ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สู่สงครามโลก

คุณยายอาจารย์ · คืนที่พระจันทร์หายไป

PDF
" สู่สงครามโลก " ต่อจากนั้นมาปี ๒๕๕๔ ได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น ประเทศไทยเข้าสู่ สงครามด้วย โดยญี่ปุ่นใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งทหาร เพื่อส่งทหารญี่ปุ่นไปรบใน พม่า อินเดีย จีน โดยใช้เส้นทางรถไฟตัด จากประเทศไทยเข้าไปพม่า (รถไฟสายมรณะ ที่จังหวัดกาญจนบุรี) เป็นเส้นทางลําเลียง อาวุธ กำลังทหารและเสบียงต่างๆ ดังนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตร มีอเมริกา อังกฤษ เป็นต้น จะพยายามทิ้งระเบิดในประเทศไทย บริเวณ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ “หลวงพ่อวัดปากน้ำเคร่งครัด และ เอาจริงมากกับการนั่งธรรมะครั้งละ ๖ ชั่วโมง กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง สมัย สงครามโลก หลวงพ่อใช้งานยายหนัก ให้ เป็นหัวหน้าเวร ๒ ให้นอนแต่หัวค่ำพอ ๒ ทุ่ม ท่านสั่งให้นอนหลับ จะง่วงหรือไม่ก็ต้องนอน พอเที่ยงคืนก็มีคนมาปลุก ให้เข้าเวรนั่งธรรมะตั้งแต่เที่ยงคืน ออก ๖ โมงเช้า พวกที่ง่วงนอน ใช้ไม่ค่อยได้เรื่อง อ่อนแอ เหยาะแหยะ ท่านให้อยู่เวร ๑" "ยายทานข้าวตอน ๑๐ โมง แล้วรีบเข้าเวรตอนเพล นั่งธรรมะตั้งแต่เพลไปถึง ๕ โมงเย็น พอ ๕ โมงเย็นท่านสั่งงาน ยายก็ เก็บทุกคำพูดไว้ที่ศูนย์กลางกายของพระ ธรรมกาย แล้วกลับไปทบทวนถึงธรรมะ พัก นอนตอนหัวค่ำ แล้วกลับมารับเวรต่ออีกที ตอนเที่ยงคืน นั่งธรรมะถึง ๖ โมงเช้า เป็น อย่างนี้ตลอด แต่ตอนช่วงที่รับเวรต่อระหว่างนั้น ถ้าเป็นตอนยายจะเข้าเวร ยายจะเข้ามา ฟังเวร ๑ เขาก่อนที่เขาจะเลิกว่าเขานั่งถึง ไหน จนกระทั่งยายนั่งธรรมะต่อวิชชาทัน รู้ว่าเขาทำวิชชาถึงไหน และก่อนที่ยายจะ ออกจากเวร ยายจะนั่งธรรมะอยู่จนกระทั่ง เวร ๑ มารับเวร แล้วฟังหลวงพ่อต่อวิชชาให้ เขาก่อนจนเรียบร้อย ยายจึงจะออกเวรเป็นคนสุดท้าย ยายเป็นหัวหน้าขาดรู้ เวลาหลวงพ่อถามอะไรยายจะต้องตอบให้ได้" (๑ พ.ย. ๒๕๒๘) "ระหว่างที่นั่งไม่ได้ ไม่ได้เยี่ยวเลย (ภาษาคนโบราณ) เพราะเวลาเข้าที่จิตดิ่งเข้าข้างใน ทิ้งภายนอกหมด เอาใจเข้าข้างใน อย่างเดียว ตอนสงครามงานหนักที่สุด ต้องรับผิดชอบเหมือนแบกโลกทั้งโลกเอาไว้ หนักมากพอสงครามเลิกก็เบาลง” “พอห้าโมงเย็น หลวงพ่อจะต้องถาม พวกทำวิชชา คืนนี้ลูกระเบิดลงกี่โมง จะทิ้งระเบิดที่ไหน" ใครตอบไม่ถูกท่านจะด่า "ไอ้ขี้ไต้" ครั้งหนึ่งไม่มีใครตอบถูก ยายนั่งสมาธิ ดูเข้าไปในธรรมกายของยายเห็นชัดเลย ยาย ก็ตอบหลวงพ่อว่าจะมาตีหนึ่ง พอตีหนึ่งเสียง หวอดัง มันมาจริงๆ หลวงพ่อจะสั่งทำวิชชา ก่อนล่วงหน้า ให้ใช้ธรรมกายปัดระเบิด "ไอ้ ลูกจันทร์เอาไปลงทะเลนะ เอาไปเข้าป่านะ" (๒๓ ก.ย. ๒๕๒๕) “ยายก็นึกว่า ลงทะเลก็ลงทะเล เข้าป่าก็เข้า ขออย่าด่าไอ้ขี้ไต้ก็แล้วกัน" ยายก็ใช้ธรรมกายปัดลูกระเบิด ปาฏิหาริย์ธรรมกาย นับอสงไขยไม่ถ้วน เอาประเทศมาซ่อนไว้ในองค์พระ เอาสะพานพุทธ หัวลําโพง จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆ มาซ่อนไว้ในองค์พระ ให้พวกนั้นเห็นเป็นป่า เป็นแม่น้ำ เป็นทะเลบ้าง แล้วปัดลูกระเบิดไปลงที่ไม่มีคนอยู่” เรื่องนี้ปรากฏเล่ากันสืบมาว่า คนแถวสะพานพุทธมักจะเห็นแม่ชีลอยขึ้นไปปัดลูกระเบิด หรือบางคนบอกว่าเห็นเป็นมือใหญ่ๆ ปัดลูกระเบิด หนังสือพิมพ์สมัยนั้นลงข่าวอยู่บ่อยๆ ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนก็ยืนยันว่า มีหลายคนเห็นจริงๆmด้วยความที่เป็นงานเกี่ยวกับความ เป็นความตายของคนของบ้านเมือง คุณยายทำด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ แม้จะไม่หยุดพักรับประทานอาหาร พออิ่มคุณยายก็ รีบทำธรรมะละเอียดต่อ กวดขันตัวเองอยู่ เป็นประจำ คุณยายเล่าว่า "มีอยู่วันหนึ่ง ระเบิดลงที่วิหารวัดขุนจันทร์แหลกละเอียด ใครๆ ว่าระเบิดลง วัดปากน้ำทั้งนั้น เพราะช่วงนั้นระเบิดเฉียด วัดปากน้ำอยู่เรื่อยๆ ตอนนั้นเป็นเวลาเพล พอดี ๑๑ โมง ยายทานข้าวอิ่มใหม่ๆ ข้าว มันยังจุกแน่นอยู่ในท้อง เพิ่งเดินกลับไปนั่ง เข้าที่ได้ไม่นาน จิตมันยังไม่ละเอียดดี เพราะ เวลาปัดลูกระเบิดจะรบกับเขาต้องปาฏิหาริย์กาย ธรรมกายให้เต็มไปหมด ธรรมกายกาย เดียวไม่พอ สู้เขาไม่ไหว ต้องปาฏิหาริย์กายนับไม่ถ้วน ให้เต็มพรึบไปหมด นับอสงไขย โกฏิกายไม่ถ้วน จึงจะปัดลูกระเบิดได้ไม่งั้น สู้เขาไม่ได้ ปัดลูกระเบิดนี้ยังเป็นของไม่ยาก วิชชารบของหลวงพ่อยากและละเอียดลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่ใครจะทำได้ ต้องรู้เห็นธาตุ ต่างๆ สายต่างๆ สีต่างๆ ยายเอาใจจรดอยู่ใน ธรรมะทุกอิริยาบถ ใจยายอยู่ในตัวตลอดเวลา ไม่นึกอะไร นึกตั้งแต่ธรรมะอย่างเดียว ต้อง เอาใจใส่เหมือนแม่ไก่กกไข่ คอยกกไว้เรื่อยๆ จะทำอะไรก็ทำไปแต่รักษาใจไว้ให้ละเอียด ยายพยายามทำอย่างดีที่สุด ไม่ให้หลวงพ่อ ตำหนิยายได้ ยายกลัวหลวงพ่อมากกว่ากลัว ลูกระเบิดเสียอีก" (๖ ธ.ค.๒๕๒๓) “มีอีกคนหนึ่ง เป็นหัวหน้าทำวิชชา เวลาเสียงหวอมากลัวมาก ปัสสาวะราด มือถือดวงแก้วกายสิทธิ์ดวงหนึ่ง เอาลงไปส้วม ด้วย ตกใจมาก ทำแก้วหล่นในโถส้วม ต้องล้วงเอาขึ้นมา สมัยนั้นยายยังสาว ไม่เคยเห็น ว่าลูกระเบิดเป็นอย่างไร เลยไม่กลัวอะไรทั้งนั้น" (๒๓ ก.ย. ๒๕๒๕) “ลูกระเบิดครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์* หลวงพ่อวัดปากน้ำถามยายเพียง คนเดียว ยายเข้าไปดู แต่ยายไม่เคยเห็นลูกระเบิดหรอกนะว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ท่านถามว่า ถ้าลูกระเบิดนี้ลงประเทศไทยจะเป็น อย่างไร ยายตอบว่า พระนครจะราบเป็น หน้ากลอง ตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาก็ไม่มีเหลือเลย หลวงพ่อท่านเงียบ เรื่องนี้ถูกปิดเป็นความลับ แม้แต่พวกทำวิชชาด้วยกัน พระในวัดไม่มี ใครรู้เลย หลวงพ่อสั่งให้ลุงประยูร (มัคคทายกวัด) เก็บสมบัติสำคัญๆ ของวัดหมด ให้ออกไปจากวัด แล้วอีก ๗ วันค่อยกลับมา แล้วหลวงพ่อก็สั่งให้ปัดลูกระเบิดเต็มที่ สั่งให้ปัดใหญ่เลย ไปลงทะเลบ้าง ป่าบ้าง ญี่ปุ่น แพ้ ประกาศเลิกสงครามเลย ยายเอาจน สงครามเลิกได้” คุณยายเล่าให้ฟังว่า "ยายภูมิใจที่ปัดลูกระเบิด ให้ออกไป จากประเทศไทยได้ หลังจากนั้นหลวงพ่อ เรียกประชุมลูกศิษย์ ชมยายต่อหน้าที่ประชุม ว่า ลูกจันทร์นี้ เป็นหนึ่งไม่มีสอง" จำได้ชมครั้งเดียว หลวงพ่อไม่ค่อยชมใคร แต่ชมยาย” มาภายหลัง คุณยายก็ยังพูดว่า “สร้างวัดยังง่ายกว่าปัดลูกระเบิดอีกนะ" (๒๘ พ.ค. ๒๕๒๕) * ก็คือ ลูกระเบิดปรมาณู ๒ ลูก ที่ไปลงที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ สมัยสงครามโลก อาหาร, ยา, เสื้อผ้า ขาดแคลนมาก เศรษฐกิจตกต่ําทั่วโลก ผู้คนอพยพจากเมืองหลวง (กรุงเทพฯ) ออกไป ต่างจังหวัดกัน เพราะจุดที่ถูกทิ้งระเบิดจะ เป็นเมืองหลวง คนที่อยู่มักจะยากจนและไม่ รู้จะหนีไปไหนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อาหาร เลี้ยงพระ สามเณร คนในวัดขาดแคลน จึง แก้ปัญหา ด้วยการปลูกต้นมะละกอรอบวัด อาหารมื้อเช้าที่มีอยู่ทุกวัน คือ ข้าวต้ม กับ มะละกอดิบดองเค็ม และเต้าหู้ (บางที เรียกว่า จีนแดงบุกในสมัยนั้น) เป็นปี ๆ มะละกอที่ดองใช้ทุกส่วน คือ ลูก, ลําต้น, ก้านใบ, จนถึงราก พอสงครามเลิกมีผู้แอบ ตัดฟันต้นมะละกอทิ้งหมด เพราะกลัวว่า คุณยายท้วม (หัวหน้าแม่ชี ที่ดูแลอาหารพระ ทั้งหมด) จะทำเลี้ยงทั้งวัดต่อไปอีก [ สูตรมะละกอดอง (คุณแม่ท้วม หุตานุกรม วัดปากน้ำ) เอามะละกอดิบมาปอกเปลือกออก ให้หมด แล้วล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้น เล็ก ๆ สี่เหลี่ยมลูกเต๋าแล้วเอาไปตากแดดพอเหี่ยว เอามาคลึงกับเกลือป่นบนไม้กระดาน จนเข้าเนื้อดีแล้วทิ้งไว้ให้น้ำตกสักครู่ ต้มน้ำปลากับน้ำตาล ชิมรสดูออกรสเค็มหวาน นิด ๆ ตามชอบแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จึงเอา มะละกอใส่ลงไป เก็บไว้ประมาณ ๑ คืน นำมารับประทานได้ ]