ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระพุทธองค์
คุณยายอาจารย์ · เดินไปสู่ความสุข ฉบับพิเศษ ปี46
ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ของพระพุทธองค์
จันทร์วันเพ็ญเดือนสิบ ลอยฟองฟ้าอยู่ท่ามกลางดวงดาวที่ ดารดาษระยิบระยับ สาดแสงนวลลูบไล้ไปทั่ว กระทบพื้นน้ำคลอง บางกอกน้อยที่มีลมอ่อนๆ พัดระลอกให้พลิ้วเข้าสู่ฝั่งมิขาดสาย ฝนที่ เพิ่งขาดเม็ดเมื่อตอนค่ำยังคงทิ้งหยาดละอองน้ำติดค้างอยู่ตามใบหญ้า สะท้อนรับแสงจันทร์ดูแพรวพราวราวกับเพชรที่โปรยปรายเอาไว้
ภายในโบสถ์วัดโบสถ์(บน) บางคูเวียง ดูเงียบเชียบวังเวง ได้ยินแต่เสียงหรีดหริ่งเรไรดังแผ่วๆ มาจากข้างนอก แสงจันทร์ที่ส่อง ผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา ช่วยให้มองเห็นพระปฏิมากรประดิษฐาน อยู่บนแท่นและทุกสิ่งภายในโบสถ์ได้อย่างชัดเจน บนพื้นเบื้องล่างตรง พระพักตร์องค์พระปฏิมากร สมณะรูปหนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ในท่าสมาธิ บัลลังก์กายตั้งตรงไม่ไหวติงเสมือนสิ่งไร้ชีวิต นานแสนนาน.... จวบจนแสงจากดวงจันทร์ที่เคลื่อนคล้อยหลังเที่ยงคืน สาดปะทะร่างจนเห็น ได้ทั้งองค์ คะเนอายุราว ๓๐ เศษ รูปร่างสันทัด หน้าผาก กว้างบ่งถึง ลักษณะของผู้ทรงปัญญาอันล้ำเลิศ ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ผ้ากาสาว พัสตร์ที่ครองอยู่สั่นพลิ้วน้อยๆ พร้อมกับมีเสียงถอนลมหายใจยาว ดัง จนได้ยินชัด รอยยิ้มค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก ใบหน้าอิ่มเอิบเต็ม ไปด้วยความปรีดาปราโมทย์ รำพึงออกมาเบาๆ
“เออ...มันยากอย่างนี้นี่เอง ถึงได้ไม่บรรลุกัน ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ ต้องรวมเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด”
เสียงรำพึงเงียบลงในฉับพลัน ขยับกายเล็กน้อยกลับคืนสู่ท่า สงบ ขับความปีติที่บังเกิดขึ้นให้หมดสิ้นไป หลับตาเพ่งพิจารณาธรรม ทบทวนให้แน่ใจทั้งอนุโลมและปฏิโลม
ความปีติเป็นศัตรูของสมาธิ แต่ก็เป็นการยากแก่พระภิกษุรูป นี้ที่จะระงับมิให้ความปีติเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นความสำเร็จในความ พากเพียรที่ได้พยายามมาเป็นเวลานาน ตลอดระยะเวลา ๑๑ ปีใน ชีวิตสมณเพศ นับตั้งแต่สละฆราวาสวิสัยจากหนุ่มพ่อค้าข้าว ซึ่งใน สมัยโน้นพอเอ่ยชื่อ “สด มีแก้วน้อย” บรรดาพ่อค้าและชาวนาอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่างรู้จักกันดีว่าเป็นพ่อค้าข้าวที่ขยัน หมั่นเพียร สัตย์ซื่ออารีอารอบ น่าจะเป็นพ่อค้าที่มั่งคั่งและมีอนาคต ไกลคนหนึ่ง แต่สิ่งเหล่านี้มิใช่สิ่งปรารถนา เพราะได้ตั้งจิตมุ่งจะตัด ปลิโพธและอาลัย เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ศึกษาธรรมของพระผู้พิชิตมารให้บรรลุจนได้
พระภิกษุสดบวช ณ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ครั้น บวชได้เพียงวันเดียว รุ่งขึ้นก็เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง อินทสุวณโณ ผู้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ศึกษาควบคู่กับการเรียนคันถธุระ เรียนเรื่อยไปจากสำนักนี้สู่สำนักโน้น ที่ไหนใครว่าดีเป็นต้องพยายาม ขอเข้าเป็นศิษย์ศึกษาธรรมปฏิบัติด้วย เช่น พระมงคลทิพมุนี (มัย) อดีตเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ พระครูญานวิรัต (โป๊) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทํา จังหวัดธนบุรี พระอาจารย์ปลื้ม วัดเขา ใหญ่ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี พระอาจารย์ที่กล่าวมานี้ทรง คุณวิเศษทางธรรมปฏิบัติ เป็นเยี่ยมทางปริยัติ งามทั้งศีลาจารวัตร มี ลูกศิษย์ลูกหามากมาย พระภิกษุสด หรือในระยะต่อมาคือ “หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” ก็เรียนจนหมดสิ้นความรู้ของครูอาจารย์ทุกสำนัก ที่ผ่านมา
“มีต่อไปอีกไหมครับ” คําถามนี้เกิดขึ้นภายหลังจากบรรลุผล สำเร็จตามขั้นสูงสุดของแต่ละสำนักกรรมฐาน เมื่อทําได้อย่างครูบาอาจารย์แล้วมักจะถามเช่นนี้ แต่ทุกคําตอบที่ได้รับมีทํานองคล้ายคลึง กัน
“หมดแล้ว เธอเรียนจนหมดความรู้ของฉันที่สู้ศึกษามานาน ต่อไปนี้เธอมาช่วยฉันสอนศิษย์กันต่อไปเถอะ” พระอาจารย์กล่าว
ความรู้เพียงหางยิ่งแค่นี้จะไปสอนใครได้ ตัวเราเองยังจะเอาไม่ รอด ท่านเป็นแต่เพียงดําริขึ้นในใจโดยไม่กล่าววาจาใดออกมาแล้วก็ ลาจากทุกสำนัก ตระเวนข้ามเทือกเขาหลายลูกทั่วทุกทิศ เพื่อจะหายอดกัลยาณมิตรสั่งสอนอบรมใจ ภายหลังที่ได้ศึกษากรรมฐานจาก พระคณาจารย์ต่างๆ มามากพอสมควร ก็ไม่บรรลุธรรมดังที่หมาย มี ความรู้สึกในใจเสมอว่าทางเหล่านั้นยังอ้อมเกินไป ควรจะมีทางที่ตรง กว่านี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นในที่สุดก็หันกลับมาเรียนด้วยตนเอง โดยศึกษา จากตำราวิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นแบบฉบับของการปฏิบัติ ตราบกระทั่ง ท่านมาจำพรรษา ณ วัดโบสถ์(บน) บางคูเวียง และวันนี้เอง อยู่ ระหว่างกลางพรรษาพอดี ท่านเริ่มปรารภความเพียรในใจแต่เช้าตรู่ ก่อนออกบิณฑบาต
“เราบวชมานานนับได้ ๑๑ พรรษาเข้านี้แล้ว วิชชาของ พระพุทธเจ้าเรายังไม่ได้บรรลุเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคย ขาดสักวันทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่าเลยเราควรจะรีบ กระทําความเพียรให้รู้เห็นของจริงทางพระพุทธศาสนา หากไม่ เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท” เมื่อกลับจาก บิณฑบาต ก็รีบจัดการภารกิจต่างๆ จนหมดความกังวลใจ จึงได้ เข้าไปสู่โบสถ์ วัดโบสถ์(บน) บางคูเวียง โดยตั้งปณิธานไว้ในใจว่า หาก เราไม่ได้ยินเสียงกลองเพลละก็จะยังไม่ลุกจากที่
ขณะนั้นประมาณเวลา ๒ โมงเช้าเศษๆ ภิกษุ “สุด” เริ่มทําความ เพียรทางใจหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” เวลาผ่านไปอย่างเชื่อง ช้า เพิ่มความเป็นเหน็บและปวดเมื่อยขึ้นมาทีละน้อยๆ ถี่ขึ้นหนักเข้า จนมีความรู้สึกว่า กระดูกทุกชิ้นส่วนเริ่มเขม็งเกลียวลั่นกรือบแทบจะ ระเบิดหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ เพราะความเมื่อย ความกระวนกระวายใจเริ่มตามมา
“เอ... แต่ก่อนเราไม่เคยรู้สึกเช่นนี้เลย พอตั้งสัจจะลงไปว่าถ้า กลองเพลไม่ดังจะไม่ลุกจากที่ เหตุใดมันจึงเพิ่มความกระวนกระวาย ใจมากมายอย่างนี้ ผิดกว่าครั้งก่อนๆ ที่นั่งภาวนา เมื่อไหร่หนอกลอง เพลจึงจะดังสักที”
คิดไปจิตก็ยิ่งแกว่งซัดส่ายหนักเข้า เกือบจะเลิกนั่งก็หลายครั้งแต่ เมื่อได้ตั้งสัจจะลงไปแล้ว จะแพ้ไม่ได้ เมื่อกายไม่สงบ จิตใจจะไป สงบได้อย่างไร ในที่สุดก็อดทนนั่งต่อไป ใจเริ่มค่อยสงบทีละน้อย เพราะไม่แวบไปเกาะที่ปวดเมื่อย
“ช่างมันปะไร มันเป็นเรื่องของสังขาร”
ในที่สุดใจก็หยุดเป็นจุดเดียวกันเห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่า ฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจสบายอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยหายไปไหนไม่ทราบ ก็พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น
วันนั้นฉันภัตตาหารเพลมีรสที่สุด เพราะเหตุว่าไม่ใช่รสแห่ง อาหารอย่างเดียว หากเจือระคนด้วยรสแห่งธรรมผสมผสานกันไปด้วย จิตจึงเกิดปราโมทย์ ใจยังอิ่มเอิบชุ่มชื่นอยู่ ฉันภัตตาหารไปใจก็อดที่ จะมองดูที่ศูนย์กลางกายไม่ได้
“อ้อ! ยังเห็นอยู่ เออ! นี่ก็แปลก ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด ความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิตของการบําเพ็ญธรรม เราไม่เคยเห็นความสว่างใดที่จะเทียบเท่าได้ ความสว่างแห่งดวง อาทิตย์ก็ยังห่างไกล เท่าที่เห็นอุปมาเหมือนแสงหิ่งห้อยกับโคมไฟ”
ภิกษุ “สด” ฉันไปอดที่จะยิ้มออกมามิได้ด้วยเปี่ยมสุข ทําให้หวน ระลึกถึงพุทธวจนะบทหนึ่งที่ว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” แปลว่าสุขอื่นนอกจากหยุดจากนิ่งไม่มี เมื่อใจหยุดก็เกิดความสงบ เมื่อสงบก็เป็นสุข นี่เป็นเพียงใจหยุดน้อยนิดเรายังสุขเช่นนี้ หากเราได้บรรลุธรรมสูงขึ้น ไปอีกจะสุขขนาดไหนหนอ ท่านรำพึงในใจ
“ท่านสด ทําไมวันนี้ท่านจึงฉันจึงหันไปอมยิ้มไป ท่านยิ้มกับ ผู้ใดหรือ” เพื่อนภิกษุถามด้วยสงสัยในอาการของท่าน
“เปล่าหรอกท่าน ผมกำลังระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดา ของเรา เลยอดที่จะยิ้มปีติโสมนัสใจไม่ได้” ท่านตอบเลี่ยงๆ
“ท่านสดนับว่าเป็นผู้ไม่ประมาท แม้แต่ฉันจังหัน ยังภาวนา ระลึกถึงคุณของพระบรมศาสดาเป็นพุทธานุสติ หากพระองค์ยังมี พระชนม์อยู่ คงจะต้องตรัสสรรเสริญท่านท่ามกลางพระขีณาสพทั้งหลายเป็นแน่” ทั้งคู่ต่างกล่าวมธุรสวาจาซึ่งกันและกัน ทําให้จิตที่ เปี่ยมสุขอยู่ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
วันนั้นท่านมีความสุขทั้งวัน ดวงธรรมขั้นต้นซึ่งเป็นดวงใจก็ ยังเห็นติดอยู่ตรงศูนย์กลางกายไม่ขาด พักผ่อนครู่หนึ่งเพื่อเอาแรงไว้ ปฏิบัติกรรมฐานในยามราตรี
“วันนี้เป็นไงเป็นกันหากเราไม่บรรลุธรรมที่พระบรมไตรโลก นาถได้ทรงบรรลุละก็ เราจะถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา หากเราจะ ต้องตายไปในครั้งนี้ ก็จะได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่จะตามมาภายหลัง จะได้ยึดถือเป็นแบบปฏิบัติต่อไป ก็จะได้อานิสงส์อีกโสดหนึ่ง”
หลังจากลงพระปาฏิโมกข์กับเพื่อนภิกษุท่านก็ยิ่งรู้สึกกายเบาใจ เบายิ่งขึ้น ความแหนงใจเกี่ยวกับอาบัติเล็กๆ น้อย ๆ ถูกขจัดออกจาก ใจ ด้วยการฟังพระปาฏิโมกข์ทบทวนดูว่าเรากระทําถูกต้องธรรมวินัย หรือไม่ บกพร่องข้อใดก็ได้ปลงอาบัติกับเพื่อนภิกษุด้วยกัน
เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่บ่าย และเริ่มครึมหนักไปอีก คาดว่าคงจะ ตกในไม่ช้า ท่านรีบสรงน้ำจัดการภารกิจส่วนตัวจนหมดความกังวลใจ
แล้วก็เริ่มเข้าประตูโบสถ์ในเวลาเย็น ในขณะนั้นฝนก็เทลงมาประดุจ ฟ้ารั่ว เสมือนเป็นนิมิตอันดีที่จะแสดงให้ภิกษุ “สด” เห็นว่าท่านจะบรรลุ ธรรมในคืนนี้ และจะได้โปรยปรายเม็ดฝนแห่งธรรมไปยังสรรพสัตว์ ทั้งหลายที่มีธุลีกิเลสจะได้เบาบางลงบ้างอีกทั้งจะได้ขุดค้นนำเอา “วิชชาธรรมกาย” ซึ่งสูญหายการถ่ายทอดมานานนับเป็นพันปี ขึ้นมาเปิดเผย แก่ชาวโลกอีกวาระหนึ่ง
ท่านเริ่มปรารภความเพียรทางใจขณะลงนั่งในพื้นโบสถ์ต่อ หน้าพระประธานผู้เป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเริ่มสวดอ้อนวอนเบาๆ
“ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานธรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยเถิด หากว่าการบรรลุธรรมของข้าพระพุทธเจ้าจะเกิด ประโยชน์แก่พระศาสนาอย่างมหาศาลละก็ ขอทรงได้ประทานเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะรับอาสาเป็นทนายแก้ต่างให้แก่พระพุทธศาสนา หากว่าไม่เกิดประโยชน์แล้วไซร้ ขออย่าได้ทรงประทานเลย ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายชีวิตอัตภาพนี้ เป็นพุทธบูชาแด่พระองค์”
ขณะเมื่อนั่งฝนก็เริ่มตกลงมา ทําให้อากาศเยือกเย็นไปทั่ว บริเวณท่านเหลือบไปเห็นมดขี้กำลังไต่ขึ้นมาตามรอยแตกของพื้นโบสถ์ ก็เกิดความกริ่งใจกลัวมดขี้จะมากัดท่านทําให้ต้องถอนจากสมาธิ จึง เอานิ้วมือจุ่มน้ำมันก๊าดเพื่อขีดวงล้อมรอบตัวกันมดขี้ขึ้นมา แต่ต้อง เลิกล้มความคิดนั้น เพราะฉุกใจคิดได้ว่า ชีวิตนี้เราได้สละให้แก่พระ ศาสนาแล้วจะกลัวไยกับมดขี้ จึงได้เริ่มปฏิบัติธรรมทันที
ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ ขนาดเท่ากับฟองไข่แดงของไก่ ซึ่งติด อยู่ที่ศูนย์กลางกายเมื่อเพล ขณะนี้ยิ่งใสสว่างมากขึ้นและขยายใหญ่ ขนาดเท่าดวงอาทิตย์ ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องเงาหน้า เห็นอยู่ อย่างนั้นเป็นนานนับหลายชั่วโมง จากทุ่มเศษขณะนี้เลยเที่ยงคืนไป หนึ่งชั่วนาฬิกา ดวงใสก็ยังสว่างอยู่อย่างนั้น โดยท่านก็ไม่ทราบว่าจะ ทําอย่างไรต่อไป เพราะทุกสำนักที่ท่านได้ศึกษามาไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้ขณะที่นิ่งอยู่นั้นเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวง นั้นว่า “มัชฌิมา ปฏิปทา” อา… ทางสายกลาง ไม่ตึงนักไม่หย่อนนัก ในความหมายของปริยัติ แต่ขณะที่เสียงนั้นดังแผ่วขึ้นมาในความรู้สึก พลันก็เห็นจุดเล็กๆ เรืองแสงสว่างวาบขึ้นมาจากกลางดวงนั้น เสมือนจุดศูนย์กลางของวงกลม ความสว่างของจุดนั้นสว่างกว่าดวง กลมรอบๆ ท่านมองเรื่อยไปพลางคิดในใจว่านี่กระมังทางสายกลาง จุดเล็กที่เราเพิ่งจะเห็นเดี๋ยวนี้อยู่กึ่งกลางพอดี ลองมองดูซิจะเกิด อะไรขึ้น จุดนั้นค่อยๆ ขยายขึ้นและโตเท่ากับดวงเดิมดวงเก่าหายไป ท่านมองเรื่อยไปก็เห็นดวงใหม่ลอยขึ้นมาแทนที่ เหมือนน้ำพุที่พุ่งขึ้น มาแทนที่กันนั่นแหละ ต่างแต่ใสยิ่งขึ้น
ในที่สุดจึงเห็นกายต่างๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งถึง “ธรรมกาย” เป็น พระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพระพุทธรูปบูชาองค์ใด ที่เคยเห็นมา เสียงธรรมกายกังวานขึ้นมาในความรู้สึกได้ยินกับหูมนุษย์ “ถูกต้องแล้วๆ” แล้วก็หับพระโอษฐ์ทันที ความรู้สึกปิติสุขเกิดขึ้น
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านก็เริ่มศึกษาค้นคว้า เพื่อหาที่สุดแห่ง ธรรม ยิ่งค้นยิ่งแตกฉานเชี่ยวชาญ หนักเข้าก็เริ่มเผยแผ่คําสอนออก ไปจนกระทั่งท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ใหม่ๆ มีผู้ อาศัยความไม่รู้มาคัดค้านท่านเกี่ยวกับธรรมกาย โดยเฉพาะในวงการ คณะสงฆ์ บางท่านก็ปลงใจเอาว่าหลวงปู่วัดปากน้ำมีความรู้และการ ปฏิบัติธรรมเกินไปเสียแล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นภัยแก่พระศาสนา แต่ยังไม่มีใครกล้าจะยกความผิดนั้นพิจารณา เพราะเวลานั้นคนทุก ชั้นถวายความเคารพนับถือว่าเป็นคณาจารย์ที่มีศิษยานุศิษย์มาก ได้ จัดการเลี้ยงอาหารเช้าและเพลแก่พระภิกษุสามเณรตลอดปีและ ตลอดอายุของท่าน
เมื่อ “ธรรมกาย” เกิดขึ้น วัดปากน้ำได้รับคําวิพากษ์วิจารณ์ กันมาก บางพวกก็ปลื้มใจ บางพวกก็หนักใจ บางพวกก็ตั้งข้อกล่าวหา ลงโทษวัดปากน้ำอย่างหนัก ถึงกับพูดว่า อวดอุตริมนุสธรรมก็มี ข่าว นี้มิใช่ท่านจะไม่รู้ ท่านได้ยินเสมอๆ แต่เสียงนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดความ เดือดร้อนใจแก่ท่านแม้แต่เล็กน้อย ท่านกลับภูมิใจเสียอีกที่ได้ยินคํานั้น
คราวหนึ่งท่านเคยกล่าวกับ สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เกี่ยวกับการถูกโจมตีเรื่องธรรมกาย ว่า
“คนเช่นเราใช่จะไร้เสียซึ่งปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัว เองเพราะความปรารถนาลามกทําไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคําว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้ติเตียนเรา ความ ไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้า จะลบก็ลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็ จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานำผล แห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทํากันอยู่ไปพูดเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่า คณะวัดปากน้ำไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสำนักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติ ธรรม การพูดของเขาเท่ากับเอาสำนักไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการ โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานำไปพูดนั้นเป็นการกระทํา ของผู้พูดเองเราไม่ได้จ้างไม่ได้วาน เมื่อพูดทางไม่ดีก็ต้องมีคนพูดทาง ดีได้เหมือนกัน ธรรมจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่เดือดร้อนใจเพราะ “ธรรมกาย” ของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นของจริงแก่ผู้เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่ หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา”
ท่านได้อ้างบาลีพุทธภาษิตที่มีมาในพระธรรมบทว่า
“โย โข วกกลิ ธมุม์ ปสุสติ, โส ม ปสุสติ” ความว่า “ดูกร วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต”
นอกจากนี้ท่านยังได้อ้างเอาบาลีที่มาในอัคคัญสูตรพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปฏิกวรรค ที่พระพุทธองค์ตรัสแก่วาเสฏฐะสามเณร และภารทวาชะสามเณรว่า
“ตถาคตสุส เหต์วาเสฏฐา อธิวจน์ ธมฺมกาโย อิติปิฯ” ความ ว่า “ดูกรวาเสฏฐะสามเณรและภารทวาชะสามเณร คําว่าธรรมกาย นี้เป็นชื่อตถาคตโดยแท้
เรื่องพระวักกลิ ดังที่ได้ยกขึ้นมากล่าวข้างต้นนั้น เมื่อประกอบ กับความในอัคคัญสูตรแล้ว ย่อมส่องความให้เห็นว่าที่พระพุทธองค์ ตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ก็หมายความว่า ผู้ใดเห็นดวง ธรรมที่ทําให้เป็นธรรมกาย ผู้นั้นได้ชื่อว่าเห็นเรา คือตถาคตนั่นเอง มิใช่อื่นไกล หรือพูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้ก็คือ ผู้ใดเห็นดวงธรรมที่ว่านี้ ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า หรืออีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเห็นธรรมกายผู้นั้นย่อม เห็นพระพุทธเจ้า
ทําไมจึงหมายความเช่นนั้น ก็เพราะว่า ขณะนั้นพระวักกลิก็อยู่ ใกล้ๆ กับพระองค์ หากจะแลดูด้วยลูกตาธรรมดา ทําไมจะไม่เห็น พระองค์ เพราะไม่ปรากฏว่าพระวักกลินั้นตาพิการ เมื่อเป็นเช่นนี้ไฉน พระองค์จะตรัสเช่นนั้นเล่า ที่ตรัสเช่นนั้นจึงตีความได้ว่า ที่แลเห็น ด้วยตาธรรมดานั้นเห็นแต่เปลือกของพระองค์ คือ กายพระสิทธัตถะ ที่ออกบวช ซึ่งมิได้อยู่ในความหมายแห่งคําว่า เรา ตถาคต) และยังตรัสว่าเป็นกายที่เน่าเปื่อยด้วยนั้น คือกายพระสิทธัตถะที่ออกบวช ซึ่งเป็น กายภายนอกนั่นเอง คําว่า เรา ในที่นี้จึงสันนิษฐานได้ว่าหมาย ถึง กายภายใน ซึ่งไม่ใช่กายเปื่อยเน่า กายภายในคืออะไรเล่า ก็คือธรรม กาย นั่นเอง จะเห็นได้อย่างไร ข้อนี้ตอบไม่ยาก เมื่อได้บําเพ็ญกิจถูก ส่วนแล้ว ท่านจะเห็นด้วยตาของท่านเอง คือเห็นด้วย ตาธรรมกาย ไม่ใช่ตาธรรมดาพระดํารัสของพระองค์ดังยกขึ้นมานั้น เป็นปัญหาธรรม มีนัยลึกซึ้งอยู่ อันผู้ที่มิได้ปฏิบัติธรรมแล้วเข้าใจได้ยาก แต่ถ้าผู้ที่ ปฏิบัติได้แล้วจะตอบปัญหานี้ได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดายไม่ต้องถามใคร
วิชชาธรรมกายนี้ท่านทําการสั่งสอนเรื่อยมา จนกระทั่งใกล้ มรณภาพไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว จะเห็นได้จากจริยาวัตรของท่าน คือ
๑. คุมภิกษุสามเณรลงทําวัตร ไหว้พระในโบสถ์ทุกวัน วันละ ๒ เวลา คือ เช้าหนหนึ่ง เย็นหนหนึ่ง และได้ให้โอวาทสั่งสอนภิกษุ สามเณรทั้ง ๒ เวลา
๒. วันพระและวันอาทิตย์ ลงแสดงธรรมในโบสถ์เองเป็นนิจ
๓. ทํากิจภาวนาอยู่ในสถานที่ซึ่งจัดไว้เฉพาะ เป็นกิจประจำวัน และควบคุมพระให้ไปนั่งภาวนารวมอยู่กับท่านทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนพวกอุบาสิกาก็ให้ทํากิจภาวนาเช่นกัน
๔. ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. ลงสอนการนั่งสมาธิแก่ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ศาลาธรรม
๕. จัดให้มีครูสอนปริยัติธรรม
หลวงปู่วัดปากน้ำ ได้รับสมณศักดิ์ดังนี้ พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นพระครูสัญญาบัตรมีพระราชทินนามว่า พระครู
สมณธรรมสมาทาน พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ
ชั้นสามัญ มีพระราชทินนามว่า พระภาวนาโกศลเถระ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้รับพระราชทานพัดยศเทียบเปรียญ พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ
ชั้นราช มีพระราชทินนามว่า พระมงคลราชมุนี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ
ชั้นเทพ มีพระราชทินนามว่า พระมงคลเทพมุนี
ท่านมรณภาพเมื่อ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ ยังความสลดใจ แก่ศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก ประทีปของโลกในยุคปัจจุบันได้ลาลับไป บัดนี้แม้ว่าท่านจะมรณภาพมาได้หลายสิบปีแล้ววิชชาธรรมกาย ก็ยัง มีผู้ปฏิบัติกันอยู่สืบมาและนับวันจะเพิ่มมากขึ้นจากแสนคนเป็นล้านคน เกียรติคุณของวิชชานี้ไม่เพียงแต่จะโด่งดังในประเทศเท่านั้น แม้ชาว ต่างชาติก็ยังสนใจไปปฏิบัติธรรมกันที่วัดปากน้ำมากมาย อีกทั้งมี สาขากระจายไปทั่วประเทศ และที่เรากำลังดําเนินการก่อสร้าง “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม”* ณ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่จะจรรโลงไว้ซึ่งวิชชาธรรมกาย