กฐิน 101 ปีคุณยายอาจารย์ฯ
ประเพณีทอดกฐิน
คำว่า “กฐิน” แปลว่า สะดึง คือไม้ที่ใช้
สำหรับขึงผ้าให้ตึง มีทั้งรูปทรงสี่เหลี่ยมและทรงกลม
เมื่อขึงผ้าด้วยสะดึง จะทำให้เย็บผ้าได้ง่ายขึ้น
คำว่า “ทอด” หมายถึงการวาง คือการ
น้อมนำผ้าจีวรถวายแด่คณะสงฆ์
เทศกาลทอดกฐิน ก็คือ ฤดูกาลเปลี่ยนผ้า
ใหม่ของพระภิกษุ
การทอดกฐิน เป็นประเพณีอันดีงามที่
พุทธศาสนิกชนประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมา
เป็นเวลายาวนานกว่า ๒,๕๐๐ ปี กำเนิดขึ้นเมื่อครั้งที่
พระภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐออกเดินทางไกล เพื่อไป
เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดพระเชตวัน เมือง
สาวัตถี แต่ยังไม่ทันไปถึงวัดพระเชตวัน ก็ถึงเวลาเข้า
พรรษาเสียก่อน พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องจำพรรษา
ที่เมืองสาเกต
หลังออกพรรษาแล้ว พื้นดินยังชุ่มไปด้วยน้ำ
และโคลน เพราะฝนยังตกอยู่ แต่พระภิกษุเหล่านั้น
ก็รีบเร่งเดินทาง เพื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ จีวร
ของพระทุกรูปจึงเปรอะเปื้อนและเปียกชุ่ม อีกทั้งยัง
ขาดวิ่นด้วยความเก่า
พระบรมศาสดาทอดพระเนตรแล้ว จึงทรงมี
พุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษารับผ้ากฐินได้หลัง
ออกพรรษา เพื่อนำมาผลัดเปลี่ยนแทนผ้าเก่า
ประเพณีทอดกฐินจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งนั้น
และสืบทอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน
การทอดกฐินเป็นบุญพิเศษที่มีอานิสงส์มาก
เพราะทำได้ยากกว่าบุญอื่น ด้วยสาเหตุหลาย
ประการ ดังนี้ จำกัดกาลเวลา คือ ต้องถวายภายใน
๑ เดือน นับตั้งแต่วันออกพรรษา จำกัดชนิดทาน
คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเจาะจง
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้ จำกัด
คราว คือ แต่ละวัดรับกฐินได้เพียงปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐินได้จะต้อง
จำพรรษาที่วัดนั้นครบไตรมาส ( ๓ เดือน) และต้อง
มีจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป จำกัดงาน คือ เมื่อ
พระภิกษุรับผ้ากฐินแล้ว จะต้องกรานกฐินให้เสร็จ
ภายในวันนั้น จำกัดของถวาย คือ ไทยธรรมที่ถวาย
ต้องเป็นผ้าผืนใดผืนหนึ่งในไตรจีวรเท่านั้น โดย
ทั่วไปนิยมใช้สังฆาฏิ ไทยธรรมอื่นจัดเป็นบริวาร
กฐิน เกิดจากพุทธประสงค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงมีพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์รับผ้ากฐินเพื่อ
ผลัดเปลี่ยนไตรจีวรเก่า แต่ทานอย่างอื่นทายกทูล
ขอให้ทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขอ
อนุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝน
นอกจากนี้ การทอดกฐินยังมีความพิเศษ
เหนือกว่าทานทั่วไป เพราะเป็นทานประเภทเดียวที่
ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างก็ได้รับอานิสงส์ด้วยกันทั้ง
๒ ฝ่าย กล่าวคือ
ฝ่ายสงฆ์ เมื่อรับกฐินแล้ว จะได้รับอานิสงส์
ตามพระวินัย ๕ ประการ ส่งผลให้ได้รับความ
สะดวกในการบำเพ็ญสมณกิจในช่วงเวลาหลังจาก
ออกพรรษาแล้ว ดังนี้
๑. จาริกไปในที่ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องบอกลา
๒. จาริกไปโดยไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบสำรับก็ได้
๓. ฉันอาหารรวมเป็นหมู่คณะได้
๔. เก็บอดิเรกจีวรได้ตามปรารถนา
(เก็บไว้ใช้ได้เกิน ๑๐ วัน)
๕. ย่อมได้สิทธิ์ถือครองจีวรที่เกิดขึ้นในภายหลัง
ในวัดของตน
ฝ่ายฆราวาส เมื่อทอดกฐินแล้ว จะได้รับ
อานิสงส์ผลบุญอันยิ่งใหญ่ไพศาล จนไม่อาจที่จะนับ
จะประมาณได้ เช่น
๑. ทำให้มั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์
ประสบความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน
๒. ทำให้มีชื่อเสียงเกียรติคุณอันดีงาม
เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของมหาชน
๓. ทำให้มีจิตใจแช่มชื่น บริสุทธิ์ ผ่องใส
และมีความสุขอยู่เสมอ
๔. ทำให้มีจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ
และเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย
๕. ได้ชื่อว่ารู้จักใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญ
ติดตัวไปในภพเบื้องหน้าอย่างเต็มที่
๖. ทำให้มีรูปงาม ผิวพรรณงาม ไม่ขาดแคลน
เครื่องนุ่งห่มอันประณีต และเป็นที่รัก
ของบุคคลทั่วไป
๗. เมื่อละจากโลกมนุษย์แล้ว
จะได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
๘. เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ จะสมบูรณ์พร้อม
ด้วยโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์
๙. เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม หากเกิดเป็นชาย
และได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้บวช
แบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา หากเป็นหญิงจะได้
ครอบครองเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์
๑๐. เป็นเหตุให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้โดยง่าย
ฯลฯ
การทอดกฐินจึงเป็นบุญพิเศษ
ที่นำความสุขและความสมปรารถนา
มาสู่ผู้ให้และผู้รับอย่างแท้จริง
“บุคคลใดให้ทานด้วยตนเอง
และชักชวนผู้อื่นให้ทำด้วย บุคคลเช่นนี้ไปเกิดที่ใด
ย่อมได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ
และบริวารสมบัติในที่ ๆ ตนไปเกิดนั่นเอง”
(พุทธพจน์)