ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทำทุกอย่างเพื่อทดแทนพระคุณครู

คุณยายอาจารย์ · ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย

PDF
ทำทุกอย่าง เพื่อทดแทนพระคุณครู ไม่กี่ปีต่อมา คุณยายอุบาสิกาทองสุกเริ่มเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง คือเป็นมะเร็งที่ปากมดลูก ในระยะแรก ๆ พอช่วยตนเองได้ ครั้นเป็น มาก ๆ ในระยะหลัง มีอาการหนักถึงกับลุกไม่ได้ เป็นโรคที่ทุกข์ทรมาน มีน้ำเลือดน้ำหนองไหลออกมาจากมดลูก มีกลิ่นเหม็นรุนแรง ต้อง เปลี่ยนผ้านุ่งอยู่ตลอดเวลา จ้างพยาบาลก็ไม่มีใครยอมรับจ้าง ลูก ๆ ก็ ทอดทิ้งรังเกียจ คุณยายของเราท่านคิดว่า ท่านจะต้องทดแทนบุญคุณของคุณยาย อุบาสิกาทองสุก ในฐานะที่เคยเป็นครูสอนธรรมะคนแรกให้ท่าน ท่าน เล่าว่า “ยายคิดสู้ตายที่เดียว จะดูแลรักษาพยาบาลให้ดีที่สุด อดหลับ อดนอนยังไงก็ยอม ถึงกลิ่นจะเหม็นรุนแรงที่สุดอย่างไร ก็จะต้องทน ให้ได้” คุณยายได้กระทำตามความตั้งใจของท่านเป็นอย่างดี ตอนใกล้ ตาย ๒ อาทิตย์ คุณยายอุบาสิกาทองสุกเจ็บปวดมาก ร้องครวญคราง คุณยายว่า “เสียงร้องนั้นเย็น เย็น น่าสงสารที่สุด” แต่พอจะตายจริง ๆ ความเจ็บปวดค่อยหายไป ด้วยอำนาจธรรม ปฏิบัติที่อบรมฝึกฝนมาเนิ่นนานหลายปี คุณยายอุบาสิกาทองสุก บอก คุณยายของเราว่า “แม่จันทร์ ฉันเห็นพระลอยมาเยี่ยมเต็มไปหมด” แล้วจึงสิ้นลม เรียกว่า ตายคาตักคุณยาย การตายของคนเรา มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ว่า ถ้าจิตผ่องใส ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ (คือภพภูมิที่ดีงาม เช่นได้เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม) ถ้าจิตเศร้าหมองย่อมมีทุคติเป็นที่หวังได้ (คือไปเกิดใน ภูมิที่ไม่ดี เช่นในอบายภูมิ ๔ มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น) อุบาสิกาทองสุกก่อนตายท่านแลเห็นพระลอยมาเต็มไปหมด จิตใจผ่องใสจึงมีสุคติเป็นที่ไป โดยปกติคนที่ตายเพราะถึงคราวตาย ก่อนตายจะมีสิ่งปรากฏ ให้เห็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ อย่างคือ กรรมอารมณ์ หรือกรรมนิมิต อารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์ กรรมอารมณ์ หมายถึง กรรมที่ผู้ตายกำลังกระทำอยู่ในขณะ กำลังจะตาย เช่น บางคนเอื้อมมือใส่บาตรแล้วเป็นลมมืดหน้าสิ้นใจตาย กรรมอารมณ์เป็นกุศล ใจย่อมผ่องใสในขณะนั้น ย่อมไปเกิดในที่ดี ผิด กับบางคนกำลังโกรธสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วขาดใจตาย ย่อมมีอกุศลกรรม เป็นอารมณ์ ก็ต้องไปเกิดในที่ไม่ดี กรรมนิมิตอารมณ์ (นิมิต แปลว่า เครื่องหมาย) หมายถึง เครื่อง หมายของกรรม มาปรากฏให้เห็นก่อนตาย เช่น เคยทำสิ่งใดไว้เป็น อาจิณกรรมคือ ทำอยู่เสมอ ๆ เช่น อุบาสิกาทองสุก ท่านเจริญภาวนา เห็นพระธรรมกายในตัวมานานนับเป็นสิบ ๆ ปี กรรมนั้นจึงมาแสดง ให้เห็นเป็นกรรมนิมิตอารมณ์ อย่างนี้การเกิดของท่านก็ต้องไปเกิดใน สุคติ คือดินแดนที่เกี่ยวกับพระ เมื่อยังไม่สิ้นกิเลสก็คงต้องเกิดในที่ เกิดของพระโพธิสัตว์ เป็นต้น คตินิมิตอารมณ์ (คติ แปลว่า ที่ไป) หมายถึง เห็นสถานที่ ที่ตนเองจะต้องไปเกิด เช่น ถ้าเห็นบ้านเรือน เห็นครรภ์มารดาก็จะ ไปเกิดเป็นมุษย์ ถ้าเห็นทุ่งนาลานหญ้า อาจจะไปเกิดเป็นเดรัจฉานสัตว์ สัตว์กินหญ้า มีวัว ควาย เป็นต้น เห็นถ้ํา เหว ป่าดิบ ที่มืด อาจจะต้อง ไปเป็นเปรต อสุรกาย เห็นเปลวไฟลุกพวยพุ่ง เห็นเครื่องทัณฑ์ทรมาน ต้องไปเกิดในนรก เห็นวิมานของเทพบุตรเทพธิดา ราชรถสวยงาม ได้ ไปเกิดในสวรรค์ เหล่านี้เป็นต้น เมื่อรู้ดังนี้ คนที่มีปัญญา มีโยนิโสมนสิการ (รู้จักจับแง่คิดให้เป็น) เป็นคนฉลาด ก็จะหมั่นประกอบกรรมดี เป็นเหตุให้เกิดแต่ภาพเหตุการณ์ ดีๆ ไว้ในชีวิต เช่น ภาพกุศลกรรมต่าง ๆ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ขวนขวายช่วยเหลือในกิจการสาธารณกุศล ภาพชีวิตเหล่านี้เมื่อสร้าง ขึ้นมาแต่ละครั้ง แม้เหตุการณ์นั้นจะล่วงเลยเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่ใจของ ผู้กระทำจะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นไว้ อย่างละเอียดลออ เมื่อใดที่ร่างกายและจิตใจอ่อนแอหมดกำลัง เรื่อง ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในจิตก็จะผุดโผล่ออกมา บางที่ชัดเจนราวกับตนเองกำลัง กระทำ หรือกำลังประสบอยู่ต่อหน้า อุบาสิกาทองสุกผู้เป็นทั้งอาจารย์ เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งเพื่อนของ คุณยายได้ตายจากไปแล้ว คุณยายบอกว่าที่ท่านสู้อดทนรักษาพยาบาล อย่างดียิ่งโดยไม่คิดรังเกียจเลย เป็นเวลานานนับเป็นปี เพราะไม่ต้องการ ให้ตนเองติเตียนตนเองได้ว่าเป็นลูกศิษย์ทรพี ไม่รู้คุณครู คำพูดของคุณยายที่ว่า ท่านกลัวตัวเองจะตำหนิตัวเองได้ นี้เป็น หัวใจของความเป็นบัณฑิต ถ้าเรากลัวคำตำหนิที่มาจากผู้อื่น ยังไม่ใช่ สิ่งถูกต้อง เพราะผู้อื่นตามดูการกระทำของเราได้เป็นบางครั้งบางคราว ยังมีเวลาที่เขาไม่รู้ไม่เห็นอีกมาก เราอาจจะผิดพลาดได้ แต่ถ้ากลัวคำ ติเตียนจากตนเองแล้ว เราจะต้องกระทำดีตลอดเวลา เพราะตนเอง ย่อมรู้เห็นการกระทำของตนอยู่ตลอด ไม่มีที่ลับ ไม่มีความลับใดที่ ตนเองจะไม่รู้ คุณธรรมอย่างนี้ ทางภาษาปริยัติธรรมเรียกว่า เป็นคนมีหิริ ความละอายต่อบาป และมีโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาป ธรรม ๒ อย่างนี้เป็นธรรมคุ้มครองโลกให้ร่มเย็น คุณยายได้แสดงกตเวทิตาคุณต่ออุบาสิกาทองสุกจนกระทั่ง ตนเองติเตียนตนไม่ได้ ส่งผลให้ท่านภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านยังเล่า ต่อไปอีกว่า ท่านจัดงานศพของคุณยายอุบาสิกาทองสุกด้วยตนเองอย่าง ดีที่สุด คุณยายได้ขอร้องพระภิกษุบางรูปที่มีความสามารถในการจัดงาน ให้ช่วยเหลือด้วย รวมทั้งบรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์ จัดพิธีต่าง ๆ อย่าง เรียบร้อยและสมเกียรติยิ่งใหญ่เต็มที่ ท่านว่า “ยายทำสุดฤทธิ์ของยายทีเดียว เพื่อสนองคุณเป็นครั้งสุดท้าย” เมื่อเสร็จสิ้นการจัดงานศพลงคุณยายก็ล้มป่วยทันที เพราะ สุขภาพทรุดโทรมมาก สาเหตุเนื่องจากต้องตรากตรำรักษาพยาบาล คุณยายอุบาสิกาทองสุก อดหลับอดนอนเป็นแรมปี ทั้งกินอาหารไม่เป็นมื้อเป็นคราว ส่วนใหญ่กินไม่ลง ข้าพเจ้าไม่เคยได้กลิ่นผู้ที่เป็นมะเร็ง ที่มดลูกก็จริง แต่มีเพื่อนที่มารดาของเขาตายด้วยโรคนี้ เขาเล่าว่ากลิ่นเหม็นรุนแรงมากจนเขาต้องอาเจียนทุกครั้งที่เข้าใกล้ และถึงกับกล่าวว่า ถ้าไม่กลัวบาป อยากจะฉีดยาหรือเอายาพิษให้มารดากินเสียเองเพื่อให้ พ้นจากการทรมาน แสดงว่าโรคนี้หนักหนาสาหัสจริง ๆ คุณยายเล่าต่อว่า ร่างกายท่านผ่ายผอมเรียกว่า “เหลือแต่หนัง หุ้มกระดูก” อ่อนเพลียสิ้นเรี่ยวแรง มีโรคแทรกหลายโรคแทบเอาชีวิต ไม่รอด ต้องไปพักอยู่บ้านศิษย์ผู้หนึ่งเพื่อรักษาตัว