เห็นธรรม...ต้องเห็นด้วยใจ มิใช่ด้วยตา
คุณยายอาจารย์ · ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย
เห็นธรรม....ต้องเห็น ด้วยใจ มิใช่ด้วยตา
ท่านเมตตาสอน
"เมื่อมีโอกาสจึงเรียนให้อุบาสิกาผู้เป็นครูทราบ ให้เข้าใจ ให้แก้ไขการวางใจเสียใหม่ ท่านสอนว่า
“ทำใจเฉยๆ เรื่อย ๆ กำหนดบริกรรมนิมิตกับบริกรรมภาวนา พร้อม ๆ กัน เรื่อยไป อย่ากังวลอยากเห็นเร็ว ๆ จะเห็นเมื่อใดก็ช่าง เรามี หน้าที่ปฏิบัติอย่างเดียว ผลการปฏิบัติจะเกิดเมื่อใดก็เกิดของเขาเอง เรา บังคับเอาไม่ได้ ข้อสำคัญอย่าบังคับใจ หรือข่มใจ ไม่เกร็งตัว ไม่กดลูก นัยน์ตา เพราะการเห็นธรรมะเป็นการเห็นด้วยใจไม่เกี่ยวกับตาเนื้อ ไม่ได้ ใช้ตาเนื้อดู ใช้ใจดู เมื่อยังไม่เห็นก็อย่าเสียใจ เมื่อเห็นก็อย่าดีใจเกินไป จะทำให้นิมิตที่เพิ่งได้หายไปเสีย”
แม้จะเข้าใจดีตามคำอธิบายเหล่านั้นก็จริง แต่เวลาปฏิบัติกลับ วางใจได้ยาก ความอยากเห็นมีอำนาจมาก มันคอยควบคุมและกระตุ้นใจ อยู่เสมอ ๆ การปฏิบัติจึงเหมือนการวิ่งตามเงา จับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักที แค่ นั่งกำราบใจไม่ให้คิดโน่นคิดนี่ คิดแต่บริกรรมนิมิตบริกรรมภาวนา ก็แสน จะลำบากยากเย็น บางทีเกิดความท้อแท้ พาลคิดไปว่าตนเองคงไม่มีบุญพอ ทำไปคงไม่ได้ผล “ธรรมะเป็นของจริงหรือ ถ้ามีอยู่จริง ทำไมจึงไม่เห็น” พาลคิดผิด ๆ ไปเสียอย่างนั้น
คุณยายถูกอุบาสิกาทองสุกว่า ธรรมะเป็นของจริง แต่ตัวเรา ต่างหากไม่ทำจริง เลยเกิดมุมานะต้องเอาจริงให้ได้ จะทำเล่น ๆ ปล่อย ให้ใจฟุ้งไปโน่นมานี่เหลาะแหละไม่ได้ จึงตั้งอกตั้งใจ บังคับจี้ให้หยุด สนิท หาศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้วให้พบให้ได้ บังคับ ไว้ไม่ให้ใจวอกแวกฟุ้งซ่านไปทางไหน ผลจากการทำดังนี้ปรากฏว่ารู้สึก เหน็ดเหนื่อยเหมือนร่างกายไปทำงานหนัก ๆ มา หายใจติดขัดไม่สะดวก อ่อนเพลีย
อุบาสิกาผู้เป็นครูต้องสอนว่า ใจของคนเราเป็นธรรมชาติที่ ละเอียดอ่อน ไม่ใช่ของหยาบ ๆ เหมือนร่างกายที่เป็นเนื้อหนังมองเห็น การใช้วิธีบังคับจะไม่เกิดผลดี พาลให้เจ็บป่วย ต้องใช้วิธีตะล่อมอย่าง ละมุนละไมที่ละเล็กละน้อย เขาจะค่อย ๆ หยุดของเขาเอง อุปมาเหมือน การจับไก่ใส่เล้า เมื่อคิดมุ่งจะจับก็วิ่งพรวดพราดเข้าจับ ไก่ก็จะวิ่งหนี บินหนี เราก็เสียแรงเหนื่อยเปล่า เราต้องค่อยล่อค่อยเรียกให้เชื่องเข้าที ละน้อย ๆ ไก่ก็จะยอมให้เราจับได้โดยง่าย
อุปมานี้ฉันใด การให้ใจหยุดก็เป็นทำนองเดียวกันฉันนั้น ถ้า บังคับใจโดยแรงให้หยุด ใจจะเหน็ดเหนื่อย ตื่นเตลิด หยุดยาก ถ้าค่อย ๆ ภาวนาประคับประคองเห็นนิมิตบ้าง ไม่เห็นบ้าง แจ่มชัดบ้าง ไม่แจ่มบ้าง ใจจะรวมตัวเข้าถูกส่วนพอดีแล้วหยุดในที่ตั้งของเขาเอง สรุปว่า “การใช้กำลังบังคับ เป็นเรื่องของความหยาบ ไม่มีปัญญา ธรรมะเป็นของ เยือกเย็น ใจที่จะพบธรรมะได้ ต้องเป็นใจเย็นๆ จึงจะเหมาะสมกัน ใจร้อน เสียประโยชน์เปล่า”
คุณยายก็ค่อยพยายามทำตาม โดยภาวนา “สัมมา อะระหัง” ไปเรื่อย ๆ แบบใจเย็น ๆ ให้เพียงแต่รู้ว่าตอนนี้ใจอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ยอมรู้มากกว่านั้น ไม่คาดคะเนล่วงหน้าว่าจะเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำใจเย็น ๆ ถึงกระนั้นอุปสรรคก็ยังไม่หมดไปทีเดียว เห็นภาพอะไร ต่ออะไรผุดขึ้นมา ส่วนมากเป็นภาพนิมิตเก่า ๆ ไม่ใช่ภาพที่ครูบาอาจารย์ บอก เวลาไม่เห็นก็มืดไปหมด ครั้นพอเห็นก็เห็นอะไรไม่เป็นเรื่อง เป็นเสียอย่างนี้
อุบาสิกาทองสุกสอนต่อไปว่า อย่าไปสนใจนิมิตลวงเหล่านั้น เขา อยากจะเกิดอะไรก็ช่างเขา ให้เราเฝ้ามองอยู่ที่ศูนย์กลางกายอย่างเดียวเรื่อยไป มองอย่างมีสติ เพราะสิ่งที่เราต้องการ คือต้องการให้ใจหยุดจากการรู้สึก นึกคิดทั้งปวง ภาพอะไรจะเกิด เมื่อเราไม่สนใจ ที่สุดภาพเหล่านั้นก็ จะหายไปเอง เหมือนมีแขกมาเยือนบ้าน เราเป็นเจ้าของบ้านไม่สนใจ เอาใจใส่ แขกก็จะเก้อเขินกลับไป
คุณยายอาจารย์ของเราฟังคeแนะนำแล้ว รีบกระทำตามอย่าง ไม่มีย่อท้อ แต่เดิมต้องทำงานในหน้าที่ให้เสร็จก่อน แล้วจึงไปแอบนั่ง
ปฏิบัติบนดาดฟ้าชั้นบนสุดของตึก กลางคืนก็นั่งปฏิบัติตามกำลังใน ห้องพักส่วนตัว แต่กลางคืนปฏิบัติไม่ได้นาน เนื่องจากร่างกายอ่อนเพลีย จากการทำงานตลอดกลางวัน ครั้นปฏิบัตินานเข้า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ความชำนาญเกิดขึ้นมาก เคยชินหนัก ๆ ขึ้นไม่จำเป็น ต้องรอเวลาว่างแต่อย่างใด ขณะทำงานก็ปฏิบัติไปด้วยได้ จิตใจหน่วง เอาการปฏิบัติธรรมมาเป็นอารมณ์ มือเท้าก็ทำงานของเขาไปตามหน้าที่ ส่วนใจก็กำหนดบริกรรมนิมิตกับบริกรรมภาวนาอยู่ภายในต่อเนื่องกัน
ไปตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน
เป็นเวลาครบ ๒ ปีเต็ม ขณะทำงานไปด้วยปฏิบัติไปด้วย คุณยายได้เห็นดวงกลมใสสว่างลอยนิ่งขึ้นมาตรงศูนย์กลางกาย เห็นชัดเจน แจ่มแจ้ง ลืมตาก็เห็น หลับตาก็เห็น ไม่หายไปไหน อุบาสิกาทองสุก บอกให้มองตรงกลางดวงกลมใสสว่างนั้น คุณยายก็เห็นตัวเองนั่งชัดใส เมื่อถูกสั่งให้มองเข้ากลางกายใหม่ที่เห็นก็เห็นกายอื่น ๆ เรื่อยเข้าไป มี กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้งชนิดกายหยาบและกายละเอียด
ต่อจากนั้นจึงมองเข้ากลางกายอรูปพรหมละเอียดเข้าไป ได้เห็นกายธรรมโคตรภู
คุณยายอาจารย์เล่าความรู้สึกเมื่อถึงกายธรรมโคตรภู ท่านเกิดความคิดขึ้นมาว่า
“เราได้เห็นธรรมะขั้นต้น ๆ แค่นี้ยังทำให้ใจสบายถึงเพียงนี้ ถ้า ได้เข้าถึงธรรมะชั้นสูงที่ลึกซึ้ง จะมีความสุขใจสักเพียงไหน นี่ถ้าจะมีใคร เอาทองคำมีน้ำหนักเท่าตัวเรา มาขอแลกเอาธรรมะไปไม่ให้เราเห็นธรรมะ อีก เราก็จะไม่มีวันยอม เรารู้แล้วว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรช่วยเราได้ มีแต่ ธรรมะนี้เอง ที่จะเป็นที่พึ่งแท้จริงของเรา เกิดความรักธรรมะขึ้นมาจับใจ”