ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ค้นพบวิชชาธรรมกาย

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน

PDF
ค้นพบวิชชาธรรมกาย ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ ท่านไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดโบสถ์บน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ด้วย ความตั้งใจว่า จะตอบแทนพระคุณท่านเจ้าอาวาสที่เคยถวายหนังสือ มูลกัจจายน์และคัมภีร์พระธรรมบทให้ท่านเมื่อครั้งเรียนปริยัติ และจะได้ ช่วยแสดงธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เป็นการตอบแทน พระคุณท่านเจ้าอาวาส ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ เวลาเช้าตรู่ก่อน ออกบิณฑบาต ท่านได้ระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษาแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาด สักวัน เราควรจะรีบกระทำความเพียร ให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท” หลังกลับจากบิณฑบาต ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้งปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพลก็จะยังไม่ลุกขึ้นจากที่ ท่านหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” จนกระทั่งใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยทั้งหลายมลายหายไปหมด พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น วันนั้นท่านฉันภัตตาหารเพลด้วยความปีติ อิ่มเอิบใจ ดวงใสที่เห็น ยังคงติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายท่านฉันภัตตาหารไปด้วย มองดูที่ศูนย์กลางกาย ไปด้วย แม้ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด ความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยใน ชีวิตการปฏิบัติธรรมของท่าน หลังจากลงพระปาฏิโมกข์แล้ว ในเย็นนั้นท่านได้บอกกับพระภิกษุ เพื่อนๆ ไม่ให้ไปรบกวน ท่านบอกว่า “จะตายก็ตายเถิด ปล่อยให้ได้นั่ง ตามชอบใจเถอะ ถ้าไม่มีคุณธรรมอะไร ไม่เห็นอะไร ไม่เป็นอะไร อย่างนี้ เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไร” จากนั้นท่านจึงได้เข้าไป ในอุโบสถ เพื่อปรารภความเพียร ท่านมาหวนคิดถึงเมื่อครั้งอายุ ๑๙ ที่ได้ ปฏิญาณตนบวชจนตาย บัดนี้เวลาผ่านมาถึง ๑๕ ปี ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงรู้เห็นเลย จึงตั้งสัจจาธิษฐานทำสมาธิภาวนาอย่างเอา ชีวิตเป็นเดิมพันว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้า ต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปอย่างนั้น แล้ว ท่านได้แสดงความอ้อนวอนต่อหน้าพระประธานตัวแทนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแต่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของ พระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่าทรง พระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแด่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็นทนาย ศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” ขณะที่กำลังนั่งเจริญสมาธิภาวนา ท่านเหลือบไปเห็นมดขี้ที่โตขึ้น มาตามรอยแตกของอุโบสถ เกรงว่ามดขี้จะมากัดทำให้ต้องถอนจากสมาธิ จึงเอานิ้วมือจุ่มน้ำมันก๊าดลากเป็นวงล้อมรอบตัวเพื่อกันมด แต่ยังไม่ทัน วงรอบตัวก็ฉุกคิดว่า ชีวิตยังสละได้ แต่ทำไมยังกลัวมดขี้อยู่เล่า จึงวาง ขวดน้ำมันลง แล้วปฏิบัติธรรมต่อไป เวลาผ่านไปประมาณครึ่งค่อนคืน ใจหยุดสงบนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้ส่วนพอดี ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ที่ ศูนย์กลางกายที่เห็นเมื่อเพลยิ่งใสสว่างมากขึ้นราวกระจกเงา ใหญ่ขนาด ดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง โดยไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป ขณะนั้น มีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้นว่า “มัชฌิมา ปฏิปทา” ทางสายกลางไม่ตึงนักไม่หย่อนนักในความหมายของปริยัติ ขณะเดียวกันที่ศูนย์กลางดวงกลมใสสว่างนั้นปรากฏมีจุดเล็กเรืองแสง สว่างวาบขึ้นมา ท่านจึงคิดว่า “นี่กระมังทางสายกลาง” ท่านจึงมองไปที่ จุดนั้นทันที จุดนั้นค่อยๆ ขยายโตขึ้นมาแทนที่ดวงเก่าซึ่งหายไป ท่านมองเข้ากลาง* จุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ก็ได้เห็นดวงใหม่ที่สุกใสยิ่งกว่า ลอยขึ้นมา ท่านเข้ากลางดวงใหม่ที่ลอยขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่องไม่ขาด สายไปเรื่อยๆ ในที่สุดจึงเห็นกายต่างๆ เกิดขึ้นจนกระทั่งถึง “ธรรมกาย” เป็นองค์พระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์งดงามหาที่ติมิได้ยิ่งกว่า พระพุทธรูปองค์ใดที่เคยเห็นมา (*เข้ากลาง หมายถึง ดำเนินจิตเข้ากลางดวงที่เห็นเข้าไปเรื่อยๆ หยุดในหยุดจนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายที่อยู่ในทางสายกลาง) ด้วยการทำความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต หลวงปู่ท่านได้เข้า ถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ณ เวลานั้น ท่านเข้าใจอย่างชัดเจน ด้วยตนเองว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งนัก พ้นวิสัยของ การที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะเข้าถึงได้ต้องทำให้ใจ คือ ความรู้ตรึก รู้ลึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้เป็นประโยค สั้นๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” การปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกาย และการค้นพบวิชชา ธรรมกายของหลวงปู่ นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นเพียง การปฏิบัติตามหรือจดจำจากตำรา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ ท่านพบว่าเมื่อปฏิบัติตามเส้นทางสาย กลางด้วยวิธีการทำใจให้หยุดนิ่ง ก็จะเข้าถึงความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้เข้าถึงแน่นอน วิธีการดำเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้วนี้ หายไปเกือบ ๒,๐๐๐ ปี การค้นพบ ของท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ และเหนือสิ่งอื่นใด การ ค้นพบของท่านยังเป็นพยานยืนยันหลักฐานว่า ตถาคตเป็นพระธรรมกาย ดังที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถา พระไตรปิฎก วกกลิสุตตวณณนา หน้า ๓๔๒ ถึง ๓๔๓ ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต” เมื่อหลวงปู่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ก็นั่งทบทวนสิ่งที่ค้นพบต่อไป อีก ขณะนั้นท่านเห็นวัดบางปลาปรากฏขึ้น เหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น ท่านรู้ด้วยญาณทัสสนะว่า ที่วัดบางปลาจะต้องมีผู้รู้เห็นธรรมได้อย่าง แน่นอน ท่านจึงมีความคิดที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยมา หลวงปู่มุ่งมั่นในการทำสมาธิภาวนาทุกวัน ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งลึกซึ้งมาก ขึ้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านเดินทางไปปฏิบัติธรรม และสอนธรรมปฏิบัติ ที่วัดบางปลา ตำบลบางเลน จังหวัดนครปฐม ตามที่ได้ตั้งใจไว้ สอนอยู่ราวๆ ๔ เดือน มีพระภิกษุปฏิบัติได้ ๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ คน ถือเป็นพยาน ในการบรรลุธรรมของท่าน การสอนครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่ วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบมาให้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก ต่อมาท่านเดินธุดงค์ไปสอนในที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง มีประชาชน มาศึกษาธรรมปฏิบัติกันเป็นจำนวนมาก และต่างได้รับผลดีตามกำลังแห่ง การปฏิบัติของตน