โรงงานทำวิชชา
คุณยายอาจารย์ · ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย
โรงงานทำวิชชา
ในสถานที่ฝึกวิชชาธรรมกายขั้นสูง ซึ่งเรียกว่า “โรงงานทำวิชชา” หลวงพ่อจะคัดเลือกพระภิกษุ และอุบาสิกา ที่เห็นธรรมะชัดเจนแล้ว เท่านั้น ให้ทำการค้นวิชชาต่อ แบ่งที่อยู่กันคนละฝ่าย พระภิกษุส่วนหนึ่ง อุบาสิกาส่วนหนึ่งไม่ได้ปะปนหรือพบเห็นกัน การปฏิบัติธรรมจะต้อง กระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนทั้งวันทั้งคืนตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยแบ่ง เวรกันเป็นชุด ๆ คุณยายของเราเป็นหัวหน้าเวรชุดที่สอง คนเป็นหัวหน้าเวร หลวงพ่อจะเลือกเอาจากผู้ปฏิบัติธรรมที่ได้ผลดีกว่าคนอื่น ๆ
คุณยายเล่าว่า หลวงพ่อมีคำตำหนิลูกศิษย์ที่ปฏิบัติธรรมย่อหย่อน ไม่ได้ดังใจท่าน โดยใช้คำเรียกว่า “ไอ้ขี้ไต้” คุณยายกลัวคำนี้มาก ไม่ ต้องการถูกตำหนิด้วยคำนี้เหมือนคนอื่น ๆ คุณยายจึงตั้งใจในการปฏิบัติ ธรรมเป็นพิเศษ สิ่งใดที่หลวงพ่อสอนไว้ขณะเข้าเวร แม้ออกเวรแล้ว ก็จะนำมาปฏิบัติทบทวนไม่พูดคุยกับใคร ๆ หรือหยอกล้อเล่นหัวกัน เหมือนคนอื่น ๆ ธรรมะของคุณยายจึงรุดหน้ามาก หลวงพ่อจะสอบถาม เรื่องใด ๆ คุณยายจะเข้าที่ค้นด้วยการปฏิบัติ นำมาตอบได้ถูกต้องชัดเจน ยิ่งตอบถูกหลวงพ่อก็ยิ่งใช้ ผลที่สุดคุณยายจึงปฏิบัติได้แตกฉาน จนกระทั่ง หลวงพ่อออกปากชมเชยในที่ประชุมศิษย์ว่า “เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง” ทำ ให้คุณยายภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าลองคิดดูถึงถ้อยคำที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านใช้คำตำหนิ ว่า “ขี้ไต้” คงหมายความทำนอง “ต้องคอยตักเตือนกันอยู่เรื่อย” เพราะ ปกติแล้ว “ไต้” เป็นวัสดุที่ทำขึ้นจากไม้ผุ ๆ ทำให้แหลกสักหน่อย นำ ไปคลุกผสมกับน้ำมันยาง ปั้นเป็นแท่งยาว ๆ ห่อด้วยใบไม้ หรือใส่ใน กระบอกไม้ ใช้จุดไฟแทนตะเกียง แต่มีข้อเสียอยู่ตรงที่ต้องคอยหมั่นเขี่ย “ขี้ไต้” ซึ่งเป็นส่วนที่ไหม้ไฟไปแล้วเหลือแต่เถ้าถ่าน เพราะถ้าไม่เขี่ย ออกทิ้ง ไฟก็จะมอดดับ ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเขียทิ้งบ่อย ๆ จนน่าเบื่อ
คนเราถ้ารู้จักเกรงกลัวครูบาอาจารย์กลัวแม้แต่คำตำหนิอย่างที่ คุณยายของเราเป็น คนนั้นก็จะต้องตั้งใจกระทำตามคำสั่งสอนจนเต็ม ความสามารถ ผลดีย่อมเกิดตามมา ครูบาอาจารย์เองก็ได้รับความชื่นใจ คุณสมบัติในการเป็นลูกศิษย์ที่ดีอย่างคุณยายของเรา หาไม่ได้ง่าย ๆ ในยุคปัจจุบัน
ในสมัยที่คุณยายอยู่ใน “โรงงานทำวิชชา” คุณยายเล่าว่า ฝ่าย อุบาสิกามีคนปฏิบัติได้เก่งพอ ๆ กับคุณยายหลายคน เช่น คุณยายปุก คุณฉลวย ส่วนนอกนั้นเวลาอยู่เวร “ทำวิชชา” ชอบทำกัน “ง่อก ๆ แง่ก ๆ” ไม่ค่อยทุ่มเต็มที่ คุณยายสังเกตดูหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านชอบ ใช้คนที่ทำสมาธิได้เก่ง ใครเก่งท่านใช้อยู่เรื่อย คนที่ถูกใช้จึงมีอำนาจ จิตเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น ๆ ไปในตัว
สำหรับคุณยายถูกใช้บ่อยที่สุด นอกจากใช้ค้นคว้าเรื่องทางธรรม แล้ว ยังใช้เรื่องอื่นด้วย สมัยนั้นเป็นเวลาสงครามโลกครั้งที่สอง บางที หลวงพ่อก็ถามขึ้นว่า “คืนนี้ เรือบินมากี่โมง” (หมายถึงเครื่องบินของ ข้าศึกที่ส่งมาโจมตีด้วยการทิ้งลูกระเบิด) ทุกคนก็จะทำสมาธิค้นดูเวลา
ตามที่ถูกถาม ใครตอบไม่ได้จะถูกหลวงพ่อเรียก “ไอ้ขี้ไต้” อีก แต่ทั้งที่ ท่านด่าว่าเป็นขี้ไต้ ท่านก็ใช้ โดยการบอกให้ทุกคนทำงานด้วยสมาธิจิต ต่างคนต่างก็ทำกันเป็นการใหญ่ วิธีทำคือปาฏิหาริย์ธรรมกายในธรรมกาย ให้มีจำนวนมาก ๆ นึกให้ใสสว่างชัดเจนที่สุด อาราธนาให้ท่านช่วยปัด ลูกระเบิด พระธรรมกายที่ปาฏิหาริย์ไว้จำนวนมากมายนั้นก็ปัดลูกระเบิด ไปตกเสียที่ทะเล แล้วท่านก็นึกปัดลูกระเบิดไปทิ้งเสียที่ในป่าด้วย
งานเกี่ยวกับความเป็นความตายของผู้คน เกี่ยวกับความพินาศ เสียหายของบ้านเมืองอย่างนี้ คุณยายจะตั้งใจเอาจริงเอาจังเป็นพิเศษ ทำสมาธิไม่เลิกรา ทำด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ แม้จะได้หยุดพัก รับประทานอาหาร พออิ่มคุณยายก็รีบทำต่อ กวดขันตัวเองอยู่อย่างนั้น เป็นประจำ
ในห้อง “ทำวิชชา” ยุคนั้น มีพระภิกษุและอุบาสิกา ที่เชี่ยวชาญ วิชชาอยู่กลุ่มละประมาณ ๓๐ ท่านที่พอรู้เวลาการมาโจมตีของเครื่องบิน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็จะคุมการปัดลูกระเบิดด้วยตนเอง รวมทั้ง ทำอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ซ่อนประเทศ ซ่อนเมือง ซ่อนจุดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญ ๆ กำบังตาให้นักบินเห็นเมืองเป็นป่า เห็นป่าเป็นเมือง เห็น เมืองเป็นที่รกร้าง เห็นทุ่งรกร้างเป็นที่คนอยู่ หลวงพ่อคุมการทำงานนี้ ทั้งวันทั้งคืน เหล่าศิษย์ไม่มีใครท้อถอย
เรื่องปัดลูกระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ข้าพเจ้า เกิดแล้วมีอายุประมาณ ๘-๙ ขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๔ ในต่างจังหวัด ยังได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเล่าว่า เวลาสัญญาณภัยเตือน ประชาชนว่าเครื่องบินข้าศึกมาแล้ว ประชาชนกำลังวิ่งหนีกันชุลมุน
เครื่องบินก็มาถึง และทำการทิ้งพลุไฟสว่างไสว พร้อมทั้งทิ้งลูกระเบิด ตามมา ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ ๆ วัดปากน้ำ บางคนแหงนหน้า ขึ้นมองเครื่องบิน เขามองเห็นมีร่างของแม่ชีเหาะขึ้นไปปัดลูกระเบิด เมื่อข่าวนี้เล่าลือกันออกไป เวลาเครื่องบินข้าศึกมาโจมตี ประชาชนก็ พากันหลั่งไหลเข้าไปหลบภัยแน่นอยู่ที่ในวัดปากน้ำทุกคราว
เรื่องอำนาจพลังจิตสร้างรูปร่างให้เห็นกันด้วยตาเนื้อได้นั้น ไม่ใช่ เรื่องเหลือวิสัย ในตำราพระอภิธรรมกล่าวยืนยันไว้ว่า รูป เกิดจากสาเหตุ ๔ อย่างคือ กรรม จิต (สมาธิจิต ที่มีกำลังเต็มที่สามารถทำให้ผู้อื่น เห็นได้) อุตุและอาหาร หรือแม้ในระยะเวลาต่อมา หลวงพ่อวัดปากน้ำ ยังให้พวกลูกศิษย์ที่ทำวิชชาของท่าน อาราธนาพระธรรมกายให้ผู้คน เห็นด้วยตาเนื้อเต็มท้องฟ้า ในโอกาสงานสำคัญต่าง ๆ ทางศาสนา หลาย ครั้งหลายหน คนเห็นกันหลายคนกล่าวยืนยันไว้
แต่เดิมเมื่อข้าพเจ้าฟังเรื่องเหล่านี้ ยังมีความเชื่อไม่เต็มที่นัก ครั้นได้ฟังคนรู้จักที่มั่นใจได้ว่าไม่ใช่คนพูดปดเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัว พวกเขาเอง จึงมีความเชื่อเรื่องอำนาจจิตมั่นคงขึ้น
เรื่องอำนาจจิตที่เกิดขึ้นจากการฝึกสมาธิจนเข้าถึงวิชชาธรรมกาย สามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เป็นอัศจรรย์ได้นั้น นับเป็นกรณีธรรมดา สำหรับลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นอดีตหรือรุ่น ปัจจุบันก็ตาม ต่างรู้และเข้าใจกันได้ดี ที่นำมากล่าวย้ําอีกครั้งหนึ่งในที่นี้ เพื่อสำหรับผู้อ่านอื่น ๆ ทั่วไปที่ยังไม่เคยสนใจการปฏิบัติทางจิต หรือ เพิ่งเริ่มสนใจจะได้พอมีพยานบุคคลเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงของธรรมะ ในพระพุทธศาสนา
การเรียนสมาธิขั้นสูงในห้องทำวิชชาต้องเป็นพวกที่เรียนอยู่ ด้วยกันเท่านั้น จึงจะรู้ว่าเป็นงานทางจิตที่หนักมาก หนักยิ่งกว่างาน ทางกายหลายเท่าตัว ใจต้องจดจ่ออยู่กับเรื่องที่หลวงพ่อสั่งให้ทำ ต้อง เข้าเวรต่อกัน จะออกไปไหนข้างนอกไม่ได้ มีเตียงให้นอนพักอยู่ข้างใน การพูดจาหยอกเย้าเล่นหัว ตลกคะนอง สนุกสนานทำไม่ได้ พูดคุยได้ เฉพาะเท่าที่จำเป็น หรือโดยมารยาท เพื่อไม่ให้เสียงเข้าไปดังรบกวน พวกที่กำลังเข้าเวรทำสมาธิค้นคว้าวิชชาอยู่ ขณะเข้าเวรจะต้องเป็นเวลา ทำสมาธิตลอด พูดได้เฉพาะในเวลาถูกหลวงพ่อถาม ออกจากเวรก็ อยู่เพียงใครเตียงมัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน สำหรับคนขยันแม้ออกเวรแล้วก็มัก นั่งทบทวนทำสมาธิต่อ