ทดแทนพระคุณครู
คุณยายอาจารย์ · คืนที่พระจันทร์หายไป
“ ทดแทนพระคุณครู "
หลังจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพวันที่ ๓ ก.พ. ๒๕๐๒ คุณยายได้ มาอยู่บ้านหลังเล็กข้างโรงครัวของวัดปากน้ำกับคุณยายทองสุก ในช่วงเวลาที่คุณยายอยู่กับคุณยายทองสุกนั้น คุณยายได้ปฏิบัติตนวางตัวเป็นดุจลูกศิษย์, เพื่อน, น้องที่ดีตลอดเวลา ซึ่งตรงกับธรรมะของพระพุทธองค์ในข้อฆราวาสธรรม ๔ อันมีสัจจะ ทมะ(ความข่มใจ) ขันตี(อดทน อดกลั้น) จาคะ(เสียสละให้) เป็นสิ่งที่คุณ ยายทำออกมาจากใจจริงที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม โดยไม่มีผู้แนะนำ มาจากการสอน ตัวเองทั้งสิ้น
คุณยายเล่าว่า “ยายตั้งใจตอบแทน พระคุณยายสุกอย่างเต็มที่ คิดว่าทำเต็มที่ แล้วจะได้ไม่เสียใจทีหลัง เหมือนครั้งพ่อของยาย ตอนยายอยู่บ้านหลังเล็ก ยายซักเสื้อผ้า รีดผ้าให้หมด ช่วยดูแลเก็บรักษา สมบัติให้ ยายมีเงินเท่าไรให้หมด ตอนเจ็บยายดูแล ทำให้ทุกอย่าง ตอนตายยายไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว แต่ทำให้อย่างดีที่สุด" (๒๙ มิ.ย. ๒๕๒๖)
“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ยายสุกจะดุว่า ยายเรื่องอะไรก็ตาม ยายจะเงียบ ไม่พูด อะไรเลย นิ่งไม่เถียงเลย จะคุมสติให้ตั้งมั่นให้เป็นอย่างดี แล้วเงียบเฉยที่สุด ไม่มีท่าทาง ผิดไปจากเดิม และข่มใจเป็นที่สุด จะนั่งธรรมะแก้ไขทุกอย่าง เอาบุญเป็นใหญ่ และ มีธรรมเป็นที่พึ่งอย่างเดียว" (๒๙ ส.ค. ๒๕๒๒)
หลังจากปี ๒๕๐๒ มาไม่นานคุณยาย ทองสุกเริ่มป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ปากมดลูก พอในระยะหลังอาการหนักลุกไม่ได้ ทุกข์ทรมานมาก มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลออกมา จากมดลูก กลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ต้องเปลี่ยนผ้านุ่งตลอดเวลา พยาบาลก็ไม่มีใครรับดูแล ลูก ๆ ก็ทอดทิ้งรังเกียจ คุณยายคิดว่า จะต้องทดแทนบุญคุณ คุณยายทองสุกอย่างดีที่สุด คุณยายเล่าว่า “ยายเคารพครูอาจารย์มาก ทุ่มเทให้หมด สุดชีวิต เงินทองที่คนเขาให้ยายมา ยายก็ให้ยายสุกจนหมดสิ้น จนกระทั่งหลวงพ่อวัด ปากน้ำท่านรู้เข้า ท่านบอกว่า มีเงินทองก็ รู้จักเก็บไว้บ้าง เดี๋ยวจะต้องร้องไห้ทีหลัง เวลาไม่มีจะใช้ ทั้งรักและเคารพครูอาจารย์ พร้อมหมดทุกอย่าง คิดว่าเขาเป็นผู้สอนให้ เข้าถึงธรรมะ เสื้อผ้าชั้นในทุกอย่างยายซักให้หมด เงินทองสมบัติทุกอย่าง ยายเก็บรักษา ให้อย่างดี ตอนคุณยายทองสุกเจ็บเป็นมะเร็ง ใกล้ตายยายก็ดูแลอยู่คนเดียว จะจ้างพยาบาล คุณยายสุกก็ไม่เอา จะเอาแต่ยายคนเดียว แต่ก็บ่นว่ายายตลอดเวลา"
“ยายคิดว่า เขาเป็นครูอาจารย์ ทำให้ ตอบแทนคุณให้เต็มที่ที่สุด ถ้าตายแล้วจะ ได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง คิดว่าทำแล้วสบายใจ จึงทำให้อย่างเต็มที่"
"ยายไม่เคยทำกับครูบาอาจารย์อย่าง ดื้อรั้นหรือกระแทกกระทั้น อย่างเวลาที่ยาย สุกป่วยเป็นมะเร็ง น้ำเหลืองไหลตลอด ยายต้องคอยเปลี่ยนผ้า ซักผ้าให้ทุกอย่าง อุจจาระปัสสาวะ ยายล้างก้นเช็ดก้นให้ ยาย ต้องคอยเป็นธุระไปหมดตั้งแต่ยายสุกป่วย ยายคอยปรนนิบัติเอายาให้ตลอดเวลา และ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สัจจะ"
“ยายรักษาสัจจะ รักษาความดีเป็น อย่างยิ่ง เพราะเกิดมาในชีวิตหนึ่งที่เรามา ตั้งใจสร้างความดี เมื่อตั้งใจรับปากหรือ พูดสิ่งใดไป เราจะต้องทำให้ได้และทำอย่าง ที่เราได้พูดไว้ ให้รักษาสัจจะ รักความดีให้ มากๆ เหมือนที่ยายได้รับปากยายสุกไว้ว่า ถ้าข้าเจ็บจะตาย เอ็งอย่าเอาข้าไปโรงพยาบาลนะ ยายรับปากว่า "ค่ะ" เท่านั้น เพียงคำเดียว ยายสุกจะเจ็บหนักเพียงไร ยายคอยพยาบาลดูแลตลอดเวลา ลูกศิษย์ ยายสุกเห็นยายดูแลพยาบาลยายสุกก็สงสาร ยายว่า “ครูจะต้องแย่แน่ ทำงานหนักมาก" หลายๆ คนรบเร้าบอกให้เอาไปโรงพยาบาล แต่ยายก็ไม่เอาไป แต่ก็ไม่บอกเขาว่าทำไม ด้วยสัจจะที่รับไว้กับครูอาจารย์" (๔ ส.ค. ๒๕๒๒)
“ตอนยายสุกเป็นหนัก น้ำเหลืองของ มะเร็งเหม็นมาก ไหลออกมาจากช่องคลอด ยายต้องกลั้นใจ เสียสละทำให้ทุกอย่าง ซักผ้าให้ เช็ดน้ำเหลืองให้ ยายคิดสู้ตายทีเดียว จะพยาบาลให้ดีที่สุด ยายทุ่มทั้งตัวเสียสละ คิดว่ายายสุกเป็นอาจารย์ สอนให้เห็นธรรมะ พามาถึงหลวงพ่อ จะอดหลับอดนอน น้ำเหลือง จะเหม็นมากแค่ไหนก็ตาม คิดว่ายายเสียสละ ต้องทำให้ได้"
“น้ำเหลืองไหลโจ๊กๆ อยู่ ๒-๓ คืน ไหลตลอดเวลาไม่ยอมหยุด ใช้ผ้าซับเท่าไรก็ ไม่หมด ใช้ผ้าเป็นตั้ง ยายต้องขนผ้าไปซัก ตอนที่ ๑ เหม็นมากที่สุด เอาน้ำอบมาพรมก็ ไม่หายเหม็น กลิ่นเหม็นติดตัว (บางคนได้ กลิ่นก็อาเจียน) พอมันไหลออกหมดก็หยุดไหลแสดงว่า ข้างในเน่าหมดแล้ว ไส้มันทะลุ ถึงก้นแล้ว (ทวารหนักกับทวารเบาทะลุถึงกัน) ยายสุกก็ตายวันนั้น ก่อนตายยายสุกบอกว่า พระลอยมาเยี่ยมเต็มไปหมด แล้วก็พลิกไป พลิกมา มากอดคว่ําหน้าที่ตักยาย พอจับ หงายขึ้น ก็ตายในอ้อมแขนยาย"
“ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็เยอะ แต่ไม่มีใคร ดูแลได้อย่างยาย เขาก็ได้แต่ดูๆ ไม่มีใครเสีย สละได้อย่างยาย ยายคิดว่า ยายได้ทำหน้าที่ ลูกศิษย์ตอบแทนครูอาจารย์แล้ว" (๙ ต.ค. ๒๕๒๕)
นี่คือ คุณธรรมของขันติและจาคะ ที่ยอดเยี่ยม
“ตอนยายสุกตาย ยายไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว แต่ยายไม่กลัว อาศัยอํานาจธรรมะ บอกบุญมาได้ ๑,๐๐๐ บาท มาซื้อโลงใส่ศพ ให้ก่อน
“ตอนยายสุกป่วยหนักลูกศิษย์มาเยี่ยม ยายก็ขอชื่อที่อยู่เขาไว้ ยายก็บอกบุญลูกศิษย์ ไปเรื่อยๆ ยายมีวิธีพูด เพราะยายสุกเห็นธรรมะ เป็นผู้เข้าถึงธรรม ให้มาช่วยทำศพ สวดศพ เผาศพผู้มีธรรม สวดศพที่วัดปากน้ำ หาเจ้าภาพสวด ๓ วัน แล้วจึงทำบุญ ๓ วัน ครั้งทุกเสาร์ๆ หนึ่งจะใช้เงิน ๔๐๐ บาท ค่าดอกไม้หน้าศพ ค่าพระสวดองค์ละ ๒๐ บาท ถวายสบงองค์ละตัว ค่าน้ำหวานนิดหน่อย ค่าไฟวัด จนทำบุญครบ ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ตอนสวด ๑๐๐ วัน ยายทำเต็มที่เลย นิมนต์ สมเด็จป่า (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริ) สมเด็จ พระสังฆราชองค์ที่ ๑๙ วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร) พระผู้ใหญ่ ๑๐ องค์ ถวายองค์ละ ๑,๐๐๐ บาท ถวายไตรพร้อมย่ามไหมอีก องค์ละชุด นิมนต์พระเท่าอายุ ๖๓ องค์ สวด ถวายองค์ละ ๕๐ บาท ถวายย่ามไหมอีกองค์ละถุง รวมเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท วันเผา เผาจริงที่วัดหมู (วัดอัปสรสวรรค์) จัดชุดประดับ ตั้งหน้าศพให้อย่างสมเกียรติ ตั้งสวดศพ ๑ วัน ยายหาเงินอยู่คนเดียว ทำอยู่คนเดียว จริงๆ มีพระมหาประยูร ช่วยจัดเรื่องพระ นิมนต์พระให้ ยายประสานงานทุกอย่างเรียบร้อย” (๑๕ มิ.ย. ๒๕๒๖)
“สมัยที่ยายอยู่วัดปากน้ำ ยายสุกเพิ่งเสียใหม่ ๆ กำลังจัดงานศพ ยายล้มป่วยลง เพราะความที่ตรากตรำ พยาบาลยายสุก มีลูกศิษย์ยายที่เป็นพยาบาล เขาพาไปหาหมอ หมอตรวจว่าไม่เป็นอะไร ต้องให้วิ่งรอบตึก จึงจะหาย คล้ายกับว่ายายเป็นโรคจิต แล้ว ก็ไม่ได้ให้ยาอะไร ยายจึงกลับมารักษาตัวเอง มีแต่สมอและดีเกลือ เป็นยารักษาโรคเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ยายลมขึ้น หน้ามืด หูอื้อ มี ความรู้สึกเหมือนกับจะดับลงไป ยายรีบตักน้ำมาลูบหน้า แล้วนอนนึกถึงบุญอย่างเดียว นึกอธิษฐานให้จัดงานศพของยายสุกเสร็จ เรียบร้อยก่อนที่จะเป็นอะไรไป ยายรอดชีวิต มาได้ก็เพราะบุญอย่างเดียวเท่านั้น” (๒๙ ก.ค. ๒๕๒๔)
ทั้งหมดนี้ คือ ความกตัญญูกตเวที อันเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งยากที่ผู้ใดจะ
กระทำต่อครูอาจารย์ได้อย่างสมบูรณ์เช่นท่าน
คุณยาย ท่านทุ่มเทดูแลคุณยายทองสุก ยิ่งกว่าพ่อแม่ โดยไม่นึกถึงตนเองว่าจะเจ็บ ป่วยหรือเหนื่อยหนักเพียงใด เป็นแบบอย่าง อันเยี่ยมที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบันนี้