกา พอ ๑๐ โมงท่านจะลุกกลับไปที่ห้องเลขาฯ โดยไม่ต้องเตือน คุณยายเล่าให้ฟังว่า สมัยคุณยายเป็นเด็กอยู่ นครชัยศรีไม่มีนาฬิกา ท่านดูเวลาจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ตอนเที่ยงดวงอาทิตย์จะอยู่ตรงหัวพอดี