ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตามหาพ่อ

คุณยายอาจารย์ · เดินไปสู่ความสุข ฉบับพิเศษ ปี46

PDF
"ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเอาตัวเสี่ยงชีวิตนี้ เพื่อต้องการบรรลุธรรมจะได้มาช่วยพ่อ บัดนี้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมแล้ว ขออานุภาพพระธรรมกาย จงบันดาลช่วยพ่อ ให้พ้นทุกข์ด้วยบารมีของข้าพเจ้าด้วยเถิด" ตามหาพ่อ เหตุการณ์ที่เล่าในเรื่องนี้ เป็นชีวิตตอนหนึ่งของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ลูกศิษย์หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้เขียนเป็นศิษย์คนหนึ่ง ของคุณยายอาจารย์ท่านนี้ ได้รวบรวมเรื่องเหล่านี้จากคําบอกเล่า ส่วนใหญ่จากถ้อยคําของท่านเอง เล่าให้ศิษย์คนโน้นฟังคนนี้ฟังบ้าง เป็นบางครั้งบางโอกาส การเขียนเรื่องนี้มิใช่นำครูอาจารย์มาโอ้อวด แต่ปรารถนาเพื่อให้เป็นกำลังใจต่อผู้ที่ต้องการ “เดินไปสู่ความสุข” ด้วยการปฏิบัติธรรม เป็นตัวอย่างของการสร้างสมบารมี เรื่องนี้อาจ ไม่มีความหมายสำหรับผู้ปรารถนาอยู่เป็นทาสโลก แต่เป็นของล้ำค่า สำหรับผู้ปรารถนาอยู่เหนือโลก คุณยายอาจารย์มีพื้นเพเป็นชาวนครชัยศรีโดยกำเนิดทั้งบิดา และมารดา มีพี่น้องร่วมท้อง ๙ คน ท่านเป็นคนที่ ๓ พ่อเป็นคนตั้งชื่อ ให้ว่า จันทร์ ชีวิตในครอบครัวราบรื่น แม่ไม่เคยขัดใจพ่อ พ่อเป็นคน นิสัยดี มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ ชีวิตของพ่อตรากตรำอยู่กับ งานหนัก ในฤดูทํานาและเก็บเกี่ยวข้าว พ่อทํางานตั้งแต่เช้า กระทั่งค่ำ พ่อสอนลูกๆ เสมอ ให้เป็นคนซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ให้ขยัน ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ คุณยายอาจารย์ จันทร์จึงติดนิสัยเป็นคนขยันขันแข็ง ทํางานแคล่วคล่องว่องไว อดทน แข็งแรง พ่อฝึกมาตั้งแต่เล็กให้ตื่นนอนแต่เช้า ช่วยต้อนควายไปนา หรือไม่ก็เข้าครัวจัดหาอาหารไปส่งพ่อที่ท้องนา คุณยายอาจารย์รักธรรมชาติในทุ่งกว้างเป็นชีวิต มีความรู้สึกอิ่มเอิบเป็นอิสระแก่ใจ ใน ยามที่มองทะเลข้าวอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ยามเช้ายามเย็น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหรือจรลับขอบฟ้า ดวงตะวันกลมโตสีแดงน่ารักนัก ในความรู้สึกเหมือนจะอยู่ไม่ไกล จึงคิดตามประสาเด็กๆ ว่า “วันหนึ่ง ข้างหน้าจะไปให้ถึงที่ดวงตะวันอยู่ให้จงได้” คิดล่วงหน้าไว้โดยไม่รู้ ตัวว่าในที่สุดก็ไปถึงได้แล้วจริงๆ พ่อมีนิสัยดียอดเยี่ยมอยู่ประการหนึ่งที่ลูกๆ เคารพกันนักหนา คือ แม้พ่อดื่มสุราทุกวัน วันละ ๑๐ สตางค์ในสมัยนั้น แต่พ่อไม่เคย กล่าวคําหยาบคายต่อลูกคนใด ไม่เคยโกรธแล้วแช่งด่าเหมือนคนเมา อื่นๆ เพราะถือว่า ปากของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าจะว่าสิ่งที่ไม่ดีอะไร ต่อลูก ลูกอาจจะต้องเป็นจริงไปตามนั้นได้ เพราะนิสัยอันเป็นความดี ยิ่งอันนี้ เหตุบังเอิญวันหนึ่งที่ทําให้คุณยายอาจารย์จะได้มาใช้ชีวิตใน ทางธรรมจึงได้เกิดขึ้น วันนั้น ประมาณ ๑ ทุ่ม ขณะนั้นคุณยายอาจารย์อายุประมาณ ๑๒ ปี พ่อดื่มเหล้าตอนเย็น ๑๐ สตางค์เหมือนเช่นเคย แล้วกลับมา นอนบนแคร์ในคอกควายตามหน้าที่ที่ต้องนอนเฝ้า ส่วนแม่และลูกๆ อยู่บนบ้าน ด้วยฤทธิ์สุรา พ่อก็นอนบ่นพึมพําไป ด้วยเรื่องต่างๆ ตามประสาคนเมา แม่คงจะ รำคาญ จึงส่งเสียงว่าแกมล้อเลียนลงไปว่า “เอ้า! ไอ้นกกระจอกอาศัยรังเขาอยู่” ถ้าเป็นครอบครัวอื่น การว่ากันเพียงแค่นี้ก็ไม่น่าขัดเคืองอะไรมาก แต่สำหรับชีวิตพ่อกับแม่ พ่อมีปมด้อย อยู่เพราะเป็นคนจนแม่รวยกว่ามาก การว่าอาศัยรังเขาอยู่จึงสะเทือน ใจนัก เกิดโทสะเหมือนงูถูกตีขนดหาง พ่อจึงได้ส่งเสียงถามขึ้นว่า “ลูกๆ ทุกคนได้ยินไหมว่าแม่ด่าพ่อ” สิ่งที่ได้รับคือความเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าตอบ แม้จะตะโกน ถามซ้ำอีกครั้งก็ไม่มีใครกล้าตอบ เสียงพ่อก็ยิ่งดังลั่นขึ้นทุกที จนในที่สุดคุณยายอาจารย์อดรนทนไม่ได้ เพราะเกรงว่าหาก พ่อโกรธมากขึ้น อาจจะขึ้นบันไดมาทุบตีแม่ ด้วยความเป็นห่วงแม่ จึง ทําให้พูดปดโพล่งออกมาว่า “พ่อๆ แม่เขาไม่ได้ว่าพ่อหรอก” เหมือนน้ำมันเชื้อเพลิงราดบนกองไฟ พ่อหันความโกรธมายัง ลูก ตวาดลั่นขึ้นทันทีว่า “ลูกทุกคนว่า แม่ไม่ได้ว่ากู ให้หูหนวกห้าร้อยชาติ” เสียงสาปแช่งนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางความรู้สึกนึกคิด ของคุณยายอาจารย์ คําของพ่อแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก พ่อไม่เคยสาป แช่งด่าว่าลูกเลย ครั้งนี้ลูกคนอื่นไม่ได้พูด ตัวเราพูดคนเดียว ชาติ ต่อๆ ไปเราคงหูหนวกแน่ จะทําอย่างไรดี.... ถ้าจะขอขมาโทษพ่อตอน นี้พ่อคงยิ่งโกรธใหญ่ จึงคิดเอาตามประสาเด็กที่เคยเห็นธรรมเนียม ชาวบ้านย่านนั้นเขาขอขมาใกล้ตายว่า..เราจะเอาไว้ขอขมาตอนพ่อ เจ็บใกล้ตายก็แล้วกัน ๒ ปี ต่อมาพ่อเจ็บกระเสาะกระแสะเรื้อรังด้วยโรคชรา ประมาณ ๑ ปี ลูกๆ ก็เปลี่ยนกันดูแลรักษาพยาบาล วันที่สิ้นใจลูกทุก คนอยู่ ยกเว้นคุณยายอาจารย์ผู้เดียวพายเรือออกไปทุ่งนาด้วยความ รู้สึกรับผิดชอบงาน เพื่อดูข้าวในนาที่กำลังเขียวชะอุ่มงามเต็มที่ในฤดู น้ำเดือน ๑๒ กลับมาถึงบ้านพ่อสิ้นลมแล้ว ลูกทุกๆ คนได้ทันขอขมา โทษ มีแต่ตนเองเท่านั้นมาไม่ทัน ความกลัวชาติต่อไปจะหูหนวกย้อนกลับมาจับใจอย่างหนัก หน่วงอีก ต่อจากนี้จะตามไปขอขมาพ่อที่ใดเล่า เกิดความว้าวุ่นใจสุด ประมาณ ไม่ทราบจะหันไปปรึกษาหาที่พึ่งที่ใดได้ ได้แต่ร้องไห้จนไม่มี น้ำตาจะร้อง ช่วยกันจัดการศพของพ่อตาม ประเพณีที่วัดข้างบ้าน คุณยายอาจารย์เฝ้าสวด มนต์อ้อนวอนขอให้พ่อมาเข้าฝันเพื่อจะได้ ขอขมาลาโทษ แต่ก็ไม่เคยได้เห็น ญาติผู้ใหญ่ ช่วยปลอบใจให้อุตส่าห์ทําบุญแล้วแผ่กุศลไป ให้พ่อบ่อยๆ พ่ออยู่ทางโน้นจะได้อนุโมทนา คําว่า “ทางโน้น” ทําให้คุณยายอาจารย์เฝ้าซักถาม คําตอบก็ เพียงว่า ทําดีก็ได้ไปอยู่สวรรค์ ทําชั่วก็ต้องตกนรก คุณยายได้แต่ รำพึงกับตนเองว่า สวรรค์และนรกอยู่ที่ไหนกัน ทําไมจะรู้ได้ว่าพ่ออยู่ ที่ใดทําอย่างไรจึงจะได้พบ ความคิดเหล่านี้ได้วนเวียนข้องใจไม่มีเวลา ไว้คิดเรื่องอื่น จนอายุย่างเข้าสู่วัยสาว คุณยายอาจารย์เล่าว่าเมื่อสมัยท่านเป็นสาวนั้น มีนิสัยพิเศษ ที่สังเกตตัวเองได้ว่าไม่เหมือนหญิงสาวอื่นๆ แม้จะมีชายหนุ่มสนใจ แต่ท่านไม่มีความสนใจเรื่องเพศตรงข้ามเลย จิตใจวางเฉย เห็นใคร ในวัยเดียวกันมีเหย้าเรือนไปอย่างใดก็ไม่รู้สึกยินดี กลับรู้สึกสงสารว่า ไม่น่าจะต้องเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวของตนเองบ้างก็หลบเลี่ยงต่างๆ นานาจนพ้นมาได้ นับเป็นลักษณะพิเศษจากคนทั่วไป ประการที่ ๑ นอกจากนั้นที่เป็นนิสัยพิเศษอีก คือ ความมักน้อยไม่ ปรารถนาทรัพย์สมบัติแม้การช่วยครอบครัวทํานาแทนพ่อ ทําให้แม่ และพี่ๆ ตอบแทนด้วยการซื้อเครื่องประดับเป็นทองคําชนิดต่างๆ ให้ คุณยายอาจารย์ก็ไม่เคยยินดี คงให้แม่เก็บไว้โดยไม่คิดจะสนใจนำมา ตกแต่งไม่ว่าจะเป็นเวลาปรกติหรืองานเทศกาลใด ความคิดหมกมุ่นที่ รบกวนจิตใจ และไม่สามารถระบายความทุกข์นั้นให้ใครๆ ฟังได้ คือพ่ออยู่ที่ไหน ทําอย่างไรเราจึงได้พบพ่อมิฉะนั้นเราคงจะหู หนวกห้าร้อยชาติแน่ ปีพุทธศักราช ๒๔๘๐ คุณยายอาจารย์ดีใจที่สุดเมื่อมีคนเล่า ให้ฟังว่า หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ค้นพบวิธีปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย รู้เห็นในข้อสงสัยต่างๆ แม้นรกสวรรค์ก็สามารถไปดูได้ พอได้ฟัง ข่าวก็แทบจะไปวัดปากน้ำให้ได้ในวันนั้น แต่การหาวิธีออกจากบ้าน ไม่ใช่ของง่ายจะร่ําลาแม่โดยบอกว่าจะไปปฏิบัติธรรมแม่คงไม่ยอมใครๆ ก็คงจะไม่เข้าใจ เพราะคนวัยเดียวกันไม่มีใครสนใจเรื่องอย่างนี้ ต้อง คอยจังหวะเวลาอยู่จนถึง 5 ปี จึงได้อ้างว่าจะไปอยู่กับน้าที่กรุงเทพฯ เพื่อหางานทํา ถ้าแม่จะเฉลียวใจสักเล็กน้อยแม่คงจะสงสัยเพราะคุณ ยายอาจารย์ลาแม่และพี่น้องด้วยการออกปากยกทองรูปพรรณ ทั้งหมดให้ ตลอดจนที่ดินมรดกก็ไม่ขอมีสิทธิ์ในส่วนแบ่ง ความมัก น้อยของคุณยาย นับเป็นลักษณะพิเศษจากคนทั่วไป ประการที่ ๒ แม้จะมองเห็นแม่บังเกิดเกล้าน้ำตา อาบหน้า หันหน้าหนีเข้าฝาเรือนสะอึก สะอื้นให้เมื่อลูกกราบลา ไม่ใช่คุณยาย อาจารย์จะไม่รักแม่ แต่อำนาจของความ ปรารถนาในการปฏิบัติธรรมเพื่อตามหาพ่อนั้น แรงกว่ามาก ทําให้หักใจถือห่อผ้าลงเรือนได้ไม่เหลียวหลัง มีแต่เงินที่ แม่หยิบให้ ๒ บาทเท่านั้นติดตัวมา ลักษณะความเด็ดเดี่ยวปรากฏ อย่างชัดเจนออกมา นับเป็นลักษณะพิเศษจากคนทั่วไปประการที่ ๓ การจะเข้าไปอยู่ในวัดปากน้ำ ไม่ใช่จะตรงเข้าไปอยู่ได้ง่ายๆ คุณยายอาจารย์ต้องอาศัยบ้านคนรู้จักกันอยู่ก่อน โดยทํางานให้ยิ่ง กว่าลูกจ้าง ทํางานบ้านให้ทุกชนิด ขณะเดียวกันก็หาทางรู้จักผู้ที่ไป ปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำ รอเวลาจนประสบโอกาสเหมาะ จึงเข้าไปอยู่ ในวัดได้ ด้วยความช่วยเหลือของ อุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น ผู้ที่ คุณยายอาจารย์ถือเป็นผู้มีบุญคุณยิ่ง ด้วยความกตัญญ ตลอดชีวิตที่ อยู่ร่วมกันท่านปฏิบัติตนเองต่ออุบาสิกาผู้เป็นครูด้วยความเหมาะสม ทุกประการ บางครั้งก็เป็นศิษย์ บางครั้งก็เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง จนถึงเวลาที่อุบาสิกาทองสุขถึงแก่กรรม ศิษย์หลายๆ คนของคุณยายอาจารย์ จะยืนยันคุณธรรมที่ เด่นชัดเป็นประการที่ ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ความกตัญญูกตเวที ของท่านที่มีต่ออุบาสิกาทองสุกตอนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งที่มดลูกในยามท้ายของชีวิต เพราะหลายๆ คนได้เห็นการปรนนิบัติที่ท่านมีต่อ อุบาสิกาผู้เป็นครู อดหลับอดนอนอยู่รักษาพยาบาล น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำเหลือง ที่ไหลเลอะ พร้อมทั้งกลิ่นอันรุนแรง ไม่ทําให้คุณยาย อาจารย์รังเกียจ พยาบาลใกล้ชิด จนตัวเองมีกลิ่นเหม็นนั้นติดตัว เพราะ ความสำนึกในพระคุณที่คนเจ็บได้เป็นผู้ชักนำให้ถึงธรรมเหนือกว่า ความรู้สึกในความรังเกียจ ด้วยความคิดที่จะตอบแทนบุญคุณให้ถึงที่ สุดจึงได้ลืมสุขภาพของตนเอง กินนอนไม่เป็นเวลา จนร่างกายผอมลง เมื่ออุบาสิกาทองสุกบอกว่า “แม่จันทร์ ฉันเห็นพระลอยมาเยี่ยมเต็ม ไปหมดแล้ว” อันเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งที่ไม่มีเงินเลย ท่านก็ได้ ใช้ปฏิภาณขอความร่วมมือจากศิษย์ จัดงานศพเป็นงานใหญ่สม เกียรติครูบาอาจารย์ของท่าน จากนั้นท่านก็ล้มเจ็บด้วยโรคหลายอย่าง เป็นหนักมากแทบเอาชีวิตไม่รอด เพราะสุขภาพทรุดโทรมในระหว่าง การดูแลรักษาพยาบาลอาจารย์ ลักษณะประการที่ ๕ คือ ความเป็นคนไม่มีความกังวลใน ระยะเจ็บป่วย บรรดาศิษย์พากันระส่ําระสายเพราะขาดที่พึ่ง หลายๆ คนหายหน้าไปไม่เข้าวัดคุณยายอาจารย์เองก็รักษาตัวอยู่บ้านศิษย์ผู้หนึ่ง มีผู้บอกให้ท่านมาอยู่ที่วัดเพื่อรวบรวมศิษย์มิให้กระจัดกระจาย ท่าน กลับไม่เดือดร้อน วางจิตเป็นอุเบกขา บอกแต่ เพียงว่า “ไม่มีอะไรกังวล ใครจะไม่มา ปฏิบัติธรรมอีกก็ตามใจ คนอื่นๆ ยังมีอีกมาก ธรรมะเป็นสิ่งทรงคุณค่า คนรู้ค่าต้องมาหาธรรมะเอง ธรรมะ ไม่ใช่ของราคาถูก จะได้เอาใส่กระจาดออกกระเดียดขาย” ขอย้อนกล่าวถึงความพากเพียรเสาะหาหนทางเข้าปฏิบัติ ธรรมของคุณยายอาจารย์โดยละเอียดสักเล็กน้อย เพราะอาจจะเป็น ประโยชน์ต่อผู้มีจิตใจประเภทเดียวกัน ได้ถือเป็นตัวอย่างไม่ย่อท้อ คุณยายอาจารย์ออกจากบ้านมาพํานักอยู่บ้านญาติในจังหวัดพระนคร ใช้เวลาอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง เพื่อสืบเสาะให้ทราบว่ามีบ้านใดที่คนในบ้าน ไปทําบุญที่วัดปากน้ำ เมื่อแน่ใจดีแล้วก็ลาญาติ ขอสมัครเข้าอยู่ใน บ้านคุณนายผู้หนึ่ง ที่บ้านแห่งนั้นตอนเย็นเวลาประมาณ ๑ ทุ่มถึง ๒ หรือ ๓ ทุ่ม มีศิษย์วัดปากน้ำท่านหนึ่งคือ อุบาสิกาทองสุก สำแดงปั้น มาสอนการปฏิบัติธรรมให้ผู้ที่สนใจอยู่เป็นประจำ คุณยายอาจารย์ขอ อยู่ในบ้านนี้ โดยทํางานบ้านทุกอย่างให้ เพื่อจุดมุ่งหมายอย่างเดียวคือ เมื่อถึงเวลาอุบาสิกาผู้นั้นมาสอน คุณยายอาจารย์ก็ขออนุญาต เจ้าของบ้านเรียนด้วย เจ้าของบ้านผู้มีจิตศรัทธาในเรื่องนี้อยู่แล้วจึงเต็มใจอนุญาต การเรียนเริ่มแรกคงเหมือนกันกับที่ผู้อื่นเรียน คือ ภาวนาด้วย คําว่า “สัมมาอะระหัง” พร้อมกับนึกนิมิตเป็นลูกแก้ว หรือองค์ พระพุทธรูปแก้ว อยู่ที่ศูนย์กลางกาย การฝึกหัดเริ่มแรกค่อนข้างยาก เมื่อหลับตาลงความกังวลใจต่างๆ เรื่องการงาน เรื่องคิดถึงแม่ที่ นครชัยศรี คิดถึงท้องทุ่งกว้างก็เข้ามารบกวนอยู่บ่อยๆ เมื่อนึกถึงคํา ที่ครูสอนไว้ว่า “ความกังวลเป็นศัตรูสำคัญของสมาธิ” รวมกับความ ปรารถนาอันรุนแรง เพื่อให้ได้พบพ่อ ทําให้คุณยายอาจารย์เพิ่มความ เพียรตั้งใจปฏิบัติเอาจริงหลับตาแน่น ตั้งใจภาวนา จะให้เห็นนิมิตด้วย ตาเนื้อให้ได้ ซึ่งการทําอย่างนี้ไม่เป็นผลทําให้มึนศีรษะวิงเวียน หงุดหงิด ทําอย่างนี้อยู่เป็นเดือนก็เห็นแต่ความมืดไม่มีความสว่างอย่างใดปรากฏ ท่านผู้เป็นครูเมตตาช่วยเหลือแก้ไขใหม่ สอนว่า ทําใจเฉยๆ เรื่อยๆ กำหนดบริกรรมนิมิตกับบริกรรมภาวนาเรื่อยไป อย่าให้มี กังวลอยากจะเห็นเร็วๆ พยายามอย่าข่มใจ อย่าเกร็งตัว อย่ากด ลูกนัยน์ตา เมื่อไม่เห็นก็อย่าเสียใจ เมื่อเห็นก็อย่าดีใจเกินไป เพราะนิมิตที่ได้ใหม่ๆ จะหายไป เมื่อเข้าใจดีแล้วก็ลองปฏิบัติใหม่ โดย เริ่มทําใจเฉยๆ อย่างที่อุบาสิกาทองสุกแนะนำ แต่ก็อดที่อยากจะเห็นเร็วๆ ไม่ได้ คิดอยู่ เสมอว่าถ้าเห็นเมื่อไรแล้วจะต้องไปพบพ่อ ให้ได้ เมื่อมีความอยากมากเข้า ก็เหมือนกับวิ่งตามเงา คิดท้อแท้ใจเหลือเกิน อีกใจหนึ่งก็คิดว่าบุญเรามีไม่พอ จึง ไม่อาจจะเห็นธรรมได้ คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา ธรรมะมีจริงทําไมไม่ เห็น อุบาสิกาทองสุกให้ความกระจ่างทีละน้อยๆ ธรรมะเป็นของมีจริง แต่ตัวเรายังดีไม่จริง ให้ค่อยทําค่อยไป ถูกส่วนเมื่อไรจะเห็นเอง จึง นั่งปฏิบัติธรรมเรื่อยไปหวังจะให้ถูกส่วน มุ่งให้ใจหยุดอยู่ที่ศูนย์กลาง กายฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ๒ นิ้ว ตั้งอกตั้งใจมองหาจุดศูนย์กลางกาย ว่าอยู่ตรงไหนบังคับใจให้หยุดให้ได้ ความจริงขณะนั่งปฏิบัติธรรมใจ ไม่ฟุ้งซ่านวอกแวกไปทางไหนแล้วกำลังอยู่ภายในกาย คิดอยู่อย่าง เดียวคือหาฐานอันเป็นที่ตั้งของใจ ผลที่ได้รับคือความเหน็ดเหนื่อย เหมือนกับทํางานหนักๆ หายใจไม่ค่อยสะดวก ได้ทราบภายหลังจาก อุบาสิกาทองสุกว่า ใจของเราเป็นของละเอียดไม่ใช่ของหยาบ จะ บังคับให้หยุดย่อมเป็นไปไม่ได้แม้ว่าใจเราจะไม่วอกแวกไปทางไหนก็ตาม “ใจของเราต้องใช้วิธีตะล่อมทีละเล็กละน้อย เมื่อใจยอมก็หยุดเอง อุปมาเหมือนเราจะจับไก่เข้าเล้า ใจเรามุ่งจะจับไก่ ไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่น ถ้าเราวิ่งพรวดพราดเข้าไปจับ ไก่ก็จะบินหนี เราจะไม่ได้ตัวไก่ เสียแรงเปล่าๆ แต่ถ้าหากเราค่อยๆ ตะล่อมเรียกไก่เข้ามาไก่ก็จะ เชื่องและยอมให้เราจับได้โดยง่าย ฉันใดก็ฉันนั้น เราจะบังคับด้วย กำลังมุ่งอยู่ที่เดียว เพ่งแรงเกินไป ใจหยุดได้ยาก แต่ถ้าค่อยๆ ภาวนา ประคับประคองนิมิต แม้เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง แจ่มบ้างไม่แจ่มบ้าง ใน ที่สุดใจจะรวมตัวแล้วหยุดในที่ตั้งของใจเอง การใช้กำลังเป็นเรื่องของ คนหยาบหาปัญญามิได้ ธรรมะเป็นของเยือกเย็น ต้องทําใจของ เราให้เย็นจึงจะเหมาะกับการเรียนธรรมะ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องก็คือทําใจของเราให้เพียงแต่รู้สึกเฉยๆ ว่าใจเราอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ควรรู้มากกว่านี้ อย่าคาดคะเนล่วง หน้าว่าต้องเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง” เมื่อเข้าใจถึงขั้นนี้คุณยายอาจารย์ก็ลองปฏิบัติใหม่ อุปสรรค ต่างๆ ก็ยังไม่หมดสิ้นไป ภาพนิมิตเก่าๆ มักจะผุดขึ้นมาให้เห็นเสมอ บางครั้งก็เป็นภาพสิ่งที่เราไม่ต้องการ อุบาสิกาทองสุกต้องสอนต่อไป อีกว่าไม่ควรเอาใจใส่ในนิมิตนั้น จะเกิดขึ้นก็ให้เกิดไป ให้เฝ้ามอง ศูนย์กลางกายเสมอ มองอย่างมีสติว่า สิ่งที่เราต้องการก็คือใจหยุด เมื่อเราไม่สนใจหนักเข้า ภาพเหล่านี้จะหายไปเอง อุปมาเหมือนแขกมาเยือนบ้านเราเป็น เจ้าของบ้าน ไม่ยอมเอาใจใส่เขา เขาก็จะ ต้องเก้อเขินกลับไป ด้วยความตั้งใจอันเข้มแข็งไม่มี ย่อท้อของคุณยายอาจารย์แม้ไม่เห็นอะไรก็ไม่หมดความพากเพียรมานะพยายาม แม้จะต้องใช้เวลาเพียรไปจนสิ้นชีวิตก็ยินดี เมื่อปฏิบัติติดต่อกันจากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จิตใจก็ หน่วงเหนี่ยวเอาธรรมะเป็นอารมณ์ แรกๆ ก็ปฏิบัติตอนที่ว่างจากงาน แต่เมื่อเคยชนหนักเข้า เวลาทํางานก็ภาวนา ปฏิบัติธรรมไปด้วยจน ครบถึง ๒ ปี ขณะภาวนากำหนดนิมิตอยู่จึงเห็นดวงกลมใสสว่างลอย นิ่งขึ้นมาตรงศูนย์กลางกาย เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งทั้งลืมตาหลับตาอยู่ ๒-๓ วันจึงได้บอกอุบาสิกาผู้เป็นครู อุบาสิกาทองสุกจึงสอนให้มอง เข้ากลางดวงกลมใสสว่างนั้นจะเห็นตัวเอง เมื่อคุณยายอาจารย์มอง ตามก็เห็นตัวเองชัดใสอยู่ ท่านผู้เป็นครูจึงสอนต่อไป ให้มองดูกายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียดที่ซ้อนกันอยู่ข้างใน เป็นชั้นๆ เข้าไป แล้วจึงให้มองดูกายธรรมโคตรภูท่านเกิดความคิดมาว่า “เราได้เห็นธรรมะแค่นี้ยังทําให้ใจสบายถึงเพียงนี้ แม้ใครจะ เอาทองคํามาให้มีน้ำหนักเท่าตัวเรา แล้วขอซื้อเอาธรรมะไปไม่ให้เรา เห็นอีกเราก็ไม่ยอม เรารู้แล้วว่าไม่มีอะไรช่วยได้ มีอยู่ทางเดียวคือ ธรรมะนี้เอง” คุณยายอาจารย์เกิดความรักธรรมะขึ้นจับใจ เมื่อได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นนี้ คุณยายอาจารย์ก็ระลึกถึงพ่ออีก ตามเคย จึงบอกอุบาสิกาทองสุก อุบาสิกาทองสุกจึงแนะนำอุปเท่ห์ให้ เข้าสมาบัติด้วยวิชชาธรรมกาย เมื่อจิตละเอียดดีแล้วก็ทําใจให้หยุด ให้นิ่งเฉย ให้กายทุกกายซ้อนอยู่ในองค์ธรรมกาย แล้วอธิษฐานจิตขอ พบพ่อ พอเข้าธรรมกายถูกส่วนรู้สึกว่า กายเบา ลอยล่องสงบอยู่ ณ ที่เวิ้งว้างเป็นทะเลเพลิงที่ กำลังลุกโชติช่วง ชั่วครู่หนึ่งไฟที่กำลังโหม อย่างร้อนแรงก็ค่อยๆ มอดลง ขณะ เดียวกันรัศมีของธรรมกายเปล่งสว่างจ้า เห็นสภาพต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ปรากฏเห็นภาพของสิ่งมีชีวิตมากมาย รูปร่างต่างๆ กัน บ้างก็เป็นสัตว์ บ้างก็เป็นคน บ้างก็ตัวเป็นคนหัว เป็นสัตว์ บ้างก็หัวเป็นคนตัวเป็นสัตว์ บ้างก็อยู่ในเครื่องทัณฑ์ทรมาน เห็นพ่อแล้วรูปร่างหน้าตาของพ่อไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่พ่อดูซูบผอม ใบหน้าหมองคล้ำเหมือนคนที่กำลังมีทุกข์ พ่อตกนรกเพราะเมื่อมีชีวิต อยู่พอดื่มสุรามาก ซื้อสุราดื่มวันละ ๑๐ สตางค์ (๑๐ สตางค์ใน สมัยนั้นซื้อสุราได้เป็นขวด) นอกจากนั้นพ่อได้เคยฆ่าสัตว์ ออกไป ท้องนาก็จับกบ หอย ปู ปลาอยู่เป็นประจำ บางครั้งก็เชือดไก่ที่ เลี้ยงไว้ เคยถามพ่อว่า “พ่อฆ่าสัตว์ไม่กลัวบาปหรือ” พ่อบอกว่า “ฆ่า เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพไม่ได้เอาไปค้าขายที่ไหนถึงวันพระพ่อก็ไปทําบุญ คิดว่าบาปคงจะหายไป” แต่ได้มาเห็นแล้วบาปของพ่อยังอยู่ พ่อกำลังถูกทรมานชดใช้บาป พ่อบอกว่าเมื่อใกล้จะละโลกพ่อเห็นนิมิตที่ เคยทําบาป จิตจึงกระวนกระวายและเกาะอยู่กับนิมิตนั้นพ่อจึงถูกนำ มาที่นี่ พ่อวิงวอนขอความช่วยเหลือน้ำตานองหน้าสงสารพ่อเหลือเกิน ไม่รู้จะช่วยพ่อได้อย่างไร เปรียบเสมือนพ่อกำลังจะจมน้ำ ตัวเองก็ ว่ายน้ำไม่เป็น ช่วยพ่อไม่ได้ จึงร้องไห้ออกมา จนอุบาสิกาทองสุก ถามขึ้น ก็บอกไปตรงๆ ว่าพ่อกำลังตกนรกเพราะดื่มสุรา อยากจะ ช่วยพ่อให้พ้นทุกข์ แต่ก็จนปัญญา อุบาสิกาทองสุกแนะขณะยังอยู่ใน สมาธิให้อธิษฐานเรียกบุญบารมีที่ได้บรรลุถึงธรรม อาราธนา พระธรรมกายช่วยพ่อ คุณยายอาจารย์จึงอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเอาตัวเสี่ยงชีวิตนี้เพื่อต้องการ บรรลุธรรมจะได้มาช่วยพ่อ บัดนี้ข้าพเจ้าบรรลุธรรมแล้ว ขอ อานุภาพพระธรรมกายจงบันดาลช่วยพ่อให้พ้นทุกข์ด้วยบารมี ของข้าพเจ้าเถิด” พอขาดคําก็ได้ยินเสียงพระธรรมกายกังวานก้องบอกให้พ่อรับ ศีล พ่อยกมือพนมสมาทานศีลจนจบแล้ว พระ ธรรมกายก็ให้พ่อระลึกถึงบุญที่เคยทําไว้ขณะ ที่เป็นมนุษย์ ด้วยอานุภาพของพระธรรม กายและบุญของพ่อที่เคยทําตามประสา ชาวบ้านนอก ทันใดนั้นกายของพ่อเบาและลอยสูงขึ้นๆ ติดตามธรรมกายของคุณยายอาจารย์ ผ่านสวรรค์ชั้นต่างๆ พ่อทําบุญไว้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน พ่อไปได้ถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มี วิมานหลังเล็กเก่าคร่ําคร่า ไม่สุกใสงดงามเหมือนวิมานของเทพองค์ อื่นๆ พระธรรมกายบอกพ่อว่า วิมานที่ไม่สุกใสเป็นเพราะขณะที่พ่อ เป็นคน วัดก็เข้าเหล้าก็กิน บุญก็ทํากรรมก็สร้างฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อ เอามาทําบุญ พระธรรมกายสอนให้พ่อภาวนา “สัมมาอะระหัง” ดู กายของพ่อผ่องใสขึ้นมากต่างกับขณะอยู่ในนรก กายของพ่ออยู่ใน สภาพทิพย์ อยู่วิมานชั้นดาวดึงส์ ความเป็นทุกข์ที่อยากจะรู้ว่าพ่ออยู่ที่ไหน พ่ออยู่อย่างไรก็ หมดสิ้นไปแล้ว การได้ช่วยพ่อก็เหมือนขอขมาโทษ ได้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง คนในโลกเมื่อเกิดมาก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ที่สุด ก็ต้องตายจะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย แม้แต่สังขารร่างกายเราก็ ทับถมสลายไปในดิน สมบัติต่างๆ ของมนุษย์เหมือนของขอยืม ไม่ใช่ ของเรา เพราะตายไปแล้วเอาติดตัวไปไม่ได้ สิ่งที่จะเอาติดตัวไปได้ และเห็นได้ชัดด้วยตาธรรมกายคือ บุญและบาป เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าปลงได้ถึงขั้นนี้จะเห็นว่า ไม่มีอะไรดีกว่าการกระทําให้ถึงที่สุดแห่ง กองทุกข์ การขจัดทุกข์ให้หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิงก็มีทางเดียว คือ ถือ เพศพรหมจรรย์ขอบวชเพื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์ สร้างสมทางบุญเอา ติดตัวไปให้ได้มากๆ การเข้าวัดคนในโลกทั่วไปเห็นกันว่าเป็นเรื่องของ คนเฒ่าคนแก่ แต่คุณยายอาจารย์เห็นว่าอายุ ๒๙ ปี ของท่านสมควร แล้วที่จะสละฆราวาสวิสัย เมื่อได้เห็นธรรมะแล้ว ความเด็ดเดี่ยวเกิดขึ้นในใจว่า “จะ ต้องออกจากบ้านโดยเด็ดขาด จะไม่ยอมให้มีอะไรมายับยั้ง” จึงได้ ปรึกษากับอุบาสิกาทองสุก ด้วยความช่วยเหลือของอุบาสิกาผู้เป็นครู จึงได้ลาคุณนายเจ้าของบ้านในวันพฤหัสบดี ตอนบ่ายวันนั้นเมื่อหลวง ปู่วัดปากน้ำออกสอนธรรมะ อุบาสิกาทองสุกได้พาคุณยายอาจารย์ เข้ากราบฝากตัว หลวงปู่พูดทักคําแรกว่า “มึงมันมาช้าไป แล้วให้ส่งตัว เข้าในสถานที่ค้นวิชชาชั้นสูงทันที โดยไม่ต้องผ่านการทดสอบปฏิบัติ ธรรมเหมือนคนอื่นๆ คืนนั้นอุบาสิกาทองสุกจึงโกนผมให้ รุ่งเช้าก็ได้ เปลี่ยนเพศเป็นอุบาสิกา เมื่อเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ การเรียนธรรมะขั้น สูงก็เริ่มง่ายขึ้น หลวงปู่สอนให้รู้จักขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑๒ ด้วยเหตุที่ไม่รู้ หนังสือจึงต้องอาศัยความรู้ที่เกิดจากการเห็นเท่านั้น ยิ่งทํายิ่งรู้ ยิ่งดูยิ่งเห็น ในที่สุดวิชชาธรรมกายก็แตกฉานสุด จะประมาณ หลวงปู่ถามเกี่ยวกับธรรมะเป็นตอบได้ทุกข้อ ท่านถึงกับ ออกปากชมว่า “เป็นหนึ่งไม่มีสอง” คําชมของหลวงปู่กล่าวในที่ประชุม จึงเป็นความภูมิใจอย่างเหลือล้น คุณยายอาจารย์เล่าถึงความสนุกสนานในการเรียนวิชชา ธรรมกายขั้นสูงจากหลวงปู่ ล้วนแต่เป็นความรู้ที่น่ามหัศจรรย์ ซึ่งไม่ สามารถเล่าสู่กันฟังเป็นที่เปิดเผยได้ด้วยยังไม่ถึงเวลาอันสมควร มีอยู่หลายเรื่องที่คุณยายอาจารย์เล่าแล้วพวกเราลูกศิษย์ตื่น เต้นกันมาก เช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงปู่ช่วยประเทศชาติ ศาสนา อย่างเต็มที่ด้วยวิชชาธรรมกาย ในขณะนั้นหลวงปู่มีศิษย์ที่ เชี่ยวชาญวิชชาธรรมกายเป็นพระภิกษุประมาณ ๓๐ รูป เป็น อุบาสิกาประมาณจำนวนเท่ากัน หลวงปู่รู้การมาโจมตีของเครื่องบิน ข้าศึกด้วยอำนาจทางสมาธิจิต แล้วให้ศิษย์ธรรมกายทั้งหมดของท่าน ช่วยกันปัดลูกระเบิดลงทะเลบ้าง แม่น้ำบ้าง ปาฏิหาริย์ซ่อนประเทศ ซ่อนเมือง ซ่อนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ บังตาให้เห็นเมืองเป็นป่า ให้ มองเห็นที่รกร้างไม่มีคนเป็นเมือง หลวงปู่คุมการทํางานนี้ด้วยตนเอง ทั้งวันทั้งคืน ด้วยอำนาจทางสมาธิจิตอันแรงกล้าของศิษย์ธรรมกาย จึงเป็นที่เล่าลือกันในสมัยนั้นว่า ชาวบ้านมองเห็นด้วยนัยน์ตาจริงๆ ว่า ตอนเรือบินข้าศึกมาทิ้งระเบิด มีแม่ชีวัดปากน้ำเหาะขึ้นไปปัดลูกระเบิด และไม่ใช่มีผู้เห็นเพียงคนเดียวหรือสองคน แต่ได้พากันเห็นเป็น จำนวนมากจนหนังสือพิมพ์เอาไปลงเป็นข่าวอยู่หลายครั้ง คุณยายอาจารย์ได้รับการอบรมธรรมะจากหลวงปู่มากพอสมควร หลวงปู่ก็ขอร้องให้ช่วยสอนธรรมะแก่ผู้อื่น ท่านว่าถ้าไม่สอนแล้วจะ ไปนั่งนิพพานองค์เดียว ในใจก็คิดว่าองค์เดียวก็องค์เดียว คนไม่รู้ หนังสือจะไปสอนใครได้ ถ้าเขาไล่ปัญหาธรรมะเกี่ยวกับปริยัติคงจะ ต้องติดขัด อีกประการหนึ่งธรรมะเป็นของลึกซึ้ง ละเอียด รู้ตามได้ยาก เห็นได้ยาก ไม่ใช่วิสัยของการนึกคิดคาดคะเนเอา เป็นเรื่องที่ต้องรู้ ต้องเห็นด้วยตาของตนเองจึงจะเข้าใจ กระนั้นด้วยความที่ไม่เคยผิดระเบียบวินัย กับความเคารพใน ครูอาจารย์ แม้จะไม่เต็มใจสอน แต่เมื่อหลวงปู่ออก คําสั่ง ก็รับปฏิบัติ ความเคารพครูอาจารย์และ เคร่งครัดในวินัยนั้น ท่านปฏิบัติมาสม่ําเสมอ ไม่มีด่างพร้อยตลอด ๓๐ ปีเศษ นับเป็นลักษณะ พิเศษประการที่ ๖ ไม่ใช่เรื่องการเคร่งครัดตรงต่อระเบียบวินัยเท่านั้น แม้แต่เวลา ท่านก็ตรงต่อเวลาจนราวกับว่าท่านเป็นนาฬิกาเสียเอง ถึงเวลาใดทํา อะไร จะปฏิบัติตรงสม่ําเสมอไม่ผิดพลาด ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ถึงจะ เจ็บไข้ก็ไม่ยอมแพ้ ปฏิบัติหน้าที่ไปทั้งไม่สบายอย่างนั้น ถ้าเป็นมากลุก ไม่ไหวก็นอนออกคําสั่ง ไม่มีย่อท้อ การสั่งสอนอบรมศิษย์ท่านทําด้วยความเมตตา แม้ตนเองจะ ไม่มีลูก แต่จากการอบรมนั้นแสดงความหวังดีเสียยิ่งกว่าศิษย์ทุกคน เป็นลูก บิดามารดาของชาวโลกถึงจะห่วงใยบุตรธิดามากเท่าใด ก็ ห่วงกันได้เพียงชีวิตเดียวนี้ แต่คุณยายอาจารย์ห่วงลูกศิษย์นั้นห่วงทั้ง ชาติปัจจุบันและอนาคตชาติต่อๆ ไป ท่านจะเน้นและกระตุ้นให้ศิษย์ ทุกคนฝักใฝ่ในการทําความดีอย่างไม่มีที่หยุดที่พอ ให้พยายามละ กิเลสโดยชี้แจงอย่างละเอียดลออ ซึ่งบางครั้งชาวโลกจะเห็นเป็นของ ธรรมดา แต่ท่านเอามาแจกแจงจนเราซาบซึ้งใจว่า นั่นแหละเป็นกิเลสอย่างละเอียดทีเดียว ความมหัศจรรย์ที่น่าคิดอีกประการคือ คุณยายอาจารย์ไม่มี ความรู้ทางโลกเลย เดือนหนึ่งปีหนึ่งจะออกนอกที่พักแทบจะนับครั้งถ้วน แต่ถ้าศิษย์คนใดมีปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว หรือ เรื่องราชการ ซึ่งบางครั้งผู้เป็นเจ้าของเรื่องหาทางออกไม่ได้ ถ้า กราบเรียนปรึกษาท่านจะไม่มีใครผิดหวังจากคําแนะนำนั้นสักครั้งเดียว จะต้องได้รับผลสำเร็จอย่างมหัศจรรย์ทุกคราว โดยเฉพาะถ้าเป็น ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว สุดที่จะกล่าวชมปฏิภาณของท่านได้ แต่เดิมด้วยคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ทางหนังสือ การสอนผู้อื่น คงลําบาก เพราะความรู้ที่มีอยู่ได้จากภาคปฏิบัติล้วนๆ จึงไม่คิดจะ สอนใคร ครั้นรำลึกถึงคําสั่งครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ที่ให้ไว้ว่า ให้ช่วย กันเผยแผ่วิชชาธรรมกายของพระพุทธองค์ คุณยายอาจารย์จึงต้อง รับหน้าที่อบรมสั่งสอนผู้ใฝ่ธรรมตลอดมา ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เมื่อตอนที่คุณยายอาจารย์พบกับหลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบ หลวงพ่อมาขอคุณ ยายอาจารย์บวช คุณยายอาจารย์ก็บอกว่า ให้ไปเรียนมาให้จบเสียก่อนแล้วจะบวชให้ หลวงพ่อธัมมชโยซึ่งตอนนั้นคือ นายไชยบูลย์ สุทธิผล ก็ไปเรียน สอบเข้าเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ ก็เพียรมานั่งธรรมะ ปฏิบัติธรรมกับคุณยายอาจารย์สม่ําเสมอ คุณยายอาจารย์เห็นว่าเป็น คนเอาจริง จึงได้เมตตาสั่งสอนธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งให้ ซึ่งต่อมาก็ ได้พาลูกศิษย์ลูกหามาปฏิบัติธรรมกับคุณยายอาจารย์อีกมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ นายเผด็จ ผ่องสวัสดิ์ ปัจจุบันคือหลวงพ่อทัตตชีโว ต่อมาเมื่อหลวงพ่อธัมมชโยบวชอุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา แล้ว ท่านก็ปรารถนาจะขยายวิชชาธรรมกายให้กว้างขวางออกไป ด้วยบุญบันดาล คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี ก็ยกที่ดิน ให้ ๑๙๖ ไร่ อยู่ที่ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี คุณยายอาจารย์เล่าให้ฟังว่า คุณยายอาจารย์จะมีถุงกระดาษสี น้ำตาลเก่าๆ อยู่ใบหนึ่ง เวลาที่ใครๆ ถวายปัจจัยไว้ใช้ส่วนตัว คุณ ยายอาจารย์จะเก็บสะสมไว้ในถุงใบนี้ เมื่อตัดสินใจสร้างวัด คุณยาย อาจารย์ก็เทปัจจัยในถุงใบนี้ออกจนหมดนับดูปรากฏว่ามีเงินอยู่ ๓,๒๐๐ บาท คุณยายอาจารย์ถวายเงินนั้นเพื่อเป็นทุนสร้างวัดจนหมด น้ำใจ ท่านยิ่งใหญ่ปานนั้น ท่านทําบุญเต็มกำลังดังที่ท่านสอนให้พวกเราทํา เสมอและยังให้กำลังใจลูกศิษย์อีกว่า การจะสร้างคนให้มีระเบียบวินัย อยู่ในศีลในธรรม เป็นคนดียอมสละอุทิศชีวิตให้พระพุทธศาสนาสักคน หนึ่งนั้นมีเงินร้อยล้านก็ไม่แน่จะสร้างได้ แต่นี่ยายมีคนดีๆ อยู่ตรงหน้าถึง ๑๑ คน เท่ากับยายมีเงินทุนเป็นพันล้าน ยายมั่นใจว่าจะต้องสร้างวัด ได้สำเร็จ ในเวลาทํางานหนักคุณยายอาจารย์สังเกตแล้วเห็นว่า ทํางาน หยาบกันมากใจชักจะคลายความละเอียดลง คุณยายอาจารย์ก็จะ บอกว่ามานั่งสมาธิเอาความละเอียดกันก่อนนะ หรือไม่ก็วันนี้อย่าพึ่ง ประชุมเลยนะมาช่วยกันจัดดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้ากันดีกว่า ด้วยวิธี การนุ่มนวล ด้วยเทคนิคเฉพาะตัวของคุณยายอาจารย์นี้ กิจการงาน ทั้งหลายก็ลุล่วงไปด้วยดี วัดพระธรรมกายสร้างสำเร็จได้ก็เพราะ คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงนั่นเอง แต่กว่าจะมาเป็นวัดพระธรรมกายที่เราได้เห็น ได้มาทําบุญ ได้มาปฏิบัติธรรมกันอยู่ในทุกวันนี้ คุณยายอาจารย์ต้องทํางานหนัก สุดชีวิต ผู้ที่เป็นศูนย์รวมแห่งความสำเร็จและความรู้สึกนึกคิดของ คณะทํางานก็คือคุณยายอาจารย์ คุณยายอาจารย์จะเป็นทั้งผู้ให้ กำลังใจเป็นผู้คอยคัดท้ายนาวาของคณะผู้ทํางานให้อยู่บนเส้นทางบุญ คุณยายอาจารย์จะใช้บุญเป็นที่ตั้ง เมื่อเห็นว่าจะออกนอกทางบุญท่าน ก็จะตะล่อมจิตตะล่อมใจของทุกคนให้อยู่ในบุญและก้มหน้าก้มตา สร้างวัดเพื่อเอาบุญ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อให้ชาวโลกได้ รู้จักการสร้างบุญและการเข้าถึงพระธรรมกายกันต่อไป ชีวิตของคุณยายอาจารย์จึงเป็นที่พึ่งแก่ศิษ ยานุศิษย์ทั้งหลายตลอดกาลนาน ชีวิตอัน ยิ่งใหญ่จิตใจอันงดงามของคุณยาย อาจารย์ซ้อนอยู่ภายในวิถีชีวิตที่สันโดษ เรียบง่าย ในร่างกายที่บอบบาง ในแววตาที่สุกสว่างเปี่ยมด้วยพลังแห่งนักสู้ ผู้ไม่รู้จักคําว่าท้อ และแม้ว่าคุณยายอาจารย์จะไม่รู้หนังสือเลย แต่คุณยายอาจารย์รู้จักตนเอง รู้จักทุกสิ่ง จากธรรมะซึ่งเป็นของจริงด้วยปัญญาอันสว่างไสวของคุณยายอาจารย์ วัดพระธรรมกายอันสง่างามจึงได้ปรากฏบนแผ่นดินนี้ พร้อมกับการ สร้างวัด คุณยายอาจารย์ยังได้อบรมคุณธรรมแก่ศิษย์ทั้งหลาย ให้ เป็นผู้มีกาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์มุ่งสู่มรรคผลนิพพาน บัดนี้แม้ว่าคุณยายอาจารย์ได้ละสังขารแล้ว และได้จัดพิธี จุดไฟแก้วสลายร่างของท่านอย่างสมเกียรติ โดยมีเจ้าอาวาสพระสังฆาธิการกว่า ๓๐,๐๐๐ รูป และสาธุชนจำนวนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน จากทั้งในและต่างประเทศ เดินทางมาร่วมพิธีเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕ ที่ผ่านมา แต่คุณธรรมความดีที่มีต่อชาวโลกของท่านยัง คงอยู่คู่โลกต่อไปตราบนานเท่านาน