ปูชนียาจารย์ที่ควรแก่การเคารพบูชา
คุณยายอาจารย์ · พระจันทร์วันเพ็ญ1
ปูชนียาจารย์ที่ควรแก่การเคารพบูชา
โดย พระปลัดสุธรรม สุธมโม วันอังคาร ที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ณ สภาธรรมกายสากล (หลังใหม่)
“อย่าโกงตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง และ อย่าหลงตัวเอง”
พระปลัดสุธรรม สุธมฺโม อายุ ๔๕ ปี เข้าวัด เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ การศึกษาทางโลก : นิติศาสตร์บัณฑิต
มหาวิทยาลัยรามคําแหง การศึกษาทางธรรม : นักธรรมเอก งานพระศาสนา : ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
- กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิธรรมกาย - เลขาธิการสภาธรรมกายสากลแห่งประเทศ ออสเตรเลีย
ชีวิตที่หักเห
อาตมาภาคภูมิใจที่ได้มาพบคุณยาย มาร่วมสร้าง บารมีกับหมู่คณะพี่น้องในวงศ์บุญ และสามารถกล่าวได้ เต็มปากเต็มคําที่เดียวว่า คุณยายอาจารย์ เป็นบุคคลที่หา ได้ยาก เป็นบุคคลผู้มีชีวิตที่ประเสริฐ เป็นปูชนียาจารย์ที่ควร แก่การเคารพบูชา
เพราะตลอดชีวิตของอาตมา จนกระทั่งบวชอุทิศ ชีวิตให้กับพระพุทธศาสนามาถึงทุกวันนี้ ก็ด้วยความเมตตา จากท่านช่วยอบรมพร่ำสอน เป็นต้นแบบที่ดีงามและสร้าง แรงบันดาลใจให้อาตมาหันเหชีวิตที่หลงผิด ให้กลับเข้ามา สู่เส้นทางธรรม มุ่งมั่นฝึกฝนตนจนมั่นคงในอุดมการณ์และ วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของชีวิตว่า เราเกิดมาเพื่อสั่งสมบุญ บารมี เพื่อขัดเกลาสิ่งที่ไม่ดีออกจากตัว ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ เข้าถึงธรรมกาย แล้วขยายวิชชาธรรมกายไปสู่ชาวโลก
ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ขณะนั้นอาตมา อายุ ๒๒ ปี เป็นนักดนตรีฮิปปี้ผมยาว ได้ไปกราบคุณยาย ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ เมื่อทราบวัตถุประสงค์ว่าอาตมาอยาก จะมากราบพบท่าน เพื่อศึกษาธรรมปฏิบัติ ท่านก็บอกว่า
“วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี ให้ไปปฏิบัติธรรมที่หอ สังเวชฯ เพื่อฟังเทปเสียงของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สอนการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น ประมาณ ๑ ชั่วโมง”
เมื่อฟังจบแล้ว ก็ย้อนกลับไปหาท่านใหม่ คราวนี้ ท่านทักทันทีเลยว่า
“นี่คุณ คุณเอาสังขารไปถล่มทลายทําไม น่า จะเรียนหนังสือให้จบ จะได้เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ เป็น ตัวอย่างที่ดีของน้องๆ”
อาตมาตกใจมาก เพราะตั้งแต่พบท่านยังไม่ได้พูด คุยถึงประวัติส่วนตัวกันเลย แต่ทําไมท่านรู้เรื่องของเราหมด อาตมาเป็นลูกคนโต ในจํานวนพี่น้อง ๕ คนและหนีออก จากบ้านตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีเศษ ไม่ยอมเรียนหนังสือต่อ ละทิ้ง กลางคัน ไปคบคนพาล หลงผิด ใช้ชีวิตเพลิดเพลินกับแสงสี อบายมุข และสุรายาเมาเป็น อาจิณ
แต่ด้วยญาณทัสสนะ ที่แม่นยําของคุณยาย ทําให้ อาตมาน้ำตาซึม แล้วนิ่งอึ้งไปชั่ว ขณะ วันแรกที่ได้พบคุณยาย วันนั้นถือได้ว่าเป็นวันเริ่มต้น ชีวิตใหม่ของอาตมา เปรียบเสมือนเราเดินหลงทางในท่าม กลางความมืดมิดมาตลอด และเริ่มมองเห็นแสงสว่างรําไร เห็นหนทางที่จะเดินออกจากความมืดได้อย่างแน่นอน
เริ่มต้นชีวิตใหม่
ในวันอาทิตย์ต่อมา อาตมาจึงไปบ้านธรรมประ สิทธิ์และได้พบกับคุณยายอีกครั้งหนึ่ง ท่านแนะนําให้นั่ง สมาธิพร้อมกับญาติโยมหลายท่าน ต่อมาอาตมาก็ไปบ้าน ธรรมประสิทธิ์อย่างสม่ำเสมอ
วันหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ ชี้ขุมทรัพย์และให้กําลังใจว่า
“สุธรรม ชีวิตยังไม่สายนะ ให้เ
ริ่มต้นชีวิตใหม่ ตั้งใจ เตรียมตัวสอบเทียบและเรียนให้จบปริญญา ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร ให้แข่งกับตัวเรา เพราะคนเรา จะดีหรือเลวไม่ได้อยู่ที่คําชม หรือคําด่าของใคร แต่อยู่ ที่การกระทําของเราเอง”
คุณยายอาจารย์ก็ให้กําลังใจว่า “เอาบุญเป็นที่พึ่ง อย่าวิตกกังวล แล้วยายจะช่วย”
ด้วยความเคารพเชื่อฟังท่านทั้งสอง ขณะนั้นแม้ จะเข้าวัดใหม่ อินทรีย์ยังอ่อนเสมือนเด็กทารกน้อยในทาง ธรรม ซึ่งท่านกําลังประคับประคองอยู่ แต่ก็ตั้งใจทําตาม โอวาทของท่าน โดยนั่งธรรมะวันละ ๗-๘ ชั่วโมง คือ เช้า สาย บ่าย ค่ำ และหมั่นไปบ้านธรรมประสิทธิ์ เพื่อไปพบ กับท่านทั้งสอง ได้อยู่ใกล้ท่านแล้วเรามีกําลังใจ มีความ อบอุ่น และยิ่งปฏิบัติตามโอวาท ของท่านและมุ่งมั่นเอาบุญเป็น ที่พึ่ง ในที่สุดก็ผ่านอุปสรรค ของชีวิตช่วงนี้ไปได้
เดินตามต้นแบบ
ต่อมาก็ได้รับคําแนะนํา จากท่านให้ไปร่วมบุญที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมในวัน อาทิตย์ต้นเดือน และมีโอกาสเข้ารับการอบรมธรรมทายาท รุ่นที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นปีที่คุณยายอาจารย์ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม (วัดพระธรรมกาย) ทําให้อาตมามีโอกาสสมาคมกับคนดี มีหมู่คณะเพิ่มขึ้น ได้ รับการอบรมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เห็น แบบอย่างที่ดีของพระเถระรุ่นบุกเบิก และธรรมทายาทที่ ตั้งใจสร้างบารมี ซึ่งหลายท่านต่อมาได้เป็นอุบาสกและ บวชเป็นพระภิกษุที่วัดพระธรรมกาย จึงทําให้อาตมามีเป้า หมายชีวิต เห็นภาพของการประพฤติพรหมจรรย์ว่าเป็นสิ่ง ที่ดี
เมื่อเสร็จสิ้นการอบรม ก็มีความรู้สึกว่ารักสถานที่ นี้ และอยากอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ คือคุณยายอาจารย์
และพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย
เมื่อรู้จักเพื่อนพี่น้องในวงศ์บุญมากขึ้น ได้มาร่วม บุญในวันอาทิตย์ต้นเดือน ช่วยจัดเตรียมงานในวันเสาร์ต้น เดือน ในที่สุดก็ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณ
หลวงพ่อธัมมชโย ให้มาช่วยกันสร้างวัด อาตมาได้ยินคํานี้แล้วมี ความรู้สึกดีใจปีติใจ และสมหวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะความ ฝันนั้นเป็นจริง
ยายพร่ำสอน
คุณยายจะพร่ำสอนอุบาสกทั้งหลายเสมอว่า “อย่า โกงตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง และอย่าหลงตัวเอง”
การไม่โกงตัวเอง หมายถึง เมื่อรู้ว่าเราเกิดมา สร้างบารมี สละชีวิตอุทิศให้พระศาสนา ก็ต้องหมั่นฝึกฝน ตนเองมุ่งไปสู่เป้าหมายให้ได้ ไม่มีข้ออ้าง ข้อแม้ และ เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนั่งสมาธิ หรือ การทำความดีอื่นใด
อย่าดูถูกตัวเอง หมายถึง จะคิดว่าเราเป็นผู้มีบุญ น้อย ไม่มีความสามารถ เราคงทําไม่ได้ ท่านว่าอย่าให้ ความคิดนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะจะได้ชื่อว่าเสียท่าพญามาร
อย่าหลงตนเอง หมายถึง คิดว่าเรามีบุญเยอะแล้ว แค่นี้ก็คงเพียงพอ หรือเผลอสติกับกามคุณ คําสรรเสริญ เยินยอ ซึ่งเป็นโลกธรรม ต้องสามารถเตือนตัวเอง สอน ตัวเองได้เสมอ ให้ตระหนักถึงมโนปณิธาน อุดมการณ์ และ หน้าที่ที่แท้จริงของเรา เราจะได้ไม่หลงผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ขณะที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยกําลัง
ปฏิสันถารกับ ญาติโยมที่ศาลาดุสิต คุณยาย จะมาดูและสอนพวกเราที่เป็น อุบาสกว่า ญาติโยมที่มาวัด มี มากมายหลายอัธยาศัย เช่น บางคนมาวัดก็ตั้งใจปฏิบัติธรรม
เพื่อสร้างบารมี บางคนก็ตั้งใจมาหาที่พึ่ง เพื่อแก้ความทุกข์ ของชีวิต แต่บางคนก็อาจเข้ามาเพื่อผลประโยชน์แอบแฝง บางคนเข้ามาลองภูมิธรรม อวดความรู้ บางคนก็มีจิต วิปริตเป็นโรคประสาท ทําให้เสียเวลาและรบกวน ผู้ที่ ตั้งใจมาปฏิบัติธรรม หรือบางคนนําเรื่องร้อนใจนําความ เสียหายมาสู่หมู่คณะ คุณยายจะสอนให้เรารู้จักสังเกต และดูคนให้เป็น
คุณยายจะสอนให้เรามั่นคงในศีล ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ จะได้ไม่หวั่นไหวในท่ามกลางชุมชน ขณะเดียวกัน ก็ย้ำถึงระเบียบวินัยที่ทําให้อุบาสกประพฤติพรหมจรรย์ รักษาศีล ๕
เมื่อไปทําหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่พี่ๆ น้องๆ ในชมรม พุทธศาสตร์ในสถาบันต่างๆ ท่านก็สอนว่า “อย่าไปทอด สะพานให้ใคร หรืออย่าไปเดินข้ามสะพานที่ใครทอดให้
ล่ะ”
คุณยายเป็นห่วงเอาใจใส่กับพระภิกษุอย่างไร ท่าน ก็ห่วงใยอุบาสกที่จะเป็นพระภิกษุต่อไปเช่นกัน
ดํารงพระพุทธศาสนา
เมื่ออาตมาได้อุปสมบทเป็นพระแล้ว เวลาท่านจะ ชี้ขุมทรัพย์ ท่านก็จะพูดว่า “ท่าน อย่าให้ยายบาปนะ ยาย
จะบอกให้” และท่านยังบอกเสมอว่า “ให้ช่วยกันดูแลวัด ให้ดี รักษากฎระเบียบวินัยของหมู่คณะไว้”
คุณยายท่านมองการณ์ไกล ได้วางระเบียบแบบ แผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว พวกเรารุ่นลูกหลานศิษย์ก็จะต้อง รักษาไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อดํารงพระพุทธศาสนาให้เจริญ รุ่งเรืองสืบไป