ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ชีวิตวัยเด็ก

คุณยายอาจารย์ · ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย

PDF
ชีวิตวัยเด็ก ผู้มีสัมมาทิฐิเพียงคนเดียว เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความผาสุกแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์สุขแก่เทพยดา และ มนุษย์ทั้งหลาย คุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรา ท่านเกิด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ซึ่งตรงกับปีระกา เดือนยี่ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เมื่อเทียบกับ ทางสุริยคติ วันเกิดของคุณยายจะเปลี่ยนไปทุกปี บางปีตรงกับเดือน ธันวาคม บางปีเป็นเดือนมกราคม สำหรับปีมะโรง พ.ศ. ๒๕๓๑ “วันคล้ายวันเกิด” ของคุณยายตรงกับ วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๒ ซึ่ง จะมีอายุครบ ๘๐ ปีพอดี บ้านเกิดของคุณยายเป็นชนบทท้องนาอยู่ในเขตอำเภอเมืองนครชัยศรี ใกล้ ๆ กับวัดบางคูเวียง ในปัจจุบันไม่มีซากสิ่งใดเหลือให้เห็น เพราะถูกน้ำเซาะตลิ่งพังกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำไปเสียแล้ว ท่าน เป็นลูกคนที่ ๕ ในจำนวน ๙ คน ทั้งบิดามารดาเป็นชาวนครชัยศรีโดย กำเนิด ท่านมีทั้งพี่ชาย พี่สาว ส่วนน้องก็มีทั้งน้องชายน้องสาว ครอบครัว ท่านทำนาเป็นอาชีพ คุณยายเล่าชีวิตวัยเด็กของท่านให้ฟังว่า “เมื่อตอนยายยังเล็ก ๆ คงจะต้องเป็นเด็กซุกซนมากจริง ๆ เพราะ พ่อถึงกับพูดว่าในบรรดาลูกทั้งหมดพ่อตียายมากที่สุด” คุณยายอาจารย์ของเรายอมให้พ่อตีก็เฉพาะเรื่องซุกซนของท่าน เท่านั้น แต่เรื่องอื่น ๆ ท่านจะดูตัวอย่างและทำตามพ่อ จนไม่มีความผิด อื่นให้ต้องถูกตีซ้ำอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่ต้องทำงานหนัก ทำตั้งแต่ เช้าจน ค่ำ โดยเฉพาะในฤดูไถหว่านและเก็บเกี่ยว พ่อต้องตรากตรำทำงาน หนักทุกวัน คุณยายของเราจะทำตาม พ่อของคุณยายเป็นคนนิสัยดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ขยัน ไม่ปล่อย เวลาว่างให้สูญเปล่า คุณยายจึงติดนิสัยนี้จากพ่อ ถูกฝึกให้ตื่นแต่เช้า ขยันขันแข็ง แคล่วคล่องว่องไว อดทนแข็งแรง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็ลุกขึ้น เข้าครัวช่วยแม่หุงข้าวไปส่งพ่อที่ท้องนาบ้าง ช่วยต้อนควายไปนาบ้าง ข้าพเจ้าคิดเอาเองว่า ความขยันช่วยงานบ้านของคุณยายที่ผิดจากพี่น้อง ดังนี้ก็ได้ ที่เป็นต้นเหตุทำให้พ่อและแม่ไม่ยินยอมให้คุณยายไปเรียน หนังสือที่วัดเหมือนพี่ ๆ น้อง ๆ คุณยายจึงเป็นคนไม่รู้หนังสือ เขียนไม่ได้ อ่านไม่ออกมาจนกระทั่งปัจจุบัน (สมัยนั้นไม่มีการศึกษาภาคบังคับและ ไม่นิยมให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือเท่าไรนัก เพราะเกรงกันว่า เวลาเริ่ม เป็นสาว จะเขียนเพลงยาวจดหมายรักถึงผู้ชาย) คุณยายท่านเป็นหัวเรี่ยว หัวแรงช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน การไม่รู้หนังสือใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียทั้งหมด ประโยชน์ยังพอมีอยู่บ้าง คือทำให้คุณยายเป็นคนช่างจำ เมื่อไม่สามารถ บันทึกความจำเป็นตัวหนังสือได้ ก็ใช้จดจำด้วยใจ และด้วยการต้องจำ สิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ จึงทำให้คุณยายต้องใช้สติและปัญญาในการทำงาน ทุกครั้ง ประสบการณ์ที่ผ่านไป ๆ นานวันเข้า ความเฉลียวฉลาดก็เพิ่ม พูนขึ้นไปตามวันเวลา เมื่อพบปัญหาใหม่สิ่งใด ก็อาศัยข้อมูลจากประสบการณ์ เดิมมาวิเคราะห์แก้ปัญหาจึงได้รับผลดีทุกเรื่องอยู่เสมอ เวลาที่ฟังคุณยายพูดว่า “ยายรักที่โล่ง ๆ รักทุ่งกว้าง ๆ รักธรรมชาติ ท้องทุ่งนาและรักต้นข้าว ไม่ว่าจะเป็นเวลาต้นข้าวยังมีสีเขียวอ่อนสดใส หรือเวลาเป็นสีทองใกล้การเก็บเกี่ยว” ข้าพเจ้าเข้าใจความรู้สึกของท่าน อย่างชัดเจน เพราะตระกูลของข้าพเจ้ารุ่นปู่ย่าตายายก็เป็นชาวนา ชีวิต วัยเด็กในเวลาปิดภาคเรียน ข้าพเจ้าต้องไปช่วยท่านเหล่านั้นทำนาอยู่ เสมอ ส่วนใหญ่ช่วยดํานาบ้าง เกี่ยวข้าวบ้าง สำหรับการไถนา หรือการคราดเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ความเวิ้งว้างของท้องทุ่ง อากาศที่บริสุทธิ์ ปราศจากผู้คนไม่เหมือนชีวิตชาวเมือง ให้ความรู้สึกต่อจิตใจอยู่อย่างหนึ่ง คือความรู้สึกเป็นอิสระ ขณะที่มองอาณาเขตท้องทุ่งจนสุดสายตา ใจ จะพลอยอิ่มเอิบเบิกบานได้ง่าย เป็นความเบิกบานอีกแบบหนึ่งที่กว้างไกล สะอาดบริสุทธิ์ ต่างจากความเบิกบานของชาวเมืองโดยสิ้นเชิง ในวัยเด็ก คุณยายท่านชอบออกไปท้องนากับพ่อ ช่วยต้อนควาย ออกไปแต่เช้าตรู่ ตอนเย็นก็ไปช่วยต้อนกลับ สิ่งหนึ่งที่คุณยายชอบมอง เป็นนักหนาคือ ดวงตะวันแรกขึ้นหรือใกล้ตกดินลับขอบฟ้า ดวงกลม โตสีแดงสดใสตัดกับสีเขียวของท้องทุ่ง และดูงามราวภาพวาด ก้อนเมฆ รูปร่างแปลก ๆ ต่าง ๆ สะท้อนสีสวยงามสว่างไสว มีหมู่นกบินเป็น หมู่ ๆ เป็นแถวยาวพาดท้องฟ้า คุณยายรู้สึกว่าดวงตะวันตอนเช้าเย็นอันสวยงามนั้น มองดูเหมือน อยู่ไม่ไกล คิดตามประสาเด็กว่า “อยากเดินทางไปให้ถึงที่ดวงตะวันอยู่ เหลือเกิน วันหนึ่งคงจะไปถึงได้” คิดไว้ล่วงหน้าโดยไม่รู้ตัวว่า ในเวลา ต่อมาสามารถไปจนถึงได้จริง ๆ