ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายผู้ทรงคุณธรรม

คุณยายอาจารย์ · 100ปี คุณยายอาจารย์ ประวัติ-ปฎิปทา-อานุภาพ

PDF
คุณยายผู้ทรงคุณธรรม เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องของคุณธรรมความดีงามนานัปการ ที่รวมอยู่ในบุคคลเพียงคนเดียว คือ คุณยาย คุณธรรมความดีงามของท่านไม่ใช่สิ่งที่ผิวเผิน แต่เป็นคุณธรรม ความดีอย่างยิ่งยวดกว่าที่คนปกติทั่วไปมี เช่น เรื่องความสะอาด คุณยาย ท่านสะอาดบริสุทธิ์มาก สะอาดทั้งกาย วาจา ใจ หรือในเรื่องของการเป็น กัลยาณมิตร ท่านก็เป็นกัลยาณมิตรชนิดข้ามภพข้ามชาติเลยทีเดียว คุณธรรมความดีงามของท่านจึงเป็นต้นแบบอันดีเลิศในการ ฝึกฝนตนเองของศิษยานุศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ให้สามารถพัฒนาตนเอง ไปในวิถีทางแห่งความถูกต้องและดีงามยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่มีหนังสือเล่มใดสามารถบันทึกเรื่องราวในชีวิต ของมนุษย์คนหนึ่งได้ครบถ้วนทุกประการ หนังสือเล่มนี้ ก็ไม่สามารถ บรรจุคุณธรรมความดีงามของคุณยายเอาไว้อย่างครบถ้วนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเพียงบางประการที่บันทึกไว้ในที่นี้ ก็เพียงพอ ที่จะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับผู้รักการฝึกฝนตนเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งในการดำเนินชีวิตทางโลก และในฐานะ นักสร้างบารมี {รักบุญกลัวบาป} คุณยายท่านรักบุญกลัวบาปมาก ท่านมักจะกล่าวอยู่เสมอว่า “ยายกลัวอยู่อย่างเดียวว่าบุญจะน้อย ยายรักบุญ รักความดี เพราะ บุญช่วยให้พ้นทุกข์ได้ เราต้องพึ่งบุญ ทำงานอะไรก็ต้องอาศัยบุญ บุญเท่านั้นที่ช่วยเราได้ ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เอาไปได้แต่บุญ” “ยอมแพ้อะไรก็ยอมเถิด แต่อย่ายอมแพ้เรื่องบุญก็แล้วกัน” {มีเมตตา} คุณยายท่านมีจิตใจเปี่ยมด้วยเมตตา ท่านรักทุก ๆ คน อยากให้ ทุก ๆ คนมีความสุข ความเจริญ เจอใครท่านก็หมั่นสอนให้เขาสร้างบุญ สร้างความดี ไม่ว่าคนนั้นจะยากดีมีจนอย่างไรก็ตาม ท่านเคยกล่าวว่า “ยายสงสารทั้งคนจน คนรวย คนรวยทำบุญ เก่าไว้ดีจึงมีสมบัติ ถ้าเราไม่ชวนเขาทำบุญ บุญเก่าเขาก็จะหมด ภพชาติต่อไปก็จะจนและลำบาก คนจนบุญเก่าทำมาน้อย ถ้าเราไม่ ชวนเขาทำบุญ ภพชาติต่อไปเขาจะจนยิ่งกว่านี้อีก ยายสงสารทั้งคนจน คนรวย เราต้องชวนเขาทำบุญ จะได้มีสมบัติติดตัวไป” เวลามีคนมาขอความช่วยเหลือจากคุณยาย ท่านก็เต็มใจช่วย ไม่ปฏิเสธใคร ท่านใช้วิชชาธรรมกายช่วยเหลือทุกคนด้วยความเมตตา แม้ว่าบางคนจะมาลองภูมิ ท่านก็ยังช่วยเหลือ โดยไม่โกรธเคืองแต่อย่างใด ทุก ๆ คืน คุณยายจะยกมือพนมจรดศีรษะ อธิษฐานว่า “ใครมาขอ บุญบารมียาย ขอให้เขาสำเร็จทุกคน ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล” {เป็นยอดกัลยาณมิตร} คุณยายท่านเป็นยอดกัลยาณมิตรที่คอยแนะนำประคับประคอง ศิษย์ให้อยู่บนเส้นทางแห่งการสร้างบารมีเรื่อยมา เมื่อครั้งที่ท่านป่วย หนัก หลวงพ่อธัมมชโยเดินทางไปเยี่ยมท่าน อยากจะไปศึกษาวิชชา ธรรมกายกับท่าน ท่านก็สอนให้ทั้ง ๆ ที่นอนป่วยอยู่บนเตียง โดยไม่ สนใจเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย มีแต่หัวใจของยอดกัลยาณมิตรที่จะถ่ายทอด ความรู้ให้ศิษย์ ในสมัยที่สร้างวัดพระธรรมกายใหม่ ๆ มีผู้ไม่หวังดีมาเบียดเบียน เป็นระยะ ๆ บางครั้งก็มาขโมยเรือ หรือไม่ก็ขโมยข้าวของต่าง ๆ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นอุปสรรคกับคณะทำงานมาก แต่คุณยายท่านก็ คอยเป็นกัลยาณมิตรให้ทุก ๆ คน ในช่วงที่มีปัญหานี้ เมื่อคณะทำงานไปนั่งสมาธิที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ในวันอาทิตย์ตามปกติ รุ่งขึ้นคุณยายให้นั่งสมาธิต่ออีกวัน วันนั้น ท่านพนมมืออธิษฐานนานมาก บรรดาศิษย์เห็นแล้วอดสงสัยไม่ได้ จึงถามท่านว่า “คุณยายอธิษฐานอะไร นานจัง” ท่านตอบว่า “เกิด ไปอีกกี่ภพกี่ชาติอย่าได้เจอคนพาล ไม่ว่าศัตรูจะยกมาเป็นกองทัพแค่ ไหน ก็อย่าให้มาทำร้ายยายและบริวารได้ ตัวยายเองและบริวารก็ อย่าได้มีจิตคิดทำร้ายใคร แม้แต่มดแต่ปลวก ก็ขออย่าให้คิดฆ่าเลย” เมื่อได้ฟังดังนั้น ความขัดเคืองขโมยของศิษย์ก็หายเป็นปลิดทิ้ง คุณยายรู้ทันว่าศิษย์ของท่านไม่พอใจขโมยมาก ท่านเป็นห่วง ศิษย์ทุกคน ไม่อยากให้ไปก่อเวรกับใคร อยากให้ทำแต่ความดี ทำแต่ บุญกุศลล้วน ๆ {กตัญญูกตเวทีและมีความเคารพ} คุณยายท่านมีความกตัญญูกตเวทีและเคารพหลวงปู่เป็นที่สุด ท่านอยู่ในโอวาทของหลวงปู่ตลอดมา ไม่ว่าหลวงปู่จะสั่งให้ทำอะไร ก็ตาม ท่านก็ทุ่มเทชีวิตจิตใจทำให้ได้ตามคำสั่งทุกประการ แม้หลวงปู่จะละโลกไปแล้ว ท่านก็ยังเคารพในคำสั่งที่ให้ช่วยกัน สืบทอดวิชชาธรรมกาย เพื่อจะได้ขยายงานพระพุทธศาสนา วิชชา ธรรมกายไปทั่วโลก คุณยายสืบสานเจตนารมณ์ของหลวงปู่จนกระทั่ง ปัจจุบันวิชชาธรรมกายแผ่ขยายไปเป็นที่พึ่งของชาวโลกทั่วทุกทวีป เมื่อครั้งที่หลวงพ่อธัมมชโยดำริว่าจะหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ ด้วยทองคำ คุณยายท่านปีติยินดีมากที่จะได้บูชาคุณหลวงปู่ ท่าน ช่วยชักชวนผู้มีบุญจำนวนมากให้มาช่วยกันถวายปัจจัยสร้างรูปหล่อ หลวงปู่ แม้ช่วงนั้นท่านจะอายุมากแล้วก็ตาม สำหรับคุณยายทองสุขผู้เป็นครูสอนสมาธิคนแรกของท่าน คุณยายก็ได้ดูแลอุปัฏฐากมาโดยตลอด ในช่วงที่คุณยายทองสุขออกไป เผยแผ่ธรรมะตามหัวเมือง เมื่อกลับมาวัดปากน้ำ คุณยายก็จะช่วย ถ่ายทอดสิ่งที่หลวงปู่สั่งงานในโรงงานทำวิชชาให้คุณยายทองสุข เมื่อคุณยายทองสุขเจ็บป่วย ท่านก็เฝ้าดูแลรักษาอย่างดีจวบจน วาระสุดท้าย และจัดงานฌาปนกิจให้อย่างสมเกียรติ {เด็ดเดี่ยว} คุณยายท่านมีอัธยาศัยเด็ดเดี่ยว เมื่ออายุ ๒๖ ปี ท่านตัดใจทิ้ง ทุกสิ่งทุกอย่าง ยกที่ดินและเงินทองให้น้อง ๆ ของท่าน แล้วออกจาก บ้าน ตั้งใจจะไปศึกษาธรรมะ ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่รู้เลยว่า ทางข้างหน้าจะ ต้องเจอกับอะไรบ้าง ต่อมา เมื่อสืบทราบว่าคุณนายเลี้ยบเป็นอุปัฏฐากวัดปากน้ำ ท่านก็ยอมไปเป็นคนใช้เขา เพื่อหาช่องทางไปศึกษาธรรมะที่วัดปากน้ำ จะได้ไปขอขมาพ่อในสัมปรายภพ {ซื่อตรง} คุณยายท่านมีนิสัยซื่อตรง สมัยที่อยู่บ้านคุณนายเลี้ยบ ท่าน ได้รับความรักและความไว้วางใจมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่คุณนายเลี้ยบ มอบกุญแจห้องเก็บสมบัติไว้กับท่าน ซึ่งห้องเก็บสมบัตินี้ไม่มีใคร สามารถเข้าไปได้เลย แม้แต่ลูกหลานก็เข้าไม่ได้ มีแต่คุณนายเลี้ยบ กับคุณยายเท่านั้นที่เข้าไปได้ {รักการฝึกตัว} คุณยายท่านรักการฝึกตัวอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะพรวนดิน ท่านยังระลึกชาติไปดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ที่ผ่านมา ท่านสร้างบารมีอย่างไร และนำมาสำรวจว่า ตัวท่านยังบกพร่องอะไร บ้าง คุณยายท่านดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครู เพื่อจะฝึกตัวให้ บริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สำหรับผู้ที่รักการฝึกตัว ท่านสอนให้ทำแต่ละวันให้ดีที่สุดโดย ก่อนนอนให้ดูการกระทำของตัวเองตั้งแต่เช้าจรดเย็น ดูว่าเราทำบุญ อะไรไว้บ้าง อะไรที่ไม่ดีให้เลิกเสีย อย่าเอาติดตัวไปแม้ชั่วคืนเดียว ให้ละความชั่วให้หมด ให้แก้ไขปรับปรุงทำแต่ความดีตลอดไป {เคารพวินัย} คุณยายไม่เคยทำผิดวินัยเลย ไม่ว่าที่วัดปากน้ำ หรือที่ วัดพระธรรมกาย ที่วัดปากน้ำหลังจากหลวงปู่มรณภาพไปแล้วท่านก็ยัง ปฏิบัติตามกฎ ส่วนกฎระเบียบที่วัดพระธรรมกาย หลาย ๆ อย่าง ท่านเป็นผู้วางไว้เอง และท่านก็ทำตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ โดยไม่ถือว่า เป็นครูบาอาจารย์จะต้องมีข้อยกเว้น เพราะระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญ อย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม {อ่อนน้อมถ่อมตน} คุณยายมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เวลาท่านพูดกับพระภิกษุ สามเณร ท่านจะพนมมือไหว้ทุกครั้ง แม้สาธุชนที่มาวัด คุณยายก็จะทักทายด้วยการพนมมือไหว้ ก่อนเสมอ โดยไม่มีความถือตัวว่าเป็นครูบาอาจารย์ ท่านบอกว่า “ยายเป็นคนยอมคนนะ อยู่ที่ไหนก็ลดทิฐิ อ่อนน้อม ถ่อมตนเสมอ เราต้องยอมทุก ๆ คน เพื่อให้ทุกคนทำความดีด้วยกัน ...พอเรายอมได้ งานทุกอย่างก็สำเร็จ สุดท้ายก็ได้บุญกันทุกคน” {ไม่ประมาท} คุณยายท่านเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ท่านทำสมาธิ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้บุญกุศลเกิดขึ้นตลอดเวลา และท่านเคยสอนให้ พิจารณาว่า เราแก่ไปทุกวัน อย่านึกว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ สำหรับตัวท่านเอง ท่านนึกว่าท่านแก่ตั้งแต่ยังเป็นสาวแล้ว ทำให้ท่านเร่งสร้างบารมีไม่หยุดยั้ง {เอาใจเขามาใส่ใจเรา} คุณยายท่านเป็นคนเกรงใจคน และเอาใจเขามาใส่ใจเรา เวลา มีคนนำของมาถวาย ท่านจะเอาถุงกระดาษใส่ของมาตัดเป็นสี่เหลี่ยม จัตุรัสแล้ววางซ้อน ๆ กันไว้อย่างประณีต ไม่ให้เหลื่อมกันเลย ท่าน เก็บไว้รองก้นกระโถน เมื่อบ้วนน้ำลายหรือทิ้งสิ่งของลงในกระโถน แล้ว ท่านก็จะเอากระดาษที่ตัดไว้นี้ปิดทับทุกครั้ง ทำให้ไม่น่ารังเกียจ และทำความสะอาดง่าย เวลาอุปัฏฐากเอาไปเททิ้งก็จะดูเหมือนทิ้ง เศษกระดาษ {รักความสะอาด} คุณยายท่านรักความสะอาดมาก ที่พักของท่านสะอาดและ เป็นระเบียบ เสื้อผ้าที่ท่านนุ่งห่มก็ขาวสะอาด ปราศจากความเปรอะเปื้อน และไม่มีรอยยับย่น เมื่อครั้งที่ท่านไปอยู่ที่วัดปากน้ำใหม่ ๆ ท่านได้เตียงเก่า ๆ ขาก็หัก มาเตียงหนึ่ง ท่านซ่อมแซมแล้วเช็ดถูจนสะอาด ส่วนมุ้งก็เก่าและขาด ท่านเอามาซักจนสะอาด แล้วก็ปะเย็บอย่างดี เวลาถูบันไดบ้าน ท่านถูทั้งบนบันไดและใต้บันได ซึ่งไม่เหมือนใคร เลยในโลก ท่านบอกว่า “ถูแล้วมันสะอาด ใจเราก็สะอาด เข้ากลางคล่องดี” คุณยายท่านปลูกฝังนิสัยรักความสะอาดให้ลูกหลาน จนทำให้ วัดพระธรรมกายมีความสะอาดเป็นที่เลื่องลือ {มีระเบียบ} นอกจากจะรักความสะอาดมากแล้ว คุณยายท่านยังรักความ เป็นระเบียบมากเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การจัดขวดยาในตู้ ท่านจัดให้ เรียงลำดับลดหลั่นกันจากเล็กไปใหญ่ จากต่ำไปสูง ถึงแม้ตู้ยาไม่มีฝาปิด แต่ก็ไม่มีฝุ่นละอองจับที่ขวดยาเลยแม้แต่น้อย ท่านปลูกฝังให้ศิษย์มีความเป็นระเบียบอยู่เสมอ ให้รู้จักเก็บ ข้าวของให้เรียบร้อย ตากผ้าก็ต้องตากให้เป็นระเบียบ รองเท้า ไม้กวาด ผ้าขี้ริ้ว ถังขยะต้องวางให้เป็นระเบียบ ไม่ให้รุงรัง ทุกอย่างในชีวิต ประจำวันต้องทำให้เรียบร้อยหมด ไม่ให้มองข้ามสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อญาติโยมมาวัดก็จะได้ตัวอย่างที่ดีกลับไป ซึ่งความเป็นระเบียบจะ ทำให้ใจของเขาเป็นระเบียบ สงบ ไม่สับสน เมื่อใจสงบก็จะเข้า ไปอยู่ในศูนย์กลางกายได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการ ปฏิบัติธรรมของเขา {ประหยัด} คุณยายท่านเป็นคนประหยัดมาก ท่านใช้เงินและทรัพยากร ต่าง ๆ อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมบัติพระศาสนา ดังที่ท่าน เคยสอนศิษย์ไว้ว่า “เราใช้สมบัติบนหัวชาวบ้าน เขามี ๕ บาท ๑๐ บาท ...เขาจบขึ้นหัว อธิษฐานแล้ว อธิษฐานอีก ระวังจะได้บุญไม่คุ้มบาป” “ใช้ของให้เป็น มีน้ำต้องใช้ให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าน้ำ มีไฟต้องใช้ให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าไฟ มีเงินต้องใช้ให้เป็น ใช้ไม่เป็น ก็เป็นขี้ข้าเงิน เมื่อหามาได้แล้ว ต้องรู้จักใช้ของให้เป็น ใช้ไม่เป็น ก็เป็น ขี้ข้าของเหล่านั้นทั้งชาติ ดูแต่เวลายายจะตักน้ำ เอาน้ำไปราดส้วม ยังไม่ยอมให้น้ำหกแม้แต่หยดเดียว” {ละเอียดรอบคอบ} เมื่อครั้งที่อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ เวลาคุณยายนำนั่งสมาธิ พอ ทุกคนหลับตาได้ประมาณ ๑๐ นาที ท่านก็จะเข้าไปในห้องน้ำ และ อยู่ในนั้นเป็นเวลานาน แล้วจึงกลับมานั่งต่อจนถึงเวลาเลิก หลวงพ่อทัตตชีโว (ตอนนั้นยังไม่ได้บวช) ตามไปดู เห็นคุณยาย ขัดถูห้องน้ำ เช็ดพื้น และข้างฝาจนแห้งสนิท สะอาด น่าใช้ หลวงพ่อ ทัตตชีโวรู้สึกสะเทือนใจกับภาพที่เห็น เพราะทั้งตัวท่านและบรรดา ลูกศิษย์ต่างพากันทำเปียกแฉะไว้ให้คุณยายตามเช็ด เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อทัตตชีโวถามคุณยายว่าทำไมต้องทำ อย่างนั้น คุณยายตอบว่า “ยายแก่แล้ว อายุจะ ๖๐ ปีแล้ว คนแก่น่ะ เท้าไม่มียาง (ลายเท้า) มันลื่นง่าย ถ้าไม่ระวังเดี๋ยวจะล้มหัวฟาดพื้น แล้วจะฟื้นยาก ยายเลยต้องทำไว้ให้ชินเสียตั้งแต่ตอนนี้แหละคุณ” {ขยัน} คุณยายท่านเป็นคนขยันมาก ไม่ยอมปล่อยเวลาให้ผ่านไป โดยเปล่าประโยชน์ ในแต่ละวันท่านมีภารกิจมากมาย ท่านบอกว่า “เกิดเป็นคน อย่าย่อท้อ จะทำอะไรก็ให้รีบ ๆ ทำ เดี๋ยวแก่มาจะทำ ไม่ไหว ยายเป็นคนขยัน ทำโน่น ทำนี่ ทำทั่วทั้งวัด พักนิด ๆ หน่อย ๆ พวกเราน่ะ ทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็พักแล้ว” เมื่อมีคนถามท่านว่า “คุณยายเหนื่อยไหมคะ” ท่านจะตอบว่า “เหนื่อยแต่ยายสู้” หรือไม่ก็ “เหนื่อยแต่ยายอดทนเอา” ถ้าไม่เหนื่อย หรือเมื่อยจริง ๆ ท่านจะไม่ยอมเอนหลังพัก แม้ในช่วงที่เอนหลังพัก ท่านยังบอกว่า “ยายนอนพัก ดิ่งธรรมะไป ยายไม่ชอบนอนกลางวัน” {อดทน} คุณยายท่านมีความอดทนเป็นเลิศในทุก ๆ เรื่อง รวมทั้งเรื่อง การกระทบกระทั่งที่หลาย ๆ คนทนได้ยาก ท่านไม่เอาเรื่องเอาราว กับใคร เอาแต่บุญ ครั้งหนึ่ง มีคนมากล่าวร้ายท่านด้วยถ้อยคำ หยาบคายนานเป็นชั่วโมง ท่านพูดว่า “หน้าที่เธอ เธอด่าไป ฉันจะนั่ง เข้าที่ฟัง” แล้วท่านก็นั่งสมาธิ ไม่นานบุคคลนั้นก็ล่าถอยไป โดยที่ คุณยายไม่ได้ผูกโกรธอะไร ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ให้อด ให้ทน ให้อดทน อย่าไปสร้าง กรรมเพิ่มขึ้นอีก เราก็ต้องเจ็บอีก ไม่รู้จักจบสิ้น” “คนเราจะสร้างบารมี ต้องต่อสู้ ต้องอดทน” {สันโดษ} คุณยายเป็นคนมักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ยินดี ในปัจจัยตามมีตามได้ ไม่ยินดีในสิ่งของของคนอื่น ไม่อยากเด่นอยากดัง ท่านบอกว่า คนอยากเด่นอยากดังในที่สุดจะไม่ได้สมใจ เพราะทำบุญไว้ไม่พอที่จะรองรับได้ เหมือนฐานไม่ดี ก็ต้องพัง ท่านสอนให้มีความสันโดษ มักน้อย รู้จักใช้สิ่งของ และอย่าโลภ สิ่งใดก็ตามถ้าเป็นบุญของเราแล้วต้องได้มาเอง ไม่ต้องคิดทะเยอทะยาน {มองโลกในแง่ดี} เมื่อท่านเข้าไปอยู่ในวัดปากน้ำใหม่ ๆ แม่ครัวตักอาหารใส่จาน แล้วเสือกไสให้ท่าน หากเป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกแย่ แต่คุณยายท่าน เป็นคนมองโลกในแง่ดี ท่านคิดว่าเขาคงเหนื่อยมาก เพราะต้องตื่น ตั้งแต่เช้าไปซื้ออาหาร แล้วต้องเอามาปรุงที่หน้าเตาไฟร้อน ๆ ทำเสร็จ แล้วยังต้องมาจัดอาหารอีก ท่านจึงไม่นำมาใส่ใจ ท่านคิดว่า อาหารเหล่านี้เป็นอาหารของหลวงปู่ ที่คนเขา เอามาถวายเพราะอยากได้บุญกับหลวงปู่ ท่านรับประทานอาหาร ของหลวงปู่ เพื่อให้มีแรงไปปฏิบัติธรรม {มีความเพียรเป็นเลิศ} คุณยายเป็นต้นแบบของนักปฏิบัติธรรมผู้มีความเพียรเป็น เลิศ ท่านรักการทำสมาธิเป็นชีวิตจิตใจ และเอาชีวิตเป็นเดิมพันใน การทำวิชชา แม้ในช่วงที่ท่านอายุมากแล้ว ท่านก็ยังทำสมาธิต่อเนื่อง ไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว โดยไม่ให้ความเสื่อมของสังขารมาเป็น อุปสรรคหรือข้อแม้ในการทำสมาธิภาวนา {สอนตัวเองได้} ในการศึกษาวิชชาธรรมกาย ถ้าใครต้องคอยให้หลวงปู่จ้ำจี้ จ้ำไชให้ทำความละเอียดให้ได้ตลอดเวลา หลวงปู่มักจะตำหนิคนนั้น ว่า “ไอ้ขี้ไต้” หมายถึง ต้องคอยกระตุ้นอยู่เสมอ เพราะขี้ไต้นั้น เมื่อ จุดไฟแล้วต้องคอยเขี่ยอยู่เสมอ ไฟถึงจะไม่ดับ เมื่อคุณยายได้ยินหลวงปู่ดุคนอื่นว่า “ไอ้ขี้ไต้” ท่านก็สอนตัว เองว่า จะต้องไม่ให้หลวงปู่เรียกท่านว่า “ไอ้ขี้ไต้” ซึ่งหลวงปู่ก็ไม่เคย ใช้คำนี้กับท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เรื่องความสะอาดก็เช่นกัน เวลาถูบันได ท่านถูทั้งข้างบน ข้างล่าง ไม่มีใครสอนท่าน ท่านสอนตัวเอง เมื่อท่านระลึกชาติไปดู ก็รู้ ว่าท่านนั่งสมาธิมามากทำให้เกิดปัญญาสอนตัวเองได้ {ไม่ยอมแพ้อุปสรรค} คุณยายเป็นผู้ที่ไม่ยอมแพ้อุปสรรคที่มาขวางหน้า เมื่อทำอะไร ท่านจะอดทน มานะ บุกบั่น ทำให้สำเร็จให้ได้ ตอนที่ท่านล้มป่วย (อายุ ๗๓ ปี) ท่านมีความรู้สึกว่าท่านก้าว ไม่ออก แต่ท่านไม่ยอมแพ้ จึงค่อย ๆ ขยับขา แรก ๆ ก็ขยับไม่ได้ ท่านจึงพยายามกระดิกนิ้วทีละนิด ๆ ในที่สุดท่านก็ชนะ ลุกขึ้นมาสร้าง บารมีต่อได้อีกเกือบ ๒๐ ปี {มีอุเบกขา} เมื่อคุณยายอายุ ๒๖ ปี ท่านร่ำลาแม่และพี่น้องของท่าน เพื่อไป ศึกษาวิชชาธรรมกายกับหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านยกที่ดินและเงินทอง ของท่านให้พี่น้องจนหมด เมื่อท่านไปกราบลาแม่ แม่ของท่านร้องไห้ด้วยความอาลัย อาวรณ์และห่วงใย ไม่อยากให้ท่านไปลำบาก แม้ว่าคุณยายจะรักและ เคารพแม่มาก แต่ท่านก็วางใจให้เป็นอุเบกขา ไม่หวั่นไหวกับน้ำตาของ แม่ เพราะท่านปรารถนาจะไปศึกษาธรรมะกับหลวงปู่ จากนั้น ท่านก็ เดินทางออกจากบ้านไปโดยมีเงินที่แม่ให้ติดตัวไป ๒ บาท