พระพุทธศาสนาขจรขจาย
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน
พระพุทธศาสนาขจรขจาย
วิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงปู่สละชีวิต ค้นพบมา เป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ทุกคน และไม่ใช่สิ่งที่ เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หลวงปู่ท่านเคยพูดอยู่เสมอๆ ว่า “อานุภาพธรรมกาย เปรียบประหนึ่งปุ๋ยที่บำรุงต้นไม้ให้เจริญงอกงาม การปลูกต้นไม้ให้ได้ ดอกผลตามที่เราต้องการนั้น เราจะปลูกโดยไม่รดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ย นั้นไม่ได้ เพราะต้นไม้จะไม่งอกงามให้ดอกผลตามที่เราต้องการ ชีวิตมนุษย์ ก็เช่นกัน ถ้าอยากให้เจริญรุ่งเรืองก็ต้องทำตนให้เข้าถึงธรรมกาย ต้นไม้ก็ ต้องใส่ปุ๋ย ชีวิตคนเราก็ต้องใส่ปุ๋ย” การเผยแผ่วิชชาธรรมกายจึงเป็นสิ่ง ที่หลวงปู่ให้ความสำคัญมาก นอกจากท่านจะสอนวิชชาธรรมกายด้วย ตนเองแล้ว ท่านยังส่งลูกศิษย์ออกเผยแผ่ไปยังสถานที่ต่างๆ อีกด้วย
สอนธรรมปฏิบัติด้วยตนเอง
หลวงปู่ท่านเปิดสอนธรรมปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาและประชาชนทั่วไปอย่างจริงจัง ท่านมีความชํานาญทั้งภาคปฏิบัติ และปริยัติ กล่าวคือ รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมด้วยตนเองอย่างแจ่มชัด และรู้พระบาลีแตกฉานในระดับที่สามารถแปลคัมภีร์มูลกัจจายน์ได้หมด ทุกตัวอักษร ท่านยังได้นำความรู้พระบาลีมาใช้ในการสอนทำภาวนาด้วย โดยเริ่มต้นยกพระบาลีพุทธพจน์ขึ้นแสดงก่อน แล้วแปลและขยายความ พระบาลี ชี้แนวปฏิบัติภาวนาไปตามลำดับขั้นตอน จนกระทั่งทำให้จิตผู้ฟัง เป็นสมาธิ น้อมใจไปตามคำเทศน์ของท่านได้ จากนั้นท่านก็จะบอกลำดับ ผลของปฏิเวธ หรือผลการปฏิบัติธรรมในตัวที่จะเกิดขึ้นตามลำดับขั้นตอน ไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ผลที่เกิดในกายมนุษย์จนกระทั่งกายธรรมพระอรหัต หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เป็นผลการปฏิบัติภาวนาในตัวที่พิสูจน์ได้ว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง มนุษย์ธรรมดาสามารถหมด กิเลสเป็นพระอรหันต์ได้จริง
ผู้เรียนมีหน้าที่กำหนดใจตามที่ท่านบอก ใครมีผลการปฏิบัติธรรม ถึงขั้นไหนก็ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้ที่เคยไปเรียนการทำสมาธิภาวนากับท่าน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่จะเทศน์กี่ครั้งๆ หรือที่เรื่องก็ตามท่านสามารถเทศน์เชื่อมโยงจากภาคปริยัติเข้าสู่ภาคปฏิบัติ จากภาคปฏิบัติเข้าสู่ภาคปฏิเวธ และจากภาคปฏิเวธสู่ภาคเทศนาได้อย่าง น่าอัศจรรย์
ด้วยเหตุที่บทเทศน์สอนของท่านเพียบพร้อมสมบูรณ์ทั้ง ด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เช่นนี้ จึงทำให้ผู้เรียนได้รับผลดีของการปฏิบัติ เป็นจำนวนมาก รวมแล้วเป็นเรือนแสน กิตติศัพท์ทางด้านสอนภาวนา ของท่านจึงโด่งดังข้ามทวีปไปยังหลายๆ ประเทศในยุโรป เป็นเหตุให้ พระพุทธศาสนาขจรขจายกว้างไกลออกไปอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนใน ประวัติศาสตร์ของวงการคณะสงฆ์ไทย จนกระทั่งมีชาวยุโรปบางคนเดินทาง มาบวชกับท่านถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิชชาธรรมกายแพร่หลายออกไป ก็มีผู้วิพากษ์ วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ในสมัยนั้น คำว่า “ธรรมกาย” ยังไม่เป็นที่รู้จัก กัน เพราะวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงปู่ค้นพบนั้น ว่างเว้นไป มิได้มีผู้สอนมานานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี ผู้ที่ไม่รู้จักจึงได้ยกเอาคำนี้ ขึ้นมาเสียดสี โจมตี หวังให้ผู้ที่สนใจวิชชาธรรมกาย คลายความศรัทธา แต่หลวงปู่ท่านไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพียงแต่พูดว่า “น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ไม่มีที่มา เขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร เป็นถ้อยคำของคนเซอะ”
คราวหนึ่งท่านพูดกับสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เกี่ยวกับ การถูกโจมตีเรื่องธรรมกายว่า “คนเช่นเราไม่ใช่ไร้ปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาทำไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัย ความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้มาติเดียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะ กลบก็กลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่ง รัศมิให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานำไปพูดเช่นนั้น เป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทำกันอยู่ แสดงให้เห็นว่า คณะวัด ปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสำนักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม การที่ เขานำไปพูดเช่นนั้นเท่ากับเอาสำนักไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณา ทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานำไปพูดนั้นเป็นการกระทำของผู้พูดเอง เราไม่ได้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีได้ก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่ต้องเดือดร้อนใจ เพราะธรรมกาย ของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะ ปรากฏเป็นความจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อใน คุณพระพุทธศาสนา”
(*จาก ชีวประวัติของพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ และอานุภาพ ธรรมกาย)
ส่งลูกศิษย์ออกเผยแผ่
ด้วยความเมตตาอยากให้ประชาชนมีความสุขความเจริญและมี พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก หลวงปู่จึงส่งพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี ที่มีความสามารถออกไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายทั้งในจังหวัดต่างๆ ทั่ว ประเทศไทย รวมทั้งในต่างประเทศด้วย
ในประเทศไทย ศิษย์ของท่านจำนวนมากประสบความสำเร็จ อย่างสูงคือ สร้างความศรัทธาเลื่อมใสแก่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ภิกษุ สามเณร และฆราวาส จากจังหวัดต่างๆ มีศรัทธาเดินทางมาปฏิบัติธรรม ขั้นสูงเพิ่มเติมที่วัดปากน้ำเป็นจำนวนมาก และยังสามารถสร้างวัดได้ หลายวัด เช่น วัดเกษมจิตตาราม จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดปากน้ำเทพาราม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วัดเขาพระ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น
แม้ในต่างประเทศ ท่านก็ได้ส่งพระภิกษุชาวอังกฤษ กปิลวฑโฒ ภิกขุ (ศาสตราจารย์วิลเลียม ออกัส เปอร์เฟิสต์ Dr.William August Purfurst) อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในลอนดอน และพระภิกษุชาวญี่ปุ่น ที่มาบวชที่วัดปากน้ำและได้ศึกษาวิชชาธรรมกายแล้ว กลับไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนายังทวีปยุโรปและประเทศญี่ปุ่นตามลำดับ
ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ กปิลวฑโฒ ภิกขุ ได้เดินทางกลับมาวัดปากน้ำอีก ครั้งหนึ่ง นำสามเณรชาวอังกฤษ ๓ รูป ซึ่งได้บรรพชาเป็นสามเณรมา แล้วจากประเทศอังกฤษ มาศึกษาวิชชาธรรมกาย ซึ่งหลวงปู่ก็อุปสมบทให้ ทั้ง ๓ รูป รวมพระภิกษุชาวยุโรปที่จำพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำสมัยนั้น ๔ รูป
แม้การเผยแผ่คำสอนในยุคนั้นจะเป็นไปได้อย่างเชื่องช้า เพราะ การคมนาคมและการสื่อสารไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบัน อย่างไร ก็ตาม ก็ยังมีผู้ปฏิบัติธรรมจนได้ดวงปฐมมรรค เข้าถึงกายต่างๆ และ เข้าถึงพระธรรมกายกันเป็นจำนวนมาก เฉพาะผู้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งมีจำนวนนับได้หลายหมื่นคนนั้น ได้มาลงชื่อในสมุดที่หลวงปู่ท่านให้ จัดไว้ที่วัดปากน้ำ เพื่อเป็นสักขีพยานในการเข้าถึงธรรม