ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายเล่าประวัติ

คุณยายอาจารย์ · ยายเล่าให้ฟัง

PDF
คุณยายเล่าประวัติ คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า “บ้านเกิดอยู่นครชัยศรี จังหวัด นครปฐม ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะอยู่ติดตลิ่งน้ำเซาะพังทลายหมดแล้ว พ่อเขามีนา ๒๐ ไร่ แม่มี ๑๕ ไร่ อยู่ห่างกันราว ๆ หน้าวัดกับหลังวัดเรา ในที่นามีโคก ตอนเด็ก ๆ ยายหาบกระเช้าข้าวไปส่ง ก็ไปนั่งกินข้าว กันบนโคก ปล่อยควายกินหญ้ากินน้ำ ตอนเย็น ๆ จึงต้อนควายกลับ เข้าคอก” เราเคยนึกสนุกทดสอบความจำของคุณยาย โดยถามถึง จำนวนควายที่มีอยู่ตอนนั้น คุณยายตอบละเอียดกว่าที่เราคาดคิด “พ่อมีควาย ๆ ตัว ชื่อไอ้มูน ไอ้แอ่น ไอ้ใหม่ ไอ้แอ่น หลังมันแอ่น มีแต่ควายตัวผู้ ตัวเมียไม่เลี้ยง” พี่อารีพันธ์ถามถึงเป็ดถึงไก่ คุณยายตอบฉาดฉาน "เป็ดมี ๕ ตัว ตัวเมีย ๔ ตัว ตัวผู้หนึ่งตัว เลี้ยงไว้กินไข่ ไก่มี ๕-๖ ตัว มีหมา ๒ ตัว ชื่อไอ้เขียว ไอ้แดง...........เอ๊ะ นี่เรามาช่วยกัน ซักใซ้นี่ คิดว่ายายหลงหรือไง ยายแก่แต่ยายไม่หลง คนมีธรรมะไม่ หลงเลอะหรอกไอ้หลานเอ๋ย ยายรู้ทันคนทั้งนั้น แต่ยายไม่พูด" เราตกใจรีบกราบขออภัยคุณยายทันที พี่อารีพันธ์ก็ตกใจ เช่นกันรีบระส่ําระลักกราบเรียนคุณยายว่า ไม่ได้เจตนา ฟังคุณยายคุย สนุกเลยเผลอตัวไปหน่อย \ ๑๗ เรื่องล่วงเกินครูบาอาจารย์ พ่อแม่ รวมถึงพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติ ดีปฏิบัติชอบนี้ คุณยายเคยสอนเสมอว่าไม่ควรทำ ถึงไม่เจตนาก็มีผลเป็น เศษเวรติดตัวข้ามภพข้ามชาติ ทำให้ถูกล่วงเกินโดยไม่เจตนาอยู่ร่ําไป นักปฏิบัติธรรมจึงควรมีสติกำกับกาย วาจา ใจ ให้ถูกต้องร่องรอยอยู่เสมอ วันนั้นคุณยายอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ท่านเห็นเราตกใจกันมาก ท่านจึงปลอบว่า ยายไม่ถือเป็นโทษเป็นเรื่องล่วงเกินหรอก แล้วท่านก็ เล่าความหลังต่อไปว่า "ตอนเด็ก ๆ ยายซนมาก พ่อบอกว่าในบรรดาลูกทุกคน ยายซนที่สุด ถูกตีมากที่สุด ยายมีเพื่อนมาก เพื่อนรักยายกันทั้งนั้น ตอนเย็น ๆ ต้อนควายไปอาบน้ำ เอาเข้าคอกพร้อม ๆ กัน ตอนอยู่ กลางนาเด็กผู้ชายมันชอบร้องเพลงเกี้ยวแม่โพสพ พ่อบอกว่าไม่ดี อย่าไปเอาอย่าง” "มันร้องว่ายังไงคะยาย” เราอดถามสอดไม่ได้ "มันร้องเป็นเพลงยี่เก มันว่า.... แม่ขาวพวงรวงสั้น จะไปกับฉันก็มา....” คุณยายทอดเสียงเป็นเพลงลิเก จนทำให้เราเกิดภาพ พจน์ขึ้นมาอย่างชัดเจน คุณยายเล่าต่อว่า "พ่อแม่ยายมีลูก ๙ คน ยายเป็นคนที่ ๕ มีพี่เจ๊าะ พี่ระ พี่ชายพี่วัน พี่วัน แล้วก็มายาย ชื่อจันทร์ มีพระอ่อน แล้วน้องสาวอีก ๓ คน ชื่อเอื้อย ชื่อไม้ ชื่อน้อย น้องสาวตายหมดแล้ว” พี่อารีพันธ์ถามคุณยายว่า คุณพ่อคุณแม่ของคุณยายเคย สอนว่าอย่างไรบ้าง คุณยายตอบว่า ไม่ค่อยได้สอนเพราะลูกหลายคน ต้องทำงานหนัก แต่เข้มงวดเรื่องตื่นเช้ากับล้างเท้าก่อนนอน พ่อบอกว่า ๑๘ \ เทวดาจะมารักษา พ่อไม่ค่อยพูดมาก อาจจะเป็นเพราะพ่อเป็นคนจน มาแต่งงานกับแม่ซึ่งเป็นลูกเศรษฐีชาวนา พ่อชอบดื่มเหล้า ทุกวันตอน เย็นพ่อจะไปนั่งรอเรือขายเหล้าอยู่ที่สะพานท่าน้ำ พอเรือขายเหล้าผ่าน มาจะร้องขาย “เหล้าเอ้อ เหล้าเอ้อ” พ่อก็ซื้อ เสียค่าเหล้าวันละ ๑๐ สตางค์ทุกวัน พ่อกับแม่ไม่เคยทะเลาะกันเหมือนพวกข้าง ๆ บ้าน แต่มา วันหนึ่งค่ำแล้ว พ่อคงจะดื่มเหล้ามากไปหน่อย จึงนอนบ่นพึมพัมไปด้วย เรื่องต่าง ๆ บนแคร์ในคอกควายติดใต้ถุนบ้าน ซึ่งเป็นที่นอนเฝ้าควาย ประจำ แม่คงรำคาญจึงส่งเสียงลงไปว่า “เอ้า...นกกระจอกอาศัยรังเขาอยู่ บ่นอะไรพึมเชียว” คุณ ยายเล่าเหตุการณ์สำคัญในวันนั้นว่า พ่อโกรธมาก คิดว่าแม่แกล้งพูดกระทบ ส่งเสียงขุ่นเขียวถามขึ้นมาว่า "ลูก ๆ ทุกคนได้ยินไหมว่าแม่มึงด่ากู” พอไม่มีใครตอบ พ่อยิ่งโกรธหนัก ตะโกนถามซ้ำเสียงลั่นขึ้นทุกที คุณยาย กลัวพ่อจะขึ้นมาที่แม่ และไม่นึกว่าคำพูดของแม่เป็นคำด่า จึงส่งเสียง ตอบพ่อลงไปว่า "พ่อ ๆ แม่เขาไม่ได้ว่าพ่อหรอก” เท่านั้นเองพ่อโกรธเป็นไฟเลย ตวาดลั่นขึ้นมาทันที "ลูก ทุกคนว่าแม่ไม่ได้ว่ากู ขอให้ถึงหูหนวกไปห้าร้อยชาติ” คุณยายตกตะลึง ในใจคิดว่า พ่อแช่งเรา เพราะคนอื่นไม่ มีใครพูด คุณยายพูดคนเดียว จะลงไปขอโทษพ่อก็กลัวถูกตี ก็เลยคิด ว่าเอาไว้วันหลัง รอให้พ่อหายโกรธเสียก่อน พออีก ๒ ปีต่อมา พ่อคุณยายก็ตาย ก่อนตายพ่อป่วย อยู่เป็นปี ลูก ๆ ก็ผลัดกันดูแล วันจะตายคุณยายไปหยอดข้าวต้มให้พ่อ พอซ้อนคอขึ้นก็เห็นพ่อตาเหลือก คุณยายไม่รู้ว่าพ่อเป็นอะไร ก็เรียกแม่มา ดู “แม่ ๆ พ่อเขาตาเหลือก” แม่เข้ามาดู ส่วนคุณยายก็ลงจากเรือน ถ่อเรือไปกลางนา ไปเก็บผักบุ้ง "ตอนนั้นมันก็ยังเด็กละนะ ๑๒-๑๓ ขวบ เก็บผักบุ้งไปมันก็เพลินไป กลับมาถึงบ้าน เห็นเขาร้องไห้กันก็ตกใจ พี่ ๆ น้อง ๆ เขาก็มาว่า มัวไปทำอะไรอยู่ พ่อตายใคร ๆ เขาขอขมา พ่อกันหมดแล้ว มาไม่ทันอยู่คนเดียว ทำไง ยายแทบช็อคเลย โบราณเขาว่า ให้ขอขมาก่อนตาย พ่อแช่งยายไว้คนเดียว ยังไม่ได้ขอขมาเลย”