ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง

คุณยายอาจารย์ · บัณฑิตที่เเท้

PDF
ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง วันนี้ก็ถึงบรรทัดที่ ๔ ที่เขียนไว้ว่า ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง บรรทัดนี้เป็นบรรทัดที่สำคัญ เพราะเป็นการบอกถึงเนื้อหาของกลอนเปล่าบทนี้ บอกถึงคุณสมบัติของคุณยายที่ทำให้คุณยายเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าของหมู่คณะ แล้วก็ทำให้คุณยายได้เป็นครูบาอาจารย์ของพวกเราทุก ๆ คน การรู้จักโลกได้กระจ่างของคุณยายนั้น ท่านไม่ได้รู้จักโลกในมุมกว้างแต่ตื้น ๆ แบบชาวโลกเขารู้จัก แต่ท่านรู้จักโลกในแง่ของความลึกซึ้ง ซึ่งจะค่อย ๆ บรรยายให้พวกเราได้ฟังกัน คำว่า “โลก” นั้น เราลองมาค่อย ๆ ถอดความหมายกันหน่อยนะจ๊ะ ชาวโลกรู้จักคำว่า โลก ในความหมายกว้างว่า หมายถึง หนึ่งในดาวนพเคราะห์ ที่มีพื้นแผ่นดิน พื้นน้ำ และอากาศ เป็นที่อยู่ที่อาศัยของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ภาษาอังกฤษเขาใช้คำ ๆ นี้ว่า Earth แต่ถ้าในมุมกว้างกว่านี้ ในแง่ของสังคม ความเป็นอยู่ แบ่งแยกกันเป็นประเทศ เขตแดน มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีวัฒนธรรมก่อกำเนิดขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ วิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป ศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นเขาใช้คำว่า World ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Earth ในแง่ของรายละเอียด แต่ก็เป็นโลกเดียวกันนั่นแหละ ชาวโลกเขาอยากจะรู้จักโลกให้กว้างขวาง โดยมากเขาก็ท่องเที่ยวกัน ไปรู้ ไปเห็น ไปศึกษาให้รู้จักกัน เป็นการรู้จักในลักษณะภายนอกของโลก แต่มักจะไม่รู้จักในมุมลึกถึงความเป็นมาของโลกแท้ ๆ ว่า มีเหตุเป็นมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโลกในฐานะของดาวนพเคราะห์ ไม่ว่าจะเรื่องของโลกในฐานะเรื่องความเป็นอยู่ นอกจากนี้แล้ว ในพระพุทธศาสนาของเรา ก็มีการพูดถึงคำว่า โลก อยู่ด้วย ได้ให้ความหมายของคำว่า โลก นี้ได้ลึกซึ้งกว่าความเข้าใจของชาวโลกทั่วไป เมื่อหลวงพี่บวชใหม่ ๆ เรียนนักธรรม เข้าใจว่า เป็นหลักสูตรนักธรรมโท เรียนวิชาหนึ่งชื่อว่า ธรรมวิภาค แล้วไปเจอศัพท์คำว่า โลก เป็นครั้งแรกในหนังสือธรรมวิภาค เขาใช้คำว่า โลก ๓ เห็นครั้งแรกก็งง ๆ ว่า ทำไมวิชาในทางพระพุทธศาสนาจึงได้พูดถึงคำว่า โลก เอาไว้ ก็เลยไปดูรายละเอียดที่ครูบาอาจารย์ท่านแต่งหนังสือได้บรรยายเอาไว้ คำว่า โลก ๓ ในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ ๓ ก็คือ โอกาสโลก ขันธโลก และสัตวโลก ครูบาอาจารย์ที่แต่งหนังสือนั้น ท่านก็ได้ให้คำบรรยายไว้ดังนี้ คำว่า โอกาสโลก หมายถึง แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี่แหละ รวมถึงอากาศที่อยู่รอบตัวเรา ขันธโลก ท่านก็อธิบายว่า เป็นโลกที่ประกอบด้วยขันธ์ ท่านหมายถึง ขันธ์ ๕ ถ้าโลกที่ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ท่านก็หมายเอาสิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิต จะเป็นสัตว์ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเป็นมนุษย์ แต่ละคนล้วนเป็นโลกที่ประกอบด้วยขันธ์ ๕ เมื่อครูบาอาจารย์อธิบายต่อไปถึงคำว่า สัตวโลก ท่านยอมรับว่า เกิดความติดขัด ติดขัดในแง่ที่ว่า จะอธิบายคำว่า สัตวโลก ว่าอย่างไรดี เพราะท่านบอกว่า ท่านอธิบายคำว่า ขันธโลก หมายถึง กายที่เป็นตัวเป็นตน ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ซึ่งก็หมายถึง สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งมนุษย์ด้วย ถ้าจะอธิบายว่า สัตวโลก หมายถึงสัตว์ต่าง ๆ ก็จะซ้อนกัน ท่านจึงไม่สามารถที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างศัพท์ ๒ คำนี้ออกจากกันได้ และท่านก็บอกเปิดทางเอาไว้ว่า ในอนาคตถ้าจะมีท่านใดสามารถอธิบายแยกแยะระหว่างศัพท์ ๒ คำนี้ออกได้ ก็จะเป็นที่น่ายินดี เพราะในทางปริยัติ เมื่อแยกแยะศัพท์แล้ว ก็ติดขัดอย่างนี้ เมื่อหลวงพี่อ่านมาถึงตรงนี้ แม้ครูบาอาจารย์ทางด้านปริยัติ ท่านมีความรู้ ท่านอธิบายแล้วศัพท์ ๒ คำนี้ยังซ้อนกันอยู่ ยังติดขัด ตอนนั้นก็นึกไม่ออกว่า จะไปถามใคร จนกระทั่งวันหนึ่งนึกถึงคุณยายขึ้นมาได้ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปถามคุณยายเถอะ ปกติแล้วลูกศิษย์ลูกหาของคุณยาย มักจะให้ความเคารพคุณยาย เกรงใจคุณยาย โดยทั่วไปแล้วจะไม่นำเอาคำถามเชิงปริยัติไปถามคุณยาย แต่คราวนั้นนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะไปถามใคร จังหวะพอดีได้พบคุณยาย ก็เลยถามท่าน เวลาถามท่านนั้น หลวงพี่ไม่ได้อารัมภบทอะไรเลยนะจ๊ะ ถามคุณยายแบบตรง ๆ สั้น ๆ นี่ตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว คำถามนี้ถามคุณยายว่า “ยาย สัตวโลก เขาหมายถึงอะไร” สั้น ๆ แค่นี้ ไม่มีการปูพื้นเลย หลวงพี่จำติดใจนะ เวลาคุณยายตอบ ท่านเมตตาลูกศิษย์ลูกหาดีมากเลย เวลาท่านตอบหลวงพี่นี่ มุมปากท่านเหมือนจะยิ้มน้อย ๆ แล้วท่านเหมือนกับนิ่งไปนิด ๆ แล้วเวลาตอบนั้นเสียงท่านจะนิ่ง ๆ เหมือนเสียงที่ไม่ได้มีความยินดียินร้ายอะไร แต่เป็นเสียงที่ชัด ใส ฟังแล้วกระจ่าง ท่านตอบด้วยเสียงนิ่ง ๆ ว่า “หมายถึง เห็น จำ คิด รู้” ท่านตอบสั้น ๆ แค่นี้ หลวงพี่ได้ยินท่านตอบแค่นี้ แล้วไม่มีคำตอบเพิ่มเติมมาอีก แต่แค่นี้พอใจแล้ว มีความรู้สึกว่า มันชัด มันกระจ่างตอนนั้น จำได้ว่า มีความรู้สึก เราถึงบางอ้อ แต่ไม่ได้ออกเสียงว่า อ้อ ! แต่ถึงบางอ้ออยู่ในใจ แล้วมันเป็นการอ้อลึก ๆ เพราะคำตอบของคุณยายแค่นี้ เรารู้สึกว่าเข้าไปได้ตามท่านระดับหนึ่ง เห็น จำ คิด รู้ ๔ อย่าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบอกว่า รวมกันเป็นจุดเดียวที่ศูนย์กลางกาย เรียกว่า ใจ สัตวโลก ซึ่งหมายถึง เห็น จำ คิด รู้ ก็หมายถึง ใจ ที่สถิตอยู่ ณ ศูนย์กลางกายนั่นเอง พอรู้ว่า เห็น จำ คิด รู้ หมายถึง สัตวโลก อ๋อ ! เห็น จำ คิด รู้ ก็หมายถึง ใจ รวมกันจรดหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เป็นจุดเดียวอยู่ที่ศูนย์กลางกายของกายเนื้อ ซึ่งก็คือ ขันธโลก แล้วขันธโลกก็อยู่บนพื้นแผ่นดินที่ท่านเรียกว่า โอกาสโลก โลก ๓ ซ้อนอาศัยกันอยู่อย่างนี้นี่เอง คำตอบของคุณยาย คำสั้น ๆ ทำให้เราเข้าใจไปถึงโลกทั้งสามซึ่งอิงอาศัยกันอยู่ เหมือนเรามาสร้างบารมี ใจของเรา เห็น จำ คิด รู้ ก็ไปสถิตอยู่ ณ ศูนย์กลางกายของกายเนื้อ กายเนื้อ นั้นก็อาศัยโลก คือ โอกาสโลก อยู่ เรามาสร้างบารมีนี้พร้อมกันทั้ง ๓ โลกนะจ๊ะ โลก ๓ พร้อมบริบูรณ์เลย แล้วถึงกันอยู่ทั้ง ๓ โลก สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ หลวงพี่จำได้ถึงภาพที่คุณยายตอบ ถึงท่านจะตอบแค่สั้น ๆ แต่เมื่อมาถึงวันที่หลวงพี่ต้องมาถอดความในบทกลอนเปล่าบทนี้ พอถึงบรรทัดนี้ ก็นึกถึงภาพคุณยายที่ตอบตรงจุดนี้ และเพราะความเคารพคุณยาย นึกถึงคุณยาย ภาพคุณยายชัด หลวงพี่จึงได้คำตอบที่เกินจากที่คุณยายตอบด้วยคำพูด คุณยายตอบ ยายจะยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก ยิ้มน้อย ๆ นั้นก็คือความเมตตาที่ท่านให้กับลูกศิษย์ลูกหา ถึงจะมาถามด้วยเรื่องของปริยัติ ท่านก็ไม่มีความรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่จะทำให้ท่านลำบากแต่อย่างไรเลย ยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากก็คือความเมตตาที่ท่านให้กับหลวงพี่ แล้วก็เชื่อว่า ท่านก็ให้กับลูกศิษย์ลูกหาของท่านทุกคนนั่นแหละ อาการนิ่ง ๆ ของท่านก่อนที่จะตอบ นิ่งนิด ๆ นั่นคือ ปกติวิสัยของท่านเลย เวลาท่านตอบเรื่องละเอียดที่ใครถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน เป็นคุณสมบัติของท่าน เป็นอาการที่ท่านจะจรดใจเข้ากลาง แล้วท่านก็จะมีคำตอบที่เราเชื่อ ที่เราพบคุณยายกันมา จะมีความรู้สึกว่า คุณยายตอบอะไรแล้วแม่นฉมัง เพราะว่า คุณยายไม่เคยทิ้งจากเรื่องใจหยุดใจนิ่งเลย แม้กระทั่งเวลาพูดคุย และอีกสิ่งหนึ่งที่ยังติดตาติดใจอยู่ คือ สิ่งที่ท่านตอบ มันนิ่ง ๆ เหมือนกับว่า สิ่งที่ท่านบอกว่า สัตวโลก หมายถึง เห็น จำ คิด รู้ นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ท่านเก็บเอาไว้เพื่อเป็นความทรงจำ แต่อยากจะบอกว่า มันเป็นสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ และกำลังทำอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ เพราะท่านไม่มีความจำเป็นเลย ที่จะจำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ตอบเพื่ออะไร ท่านไม่มีความจำเป็นเลยที่จะเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ตอบตอนทำข้อสอบ เพราะท่านไม่ได้สอบอะไรเลย สิ่งเหล่านี้ที่ท่านทำอยู่นั้น เป็นเพราะว่าท่านเข้าถึง และเป็นสิ่งที่ท่านทำอยู่จนคุ้นเคย จนกระทั่งเป็นปกติ ยกตัวอย่างว่า ถ้าพูดถึงเรื่องการทำนา พวกเราจะนึกถึงตำราว่า ในตำราเขียนเรื่องการทำนาว่าอย่างไร หรือบางคนอาจจะนึกไปถึงภาพที่ชาวนาอยู่กลางท้องนากำลังดำข้าว แต่สำหรับคุณยายแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องการทำนา ท่านทำมาด้วยมือของท่านเอง ทุกขั้นตอนของการทำนานั้นอยู่ในใจของท่านหมด ท่านทำจนชำนาญ มันชัดเจนในฐานะที่ท่านเป็นผู้ทำนา มันชัดหมดทุกขั้นตอน อย่างไรอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เรื่องโลก ๓ คำว่า สัตวโลก ที่ถามท่าน ท่านถึงตอบ ตอบแบบคนที่คุ้นเคย แบบคนที่ทำได้ แบบคนที่เข้าถึง จึงเป็นเนื้อความที่ท่านตอบอย่างนั้น ถ้าหากว่าเป็นสิ่งที่คุณยายทำจนกระทั่งคุ้นเคยเป็นปกติ ทำจนชำนาญ แสดงว่า โลก ๓ มีความสำคัญ และโลก ๓ สำคัญกับพวกเราอย่างไร หลวงพี่ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ถ้าจะเป็นพ่อค้า ก็ต้องมีตลาดรองรับการซื้อขาย ถ้าจะเป็นนักปกครองก็ต้องมีบ้าน มีเมืองเอาไว้สำหรับรองรับการปกครอง ถ้าจะพูดถึงทหาร ก็ต้องมีสมรภูมิเอาไว้รองรับการสู้รบการทำงานของทหาร แต่สำหรับพวกเราที่เป็นนักสร้างบารมี ที่จะมาทำความสะอาดหมดจด ขจัดกิเลส ขจัดสิ่งที่ไม่ดีให้หมดไปนั้น โลก ๓ นี้จะเป็นสิ่งที่รองรับการสร้างบารมีของพวกเรา สำคัญมากนะจ๊ะ ถ้าหากว่า เราทำโลก ๓ ให้ชัด ให้ใสบริสุทธิ์แล้ว เราจะเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เข้าใจโลกในมุมลึกได้ชัด ใสกระจ่างยิ่ง เพราะฉะนั้น โลก ๓ จึงสำคัญ แล้วก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้ดี ให้ใส และบริสุทธิ์ หลวงพี่ขอยกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ โลก ๓ นั้นมีความสำคัญอย่างไร ลองนึกถึงพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านสั่งสมบุญบารมีมายาวนานนักหนา สร้างแล้วสร้างอีก การปฏิบัติเพื่อหยุด เพื่อนิ่ง ทำแล้วทำอีก จนกระทั่งโลก ๓ ของท่านใส บริสุทธิ์ โลก ๓ ของท่านใส บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างไร โอกาสโลกของท่าน คือ แผ่นดินที่รองรับท่านนั้น เป็นแผ่นดินแก้ว เป็นรัตนบัลลังก์ รองรับกายเนื้อของท่าน เพื่อการเข้าถึงธรรม เพื่อการตรัสรู้ธรรมนั่นเอง ขันธโลกของท่านใส บริสุทธิ์ บุญเต็มเปี่ยม ทำให้ท่านได้ลักษณะมหาบุรุษ สัตวโลก ของท่านใส บริสุทธิ์ คือ ใจที่ใสบริสุทธิ์ของท่านปราศจากมลทินใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตวโลก นี่สำคัญมาก การที่จะเข้าไปสู่ภายในได้ จะต้องอาศัยใจที่มีความใส บริสุทธิ์ ใจที่หยุดนิ่ง แล้วเข้าไปสู่ความบริสุทธิ์ ผ่องใส ที่อยู่ตรงกลาง เมื่อใจหยุด หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจก็จะมีความบริสุทธิ์ ผ่องใส ใจบริสุทธิ์ ผ่องใส นั่นก็คือ โลกมีความใส บริสุทธิ์ขึ้น เมื่อโลกใส บริสุทธิ์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะพลอยบริสุทธิ์ ผ่องใสตาม ทุกสิ่งก็จะชัด สิ่งที่เคยติด เคยซ่อนเร้นก็จะคลายตัวออก สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น สิ่งที่เข้าไม่ถึงก็จะเข้าถึง แล้วเราก็จะสามารถทำความบริสุทธิ์ผ่องใสทั้งมวลให้เกิดขึ้นได้ พระบรมศาสดาท่านทำของท่าน เป็นแบบอย่างที่ดีเลิศ ที่ประเสริฐ เป็นแบบอย่างที่เราจะต้องนำมาใช้เป็นแบบแผนในการดำเนินหนทางแห่งการสร้างบารมีของพวกเรากัน นึกถึงแล้วก็นึกถึงพระคุณของคุณยาย ประโยคเดียวที่ท่านตอบ ทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากมาย ประโยคเดียวที่ท่านตอบ ทำให้เราเข้าใจอะไรได้ลึกขึ้น และโลก ๓ นั้นถึงกันตลอดนะจ๊ะ แล้วความสำคัญมันก็จะอยู่ที่ สัตวโลก คือ ใจของเรานี่แหละ ทำใจให้หยุด ให้นิ่ง เข้ากลาง แล้วเราก็จะพบความบริสุทธิ์ ผ่องใสยิ่ง ๆ เข้าไป โลก ๓ ที่รองรับนักสร้างบารมี จึงมีความสำคัญอย่างนี้ หลวงพี่มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าคุณยายของเราท่านชำนาญในเรื่องนี้ ที่ว่าชำนาญในเรื่องนี้ เพราะว่าท่านชำนาญเรื่องหยุดเรื่องนิ่ง ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้ให้ ตั้งแต่พบคุณยายมา หลวงพี่เคยมีสิ่งที่ถามท่านอยู่หลายเรื่อง และแต่ละเรื่องที่ท่านตอบมานั้นแม่นฉมังตลอดเลย แม้กระทั่งคุยกัน ท่านตอบก็ยังแม่น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บอกว่า ใจของท่านนั้นอยู่กับเรื่องหยุดเรื่องนิ่ง ที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา แล้วก็ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ท่านไม่เคยทอดทิ้งเรื่องใจหยุดใจนิ่งเลย แล้วท่านก็ทำให้ตัวท่านนั้นมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่งในหมู่คณะของพวกเรา และเป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรากัน มีอยู่ตัวอย่างหนึ่งในธรรมบท เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา เอามาเปรียบเทียบได้ เรื่องนี้เกิดในสมัยพุทธกาล พูดถึงสตรีนางหนึ่ง เธอเป็นธิดาช่างหูก ช่างหูก คือ ช่างทอผ้านี่แหละ พ่อเป็นช่างทอผ้า เธอเป็นลูกสาวช่วยงานพ่ออยู่ ที่ผ่านมาเธอได้ปฏิบัติกรรมฐานมรณสติ พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ เธอปฏิบัติอยู่ ๓ ปี แต่เมืองที่เธออยู่นั้นอยู่ชนบทไกล เมื่อคราวที่บุญเต็มที่ พระบรมศาสดาท่านก็ทราบในพระญาณว่า สตรีนางนี้ จะเข้าถึงธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นไปได้ พระองค์ท่านก็เสด็จไปโปรด ท่านไปถึงเมืองนั้น ก็พอดีธิดาช่างหูกที่พระองค์หมายว่าจะได้พบนั้น กำลังติดงาน เพราะพ่อมีงานทอผ้าอยู่ ให้ลูกสาวช่วยกรอด้าย แล้วไปส่งให้ วันที่พระบรมศาสดาไปถึงนั้น เมื่อเสวยภัตตาหารเสร็จ พระองค์ทรงคอยธิดาช่างหูกมาก่อน เพื่อที่จะอนุโมทนา ประชาชนก็สงสัยว่า พระองค์ทรงคอยใครอยู่ พอดีธิดาช่างหูกนั้นกรอด้ายเสร็จ กำลังจะเอาด้ายไปส่งให้พ่อ ก็ผ่านมาทางนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา พอพระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นธิดาช่างหูก ทรงให้เข้าไปใกล้ แล้วพระองค์ก็ตรัสถามด้วยวาทะอยู่ ๔ ประโยค และธิดาช่างหูกก็ตอบอยู่ ๔ ประโยค พระบรมศาสดาท่านทรงถามว่า “เธอมาจากไหน?” ธิดาช่างหูกก็ตอบว่า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ” พระบรมศาสดาก็ทรงถามประโยคที่ ๒ ว่า “เธอจะไปไหนหรือ? ”ธิดาช่างหูกก็ตอบว่า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ?” พระบรมศาสดาท่านก็ตรัสถามประโยคที่ ๓ ต่อไปว่า “เธอไม่ทราบหรือ?” ธิดาช่างหูกก็ตอบว่า “ทราบเจ้าค่ะ” พระบรมศาสดาก็ทรงถามประโยคที่ ๔ ว่า “เธอทราบหรือ?” ธิดาช่างหูกก็ตอบว่า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ” แค่นั้นประชาชนก็ฮือขึ้น ครหาว่า ธิดาช่างหูกนี้กล่าวเล่นวาทะกับพระบรมศาสดา เป็นกริยาอันไม่สมควร พระบรมศาสดาพอเห็นอาการของมหาชนดังนั้น พระองค์จึงไขความสงสัยในเบื้องต้นก่อนว่า ที่ธิดาช่างหูกตอบนั้นไม่ได้เล่นวาทะ แต่เป็นจริง ๆ อย่างนั้น แล้วพระบรมศาสดาก็ทรงบอกให้ธิดาช่างหูกนั้นอธิบายความหมายที่ตอบ ธิดาช่างหูกก็ได้อธิบายความหมายว่า ประโยคที่ ๑ พระบรมศาสดาทรงถามว่า เธอมาจากไหน ธิดาช่างหูกก็ตอบว่า ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพราะเธอเองไม่ทราบว่า ตนเองนั้นก่อนเกิดมาเป็นมนุษย์มาจากภพภูมิใด คือ นางไม่ทราบจริง ๆ ว่า ตอนที่จะมาเกิดนั้นมาจากไหน ประโยคที่ ๒ พระบรมศาสดาทรงถามว่า “เธอจะไปไหนหรือ ?” ธิดาช่างหูกตอบว่า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ” คือ ไม่ทราบว่า เมื่อตายแล้วจะไปไหน ส่วนประโยคที่ ๓ ที่พระบรมศาสดาทรงถามว่า เธอไม่ทราบหรือ ? ธิดาช่างหูกตอบ ทราบเจ้าค่ะ เพราะตนทราบว่า เกิดมาแล้วทุกชีวิตย่อมต้องเดินไปสู่ความตาย แม้ตนเองย่อมต้องตายในวันใดวันหนึ่ง ประโยคที่ ๔ พระบรมศาสดาทรงถามว่า เธอทราบหรือ? ธิดาช่างหูกตอบว่า ไม่ทราบเจ้าค่ะ ที่ตอบว่า ไม่ทราบ คือ ไม่ทราบจริง ๆ ว่า จะตายเมื่อไรและตายที่ใด ในความหมายโดยนัยที่ธิดาช่างหูกตอบนั้น ก็คือ นัยที่ชาวโลกทั้งหลายพบกันอยู่นั่นเอง คือ ไม่ทราบที่มาที่ไป เหมือนชาวโลก ถึงจะรู้จักโลก ท่องเที่ยวไปทั่วโลก ก็ไม่สามารถที่จะหาคำตอบที่มาที่ไปของตน นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ถึงจะเก่งแค่ไหน เขาก็ยังถามตัวเองกันอยู่ หรือถามในหมู่นักวิชาการเลยว่ามนุษย์นั้นมาจากไหน แล้วเขาก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเลยว่า มาจากไหน จริง ๆ ตายแล้วจะไปไหน ก็ไม่มีคำตอบ นี่ขนาดธิดาช่างหูก เจริญมรณสติมา ๓ ปีนะ ตอบได้ขนาดนี้ก็ถือว่า เด่นจากชาวโลกทั่ว ๆ ไปอยู่แล้ว คือ รู้ว่าตัวเองไม่รู้จริง ๆ ถ้าจะรู้สิ่งเหล่านี้ โลก ๓ ต้องบริสุทธิ์ ใจหยุดนิ่งเข้าไปสู่ภายในแน่นอน พระบรมศาสดามีสิ่งเหล่านั้นเต็มบริบูรณ์อยู่ในพระองค์ท่าน แต่สำหรับคุณยายที่หลวงพี่พบท่าน หลวงพี่ก็ได้ยินคำถามคล้าย ๆ กันอย่างนี้ จากลูกศิษย์ลูกหาจากญาติโยมที่มาถึงคุณยายนั่นแหละ ถามคุณยาย แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ถามประโยคว่า “มาจากไหน” มีบ้างแต่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะมาถามประโยคที่ ๒ ก็คือ “จะไปไหน” ประโยคที่ ๒ นี่ถามเยอะ แล้วที่พบ คุณยายไม่เคยปฏิเสธลูกศิษย์เลย มีคำตอบให้เสมอ เพียงแต่ว่า ช่วงที่คุณยายอายุมากแล้ว คุณยายจะขอรูปของผู้ละโลกเอาไว้ แล้วก็แปลกนะ ส่วนใหญ่เจ้าตัวไม่ได้ถามเองนะ ลูกหลานมาถามให้ หลวงพี่เคยพบท่านเก็บรูป แล้วถามคุณยาย “ยายแล้วไปตรวจให้เขาตอนไหน?” คุณยายท่านก็ตอบว่า “พอยายอายุมากแล้วนี่ ยายก็ขอรูปเขาไว้ก่อน แล้วไว้ตอนกลางคืน ตอนดึก ๆ” ถ้านึกถึงประวัติท่านออก ที่หลวงพี่เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านคุ้นอยู่กับการนอนหัวค่ำ แล้วตื่นกลางดึก แต่ก่อนก็ตื่นก่อนเที่ยงคืนสมัยอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่พอตอนหลังก็ผ่อนคลาย พอมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ก็พักผ่อนมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ท่านก็จะตื่นมาประมาณตี ๒ ตี ๓ แล้วจากตี ๒ ตี ๓ แล้วท่านก็จะนั่งธรรมะไปถึงสว่าง คุณยายบอกว่า “ที่ยายตรวจให้เขาก็จะเป็นช่วงนี้แหละ คือ ตอนที่ตื่นขึ้นมากลางดึกไปถึงสว่าง ใจมันจะสบาย มันนิ่งแล้วจะแม่น ” คุณยายก็ตอบว่าอย่างนี้ ลูกศิษย์ลูกหาท่านใด ที่เคยฝากให้คุณยายช่วยดูว่าไปไหน ขอให้มั่นใจเถอะว่า สิ่งเหล่านั้นผ่านการดูอย่างดีจากคุณยายท่านแล้ว เพราะนี่คือสิ่งที่คุณยายเล่าให้หลวงพี่ฟัง เพราะโลก ๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใจของท่านนั้นหยุดนิ่งสนิทมาก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากได้จริง ๆ ถ้าหลวงพี่เข้าใจไม่ผิด แม้กระทั่งหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็อยากให้ลูก ๆ ของท่านเป็นอย่างนี้จริง ๆ คือ ใจหยุดนิ่งสนิท หยุดนิ่งสนิทนั้นเวลาเห็น เห็นสิ่งนี้ก็ต้องเป็นสิ่งนี้ เห็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ แล้วไม่เป็นอย่างอื่นเลย ไม่คลาดเคลื่อนเลย นี่คือ สิ่งที่อยากจะได้ หลวงพี่ก็หวังว่า ลูก ๆ ของท่านจะทำให้ท่านไม่ผิดหวัง ต้องอาศัยใจหยุดนิ่งสนิทมากนะจ๊ะ ไม่เคลื่อนเลย ๑ คือ ๑ ไม่ใช่ ๑ คือ ๒ ๓ อะไรก็ไม่รู้ ถ้าอย่างนั้นก็เสียเวลามากเลย ๑ ต้องคือ ๑ อย่างนี้คืออย่างนี้ แล้วไม่เป็นอย่างอื่นเลย กี่ครั้งกี่ครั้งก็เป็นอย่างนี้ แล้วไม่เคลื่อนจากนี้เลย นี้คือสิ่งที่ยายเป็นยายมี จากการฝึกฝนอบรมตัวท่านเอง ท่านช่วยลูกศิษย์ลูกหาได้ แต่สิ่งเหล่านี้จริง ๆ แล้ว โดยเนื้อหาแล้ว เปรียบเหมือนเป็นปกิณกะสำหรับท่านนะจ๊ะ ใจหยุด ใจนิ่ง เรื่องโลก ๓ ของท่านนั้น สำคัญก็คือ เรื่องเน้นเข้าไปสู่ข้างใน รู้เห็นข้างในลึก ๆ เข้าไป เข้าไปจนกระทั่งให้ถึงที่สุดให้ได้ อันนั้นต่างหาก แต่สิ่งที่ท่านมาตรวจให้ว่าไปไหนนี่ ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านอนุเคราะห์ให้กับลูกศิษย์ลูกหาด้วยความเมตตาของท่านนั่นเอง ก็พูดมาถึงประโยคที่ ๔ ของกลอนเปล่า คือ ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง นี้ก็เรียนด้วยความซาบซึ้งในพระคุณของคุณยายอย่างล้นพ้น เพราะตัวผู้พูดเอง คุณยายก็ทักไว้หลายทีแล้ว แต่ละทีก็เงียบกลับไป แม่นฉมังอะไรปานนั้น แต่ทักเรื่องอะไร ก็ต้องไปถามคุณยายเอง คำว่า “อาจ” ในประโยคนี้ ต้องขออธิบายไว้นิดหนึ่งว่า ไม่ได้หมายความว่า “อาจจะ” นะจ๊ะ “อาจ” คำนี้หมายถึง “สามารถ” ก็คือ สามารถรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง คือ ชัดหมด ศูนย์กลางกายนี่แปลกนะ อะไร ๆ เข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันใส บริสุทธิ์ อะไรก็ปิดไม่อยู่ เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่มีธรรมะแบบคุณยายถึงกระจ่างยิ่ง แล้วจะมาขยายความอีกทีหนึ่ง เมื่อถึงบทบรรทัดที่ ๕ ๖ ๗ ๘ จะรวบทีเดียว ๔ บรรทัดได้ เพราะว่าบรรทัดที่ ๕ ๖ ๗ ๘ นั้นจะเป็นส่วนที่ขยายความบรรทัดที่ ๔ บรรทัดที่ ๔ นั้นบอกว่า ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง บรรทัดที่ ๕ ๖ ๗ ๘ นั้น เขียนไว้ว่า เพราะใจของท่านเปิดกว้าง กว้างพอสำหรับโลกทั้งโลก เพราะใจของท่านใสสว่าง สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก แล้วถ้าเราได้แบบกลอนนี้ว่า แบบที่คุณยายท่านเป็น เราจะเข้าใจความหมายของคำว่า ความลับไม่มีในโลก จะมาขยายความในครั้งหน้า