ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทำบุญต้องได้บุญ

คุณยายอาจารย์ · 100 ปีรอยเท้ายาย_เล่าเรื่องยาย_พิมพ์ใหม่2เล่มรวมกัน

PDF
ทำบุญต้องได้บุญ พระธรรมเทศนา โดย พระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) แสดงในพิธีบำเพ็ญกุศล คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง วันอาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ ขอนอบน้อมแด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า วันนี้หลวงพ่อขอโอกาสนำพระคุณความดีของคุณยาย อาจารย์ของพวกเรา มาบอกเล่า ขยายความให้พวกเราได้รับ รู้รับทราบอีกวาระหนึ่งสำหรับเรื่องที่นำมาในวันนี้คือเรื่อง ท่อธารแห่งบุญ เพื่อมาตอกย้ำพวกเราว่า ทำบุญต้องได้บุญ ก่อนอื่น ต้องขอย้อนเล่าเหตุการณ์ช่วงต้นปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ที่หลวงพ่อได้พบกับคุณยายใหม่ๆ คือสมัยที่หลวง พ่อและหลวงพ่อธัมมชโยยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ให้พวกเราได้รับทราบกันก่อน เมตตาเพื่อสร้างคน อดทนเพื่อสร้างศิษย์ ประมาณสัก ๒ สัปดาห์แรก ก่อนที่พระเดชพระคุณ หลวงพ่อธัมมชโยจะพาหลวงพ่อไปวัดปากน้ำ และได้พบกับ คุณยายของพวกเราเป็นครั้งแรก หลวงพ่อท่านไม่ได้พาไป ง่ายๆ ท่านขัดเกลานิสัยของหลวงพ่ออยู่สักพักหนึ่งก่อน โดยที่หลวงพ่อเองก็ไม่รู้ตัว พอท่านเห็นว่าน่าจะใช้การได้แล้ว จึงค่อยพาไปหาคุณยาย ด้วยความที่หลวงพ่อตั้งใจจะไปกราบคุณยายให้ได้ ไม่ว่าหลวงพ่อธัมมชโยแนะนำอะไร ก็จะทำตามคำของท่านทุก อย่างทุกประการ สมัยนั้น หลวงพ่อธัมมชโยยังเป็นนิสิตอยู่ ท่านรักการ ฝึกสมาธิมากกว่าทุกๆ เรื่อง ท่านเอาจริงเอาจังกับการฝึก สมาธิตั้งแต่ยังไม่ได้บวชเลยทีเดียว พอเช้าขึ้นมา นิสิตอื่นๆ เขาก็ไปเรียนกัน แต่หลวงพ่อธัมมชโย ท่านออกจาก มหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้าไปนั่งสมาธิภาวนากับคุณยายที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นั่งสมาธิอยู่ที่วัดทั้งวัน กว่าท่านจะกลับ "ออกจากวัดปากน้ำก็ประมาณสักหนึ่งทุ่มครึ่ง นั่งรถกลับมาถึง ม. เกษตรฯ ก็ประมาณ ๓ ทุ่ม พอใกล้ๆ จะสอบ ท่านก็ขอยืมหนังสือเพื่อนๆ น้อง ๆ อ่าน แล้วก็ไปสอบให้ผ่าน สมัยนั้น หลวงพ่อเคยถามท่านว่า “ทำไมไม่อยู่เรียนล่ะ ?” ท่านตอบมาคำหนึ่งว่า “วิชาที่เรียนๆ กันในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่วิชชาหรอก มันเป็นอวิชชา (แต่เขาเอาคำว่า วิชชา ไปใช้ โดยเขียนให้เหลือแค่ วิชา)” คำว่า “วิชชา” ในพระพุทธศาสนา คือยิ่งเรียน ยิ่งรู้ แจ้งโลก ยิ่งฆ่ากิเลสได้หมด ยิ่งพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด แต่วิชาทางโลกที่ไปเรียนกันมาตาม มหาวิทยาลัย เรียนไปเพื่อทำมาหากิน ยิ่งเรียนยิ่งใช้ไป เพื่อแข่งขันชิงดีชิงเด่น กิเลสยิ่งพอกพูนมากขึ้น เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่วิชชา มันเป็นอวิชชา ท่านคิดจะออกบวช คิดจะปราบกิเลสตั้งแต่สมัยยังเป็น นิสิต รู้อยู่แล้วว่าเรียนวิชาทางโลกแล้วก็ต้องเอามาโยนทิ้ง แต่ว่าจนใจ เพราะทางโลกเขายอมรับอวิชชากัน พอรู้ว่า สิ่ง เหล่านี้เป็นอวิชชายิ่งเรียนกิเลสยิ่งมากท่านจึงไม่อยากจะเรียน แล้วยิ่งถ้าใครไม่สอบให้ได้ ไม่เรียนให้จบ แล้วมาบวช เขาจะ ว่า เราหนีหน้าโลก แค่เรียนหนังสือไม่มีปัญญาเรียนให้จบ เป็นคนประเภทที่สู้โลกไม่ได้ ต้องหนีมาบวช เลยจนใจที่จะ ต้องเรียนอวิชชา ต้องสอบอวิชชาให้ได้ เพื่อจะได้วุฒิการ ศึกษาที่ชาวโลกเขายอมรับ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเกิดอาการเซ็งๆ ที่จะเรียน เพราะ เรียนแล้วก็เอามาโยนทิ้ง เพราะคิดจะออกจากอวิชชา กิจวัตรของท่านสมัยนั้น พอตื่นขึ้นมา ท่านนั่งสมาธิตั้ง แต่เช้า เสร็จเรียบร้อยก็กินข้าว กินข้าวเสร็จ ประมาณ ๗ โมงเช้า ท่านออกจากมหาวิทยาลัยไปนั่งสมาธิกับคุณยายที่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กลับจากนั่งสมาธิมาถึงมหาวิทยาลัย ก็สักประมาณสามทุ่ม เมื่อท่านเล่าให้ฟังอย่างนั้น หลวงพ่อเองอยากจะตามท่าน ไปวัดแต่เช้าด้วย แต่ท่านไม่ให้ไป ท่านบอกว่า “พี่เด็จ อย่าเพิ่งไปเลยเพราะว่ายายท่านชอบนั่งสมาธิแต่ เช้า ถ้าพี่เด็จไป เดี๋ยวจะกลายเป็นรบกวนยายแต่เช้าไป จะ ไม่ค่อยดี เอาไว้ไปวันเสาร์วันอาทิตย์เถอะ” หลวงพ่อก็จนใจ ท่านไม่ให้ไปด้วย นอกจากไม่ให้ไปด้วย แล้ว ท่านยังดัดนิสัยหลวงพ่ออีกว่า “พี่เด็จ กุฏิของยายหลัง เล็กๆ มันจะพังแหล่ไม่พังแหล่ใช้เศษไม้มาสร้างเดินเท้าหนักๆ อย่างพี่เด็จ เดี๋ยวกุฏิยายพัง ถ้าอย่างนั้นพี่เด็จอย่าเพิ่งไปเลย” ท่านก็มีวิธีขัดเกลานิสัยของเรา จากที่เคยเดินโครมๆๆ เลยต้องเลิกเพราะท่านนั่นแหละ ที่เห็นเดินอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ หลวงพ่อเมื่อก่อนนี้หรอก คนละท่าเดินกัน ท่านสารพัดจะแก้ไขหลวงพ่อแก้ไขอยู่เป็นเดือนถึงได้พา ไปกราบคุณยายเราก็ว่าเราเรียบร้อยที่สุดแล้วมารู้ในภายหลัง คือหลังจากเข้าวัดได้ประมาณสัก ๔-๕ ปี ในวันแรกที่หลวงพ่อไปพบคุณยายนั้นพอได้เวลาทุ่มหนึ่ง หลวงพ่อก็กลับมหาวิทยาลัย ส่วนหลวงพ่อธัมมชโยท่านยัง นั่งสมาธิต่ออยู่กับคุณยาย ยังไม่กลับ พวกพี่ๆ น้องๆ ที่ไปวัด ไปเรียนธรรมะกับคุณยายก่อนหลวงพ่อ เขายังอยู่พร้อมหน้า เขาต่อว่าหลวงพ่อธัมมชโยมากมาย แต่ท่านไม่เคยปริปาก บอกหลวงพ่อสักคำ เพราะถ้าบอก บางที่หลวงพ่ออาจไม่ไป หาคุณยายอีก สาเหตุเป็นอย่างไร ? ก็มีอยู่ว่าหลังจากเรียนธรรมะกับ คุณยายผ่านไปอีก ๕-๖ ปี พี่ป้าน้าอาเหล่านั้น ท่านพูดเองว่า “คุณเด็จ ขอโทษด้วยนะ” “อ้าว ขอโทษเรื่องอะไร” “พี่เองที่เป็นคนบอกยายว่า อย่ารับอีตาคนนี้ไว้เป็นลูก ศิษย์เลย เวลาเดินที่บ้านทั้งบ้านไหวไปหมด พูดก็เสียงดังจน หลังคาสะเทือน” หลวงพ่ออยู่ในทุ่งจนเคย เราก็ทำแบบที่เราคุ้น เราว่า เราพูดเรียบร้อยแล้ว ตามประสาของเรา แต่ขนาดนั้นพี่เขา ยังบอกคุณยายว่า อย่าไปรับหลวงพ่อไว้เลย พูดก็เสียงดัง หัวเราะที่บ้านสะเทือน สารพัดที่พี่ๆ เขาว่ากัน แต่คุณยายทั้งไม่รับ ไม่ปฏิเสธ ท่านยิ้มๆ พี่ๆ เหล่านั้นก็ ไม่รู้จะทำอย่างไร คุณยายให้โอกาสหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ ค่อยๆ ช่วยแก้ไข ท่านบอก “พี่เด็จนะ เวลาพูดกับยาย พูดค่อยๆ ก็ได้ เพราะว่ากุฏิที่อยู่ติดกับยายอีกกุฏิหนึ่ง เขาก็นั่งสมาธิกัน เดี๋ยวเสียงจากกุฏิยายจะข้ามไปกุฏิโน้น พี่เด็จกลับมาเกษตรฯ แล้ว พี่เด็จไม่รู้หรอกว่า บ้านโน้นเขาว่ายายว่า ลูกศิษย์ยาย พูดเสียงดัง กระทบกระเทือนเขากําลังนั่งสมาธิกันอยู่” นี่เป็น ตัวอย่างอย่างหนึ่ง . . ความจริงยังมีอีกมาก แต่ว่าท่านมาเล่าให้ฟังเมื่อ ๕ ปี ล่วงมาแล้ว ทำให้หลวงพ่อได้ค่อยๆ ปรับปรุงตัว และแก้ไข ตัวเองจนกระทั่งเข้ากับหมู่คณะได้ ในระหว่างนั้นก็ต้องพูดกันชัดๆ คือ พี่ป้าน้าอา หรือน้องๆ ที่เขาเรียบร้อย ส่วนมากเขาเป็นผู้หญิง เวลาหลวงพ่อไปนั่ง สมาธิกับคุณยายที่แรกๆ คือประมาณสองเดือนแรก หลังจาก หลวงพ่อธัมมชโยท่านฝึกมาให้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถึงขนาดนั้น ช่วงสองเดือนแรก พี่ๆ น้องๆ ที่ไปปฏิบัติธรรมก่อน เขาค่อน ข้างจะตึงๆ กับหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อก็ไม่รู้ว่าทำไม ในใจนึก แต่ว่า “เออ เราเป็นคนใหม่ เขายังไม่คุ้น เขาคงเป็นอย่างนี้ กันนะ” ก็ไม่ได้นึกอะไรมาก แต่มารู้ภายหลังว่า เป็นเพราะเสียงดังของเราบ้าง หรือมี อะไรเราก็วิพากษ์วิจารณ์กันตรงๆ ไม่เกรงมนุษย์มนาบ้าง นั่นแหละเป็นต้นเหตุ หลวงพ่อก็ปรับปรุงแก้ไขกันไป คำว่า “พูดตรง ๆ” หลวงพ่อชอบใช้คำนี้ เพราะจะต้องไป เกรงใจอะไร ในเมื่อเราพูดตรง พูดความจริง แต่นั่นแหละ หา รู้ไม่ว่าคุณยายได้เดือดร้อนเพราะการไปวัดของหลวงพ่อ เรียบร้อยแล้ว มีวันหนึ่ง หลวงพ่อธัมมชโยท่านอุปมาให้ฟัง “พี่เด็จ คน พูดตรงๆ พี่เด็จว่าเป็นคนอย่างไร” “ก็ดีซิ ในโลกนี้เราต้องการคนตรง” หลวงพ่อตอบ ท่านก็เลยอุปมา “พี่เด็จ เอาของส่งให้เขา ๒ มือ ค่อยๆ ประเคนส่งให้ต่อหน้า อันนี้ตรงไหม ?” “ตรง” “ดีไหม ?” “ดีซิ” “เอามือเดียวส่งให้ ตรงไหม ?” “ตรง” “ของชิ้นนั้นน่ะ ขว้างหัวให้ ตรงไหม ?” “ตรงเหมือนกัน” “พี่เด็จนะ คำพูดก็เหมือนกัน พูดตรงๆ น่ะดี แต่ว่า ประเภทของคำ ถ้าไม่ระวัง ก็อย่างที่ยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าพูด ด้วยคำชนิดหนึ่ง ก็เหมือนอย่างกับส่งของมอบให้ ด้วยการ ประคอง ๒ มือ พูดอีกคำพูดชนิดหนึ่ง ก็เหมือนกับส่งของให้ มือเดียว คำพูดอีกชนิดหนึ่งเหมือนขว้างหัวให้กันเลย เพราะ ฉะนั้น คำพูดตรงๆ ของพี่เด็จช่วยปรับๆ หน่อยนะ” นี่ก็เป็นเรื่องที่หลวงพ่อธัมมชโยท่านอบรมให้กับพี่ชายแสนรักของท่าน ก็เป็นอย่างนี้ ตรงนี้ที่ต้องยกขึ้นมาก่อนเพราะว่า เวลาพวกเราพา สมาชิกใหม่มาวัด บางอย่างไม่ได้บอกขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เราปฏิบัติกันในวัดขณะนี้ให้เขาทราบ ยกตัวอย่างเขาไม่ค่อยทราบว่าวัดนี้โดยประเพณีนิยมจะ แต่งชุดขาวมาวัด เขาใส่เสื้อสีอื่นมาวัด เขาหน้าแตก เขาก็หงุดหงิด กิริยามารยาทบางอย่าง เช่น พูดกับพระ พวกเรามักจะ พนมมือพูด ถ้าเป็นผู้หญิง เรามักไม่ค่อยยืนพูดกับพระ มัก นั่งลงแล้วพูดกับพระ ในขณะที่พรรคพวกเพื่อนฝูงเราที่พามาใหม่ เขาเคยไปยืนพูดกับพระ เคยเถียงกับพระ บางที่ก็เคยว่า เคยนินทาพระฉอดๆๆ ด้วย นั่นเป็นเรื่องปกติของเขา แต่พอมาถึงวัดพระธรรมกาย ของเราทำอีกอย่างหนึ่ง แต่เราไม่เคยบอกให้เขารู้ตั้งแต่ต้น พอเขามาถึงวัดของเรา เขาทำบางอย่างไม่ค่อยถูกธรรมเนียมปฏิบัติของเรา แต่ว่า เขาก็ไม่ได้ผิดหรอก คือ เขาไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ว่าพรรค พวกของเราที่มาวัดเป็นประจำ อาจจะรู้สึกรำคาญเพื่อนใหม่ ของเราที่พามาได้ นี่ก็เป็นสาเหตุแห่งการกระทบกระทั่งกัน ได้อย่างหนึ่ง จากตรงนี้ เวลาหลวงพ่อเห็นใครที่พวกเราพามาใหม่ มี กิริยามารยาทหรือการวางตัวค่อนข้างจะแตกต่างกับพวกเรา มากๆ จนพวกเราบางคนรู้สึกชักไม่ค่อยชอบใจเขา ก็สะท้อน ให้นึกถึงตัวเองว่า เมื่อเราเข้าวัดใหม่ๆ เราเจออย่างนี้แหละ แล้วนั้นขนาดที่หลวงพ่อธัมมชโยได้ขัดเกลานิสัยมาระดับ หนึ่งแล้ว เรายังเจอเลย คือ พี่ๆ บางท่านถึงกับออกปากว่า “ยาย ยายอย่ารับอีตาคนนี้ไว้เป็นลูกศิษย์เลยนะ” แต่คุณ ยายเมตตารับไว้ จึงได้มีหลวงพ่อในวันนี้ ประเด็นนี้ ก็ขอฝากเป็นข้อคิดอันดับแรกไว้กับพวกเราว่า คุณยายของเรานั้น ท่านให้ความเมตตากรุณาลูกศิษย์อย่าง ท่วมท้นที่เดียว ท่านให้โอกาสในการมาวัด การมาเรียน ธรรมะแก่ลูกศิษย์ท่านอย่างมาก เป็นผลทำให้เพื่อนแม่ชีที่อยู่ วัดเดียวกัน อยู่กุฏิติดกันเขาว่าเขาบ่นท่าน แต่ท่านไม่พูดให้ ลูกศิษย์สะเทือนใจสักคำ ท่านอดทน แล้วก็ไปตามง้อ ไปตาม ขอโทษเขา ไม่รู้เท่าไร กว่าหลวงพ่อจะรู้ ก็ผ่านมาแล้ว ๕ ปี ประมาณนั้น นี่เป็นตัวอย่างอย่างหนึ่งว่า ความเป็นครูบาอาจารย์นั้น ไม่ง่ายเลย ต้องขอเตือนพวกเราว่า แม้การเป็นกัลยาณมิตร พาเพื่อนใหม่เข้าวัดขอให้ทราบว่า อย่าสะเพร่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอก เพราะเมื่อไม่ได้ตักเตือน ไม่ได้อบรมเขามาพอควรแล้ว บางที่การมาวัดของเพื่อนเรา อาจจะได้ความฝังใจที่ไม่ดีกลับ ไป หรือบางครั้งแทนที่จะได้บุญ เขาอาจจะได้บาปกลับไป เสียด้วยซ้ำ ตรงนี้ต้องระวัง สร้างบุญ เพื่อปราบมาร ที่นี้ถามว่า ที่คุณยายให้ความเมตตากรุณากับหลวงพ่อ กับพวกเราทุกๆ คน จนกระทั่งมาสร้างวัดให้พระให้เณรได้ อยู่อาศัย ให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติธรรมกันอย่างเต็มที่ อย่างนี้ คุณยายท่านมีเป้าหมายอะไรในใจ เรื่องนี้หลวงพ่อเคยคุยกับคุณยาย คุณยายพูดสั้นว่า “ยายทนได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้เอาบุญไปปราบมาร” ท่าน ใช้คำพูดนี้กับหลวงพ่อ ความจริงถ้าคุณยายจะพูดว่า “ยายอยากจะได้บุญ ยายก็ทน อะไรที่ทำให้ยายได้บุญ ยายก็ต้องทน” ถ้าพูดแค่นี้ คงไม่ทำให้หลวงพ่อสะดุดใจ และบางที่หลวงพ่ออาจจะไป แสวงหาครูบาอาจารย์ที่อื่นอีก แต่คุณยายใช้คำพูดประเภทนี้ พูดเพื่อให้หลวงพ่อสะดุดใจ “ยายเอาแต่บุญ อย่างอื่นยายไม่เอาอะไรที่ทำให้ยาย ได้บุญ ยิ่งได้บุญมากๆ ละก็ ยายจะทนทำไป จะยอมเอา ตัวเองเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า เพื่อให้ได้บุญมาก ๆ จะเอา บุญนี่แหละไปปราบมาร” ฟังเพียงแค่นี้หลวงพ่อหูผึ่งทันที “ยาย ทำไมต้องเอาบุญไปปราบมาร เขาทำบุญ เขาเอา บุญไปไว้ปราบกิเลสเท่านั้นไม่ใช่หรือ” คุณยายอธิบายว่า “นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าถ้ามุ่งทำบุญ แล้วเอาบุญไปแค่ปราบกิเลสให้หมดไปละก็ อย่างดีเราก็ได้ แค่หมดกิเลส เป็นพระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งในพระพุทธ ศาสนา แต่ว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ มารมันยังไม่หมดไปจากโลกนี้ เราจะต้องได้บุญมากๆ เพื่อปราบกิเลสในตัวให้หมดด้วย แล้วเอาบุญนี้ไปปราบมารให้หมดด้วย” หลวงพ่อยิ่งสะดุดใจ เพราะคุณยายจะเอาบุญมากๆ เอา ไว้ ไม่เฉพาะปราบกิเลสให้หมด แต่จะเอาไปปราบมารให้ หมดด้วย ด้วยประสาความที่ไม่รู้นั่นแหละ ก็ถามคุณยายว่า พระอรหันต์ทั้งหลายท่านปราบกิเลสกันทั้งนั้น ไม่เห็นใครเขาไป ไล่ปราบมาร คุณยายตอบว่า “ใช่ เพราะเป็นอย่างนี้น่ะซิ มารมันจึง เหลืออยู่ในโลกอีกมากมาย ทำความเดือดร้อนให้กับชาวโลก ถ้าเรายังปราบมารได้ไม่หมด สัตว์โลกจะเดือดร้อนอีกต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะให้ชาวโลกเขาสงบสุขกัน จริงๆ ละก็ คุณต้องทนสร้างบารมี สร้างบุญให้มากๆ เอาไว้ ปราบมารด้วย” นี้เป็นสิ่งที่หลวงพ่อฝังใจว่าเราอ่านพระไตรปิฎกมาหลาย เที่ยว เจอแต่เอาบุญเอาบารมีไว้ปราบกิเลส แต่เอาบุญบารมี ไว้ปราบมารให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ไม่เคยได้ยินจากที่ไหน เราได้ยินจากยาย นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ตรึงหลวงพ่อเอาไว้ให้ไม่หลุดออกไปจากวัด จากนั้นหลวงพ่อเริ่มซักถามคุณยายเกี่ยวกับเรื่อง “มาร” บางอย่างคุณยายตอบ บางอย่างไม่ตอบ ที่ไม่ตอบไม่ใช่ท่าน ไม่รู้ แต่ท่านใช้คำว่า คุณนั่งสมาธิ ตั้งใจนั่งมากๆ ไปก่อน จนกระทั่งถึงพระธรรมกายในตัวชัดๆ แล้วยายจะพาคุณไปดูว่า มารมีหน้าตาเป็นอย่างไรเพราะอธิบายตอนนี้คุณก็จะไม่เข้าใจ เรื่องนี้ถือว่าคุณยายไม่ตอบ แต่อธิบายเหตุผลให้เรา เข้าใจได้ว่าต้องฝึกตัวมากกว่านี้ก่อน ตอบแล้วถึงจะเข้าใจ ไปเห็นแล้วจึงจะเข้าใจเอง นี่ก็อย่างหนึ่ง แต่บางอย่างคุณยายตอบ จะถือโอกาสเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง ก็แล้วกัน วันหนึ่งจะด้วยเหตุอะไรนั้นจำไม่ได้ แต่คุณยายว่าอย่างนี้ “คุณจำไว้นะ เราสร้างบุญสร้างบารมีมากๆ มันหมดเวร หมดกรรมได้ แต่ว่าจะสร้างบุญมากเท่าไรก็ตาม ถ้าสร้างบุญ กันแบบธรรมดาๆ ละก็ คุณปราบมารไม่ได้ เมื่อมารมันไม่หมด ถึงกิเลสหมด ก็ยังต้องเดือดร้อนต่อไปอีก” “ยาย เป็นอย่างนั้นด้วยหรือ” “เป็นซิคุณ ดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แล้วกัน พระองค์หมด กิเลสแล้ว แต่ถึงเวลามารก็มากวนพระองค์ มากวนลูกของ พระองค์อยู่บ่อยๆ “คุณจำไม่ได้หรือ บางครั้งมารมันถึงกับเข้าไปในท้อง พระโมคคัลลานะ ทำให้พระโมคคัลลานะปวดท้องเสียแทบแย่ ปวดท้องหนักเข้า ท่านแปลกใจ เอ๊ะ! มันอย่างไร ปวดผิด ปกติเหลือเกิน “ท่านนั่งเข้าที่ เข้าธรรมกายในตัว มองเข้าไปในตัวท่าน ก็เห็นว่า มีมารอยู่ในท้องท่าน แล้วท่านยังระลึกชาติถอยหลัง ไปดูอีก พบว่ามารตัวนี้ แม่ของมันเป็นน้องสาวของท่านในอดีตชาติ ในชาติที่ท่านเองเคยเป็นมารมาก่อน เป็นอย่างนั้น ไปอีก แล้วท่านก็บอกมารว่า “ไอ้มาร เอ็งออกไปจากท้องข้า เสียเดี๋ยวนี้ ข้ารู้นะว่า เอ็งเป็นใคร” พอมารรู้แล้วว่า พระโมคคัลลานะเห็นมันอยู่ในท้อง จึงรีบตาลีตาเหลือก มุดออกมา นอกท้องท่าน พระโมคคัลลานะท่านหมดกิเลส แต่ท่านไม่หมดมาร” ตรงนี้ พวกเราคงไม่ค่อยได้ยินกันหรอก หลวงพ่อก็อ่านเจอแต่ว่า มารมันเข้าไปในท้องพระโมคคัลลานะ ก็ไม่ได้คิด อะไรมาก แต่คุณยายชี้ให้ดูอย่างนี้ ว่าขนาดหมดกิเลสแล้ว แต่มันไม่หมดมารที่จะมารบกวน บารมีขนาดเป็นอัครสาวก เบื้องซ้ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มารยังมารบกวนได้ แล้วคุณยายก็สำทับว่า “คุณนะ ถ้าจะไม่ให้มารมารบกวน ต้องปราบมารให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ให้มันหมดไป มันจะได้ไม่มากวนเราต่อไปอีก กวนใครต่อไปอีกก็ไม่ได้ เพราะมันหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ตั้งใจสร้างบุญสร้าง บารมีไป สร้างให้มาก ๆ แล้วตามยายไป ยายจะไป ปราบมารให้หมดให้ได้” หลวงพ่อถามคุณยายต่อ “ยาย ยายไปรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อพระไตรปิฎกตรงนั้นไม่มีใครพูดเลยนะเรื่องนี้” คุณยายตอบชัด “ยายเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านชี้ให้ยายดู แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็บอกด้วย ท่านจะไปปราบให้ถึงที่สุดของมาร ไม่อย่างนั้นไม่เข้า นิพพานหรอก ยายก็เลยตั้งใจที่จะปราบไปให้ถึงที่สุด ของมาร ตามไปกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พวกคุณถ้าจะ ตามก็ตามมา ไม่ตามก็ตามใจ ยายไม่บังคับใครหรอก แต่รู้ไว้ก็แล้วกัน ถึงหมดกิเลสมารมันก็ยังกวนได้ เหมือน พระโมคคัลลานะโดนกวนนั่นแหละ” นี่คือสิ่งที่ทำให้หลวงพ่อได้คิด และก็ไม่คิดจะจากคุณยาย ไปไหนอีก ทำอย่างไรให้ได้บุญมาก ต่อมา เมื่อหลวงพ่อบวชแล้วหลายพรรษา แต่พรรษาที่ เท่าไหร่จำไม่ได้ ได้ถามคุณยายว่า “ยาย ทำอย่างไรจะให้ได้ บุญมากจริงๆ” คุณยายก็พูด “นอกจากทำบุญ ท่านก็ต้องทำหน้าที่ ทำกิจวัตรสงฆ์ให้เข้มงวดกวดขันให้เต็มที่ตามที่พระพุทธเจ้าสอน แล้วก็เทศน์สอนให้เต็มที่ เสร็จแล้วท่านจะต้องนั่งสมาธิให้ มากๆ ให้เข้าถึงองค์พระให้ได้ ให้ไปเห็นท่อบุญให้ชัดๆ แล้ว ทำบุญให้ได้บุญท่อโตๆ” “ยาย ท่อบุญน่ะ มันมีหรือ” “มีซิ ทางโลกน่ะ น้ำประปาไปถึงบ้าน มันยังต้องมีท่อส่ง เลย ไม่อย่างนั้นมันจะไหลไปอย่างไร ไฟฟ้าที่ใช้กันในบ้าน ก็ ต้องมีสายสายไฟฟ้าก็คือท่อไฟฟ้านั่นแหละ บุญมันก็มีท่อนะ” “ยาย เรื่องท่อบุญนี้ มีในพระไตรปิฎกไหม พระก็ว่าอ่าน พระไตรปิฎกมามากแล้วนะ แต่เรื่องท่อบุญไม่เคยได้ยินเลย” คุณยายบอกว่า “ในพระไตรปิฎกมีหรือไม่มี ยายไม่รู้ เพราะยายอ่านหนังสือไม่ออก แต่ยายนั่งสมาธิแล้วยาย เห็น หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนยาย ให้ยายไปดู แล้วสั่งนัก สั่งหนา ทำบุญต้องให้ได้บุญท่อโตๆ แล้วบุญจะได้เข้ามาหล่อ เลี้ยงในตัวเรามากๆ ท่อยิ่งโตยิ่งดี ถ้าไม่ได้นั่งสมาธิให้มาก ที่ เขามาทำบุญกัน เขาได้บุญไหลเข้าตัวแค่หลอดกาแฟ แต่ที่ ตั้งใจนั่งสมาธิ อย่างบูชาข้าวพระ ถ้าตั้งใจนั่งละก็ ท่อบุญวัด ได้เป็นวาๆ” “ยาย เป็นวามันก็ไม่เท่าไร ก็แค่ท่อระบายน้ำโตๆ แค่ นั้นเอง” ยายบอกว่า “มันไม่ใช่อย่างนั้น วาพระนิพพานนะท่าน” “อ้าว มีวามนุษย์ วาพระนิพพานเข้ามาอีกแล้ว” ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อฟังคำตอบคุณยายแล้วทำให้ต้องมา ค้นคว้าต่อไปอีก คำว่า วา คือ ความยาวที่วัดได้จากการกางแขนเหยียด ตรงออกไปทั้งสองข้าง พวกเรานั่งอยู่นี่ คำว่า “วา” คงจะไม่ค่อยรู้จักเท่าไรหรอก ยิ่งเด็กรุ่นหลังยิ่งไม่รู้จัก อาจจะเคยเห็นไม้ที่เขาพูดว่า วา แต่ อาจจะไม่ได้เคยคิดถึงที่มาที่ไป คุณยายบอก “มันต้องได้บุญเป็นวาพระนิพพาน คืบพระนิพพาน ศอกพระนิพพาน” พอฟังคุณยายตอบ ก็สงสัยว่า มีวาพระนิพพาน ศอก พระนิพพาน คืบพระนิพพานเข้ามาอีก แล้วนิ้วพระนิพพาน มีไหม ? “มีซิ ท่าน” หลวงพ่อได้แต่นั่งงง เลยต้องมานั่งสมาธิไปด้วย หมั่น เข้าไปซักไปถามคุณยายด้วย เรามันนั่งชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง สว่างบ้าง มืดบ้าง ตื่นบ้าง หลับบ้าง เหมือนพวกเรานี่แหละ ยังไม่ได้อย่างกับคุณยาย ก็หมั่นเข้าไปซักไปถามคุณยาย แล้วส่วนหยาบๆ ก็ค้น เมื่อค้นแล้วได้เห็นภูมิปัญญาของ ปู่ย่าตาทวดไทย จากการที่นั่งซักถามคุณยายเรื่องบุญ แต่ กลับไปได้เรื่อง มาตราในการวัดของปู่ย่าตาทวดมาด้วย มาตราการวัดของปู่ย่าตายายไทยมีมาอย่างไร ? ดูให้ดีนะ ปู่ย่าตายายบอกว่า ๑๒ นิ้ว เป็น ๑ คืบ ไปลองดู เอาฝ่ามือของเราวางลงไปที่พื้น ๑๐ นิ้วแล้ว ไป แถมอีก ๒ นิ้ว วัดความยาวดู เท่ากับ ๑ คืบ คืบใครคืบคนนั้น นิ้วใครนิ้วคนนั้น แล้วจะได้ ๑๒ นิ้วเท่ากับ ๑ คืบ ๒ คืบเท่ากับ ๑ ศอก ลองเอาคืบของเราวัดกับแขนเรา จะได้ ๒ คืบเท่ากับ ๑ ศอกพอดี วัดไปเถอะ ของใครของคนนั้น จะพอดี ๔ ศอกเท่ากับ ๑ วา ไปลองทำตามดู ลองกางแขนออกไป จะได้ความยาว เท่ากับ ๔ ศอก เพราะความยาวครึ่งแขนเท่ากับ ๑ ศอก ความยาวของ ๑ แขน ก็เท่ากับ ๒ ศอก พับแขนเข้าเจอกัน ตรงกลางอกพอดี พอกางแขนออกก็ได้ความยาวเท่ากับ ๔ ศอก ตกลงถ้าวัดจากกลางอกไปถึงปลายแขนนี่ ๒ ศอก ทั้ง สองข้างก็เลยได้ ๔ ศอก ๔ ศอก คือ ๑ วา นี่บรรพบุรุษของ เรามีภูมิปัญญาขนาดนี้นะ เพราะฉะนั้น ที่ศูนย์กลางกาย ๒ นิ้วเหนือสะดือ นิ้วใคร นิ้วคนนั้น ไม่ใช่ไปเอานิ้วไม้บรรทัด แต่เอานิ้วชี้นิ้วกลางวาง ทาบลงไป ๒ นิ้วใครนิ้วคนนั้น ไม่ใช่เด็กตัวเปียก นิ้วนิดเดียว ไปเอา ๒ นิ้วไม้บรรทัดมาวัด ตําแหน่งการวางใจจะค้ําถึงอก เด็กแน่ๆ แต่นี่เป็นภูมิปัญญาของปู่ย่าตาทวดที่ต้องดูเอาไว้ ๒๐ วาเป็น ๑ เส้น ๔๐๐ เส้นเป็น ๑ โยชน์ ไล่ลําดับกันไปอย่างนั้น ปัจจุบันนี้ เอามาเทียบกันพอได้ ในหน่วย “วา” ของผู้ใหญ่ว่า ๑ วา เท่ากับ ๒ เมตร พอดี เพราะฉะนั้น ๑ ศอก โดยเฉลี่ยเท่ากับ ๕๐ เซนติเมตร มัน ออกมาอย่างนี้ ปู่ย่าตาทวดมีความเป็นอัจฉริยะ คือ เอาทั้งเนื้อทั้งตัว เป็นมาตราส่วนที่จะวัดอะไรก็ได้ เดินผ่านอะไรเข้าไป พอจะ บอกได้ว่า คนนี้สูงเท่าไร วัดด้วยอะไร สมัยนั้น ไม่มีไม้เมตร ไม้ฟุตมาวัด ไม่ต้องหรอก เราสูงเท่าไรล่ะ เรารู้ตัวเอง เดี่ยว เราก็รู้ สิ่งที่เราเดินผ่านไปได้ มันเหนือหัวเราไปกี่เท่า เรารู้ได้ เพราะว่ามนุษย์โดยทั่วไป ขนาด ๑ วาของเรา ก็ใกล้เคียงกับ ความสูงของเรา ถ้าลักษณะมหาบุรุษ วาของท่านจะเท่ากับ ความสูงของร่างกายของท่านเป๊ะ แต่ของเราทุคตะบุรุษ มัน คงไม่เป๊ะหรอก เพียงแต่ว่าใกล้เคียง ไปวัดเอาเอง ทีนี้ วาพระนิพพานจะวัดกันอย่างไร เอาง่ายๆ อย่างนี้ก่อนเราทราบแล้วว่า “พระเดชพระคุณ หลวงพ่อวัดปากน้ำได้เทศน์ไว้ว่า ธรรมกายพระโสดาบัน หน้าตัก ๕ วา” ๕ วาของเรา กับวาของท่านเป็นอย่างไร ? เราต้องไป วัดกันด้วยการนั่งสมาธิมากๆ แต่พูดแบบอุปมาได้ว่า ถ้าท่าน กางแขนออกไปได้เท่าไร นั่นเป็นวาหนึ่งของธรรมกาย เอง พระโสดาบัน ถ้าธรรมกายพระสกิทาคามี ซึ่งหน้าตักท่าน เท่ากับ ๑๐ วา วาของท่านควรจะเป็นเท่าไร ก็ต้องนั่งสมาธิ ไปดูเอา เพราะฉะนั้น วาธรรมกายพระอรหัต หน้าตักท่าน ๒๐ วา ๒๐ วาของเรากับวาของท่าน เมื่อท่านกางแขนออกไป วา ของท่านขนาดไหน ? ก็คือวาพระนิพพาน แล้วถ้าธรรมกายที่องค์โตขึ้นไปกว่านั้นล่ะ วาจะเป็น อย่างไร ถ้าอย่างนั้นอดใจเอาไว้ ขยันนั่งไป แล้วก็ไปดูเอา แล้วกันนะ คุณยายบอกแล้ว ถ้าอยากจะได้บุญมาก ต้องตั้งใจทำบุญ และตั้งใจนั่งสมาธิ นั่งไปให้ได้จนกระทั่งเห็นท่อบุญว่า ท่อโต ขนาดไหน จะได้รู้ว่าทำบุญแต่ละครั้งได้บุญขนาดไหน เพราะ ว่าวัดกันด้วยท่อบุญ ท่อธารแห่งบุญ คุณยายพูดเรื่องท่อบุญคร่าวๆ ให้หลวงพ่อฟัง แต่ว่าใน ฐานะที่เป็นพระ จะมาพูดเรื่องท่อบุญกับใคร ถ้าเราไม่มีหลัก ฐานในพระไตรปิฎก ไปพูดกับใคร เขาได้ยินเข้า ถ้าขั้นเบาะๆ เขาคงว่าบ้า ดีไม่ดีเขาไล่ตะเพิด หรือไม่อย่างนั้นเขาอาจจะ จับหลวงพ่อมัดส่งโรงพยาบาลบ้าก็ได้ เพราะว่ามาอุตริพูดถึง เรื่องท่อบุญ ซึ่งผู้มีภูมิธรรมทั้งแผ่นดินไทย ทั้งในโลกนี้ ไม่ เคยมีใครพูดถึงเลย นี้เป็นความหนักใจ จากนั้นหลวงพ่อเลยมานั่งค้นพระไตรปิฎก แล้วก็เจอว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องท่อบุญเอาไว้ด้วย เพียงแต่ว่า ผู้มีภูมิธรรมทั้งหลายในโลกนี้ ในแผ่นดินนี้ ไม่มีใครเขามาพูดกัน ทำไมเขาไม่พูด ประเภทที่ ๑ ไม่รู้ด้วยว่ามีท่อบุญ ประเภทที่ ๒ อาจจะรู้ แต่ว่าถ้าขึ้นพูด เดี๋ยวจะถูกหาว่า บ้า ท่านเลยไม่พูด - หลวงพ่อตั้งใจค้นพระไตรปิฎก ค้นไปค้นมาในที่สุดก็เจอ แต่แล้วไม่มีโอกาสได้พูดกับพวกเรา เพราะถ้าอยู่ดีๆ มาพูด เดี๋ยวเขาจะหาว่าเพี้ยนอีกเหมือนกัน โดยเฉพาะท่านที่มาใหม่ หรือมาเก่าแต่ว่ายังนั่งสมาธิน้อยอยู่ หลวงพ่อคงโดนข้อหา เพี้ยน หรือไม่อย่างนั้นอาจจะคงมีหนังสืออะไรมาสอบ หลวงพ่อเสียอีกก็ไม่รู้ แต่พอดี เมื่อเช้านี้ตอนบูชาข้าวพระ (วันอาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔) ได้ยินหลวงพ่อธัมมชโยพูดถึงเรื่องท่อ ธารแห่งบุญอีก วันนี้จึงขอถือโอกาส เอาเรื่องท่อบุญมาฝาก พวกเรา ขออ่านให้ฟังก็แล้วกัน จะได้หมดสงสัย เรื่องนี้มีอยู่ใน พระไตรปิฎก เล่ม ๒๑ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต พระ สูตรชื่อ ปุญญาภิสันท์ ว่าด้วยท่อธารบุญ เนื้อหามีอยู่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระภิกษุว่า ถ้าจะให้ ญาติโยมที่มาทำบุญ ได้บุญมากๆ ต้องทำอย่างไร ท่อบุญถึง จะโต ท่านบอกว่า ท่อธารบุญมีอยู่ ๔ ประการ หรือว่าเกิดขึ้น ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ข้อที่ ๑ พระรูปใดที่ญาติโยมเอาผ้าไตรมาถวาย พอได้รับ ถวายแล้วเข้าเจโตสมาธิ คือ ตั้งใจนั่งสมาธิเข้ากลางของกลาง เข้ากลางพระธรรมกายในตัวไป ย่อมทำให้ท่อธารบุญกุศล ของทายก บังเกิดจะนับจะประมาณมิได้ ข้อนี้ชัดเจน นี่ยกมาจากพระไตรปิฎก พูดง่ายๆ หลวงพี่ ทั้งหลาย สามเณรทั้งหลาย ลุงป้าน้าอาที่นั่งอยู่ที่นี่ ทำบุญกับ พวกเรามามากแล้ว ถ้าอยากจะให้โยม ลุงป้าน้าอา ได้บุญ มากๆ ต้องทำอย่างนี้ ได้รับผ้าไตรไปแล้วละก็ นั่งสมาธิ ทำใจหยุดนิ่งเข้าไปกลางพระธรรมกาย เข้ากลางของกลาง เข้าไปให้ลึกๆ แล้วจะทำให้ท่อบุญจากศูนย์กลางพระธรรม กายส่งต่อไปให้โยมที่ทำบุญ ส่งเข้าศูนย์กลางกายของโยมที่ ถวายจีวรท่อธารนี้จะนับจะประมาณมิได้โตกันชนิดวัดไม่ไหว ข้อนี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ไม่มีใครพูดกัน ข้อที่ ๒ พระรูปใดรับบิณฑบาต ฉันอาหารของญาติโยม แล้ว ไม่ใช่ฉันเสร็จแล้วไปนอน ฉันเสร็จแล้วรีบไปนั่งสมาธิ ย่อมทำให้ท่อธารบุญของทายกนี้ เกิดขึ้นจนจะนับจะ ประมาณมิได้ หรือไม่ต้องรอฉันเสร็จแล้วค่อยไปนั่ง เริ่มตั้งแต่ขณะที่ ฉันไป ก็มององค์พระนิ่งเข้าไป เห็นองค์พระชัดๆ ใสๆ อยู่ใน ตัว นิ่งเข้าไป หรือแม้กลับไปถึงกุฏิ ก็นั่งสมาธิ จรดใจดิ่ง เข้าไปกลางองค์พระ นั่งไปเถอะ ไม่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น แต่ ว่าท่อธารบุญมันเกิดไหลไปจากศูนย์กลางกายของพระของ เณร เข้าไปสู่ศูนย์กลางกายของญาติโยม ท่อบุญโตนับกันไม่ ไหวที่เดียว ข้อที่ ๓ แม้ที่สุดแล้ว จะถวายกุฏิ ถวายศาลา ถวายพระ เจดีย์ ก็ทำนองเดียวกันนี้ หรือข้อที่ ๔ จะถวายหยูกยารักษา โรคอะไรก็ตาม โยมถวายแล้ว ถ้าพระเรา ไม่ได้นั่งสมาธิ ใจ ยังฟุ้งซ่านอยู่ ท่อบุญจากพระไปถึงโยม ท่อคงเล็กแค่หลอด กาแฟ มันไม่เป็นวาพระนิพพานอย่างที่ยายว่า มันไม่เป็นท่อ ใสยิ่งกว่าแก้วเสียแล้ว นี่มีหลักฐานเรื่องท่อธารบุญปรากฏอยู่ ในพระไตรปิฎกอย่างนี้ หลักการทำบุญที่สมบูรณ์แบบ เราจำได้กันแต่ว่าองค์ประกอบของการทำบุญให้ได้บุญ มาก มีอยู่ ๔ ข้อ ๑. วัตถุบริสุทธิ์ คือ สิ่งของที่เราเอามาทำบุญ เป็นของ ที่บริสุทธิ์ เกิดจากน้ำพักน้ำแรงเรา ไม่ได้คดโกงใครมา นี่ องค์ประกอบข้อที่ ๑ ๒. มีเจตนาบริสุทธิ์ คือ ตั้งใจมาทำบุญจริงๆ ไม่ใช่เพื่อ อย่างอื่น ไม่ใช่ทำเพราะเสียไม่ได้ ไม่ใช่มาติดสินบน หรือมา แก้บนอะไรไม่รู้ แต่ตั้งใจมาทำบุญจริงๆ มาทำบุญสร้างพระ เจดีย์ สร้างพระธรรมกาย สร้างลานรัตนบัลลังก์ สารพัดที่เรา ทำไป เรามีเจตนาบริสุทธิ์ของเรา ๓. ผู้ให้ คือ ตัวเรา แต่ละคนบริสุทธิ์ ๔. ผู้รับ คือ พระภิกษุบริสุทธิ์ เมื่อทำครบองค์ประกอบ ๔ ประการนี้ย่อมได้บุญมาก ส่วนมากพระท่านเทศน์ ก็เทศน์แต่ ๔ ข้อนี้ ไม่มีใครสักรูป หนึ่งที่เทศน์ว่าผู้ให้บริสุทธิ์แล้วท่อธารที่ศูนย์กลางกายก็เปิดโต เรื่องนี้ไม่มีใครพูด วันนี้นึกถึงคุณยาย จึงได้จังหวะขอเอามาพูด เอาความรู้ ของคุณยายมาให้พวกเรา ให้ต่อหน้าท่านที่เป็นท่านทายก ผู้ให้บริสุทธิ์ คือ ตั้งแต่บริสุทธิ์ในระดับรักษาศีล ซึ่งท่อธาร บุญคงจะโต สมมติว่า ถ้าการรักษาศีลทำให้ท่อธารบุญโต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสักคืบหนึ่ง ถ้าไม่บริสุทธิ์ กินเหล้าไป ตักบาตรไปท่อบุญก็จะลดขนาดเล็กลง แต่คงไม่ใช่หลอดกาแฟ มันคงเป็นหลอดอะไรซึ่งเล็กกว่าหลอดกาแฟ มันเปิดได้แค่นั้น แล้วผู้รับบริสุทธิ์ คือ พระภิกษุ เป็นอย่างไร คือ ยิ่งถ้าใน ระดับที่ท่านนั่งสมาธิ เข้าถึงพระธรรมกายในตัว ทั้งชัด ทั้งใส ทั้งสว่าง ท่อบุญของท่านก็มีขนาดโตจะนับจะประมาณมิได้ แต่ว่าผู้ที่มาทำบุญ ถ้าทำบุญไปด้วย นั่งสัปหงกไปด้วย บางคนทำบุญไปด้วย เมาเหล้าไปด้วย แล้วเขาจะรับบุญไป ได้เท่าไร เหมือนอย่างกับฝนตกลงมาเต็มท้องฟ้า แต่ว่าเอา ขวดปากแคบไปรองรับน้ำฝน จะได้น้ำฝนสักเท่าไร ยิ่งถ้าไป เอาขวดน้ำหอมเล็กๆ มาตั้งไว้กลางแจ้ง แล้วจะได้อะไร ลอง ไปนึกเอา ตรงกันข้าม ฝนมันตกจักๆ แล้วเราเอาโอ่งปากกว้างไปรับ น้ำฝน ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเดียว น้ำเต็มโอ่ง นี่มันเป็นอย่างนี้ พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า “ท่อธารบุญกุศลเหล่านี้ ย่อม นำมาซึ่งความสุข ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นทาง สวรรค์ เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนา ที่รักใคร่ ที่ชอบใจ เพื่อ ประโยชน์ เพื่อความสุข” นี่คัดเอามาจากพระไตรปิฎก จากที่เราเคยฟังเทศน์กันมาว่า ทำบุญต้องผู้ให้และผู้รับ บริสุทธิ์ แต่ว่าผู้ให้บริสุทธิ์ตรงนี้ บริสุทธิ์ระดับมีศีล ๕ กับ บริสุทธิ์ระดับมีศีล ๘ ท่อบุญก็ไม่เท่ากันเสียแล้ว บริสุทธิ์ในระดับไหน ในระดับทั้งมีศีลด้วย มีสมาธิด้วย ในสมาธิประเภทสว่างๆ ไม่ถึงปฐมมรรค ท่อบุญก็เปิดใน ระดับหนึ่ง ถ้าถึงปฐมมรรค ท่อบุญจะโตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ท่อบุญก็โตขึ้นไปตามลําดับๆ ของมัน ถ้ายิ่งเข้าถึงธรรมกาย ท่อบุญจะโตพิเศษขึ้นมาอีก นี่คือในส่วนผู้ให้หรือผู้ทำบุญ ท่อ บุญจะขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของเรา แล้วท่อส่งบุญล่ะ จะมาจากไหน ? มาจากพระที่เป็นผู้รับ ท่านบริสุทธิ์ขนาดไหน ถ้าขนาดเจโตวิมุตติ เจโตสมาธิ เข้า กลางของกลางพระธรรมกายได้ ท่อบุญก็โตเบ้อเริ่มเลย อย่างนี้ท่อส่งโต ถ้าพวกเราท่อรับก็โตอย่างนี้ บุญก็ได้เพียบ ถ้าท่อรับโตเบ้อเริ่มเลย แต่ท่อส่งของพระท่านตีบ ศีลท่านไม่ ค่อยจะเข้าท่านัก ท่อส่งเล็ก ท่อรับโต บุญก็ไม่เต็มที่ โดยสรุป ถ้าท่อส่งเล็ก แต่ท่อรับโต บุญได้ไม่เต็มที่อีก แต่ถ้าท่อส่งก็โต ท่อรับก็โต ทำบุญงวดนี้ รับบุญกันเพียบเลย ตรงนี้ต้องฝากหลวงพี่หรือสามเณรด้วย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ทำไมไม่หวั่นไหว ? เพราะท่าน เป็นพระอริยเจ้าแล้ว ท่านเหล่านี้จะมีท่อธารบุญในตัวโตเป็น พิเศษดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ที่นี้ ผู้ที่ไม่ได้เป็นอริยสาวก นั่งอยู่นี่ ยังไม่ได้เป็นพระ โสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ เวลานึก องค์พระก็ยังเห็นชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง จะเป็นเนื้อนาบุญไหวไหม ก็ลองฟังกัน พระพุทธองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า อริยสาวกประกอบด้วยอริยกันตศีล คือ ศีลที่พระอริย เจ้าพอใจ ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย เป็นไท ผู้รู้สรรเสริญ มีทิฏฐิ ถูกต้อง และเป็นสมาธิด้วย ถ้าอย่างนี้ท่อธารบุญก็โตอีก พวกเรานั่งอยู่ที่นี่ เรายังไม่ได้เป็นพระอริยสาวก อย่าง มากเป็นโคตรภูบุคคล คือ ผู้ที่เข้าถึงพระธรรมกายในตัวแล้ว แต่ว่าพระธรรมกายที่ปรากฏในตัวนั้นยังไม่มั่นคงชนิด ๒๔ ชั่วโมง บางทีก็ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง หรือชัดก็ชัดอยู่ชั่วโมง ครึ่ง ชั่วโมงแล้วก็หายไป หรือชัดอยู่วัน ครึ่งวัน แล้วก็หายไป หรือชัดอยู่ ๒-๓ วัน แล้วก็หายไป ถึงจะชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ว่าได้ระวังรักษาศีลอย่างดี ถ้าอย่างนั้นท่อบุญก็จัดเป็นท่อ บุญโตๆ ที่เดียว ส่วนโตเท่าไหนขึ้นอยู่กับสมาธิของท่าน ศีล ของท่าน เพราะฉะนั้น ลูกพระลูกเณร ยุคนี้เศรษฐกิจย่ําแย่อยู่ พี่ ป้าน้าอา ปู่ย่าตายายของเราที่นั่งอยู่ในนี้ ก็ตั้งใจ จะมีหรือไม่มี จะรวยหรือไม่รวย มาถึงวัดแล้วก็ต้องมีของติดมือมาฝากพระ ฝากเณร แม้ไม่มีจริงๆ ก็ไม่ยอมจนใจ อาจจะจนทรัพย์แต่ไม่ จนใจ ที่ว่าจนทรัพย์ แต่ไม่จนใจ ท่านทำอย่างไร ? " ท่านเหล่านี้ ก็ไม่อยู่นิ่ง สู้ตะเกียกตะกายไปเป็น กัลยาณมิตรไปชักชวนใครต่อใครมาสร้างบุญ ไปชักชวนผู้ที่ เขาพอมีฐานะ มีทรัพย์มาบำรุงลูกพระลูกเณรได้ นี่ท่านเหล่า นี้ทุ่มเทบำรุงลูกพระลูกเณรมาด้วยความเหนื่อยยาก การกระทำตรงนี้ ของพี่ป้าน้าอา คุณลุง คุณตา คุณย่า คุณยายที่นั่งอยู่ในนี้ ท่อธารบุญของท่านเหล่านี้ที่รอรับบุญ อยู่นี่ มีขนาดเบ้อเริ่มทีเดียว เหลือแต่ลูกพระลูกเณร จะต้อง เข้มงวดกวดขันตัวเองให้มากๆ ท่อบุญในตัวของเราก็จะได้ ส่งไปถึงญาติโยมได้ แม้ไม่โตเท่ากับพระอริยเจ้า แต่ขนาด ท่อบุญของเราก็จะไม่ธรรมดา ถ้าอย่างนี้ละก็ ทั้งลูกพระลูกเณรจะได้บุญติดตัวไปมากๆ แล้วพี่ป้าน้าอาที่มาตั้งใจทำบุญกับลูกพระลูกเณร ก็จะได้บุญ มากๆ และบุญมากๆ อย่างนี้สะสมเข้าไว้ เพื่อจะได้มีบุญที่ มากพอจะติดตามคุณยายไป ไม่อย่างนั้นตามคุณยายไม่ทัน ซึ่งอย่างน้อยตามให้เห็นฝุ่นก็ยังดี ถ้าฝันก็ไม่เห็นเสียอีก แล้วจะทำอย่างไร จะไปโทษใคร ก็ ท่อบุญเราแค่หลอดกาแฟ แล้วจะไปโทษใคร เราต้องมองภาพเรื่องท่อบุญนี้ให้ชัดๆ แล้วต่อแต่นี้ไป ลูก พระลูกเณรก็ไปตั้งใจทำท่อบุญในตัวเองให้โตๆ เถิด ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่คุณยายสอนหลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องบุญ มาตั้งแต่ก่อนบวช และหลวงพ่อก็ไปค้นคว้าหลักฐานใน พระไตรปิฎกมายืนยันเรื่องบุญให้แก่พวกเรา นับแต่นี้ไป พวกเราตั้งใจเป็นลูกหลานของคุณยายแล้ว ต้องตั้งใจนั่งสมาธิทำภาวนาของเราไป รักษาศีลของเราไป ประคองใจเราเข้าศูนย์กลางกายของเราไปจะตื่นบ้าง หลับบ้าง ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง มั่นคงบ้าง ไม่มั่นคงบ้าง ก็เอาใจไว้ใน ศูนย์กลางกายนั่นแหละ วันหนึ่งท่อบุญก็จะโตขึ้น โตวันโตคืน โตจนกระทั่งวัดกันได้เป็นวาๆ พระนิพพานวันนั้นก็สมศักดิ์ศรี ที่เป็นลูกหลานคุณยายนะ ขอให้วันนั้นจงมาถึงพวกเราเร็ว ๆ จงทุกรูปทุกคน เทอญ