หลักการของสมาธิ คือ ความสว่าง
คุณยายอาจารย์ · 100 ปีรอยเท้ายาย_เล่าเรื่องยาย_พิมพ์ใหม่2เล่มรวมกัน
หลักการของ สมาธิ” คือ ความสว่าง
“ดูก่อนอนุรุทธะเรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า สมัยใด เรามีสมาธินิดหน่อย สมัยนั้น เราก็มี จักษุนิดหน่อย ด้วยจักษุนิดหน่อย เรานั้นจึง รู้สึกแสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิด หน่อย ส่วนสมัยใด เรามีสมาธิหาประมาณมิได้ สมัยนั้น เราก็มีจักษุหาประมาณมิได้ ด้วย จักษุหาประมาณมิได้เรานั้นจึงรู้สึกแสงสว่าง หาประมาณมิได้ แลเห็นรูปหาประมาณมิได้ ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอด ทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง”
(อุปักกิเลสสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์)
สมาธิคืออะไร ?
“สมาธิ” เมื่อพูดขึ้นเมื่อไร ร้อยละ ๙๙ จะบอกว่าสมาธิเป็น เรื่องของความสงบใจ
ถามว่า ถูกไหม ? ถูก แต่ถูกไม่หมด ถูกแค่เปลือกๆ
บางคนนั่งหลับบอกว่า “แหม สงบดีจัง” สงบอะไรกัน ที่ จริงเขานั่งหลับต่างหาก ก็พอๆ กับการนอนหลับนั่นแหละ
ถ้าอย่างนั้น หลักการของสมาธิคืออะไร
สมาธิเป็นเรื่องของความสว่างที่เกิดขึ้นข้างใน ถ้าไม่ สว่างข้างใน จะเห็นได้อย่างไรว่า นี่คือดวงปฐมมรรค คือกาย มนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ธรรมกาย ต้องสว่างถึงเห็น ถ้ามืดๆ จะไปเห็นอะไร เพราะฉะนั้น ที่นั่ง มืดๆ อยู่ แล้วบอกว่า แหม วันนี้นั่งสมาธิดีเหลือเกิน สงสัยว่า จะนั่งหลับ หรือถ้าไม่หลับ แต่ใจยังไม่รวม หรือใจยังรวมไม่ ถูกส่วน หรือว่า แค่ทำท่าว่าจะเป็นสมาธิเท่านั้น
แต่เดิมนั่งหลับตาก็มืดอย่างกับเข้าถ้ำ ดําเหมือนอย่าง กับถ่าน ตอนนี้สมาธิดีขึ้นมาแล้ว เป็นอย่างไร สว่างกว่า ตะวันเที่ยงหรือ เปล่าหรอก ก็มืดๆ นั่นแหละ แต่มืดเท่าๆ แสดงว่าใจสว่างขึ้นมาแล้ว นั่นเป็นความก้าวหน้าของสมาธิ ของเรา แต่ยังไม่ถึงจุดมาตรฐานว่า เห็นใจเป็นดวงใสอย่าง กับดาวประกายพรึก หรือว่ายังไม่เป็นดวงใสอย่างกับดวงแก้ว อย่างกับเพชร แต่ก็เริ่มสว่างๆ จากมืดสนิทเป็นมืดเทาๆ ก็ ดีแล้ว
จากมืดเทาๆ หลับตาลง รู้สึกชักสว่างเหลืองๆ บ้าง แดงๆ บ้าง แสดงว่า มีความสว่างเกิดขึ้นบ้างแล้วในระดับหนึ่ง แล้ว ก็ค่อยๆ พัฒนาไปจนกระทั่งเห็นดวงผุดขึ้นมาที่ศูนย์กลาง
กายเป็นดวงสว่าง จากสว่างแค่ดวงดาวบนท้องฟ้า สว่างแค่ เทียนที่จุดบูชาพระ สว่างแค่ดวงจันทร์คืนข้างแรม คืนข้างขึ้น สว่างเหมือนดวงจันทร์มาฆฤกษ์ พัฒนาใจเรื่อยไป จนกระทั่ง สว่างเหมือนตะวันเที่ยง เห็นอย่างนี้เมื่อไร สมาธิตัวจริงอยู่ ตรงนั้น นอกนั้นที่นั่งสมาธิมาตั้งหลายปีนั้น มันเฉียดๆ สมาธิ ตรงนี้ขอทำความเข้าใจไว้ด้วย
เพราะฉะนั้น สมาธิวัดกันที่ตรงไหน วัดกันที่ความสว่าง ยิ่งใจสว่างยิ่งดี แต่ขอเตือนไว้ยิ่งสว่างยิ่งดี เพราะฉะนั้นพอ ลงนั่งปั๊บ จะเค้นให้สว่าง เดี๋ยวคงได้ปวดหัวกัน เพียงแค่ ค่อยๆ ให้ใจของเขาพัฒนาขึ้นมา ขยันทำกันไปทุกวันๆ วัน หนึ่งจะต้องสว่างข้างใน
พอสว่างถึงตะวันเที่ยง หลับตาลืมตาสว่างเท่ากัน ถือว่า นั่งได้ไม่เบาแล้ว แต่คุณยายสั่งไว้ว่า
“สว่างแค่ตะวันเที่ยงยังไม่พอจะระลึกชาติหรอกต้อง นั่งได้ระดับตะวันเที่ยงเรียงเป็นดวง ๆ เต็มท้องฟ้า ถึง เอาไปใช้ระลึกชาติไม่ผิดไม่พลาดได้ถ้าสว่างวับๆ แวม ๆ แค่ดวงเทียน ดวงดาว ดวงจันทร์ เอาไประลึกชาติไม่ได้ มันก็คุ้ม ๆ ค่ำ ๆ เงาๆ สะเปะสะปะไป เดี๋ยวเถอะผิดมาก กว่าถูก ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น พวกท่านเมื่อใจข้างใน สว่างแล้ว ก็ให้สว่างยิ่งกว่าเอาตะวันเที่ยงมาเรียงเป็น ดวง ๆ เต็มท้องฟ้า เป็นร้อยเท่า พันเท่า ล้านเท่า อสงไขยเท่า นั่นแหละ คือ สิ่งที่ต้องการ”
คุณยายเองถูกหลวงพ่อวัดปากน้ําเคี่ยวเข็ญมาอย่างนี้ ที่แรกของคุณยายก็สว่างไม่มาก ค่อยๆ พัฒนาไป เข้าไปวัด ทีแรกยังสว่างไม่มากนัก แค่สว่างกว่าตะวันเที่ยงนิดหน่อย คุณยายถูกหลวงพ่อวัดปากน้ําให้บทฝึกหัด คือให้ไปหัดนั่ง นับเม็ดฝนว่า เมื่อสักครู่นี้ฝนมันตกกี่เม็ด ใจจดใจจ่อที่จะนับ เม็ดฝนให้ได้ว่า ฝนที่ตกเมื่อครู่ตั้งชั่วโมงหนึ่งนั้นมันมีกี่เม็ด วิธีนับไม่ยาก ถ้าองค์พระธรรมกายในตัวมีขนาดโต ก็ขยาย องค์พระให้หน้าตักคลุมพื้นที่ที่ฝนตก แล้วมองเข้าไปใน ศูนย์กลางกายก็เห็นฝนทุกเม็ด เขานับกันอย่างนั้น แต่ว่าคน ที่จะขยายได้ขนาดนั้น ใจต้องสว่างพอแรงทีเดียว
พอนับเม็ดฝนได้ว่า เมื่อสักครู่ที่ฝนมันตกมีกี่เม็ด คุณยาย ก็ดีใจ นึกว่าจะได้พัก แต่เปล่า หลวงพ่อวัดปากน้ําท่านให้ไป นับอีกว่า พรรษานี้ทั้งพรรษาฝนตกกี่เม็ด คุณยายนั่งสมาธิ เสียตัวตั้งกว่าจะนับได้ แล้วรู้อย่างไรว่า นับไม่ผิดไม่พลาด รู้ ได้ เพราะเช็คกันได้ แต่ละคนที่อยู่โรงงานทำวิชชา ต้องนั่ง เช็คกันอย่างนี้ แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ําท่านก็เช็คด้วย นับผิด ไปกี่เม็ด ท่านยังบอกอีกด้วยว่า “เอ็งนับผิดไปกี่เม็ด” ฝึกหนัก เข้าๆ หลวงพ่อก็ให้ไปนับว่า ปีนี้ทั้งปีฝนตกในโลกกี่เม็ด ท่าน นับกันอย่างนี้
นับได้อย่างไร ? สมัยก่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ยังไม่มี คุณยายตอบว่า “มันจะไปยากอะไร ระหว่างใจกับโลก อย่าง ไหนจะโตกว่ากัน ? ใจมันโตกว่าโลก โตกว่าบ้าน โตกว่าเมือง
ใจโตกว่าประเทศ กษัตริย์เขาปกครองประเทศ ใจเขาต้อง คลุมประเทศ ใครคิดอยากจะเป็นเจ้าโลก ใจของเขาก็ต้อง คลุมโลก เพราะฉะนั้น ถ้าจะนับเม็ดฝนว่า ปีนี้ฝนตกกี่เม็ดใน โลกนี้ไม่ยาก ก็ขยายองค์พระให้หน้าตักคลุมโลก แล้วมอง เข้าไปในศูนย์กลางกาย ก็เห็นจนหมด เราก็นับไป”
ที่คุณยายพูดฟังดูไม่ยาก แต่ทำแล้วทำอีก ลองไปทำกัน ดู แล้วก็รู้หรอก ยากหรือไม่ยาก เพราะฉะนั้น หลักการของ สมาธิอยู่ที่ความสว่าง จับประเด็นให้ดี อยากจะรู้ว่าสมาธิของ เราก้าวหน้าแค่ไหน แต่ละวันๆ ไม่ต้องไปถามใคร แค่ถามตัว เองว่า นั่งเมื่อสักครู่นี้ใจสว่างแค่ไหน ตอบได้ไหม?
หลักการของศีล คือ ความสะอาด แต่เป็นความสะอาด ระดับลึก ลึกเข้าไปในเนื้อ ในกระดูก ในใจ แต่ก่อนจะลึก เข้าไปได้อย่างนั้น ต้องฝึกข้างนอกให้สะอาดจนคุ้นเสียก่อน ข้างนอกสะอาดจนคุ้นแล้วข้างในจึงสะอาดระดับลึกได้
เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้ว มองหน้าก็รู้ว่า ใครจะ เข้าถึงธรรมเมื่อไร เห็นใครหน้าสะอาดๆ ก็เข้าถึงธรรมเร็ว ถ้าหน้ายังไม่สะอาด ยังอีกนานนัก
หลักการของสมาธิอยู่ที่ความสว่าง ถามว่าจะสว่างเอา ไปทำอะไร สว่างอย่างกับตะวันเที่ยงแล้วยังไม่พอ ต้องสว่าง เหมือนเอาตะวันเที่ยงมาเรียงเต็มท้องฟ้า แล้วตาไม่ปะทุตาย หรือ ? ขอตอบว่า ไม่ ยิ่งสว่างยิ่งชุ่มชื่นหัวอกหัวใจ เหมือน ดวงจันทร์ ยิ่งสว่าง ใครเห็นก็ยิ่งชื่นใจ มันกลับตาลปัตรกัน
จะเอาความสว่างไปทำอะไร ? เหตุผลมันมีอยู่ว่า ปัญญา ของมนุษย์จะเพิ่มพูนมากขึ้นตามการเห็น เห็นได้มากเท่าไร ปัญญาก็มากไปถึงนั่น เขาสร้างกล้องดูดาว มองไปได้ไกล เท่าไร ปัญญาความรู้เกี่ยวกับจักรวาลก็กว้างไกลไปถึงนั่น ส่วนของเล็กๆ เช่น เชื้อโรคต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู ยิ่ง ถ้าเป็นไวรัสมันเล็กกว่าตัวแบคทีเรีย ต้องใช้กล้องที่มีกำลัง การขยายสูงเข้าไปอีก กล้องที่ขยายได้มากเท่าไรก็ทำให้เห็น ของเล็กๆ ได้โตขึ้น ยิ่งเห็นชัดขึ้นมากเท่าไร ก็ทำให้เรามี ปัญญารู้เท่าทันในสิ่งเล็กๆ นั้นมากขึ้นเท่านั้น
โดยย่อ ปัญญาของมนุษย์จะเพิ่มพูนไปกับการเห็น และการเห็นนั้นจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความสว่าง เพราะ ฉะนั้น การทำสมาธิเพื่อเพิ่มพูนความสว่างจึงจําเป็น เพื่อจะไปดูกิเลสในใจว่า มันซุกซ่อนอยู่ตรงไหนของใจ
ขั้นแรกใจต้องสว่างขนาดดวงอาทิตย์ยามเที่ยงเป็นอย่าง น้อย จึงจะเริ่มเห็นใจของตัวเอง ถ้าใจสว่างเหมือนดวง อาทิตย์เรียงกันเต็มท้องฟ้า เห็นใจตัวเองชัดแล้ว แต่ยังไม่ เห็นกิเลสที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ ต้องสว่างขึ้นไปกว่านั้นอีก สว่าง ในสว่าง จนกระทั่งเห็นชัดเจนได้ว่า เจ้ากิเลสตัวนี้นี่มันซุกอยู่ ในใจ ทำให้เรามักโกรธ เจ้ากิเลสตัวนี้ทำให้เราขี้เกียจ ตัวนี้ ทำให้เราโลภ และมองเห็นชัดว่า กิเลสตัวนี้ที่ทำให้เราขี้อิจฉา มันอยู่นี่เอง เดี๋ยวจะถอนรากถอนโคนมันออกให้หมดเหมือน กับถอนหญ้าอย่างนั้นแหละ
ความสว่างมีความจําเป็นอย่างนี้ มีความสัมพันธ์กับการ ปราบกิเลสอย่างนี้ และจะสว่างได้มากน้อยแค่ไหน ? ก็ต้อง สะอาดมากๆ จากศีล จึงจะมาสว่างมากๆ ตรงสมาธิ และ เพราะสว่างมากๆ ตรงสมาธิ ทำให้เราไปเห็นความจริงที่ ซ่อนอยู่ข้างหลัง ข้างใน ซ่อนอยู่ลึกๆ พอไปเห็นกิเลสอย่างนี้ เราก็ฆ่ากิเลสได้
ฆ่ากิเลสอย่างไร ? เอาอีโต้ไปห้ำหั่นใช่ไหม ? ไม่ใช่ เอา ครกไปโขลกใช่ไหม ? ก็ไม่ใช่ ได้แต่อุปมาว่า ในโลกนี้เวลา ความมืดครอบคลุมอยู่ เมื่อจะฆ่าความมืด ฆ่าอย่างไร ? ก็ ฆ่าด้วยการที่พอดวงอาทิตย์เกิดขึ้น ความสว่างของดวง อาทิตย์ก็ฆ่าความมืดไปได้ มันฆ่ากันไปตามลําดับเช่นนั้นเอง
เพราะฉะนั้นการฆ่ากิเลส มีความจําเป็นต้องสว่างภายใน ให้ได้ เงื่อนมันอยู่ตรงนี้ สว่างข้างในมากเท่าไร ก็ฆ่ากิเลสไป ได้มากเท่านั้น เมื่อฆ่ากิเลสไปได้มากเท่าไร สิ่งฝ้าฟาง ที่มัน บังใจด้วย บังตาด้วย เริ่มหมดไปตามลําดับ แล้วเกิดความรู้ เท่าทันไปตามลําดับๆ พอสว่างมากก็รู้เท่าทันกิเลสเท่าทัน อารมณ์ของเรารู้เท่าทันหนักเข้าจะเห็นตัวเองชัดว่ากิเลสของ ตัวเองเป็นอย่างไร ใจตัวเองเป็นอย่างไร เดี๋ยวก็มองคนอื่น ทะลุปรุโปร่ง เพราะคนอื่นก็มีกิเลสเหมือนกับเรา ตัวเดียวกับ เรา ทั้งโลภ โกรธ หลงเหมือนกัน ถอดพิมพ์เดียวกันมา
ใจของเรามีกิเลสเช่นไร คนอื่นก็มีอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะอย่างนี้ ปู่ย่าตาทวดจึงบอกว่า รู้จักเอาใจเขาไปใส่ใจ เราบ้าง ทำไมล่ะ ก็ทั้งใจเขาใจเรามีกิเลสตัวเดียวกัน รู้จัก ถนอมๆ ใจกันไว้ด้วย ฉะนั้น เมื่อสว่างไปมากเท่าไร ก็รู้เท่า ทันทั้งกิเลสในตัว และกิเลสคนอื่น
ไม่เว้นแม้แต่ธรรมชาติของโลก สภาพของดินฟ้าอากาศ เป็นอย่างไร ก็จะรู้เท่าทันหมด พวกเราบางท่านที่ไปกราบ คุณยาย ถึงได้เห็นคุณยายบอกได้ว่า ปีนี้ฝนจะแล้ง ปีนี้ฝนจะ ชุก ผู้มีธรรมมองทะลุล่วงหน้าไปเป็นปี ๆ เพราะมีเหตุที่ ทำให้แปรปรวน เหตุคือ กิเลสในตัวคน ซึ่งเป็นตัวบังคับว่า จะให้โลกนี้แล้ง หรือจะให้ฝนตก น้ําจะพอดี หรือน้ําท่วม จะร้อนหรืออบอุ่นพอดี สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากกิเลสในตัวคน ของแต่ละคนๆ เมื่อรวมกันเข้า ก็เป็นตัวควบคุมบรรยากาศ ในโลกนี้ พอมีธรรมะเข้า คือเข้าถึงธรรมกายแล้วไปดู จะเห็น ที่มาว่าเป็นอย่างนี้
ประเทศจะมีเศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือซบเซา ขึ้นอยู่กับความ โลภของคนในประเทศ ถ้าความโลภของคนในประเทศรวม กันแล้วมันมาก ส่งผลให้แต่ละคนเห็นแก่ตัว มือใครยาวสาว ได้สาวเอา ถ้าอย่างนั้นเศรษฐกิจล่มจมแน่นอน แต่ถ้าความ โลภของคนในประเทศรวมกันแล้วมันน้อย ทำไมถึงน้อย ? เพราะเขาตั้งใจทำทาน ทุ่มทำบุญทำทานกันเข้าไป บุญจึง เกิดจากการทำทานมาก เวลาทำทานครั้งหนึ่ง ใจสว่างขึ้นมา วูบหนึ่ง ทำอีกทีหนึ่งใจก็สว่างวูบขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ถ้าทำน้อยๆ ก็วูบน้อยๆ แบบนิ่งห้อย ถ้าทำมาก ก็วูบโตๆเหมือนกับไฟฉาย สปอตไลท์ หรือตะวันเที่ยง มันวูบต่างกัน วูบแล้วก็สะสม ความสว่างนั้นเอาไว้ สว่างมากเท่าไร ก็ฆ่าความโลภไปได้ มากเท่านั้น มองไปทั้งแผ่นดิน ความโลภน้อย บุญจากการ ทำทานมาก เพราะฉะนั้น เมื่อมีแต่ให้ ไม่เห็นแก่ตัวทั้ง ประเทศอย่างนี้ เศรษฐกิจอย่างไรก็ต้องดี ผู้ที่มีธรรมะมองอย่างนี้
แต่ว่าทางโลกเขาดูกันที่สถิติ สินค้าขาเข้า-ขาออกรายได้ ต่อคน ต่อวัน ต่อเดือน ต่อปี มานั่งคํานวณกัน ตรงนั้นคือ ปลายเหตุ ต้นเหตุจริงๆ อยู่ในศูนย์กลางท้องของแต่ละคน เรา ไปดูเอาเองเถอะ
มีคนถามหลวงพ่อว่า เมื่อไรจะรวย หลวงพ่อไม่ใช่หมอดู แต่ถามว่า จะดูเองได้ไหม ได้ ก็ดูที่ศูนย์กลางกายตัวเอง วาง ใจนิ่งๆ แล้วสว่างขึ้นมาเมื่อไร เดี๋ยวก็มีส่วนผุดรู้ขึ้นมาได้
เมื่อความสว่างพัฒนา ความรู้ก็พัฒนาตาม เกิดปัญญา ตามขึ้นมา เพราะความสว่างไปฆ่าความมืดที่อยู่ในใจทำให้ เห็นเหตุต่างๆ ตรงตามความเป็นจริง