เพราะใจของท่านเปิดกว้าง กว้างพอสำหรับโลกทั้งโลก เพราะใจของท่านใสสว่าง สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก
เพราะใจของท่านเปิดกว้าง
กว้างพอสำหรับโลกทั้งโลก
เพราะใจของท่านใสสว่าง
สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก
วันนี้ขอโอกาสขึ้นมาบรรยายเรื่องประวัติและคุณธรรมของคุณยายต่ออีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ ๕ ยังติดค้างอยู่ ๔ บรรทัด ๔ บรรทัดที่เหลืออยู่นี้ก็คงจะสรุปจบภายในวันนี้ได้
เพราะ ๔ บรรทัดที่เหลือนั้น ถ้าพูดถึงจำนวนก็นึกว่าเป็น ๔ บรรทัดคงจะยาว แต่ตัวเนื้อหาจริง ๆ แล้วก็คงจะสรุปได้สั้น เพราะ ๔ บรรทัดที่เหลือนั้นเป็นการบรรยายขยายความต่อจากบรรทัดที่ ๔ ที่พูดถึงคุณธรรมของคุณยาย เป็นการพูดถึงคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวของคุณยาย เป็นสิ่งที่คุณยายมีและคุณยายทำได้
บรรทัดที่ ๔ ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง ก็จะต่อด้วยบรรทัดที่ ๕ ๖ ๗ ๘ ซึ่งจะขยายความต่อจากบรรทัดที่ ๔ ซึ่งบอกไว้ ๔ บรรทัด แต่จัดเป็น ๒ คู่ ก็คือ
เพราะใจของท่านเปิดกว้าง กว้างพอสำหรับโลกทั้งโลก
เพราะใจของท่านใสสว่าง สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก
คุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่คุณยายได้ฝึกฝนอบรมตัวท่านมาจนชำนาญ จึงมีคุณสมบัติตามที่ได้เขียนเอาไว้ คือ ใจของท่านนั้นเปิดกว้าง แล้วก็เป็นใจที่ใส และเนื่องจาก ๔ บรรทัดที่เหลืออยู่นี้ เป็นการขยายความในบรรทัดที่ ๔ ซึ่งจะขอทบทวนสั้น ๆ
ในประโยคที่ ๔ ได้บอกไว้ว่า ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง คำว่า “อาจ” นั้น ไม่ได้มีความหมายว่า อาจจะ แต่มีความหมายว่า สามารถ คำว่า “รู้จัก” คำนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเป็นพวกเรา หรือคนโดยทั่ว ๆ ไป การรู้จักเห็นหน้าเห็นตารู้จักชื่อ เราจะได้แค่นั้น แต่สำหรับคุณยายแล้ว รู้จัก คำนี้ ท่านหมายเอาลึกซึ้งกว่านั้น รู้จักตัวจริงทีเดียวว่า ตัวจริง ๆ คืออะไร
ก็อาจรู้จักโลก คำว่า “โลก” นี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อครั้งที่แล้ว ได้ขยายความไว้มาก เพราะว่าเป็นคำที่มีความสำคัญ เพราะโลกในทัศนะของชาวโลกทั่วไปนั้น หมายเอาตั้งแต่โลกที่เป็นดาวนพเคราะห์ ที่เราอาศัยอยู่นี่แหละ ตลอดไปจนกระทั่งถึงภูมิประเทศต่าง ๆ ที่ภาษาอังกฤษเขาใช้ศัพท์คำว่า earth แล้วยังขยายต่อ ในความหมายของโลกนั้น ก็คือ พันไปถึงเรื่องของสังคมชาวโลก อยู่กันเป็นชุมชน อยู่กันเป็นประเทศ แล้วก็มีการบ่มเพาะขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมเกิดขึ้น ตลอดจนกระทั่งศาสนา คำสอนต่าง ๆ ซึ่งจะพันอยู่กับคำว่า ชาวโลก เป็นสังคมของชาวโลก เราใช้คำว่า world ซึ่งชาวโลกจะรู้จักโลกในความหมายที่ได้ขยายความให้ฟังนี้
แต่ในทางพระพุทธศาสนา เมื่อคราวที่แล้วได้เจาะลึกเข้าไปในคำว่า โลก ๓ ตั้งแต่คำว่า โอกาสโลก ขันธโลก และสัตวโลก ซึ่งได้พูดถึงความรู้ของคุณยายที่เข้าไปถึง ไขกุญแจของคำว่า สัตวโลก ให้ทราบว่าหมายถึง เห็น จำ คิด รู้ ซึ่งรวมกันเราเรียกว่า ใจ โลก ๓ มีความสำคัญมาก เป็นสิ่งที่เราจะต้องรู้ให้กระจ่าง เพราะว่าเรื่องโลก ๓ จะผูกพันอยู่กับวิถีการสร้างบารมีของพวกเรา
ที่ได้เปรียบเทียบไว้ตั้งแต่เมื่อคราวที่แล้ว ก็บอกว่าเหมือนกับการเป็นพ่อค้า ก็ต้องมีตลาดรองรับกิจกรรมการงานของพ่อค้า ถ้าจะเป็นทหารก็ต้องมีสมรภูมิ แต่เราเป็นนักสร้างบารมี ที่มีเป้าหมายเพื่อการรื้อสัตว์ขนสัตว์ เรามีโลก ๓ นี้รองรับ ใช้เป็นสมรภูมิของทหารอย่างนั้น เรามาเพื่อแก้ไขโลก ๓ ให้สะอาด บริสุทธิ์ ให้สะอาดตั้งแต่โลกที่เราอยู่อาศัยข้างนอก จนกระทั่งมาถึงกายเนื้อ แล้วก็ตลอดไปถึงดวงใจของเรา ให้ใส บริสุทธิ์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ และจะเป็นพื้นฐานแห่งการที่เราได้มาปฏิบัติธรรม สร้างบารมีกัน
ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง คำว่า “กระจ่างยิ่ง” นั้นมีความหมายว่า ชัดเจน ของแท้ แท้จริงแน่นอน ชัดเจน ไม่มีอะไรปิดบังเลย คำว่า กระจ่างยิ่ง ในความหมายที่อยู่ในประโยคที่ ๔ ชาวโลกรู้จักโลกในเงื่อนไขที่กว้าง ถ้าเขาอยากจะรู้จักโลกให้มาก เขาก็อาศัยการท่องเที่ยวไป ดูสภาพต่าง ๆ ของภูมิประเทศ แล้วเขาก็จะได้ความรู้เพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่เขาได้พบเห็น หรือถ้าเขาอยากจะรู้จักสังคมของโลก เขาก็เข้าไปตามประเทศต่าง ๆ ได้รู้ได้เห็น แล้วก็เป็นประสบการณ์ว่า อ้อ ! ชาวโลกหลากหลายอย่างไร มีวัฒนธรรม ประเพณีที่หลากหลายอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงจะย่ำไป พยายามจะไปให้ทั่วโลก แต่ไม่เคยมีใครเลยที่จะรู้จักโลกได้กระจ่าง ที่ที่เขาไปนั้น คล้ายดั่งว่ายังเดินอยู่บนพื้นผิวโลก ยังไม่สามารถเข้าไปสู่ภายใน เขายังรู้จักโลกที่เป็นภายนอก แต่เขายังไม่รู้จักโลกที่เป็นตัวจริงภายใน แล้วคำถามต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น
ตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ถ้าไม่ใช่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธะบังเกิดขึ้น ก็ยากแล้วที่จะมีใครไขปัญหาให้กระจ่างได้ สิ่งที่เขามักจะถาม สิ่งที่เขาสนใจมาก คือ ชีวิตเริ่มต้นนั้นมาจากไหน หรือเขาเมื่อกระทบกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมันผันแปรไปต่าง ๆ นานา เขาก็จะมีคำถามว่า ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้ หรือแม้กระทั่งตาย ทำไมต้องตาย ตายแล้วไปไหน หรือบางคนเวลาอยู่เงียบ ๆ อาจจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจของตัวว่า เราเกิดมาทำไม
สิ่งเหล่านี้ชาวโลกยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ถ้าไม่มีพระบรมศาสดาบังเกิดขึ้น เกิดขึ้นมาเพื่อไขปัญหาเหล่านี้ พระบรมศาสดาบังเกิดขึ้นนั้นก็เพื่อที่จะเข้าไปรู้ เข้าไปถึง เข้าไปรู้จักโลกได้กระจ่าง เห็นหนทางตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง จนกระทั่งถึงที่สุด แล้วก็ได้มาเป็นวิถีที่พระบรมศาสดาท่านทรงสอนเอาไว้
การรู้จักโลกของคุณยายก็เช่นกัน ท่านเรียนรู้วิธีการมาจากครูของท่าน คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อท่านสอน สอนวิธีการเข้าสู่ภายใน มรดกธรรมที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมอบไว้ให้กับลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ก็คือคำว่า หยุด เป็นตัวสำเร็จ และนั่นเอง ก็คือกุญแจสำคัญที่คุณยายท่านเอามาใช้กับตัวเอง
วิธีการที่จะเข้าไปรู้จักโลกของคุณยายจึงแตกต่างจากชาวโลกทั้งหลายที่เขาท่องเที่ยวไป แต่คุณยายกลับย้อนกลับมาตั้งต้นที่ตัวของท่านเอง ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย อยู่กับการปฏิบัติธรรม ไม่ได้ส่งใจไปไหนเลย แต่ว่าจรดใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ถ้าหากว่าใครสามารถจรดใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้แล้ว ก็จะเริ่มรู้จักหนทาง จะรู้หนทางทีเดียว หนทางที่สำคัญนั้นไม่ได้อยู่ภายนอก การที่จะรู้จักโลก รู้ไปถึงต้นตอของโลก ไม่สามารถหาได้จากภายนอก แต่ต้องย้อนกลับเข้าไปสู่ภายในอย่างที่คุณยายทำ คุณยายทำจนชำนาญ
ความชำนาญของคุณยายนั้น เมื่อใจท่านหยุดนิ่งได้สนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจของท่านก็จะขยายตัวออก และยิ่งหยุดนิ่งสนิท ยิ่งเข้ากลาง ก็จะยิ่งขยายตัวกว้าง แล้วก็กว้างขึ้นเรื่อย ๆ กว้างจนกระทั่งคลุมโลกทั้งโลกได้ โลกนั้นเหมือนอย่างผลมะขามป้อมที่อยู่กลางกายของท่าน ที่อยู่กลางใจของท่าน เพราะฉะนั้น ประโยคที่บอกว่า เพราะใจของท่านเปิดกว้าง กว้างพอสำหรับโลกนั้น เป็นอย่างนี้จริง ๆ โลกที่ว่า ยิ่งใหญ่ไพศาลนั้น ใจคุณยายสามารถขยายคลุมโลก ดุจดั่งผลมะขามป้อมที่อยู่กลางกายของท่าน
เงื่อนไขของระยะทางที่ท่องเที่ยวไปทั่วโลก ก็จะหมดไป เงื่อนไขของเวลาที่ต้องใช้ไปกับการเดินทางก็จะหมดไป เงื่อนไขของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนมากที่จะต้องเข้าไปสัมผัส ไปเรียนรู้ก็จะหมดไป เพราะสรรพสิ่งนั้นก็จะไปอยู่ที่ศูนย์กลางกาย แต่ที่จะทำได้ถึงขั้นนี้ ขนาดนี้ ใจต้องหยุดนิ่งได้สนิท การหยุดนิ่งสนิทของแต่ละท่านนั้นแตกต่างกัน เมื่อแตกต่าง ก็จะทำให้ประสิทธิภาพความสามารถในเรื่องนี้แตกต่างกันไปด้วย
นอกจากเมื่อใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายแล้ว ใจขยายกว้าง ใจดวงเล็ก ๆ ที่ขยายกว้างนี้ เมื่อหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ความอัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่งก็จะเกิดควบคู่ตามกันมา ยิ่งหยุดนิ่งสนิท ยิ่งเข้ากลาง ก็จะเข้าสู่แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ ที่อยู่ตรงกลางความใสบริสุทธิ์นั้น จะมีทั้งความใส ความสว่าง ยิ่งเข้ากลาง ใจยิ่งหยุดนิ่งสนิท ยิ่งเข้ากลาง ใจก็จะยิ่งหยุดยิ่งสนิท แล้วมันจะเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วจะเข้าสู่แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงกลาง
แหล่งกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์นั้นไม่ได้อยู่ที่ภายนอกเลย แต่ว่าแหล่งกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์ที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ นั้นจะอยู่ตรงกลาง ยิ่งเข้ากลางจะยิ่งบริสุทธิ์ ผ่องใส เมื่อใจหยุดนิ่งเข้ากลางได้ ยิ่งเข้ากลางก็จะยิ่งมีความบริสุทธิ์ ก็จะมีความใส สว่าง ยิ่งใส สว่าง ก็จะเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัด จะชัดมากชัดน้อยก็ขึ้นอยู่ว่า ใจตัวเองหยุดนิ่งได้สนิทเพียงใด และก็จะไปเห็นในสิ่งที่ถูกปกปิด จะไปเห็นในสิ่งที่เป็นจริง และสิ่งนี้เองถึงต้องมาเป็นประโยคที่ว่า เพราะใจของท่านใสสว่าง สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก ยิ่งหยุดนิ่งสนิทอยู่ตรงกลาง ก็จะยิ่งเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ชัด ได้กระจ่าง
สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติของคุณยาย ซึ่งท่านมีอยู่ จากการที่ท่านได้ฝึกฝนอบรมของท่านมา จริง ๆ หลวงพี่เชื่อแน่ว่า สิ่งที่คุณยายอบรมตนเองมานานข้ามภพข้ามชาติ แม้กระทั่งชาติในปัจจุบัน เมื่อท่านมาพบครูของท่าน คือหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว หลังจากนั้นท่านก็ทุ่มเทชีวิตอยู่กับเรื่องหยุดเรื่องนิ่งและเรื่องเข้ากลาง แล้วก็ไปรู้จัก ไปเห็นสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่ปกปิด สิ่งที่เป็นความลับก็เริ่มไปรู้ไปเห็น แล้วก็ทำความเข้าใจสิ่งที่ท่านไปรู้ไปเห็นนี้ ดูได้จากประวัติของท่านที่ท่านเล่าให้ฟังว่า
ตอนที่ท่านไปพบหลวงพ่อวัดปากน้ำใหม่ ๆ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ทักว่า “มาช้าไป” หลวงพี่ยังเคยถามคุณยาย “เอ๊ะ ! ยายตอนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำทักยายว่า มาช้าไปนี่ ยายมีความรู้สึกอย่างไร ?” ตอนนั้นท่านเพิ่งเข้าวัดใหม่ ๆ นะจ๊ะ ถึงท่านจะเห็นธรรมะ แต่ว่ายังไม่เชี่ยวชาญ ยังไม่ชำนาญ คุณยายท่านก็บอกตรง ๆ “ก็งงอยู่เหมือนกันว่า เรามาช้ายังไง” ท่านบอกว่า “เอ๊ะ ! ก็เรามาเมื่อตอนที่อายุยังไม่ ๓๐ ปีเลย แล้วมันช้าตรงไหน”
แต่ตัวหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านคงชัดเจน เพราะใจท่านหยุด ใจท่านนิ่ง ท่านเป็นครูผู้ชำนาญมาก เพราะฉะนั้น ความชำนาญของท่าน พอเห็นคุณยาย ท่านก็ทักถูก แล้วเนื้อหาจริง ๆ ก็จริงอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านทักนั่นแหละ หลังจากนั้นท่านก็ส่งยายเข้าไปที่ทำวิชชา
คุณยายท่านก็เล่าให้ฟังว่า “พอส่งเข้าไปในที่ทำวิชชาไม่นาน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ทดสอบยาย” ท่านเล่าให้ฟังอย่างนี้ หลวงพี่ถามคุณยายว่า “หลวงพ่อท่านทดสอบยายเรื่องอะไร?” คุณยายก็บอกว่า “พอเข้าไปใหม่ ๆ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านถามยายว่า ลูกจันทร์ เอ็งเห็นนกบินมาเกาะที่หลังคาโบสถ์ไหมวะ ?” คุณยายท่านก็ตอบว่า “เห็นเจ้าค่ะ” “เอ็งเห็นมันเหลียวไปดูข้างหลังไหม?” “เห็นเจ้าค่ะ” “เอ็งรู้ไหมว่า มันเหลียวไปดูข้างหลังทำไม?”
หลวงพี่ถามคุณยายว่า “พอหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านถามอย่างนี้แล้ว ยายทำอย่างไร?” คุณยายท่านก็เล่าให้ฟังว่า พอท่านถาม “ยายก็หยุดนิ่ง ใจหยุด ปล่อยใจนิ่งเข้าไปข้างในเลย พอนิ่ง พอมันถูกส่วน พอมันชัดก็ตอบผลัวะ ไปเลย” ก็ถามท่านว่า “แล้วยายตอบว่าอย่างไร ?” ท่านก็บอกว่า “ที่นกมันเหลียวไปดูข้างหลัง มันเหลียวไปดูทิศทางที่มันบินมา จะได้จำได้”
หลวงพี่ถามคุณยายต่อว่า “พอยายตอบแล้วนี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านว่าอย่างไร?” คุณยายท่านก็บอกว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เงียบไป” “ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเงียบ แสดงว่าเป็นอย่างไรหรือยาย ?” “ก็แสดงว่า ยายตอบถูก” ท่านก็บอกอย่างนี้ “แล้วหลังจากนั้นล่ะยาย ?” “พอหลังจากนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็จะเริ่มมีคำถามมาถามยายอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ลึกซึ้งเข้าไปตามลำดับ”
การที่รู้ว่า นกมันเหลียวไปดูข้างหลัง เพื่อจะจำหนทางที่มันบินมา สิ่งเหล่านี้ถ้าเอาประสบการณ์ภายนอกเข้าไปจำ เราคงคะเนได้ยากทีเดียวว่า รู้ได้อย่างไร และก็คงไม่ใช่ไปเรียนรู้ภาษานกกันตอนนั้นหรอก แต่พอใจหยุดนิ่งแล้วมันจะมีคำตอบเกิดขึ้น และสิ่งที่คุณยายได้ ก็ได้มาจากใจที่หยุดนิ่งอยู่ที่กลางกายนั่นแหละ นี่ก็คือประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น
อีกประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณยาย ที่จริงมีเยอะ แต่ว่าเอาสิ่งที่ท่านได้เล่า แล้วก็เป็นประสบการณ์ที่ท่านมักจะเล่า แล้วก็พูดถึง แต่ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องช่วยบ้านช่วยเมือง สิ่งหนึ่งที่ท่านชอบพูดถึง ก็คือ ช่วงสงครามโลก หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมักจะถามว่า เครื่องบินข้าศึกจะมาเมื่อไหร่ คือตอนนั้นไทยอยู่ข้างญี่ปุ่นนะ พูดชัด ๆ เถิด เครื่องบินของสัมพันธมิตรจะมาทิ้งระเบิดอยู่เป็นประจำ สิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสนใจก็คือ อยากจะช่วยบ้านช่วยเมืองให้รอดพ้นจากความเสียหาย ท่านก็มักจะถามในที่ทำวิชชาว่า เครื่องบินข้าศึกจะมาเมื่อไหร่
และในที่ทำวิชชานั้น ถ้าหลวงพ่อวัดปากน้ำถามคุณยาย คุณยายท่านก็จะนิ่ง เข้าไปหยุดนิ่งอยู่ตรงกลาง ท่านนิ่งอยู่แป๊บหนึ่ง แล้วท่านก็จะมีคำตอบ สิ่งที่ยายเล่านั้นก็คือ ถ้าหากว่าท่านตอบไปแล้ว เป็นที่เชื่อได้เลยว่า แม่น สมมติว่า ท่านบอกว่า ตี ๒ เครื่องบินข้าศึกจะมา พอถึงตี ๒ นี่ เสียงหวอก็ดังลั่น และเครื่องบินข้าศึกก็มาจริง ๆ การที่จะไปรู้สิ่งที่เป็นความลับอย่างนี้ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่า จะไปเที่ยวพลิกแฟ้มอะไรอย่างนั้น หรือว่าไปเที่ยวสอดแนมอะไรอย่างนั้น แต่คุณยายรู้จากตรงกลางของท่าน เวลาใจหยุดใจนิ่ง ใจหยุดนิ่งสนิทแล้ว ท่านก็จะรู้เห็นไปตามนั้น แล้วก็ตอบไปตามนั้น
หลวงพี่ก็ถามคุณยายว่า “ยาย แล้วในที่ทำวิชชาตอบแม่นกันทุกคนไหม?” คุณยายบอกว่า “ไม่ทุกคนหรอก บางคนก็แม่นมาก บางคนก็แม่นน้อยอย่างนั้นแหละ” ก็ถามท่านว่า “เอ๊ะ ! ที่แม่นน้อย หรือที่ไม่ค่อยแม่นนี่ เป็นเพราะอะไร ?” ท่านก็บอกว่า “เป็นเพราะว่าใจเขามันเคลื่อน คือใจเขาไม่หยุดนิ่งสนิทพอ มันเลยเห็นคลาดเคลื่อน เวลาตอบแล้วจะไม่ค่อยแม่น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็จะรู้ แต่ท่านก็ต้องทดสอบลูกศิษย์ลูกหาไปเรื่อย เพื่อให้เขาชำนาญ แล้วพอถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องมาสรุปลงที่หัวหน้าเวร คือยายนี่แหละว่าเป็นยังไง แล้วพอหัวหน้าเวรตอบ แล้วก็จะสรุปจบอยู่ตรงนั้น”
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาในสมัยที่หลวงพ่อวัดปากน้ำยังอยู่ และอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีความเมตตาอยากจะช่วยประชาชนให้พ้นจากความลำบาก ปีไหนฝนฟ้าตกไม่ตามฤดูกาล หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็จะแก้ไขโลกที่มันแปรปรวน ฝนตกต้องไม่ตามฤดูกาล ท่านก็จะแก้ไขให้มันถูกต้อง วิธีการแก้ไขไม่ได้ไปแก้ไขภายนอก วิธีแก้ไขท่านเข้าไปในที่ทำวิชชา แล้วก็สั่งงานให้แก้ไข แก้ไข ก็คือ แก้ไขเข้าไปในตรงกลาง
แล้วตรงนี้เองที่คุณยายท่านมักจะพูด พูดให้สติกับพวกเราอยู่เสมอ ๆ ว่า “การแก้ไขอะไรนั้น จะต้องเข้าไปแก้ไขที่ต้นเหตุ การแก้ไขปลายเหตุนั้นมันจะได้แค่นิด ๆ หน่อย ๆ แต่การแก้ไขจริง ๆ แล้วจะต้องเข้าไปที่ต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุแก้ไขได้ ผลมันก็จะออกมา” ท่านเองก็บอกอย่างนี้ เพราะฉะนั้นฝนฟ้าตกต้องไม่ตามฤดูกาล ถ้าหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งให้แก้ ก็จะแก้กันข้างใน แต่ว่าวิธีการเป็นอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องของผู้ที่เขาทำกันได้
สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่อยู่ในตัวคุณยาย แล้วท่านก็สืบทอดต่อมาถึงลูกศิษย์ลูกหา ที่ทำได้แบบท่านนั้นมีไม่มากนะจ๊ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมที่อยู่ในตัวท่าน ก็ได้จากการที่ท่านได้ฝึกฝนอบรมตัวของท่าน ทำใจหยุดทำใจนิ่งนี่แหละ แล้วเข้าไปถึงภายใน แล้วไปรู้เห็นภายใน
ในสมัยที่หลวงพี่บวชใหม่ ๆ หลวงพี่เคยถามคุณยายอยู่เรื่องหนึ่ง เพราะข้างนอกเราเห็นมันทำไมเป็นอย่างนี้ แต่พุทธพจน์ว่าเป็นอย่างนี้ คือ พุทธพจน์บอกว่า นตฺถิ โลเก รโห นาม ความลับในโลกไม่มี แต่เราก็ยังเห็นว่า เอ๊ะ ชาวโลกก็ยังปิดบังกันได้แฮะ ปิดเรื่องนั้นปิดเรื่องนี้ เรื่องบางเรื่องบางทีปิดแล้วก็หายไปเลย มีอยู่วันหนึ่งพบคุณยาย ได้มีโอกาสคุยกับคุณยาย ก็เลยถามท่านตรง ๆ “ยาย เอ๊ะ คำว่า ความลับไม่มีในโลกนี่ ทำไมชาวโลกเขายังปิดบังกันได้นะยาย?” คุณยายท่านก็เงยหน้ามอง แล้วท่านก็ยิ้ม ๆ เป็นยิ้มที่ทำให้หลวงพี่สดชื่น เพราะว่าท่านยังเมตตาอยู่ ท่านยิ้ม ๆ ท่านนิ่งนิดเดียวเท่านั้น แล้วท่านก็ตอบมาว่า “ความลับไม่มีในโลกสำหรับคนที่เขามีธรรมะ”
หลวงพี่ก็เข้าใจตามนั้นเลยนะ ท่านตอบอยู่แค่นี้ นึกถึงคำที่หลวงพ่อธัมมชโยท่านพูดถึงคุณยายว่า คำพูดของยายเป็นที่สุดแห่งถ้อยคำ เวลาท่านตอบแล้ว เหมือนสุด คือ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถามต่อ หลวงพี่ก็ไม่ได้ถามต่อเลยวันนั้น มีความเข้าใจตามนั้น ท่านตอบว่า ความลับไม่มีสำหรับคนที่เขามีธรรมะ คือ ถ้าหากว่าปฏิบัติธรรมแล้วเข้าถึงธรรมภายใน หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เข้าถึงพระธรรมกาย ยิ่งเข้ากลาง ใจก็ยิ่งใส บริสุทธิ์ แล้วก็จะไปเห็น เห็นสิ่งที่เราคิดว่า เป็นความลับนั่นแหละ
อย่าพูดถึงแค่ความลับที่มนุษย์ปิดบังกันเลย ถ้าใจบริสุทธิ์มาก ๆ ความลับที่พญามารปิด ก็ยังไปเห็น อย่าว่าแค่มนุษย์ที่ปิดกันเลย ถ้าใจหยุดนิ่งสนิท เข้ากลางจริง ๆ นี่ ใจใส สะอาด บริสุทธิ์จริง ๆ ก็จะไปรู้เห็นได้ตามปรารถนา
เพราะฉะนั้น เรื่องการฝึกใจหยุดนิ่งสำคัญมากนะจ๊ะ เป็นหัวใจสำคัญของพวกเราทีเดียว และคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวคุณยายนี่แหละ จะได้เป็นแนวทางสำหรับพวกเราที่จะได้ประพฤติปฏิบัติกันต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะมีความสามารถ ถึงใจยังไม่หยุดนิ่งสนิทแบบคุณยาย ก็ต้องฝึกฝนนะจ๊ะ อบรมให้มี ให้เป็น ให้มากขึ้น แล้วก็จะดีขึ้น
ความลับที่พญามารปิดเราอยู่ ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมของเราเปิดมันออก หนทางนั้นมีอยู่ คือ หนทางที่พระบรมศาสดา ท่านทรงสอนเอาไว้คือ หนทางสายกลาง ซึ่งต่อทอดมา หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงได้สอนเอาไว้ว่า “หยุด เป็นตัวสำเร็จ” นั่นแหละ เอาใจหยุดนิ่งเข้ากลางได้ หยุดนิ่งสนิทเข้ากลางได้ ก็จะเข้าถึง แล้วก็จะเห็น
สิ่งนี้สำคัญนะจ๊ะ จะได้ฝากเอาไว้ สิ่งที่เป็นประวัติของคุณยายใน ๔ ประโยคท้าย ที่บอกว่า
เพราะใจของท่านเปิดกว้าง กว้างพอสำหรับโลกทั้งโลก
เพราะใจของท่านใสสว่าง สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านได้ฝึกฝนตนเอง และได้พบได้เห็น การเรียนรู้ตั้งแต่หยาบ ๆ จนกระทั่งเข้าไปละเอียดภายในมาก ๆ แม้กระทั่งไปรู้เห็นวิชชาภายใน ซึ่งมีความสำคัญมากตรงนั้น ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนเรื่องใจหยุดใจนิ่งเป็นสำคัญ ถ้าใจหยุดใจนิ่งแล้ว ก็จะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ นะจ๊ะ
ตอนที่หลวงพี่เขียนกลอนเปล่า ๘ บรรทัดนี้ แล้วไม่เคยถอดความเลย เขียนด้วยใจที่มีความรู้สึกว่า นี่คือคุณสมบัติของคุณยาย เพิ่งมาคิดถอด ก็วาระพิเศษของคุณยายของเรา เมื่อค่อย ๆ ถอดไป ก็ยิ่งประจักษ์ในคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวคุณยายว่า เป็นครูอันยอดยิ่งของเราทีเดียว เป็นแบบอย่างที่จะเป็นกำลังใจให้เราได้ฝึกฝนอบรมตัวเองให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
และข้อความที่ถอดตั้งแต่บรรทัดแรกนั้น ก็ถอดมาจากการที่เราได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดคุณยายอยู่ระยะหนึ่ง ได้พูดคุยกับคุณยาย และได้รับความเมตตาจากคุณยายที่เล่าเรื่องหลาย ๆ เรื่องให้ฟัง แม้กระทั่งเรื่องบางเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะ ท่านก็เล่าให้ฟัง จึงทำให้สามารถพอที่จะถอดความ ๘ บรรทัดออกมาได้ขณะนี้ ซึ่งก็ขอฝากเอาไว้
สำหรับวันนี้ก็ขอจบการบรรยายประวัติ และคุณธรรมของคุณยายที่ผ่านบทกลอนเปล่า ๘ บรรทัด ที่เขียนไว้ว่า
บัณฑิตที่แท้
แม้ไม่ได้ท่องเที่ยวไปทุกมุมโลก
อยู่แต่กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก
ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง
เพราะใจของท่านเปิดกว้าง
กว้างพอสำหรับโลกทั้งโลก
เพราะใจของท่านใสสว่าง
สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก
และถ้าหากใจของเราทุกคนใสสว่าง งานของเราก็ชนะ โลก ๓ สว่างหมด ใส บริสุทธิ์ จะไม่มีอะไรปิดบังความรู้ความเห็นของเราได้อีกเลย ขอเจริญพร